กลิ่นอายยุโรปที่ชิงเต่า

ถ้าไม่อยากไปไกลถึงยุโรป อยากดูใบไม้เปลี่ยนสี  อากาศสบายๆ ดื่มเบียร์แกล้มอาหารทะเล ชมทิวทัศน์ ต้องมาเที่ยวชิงเต่า
(เหตุใดเบียร์อายุร้อยปีที่ชิงเต่ารสชาติดี( อ่านได้ใน เก็บมาฝาก)

………………………..

เวลาบอกเพื่อนๆ ว่า จะไปเที่ยวชิงเต่า ส่วนใหญ่จะบอกว่า ฝากซื้อเบียร์ด้วย…

นอกจากเบียร์ที่มีชื่อระดับโลก ชิงเต่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง 

ถนนหลายสายบรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในยุโรป แต่เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายข้างทาง ก็ต้องตื่นจากภวังค์ เพราะที่นี่คือ ชิงเต่า

เนื่องจากดินฟ้าอากาศเป็นใจ เมืองชิงเต่าจึงมีอากาศดีเกือบตลอดปี เพราะตั้งอยู่ในเขตมรสุม แม้ในฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส และในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิตลอดทั้งปีเฉลี่ยที่ 12 องศาเซลเซียส

 

 

-1-

ถ้านึกภาพการท่องเที่ยวในชิงเต่าไม่ออก ลองจินตนาการดูว่า ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี หน้าโบสถ์สีสันหวานเหมือนลูกกวาด สถาปัตยกรรมแบบโกธิคผสมผสานสไตล์โรมัน เจ้าสาวแต่งชุดแต่งงานสีขาว สีแดง ฟูฟ่อง ควงแขนเจ้าบ่าวในชุดสูทเท่ๆ กำลังถ่ายพรีเวดดิ้ง …

บรรยากาศโรแมนติกแบบนี้เกิดขึ้นหน้าโบสถ์เซนต์เอมิล  เมืองชิงเต่า เกือบทุกวัน…

ถ้าอย่างนั้น ชิงเต่า มีอะไรน่าสนใจ…

แม้ไม่ใช่เมืองหลวงของมณฑลซานตง เหมือนเมืองจีหนาน (อยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑล) แต่ ชิงเต่า เป็นเมืองชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกของประเทศจีน มีอาณาเขตติดกับมณฑลเหอเป่ย เหอหนัน อันฮุย เจียงซู มีพื้นที่ทั้งหมด 10,654 ตารางกิโลเมตร ประชากรกว่า 7 ล้านคน เป็นเมืองท่าทางยุทธศาสตร์ เพิ่งได้รับการสถาปนาจากรัฐบาลทหารของเมืองชิงเต่าในปี ค.ศ. 1891

ว่ากันว่า เมืองชิงเต่า มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล องค์กรการศึกษาและองค์กรบริหารกว่า 20 แห่ง มหาวิทยาลัยมหาสมุทรและทะเลแห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง ผลิตบุคคลากรที่เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของจีน

ชิงเต่าเป็นเมืองเล็กๆ มีชายหาดที่สวยงาม อากาศดี ในอดีตเคยตกเป็นเมืองขึ้นของเยอรมัน จึงมีสภาพแวดล้อม ตึกรามบ้านช่องสไตล์ยุโรปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เมืองนี้แตกต่างจากเมืองอื่นๆ ของจีน

ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากมีทะเลและชายหาดที่สวยงาม ยังมีภูเขาเหลาซานที่เกี่ยวพันธ์กับลัทธิเต๋าและถูกบันทึกไว้ในเทพนิยาย ฯลฯ 

-2-

 ชิงเต่า เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมที่หลากหลายและแตกต่างของ 20 กว่าประเทศมาอยู่รวมกัน อาทิ พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าของเยอรมนี โบสถ์เซนต์เอมิลของศาสนาคาทอลิก คฤหาสน์แบบยุโรป สิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีที่มาที่ไปในประวัติศาสตร์ 

เนื่องจากชิงเต่าเคยถูกยึดครองจากเยอรมันและญี่ปุ่น จนถึงปี ค.ศ. 1914 และจีนยึดคืนมาได้ปี ค.ศ.1922 รวมทั้งเคยเป็นฐานทัพเรือของอเมริกานาน 36 ปี ทำให้ชิงเต่าได้รับมรดกทางวัฒนธรรมจากเยอรมัน ทั้งเรื่องเบียร์และสถาปัตยกรรม

นอกจากนี้เยอรมันยังได้วางผังเมืองชิงเต่าไว้อย่างดี เนื่องจากปี คศ.1897 กองทัพเยอรมันสร้างเมืองชิงเต่าให้เป็นฐานที่มั่นกองกำลังทหารเรือหลักในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นมรดกอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนที่ฝนตกหนักในจีน หลายเมืองถูกน้ำท่วม แต่เมืองชิงเต่ารอดพ้น เพราะระบบการวางท่อประปาที่เยอรมันทำไว้ มีประสิทธิภาพสูงมาก

ถ้ามาชิงเต่า สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ การเดินชมเมือง 

โบสถ์เซนต์เอมิล เดิมชื่อ โบสถ์เซนต์ไมเคิล เป็นโบสถ์คาทอลิก รูปทรงสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมันผสมผสานโกธิค ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน สร้างเสร็จปีคศ.1934 บริเวณอาคารด้านหน้ามีหอนาฬิกาสูง 56 เมตร ส่วนด้านในตกแต่งเรียบง่ายตามสไตล์เรเนอซองส์อิตาลี​​

ว่ากันว่า โบสถ์แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมโกธิคที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และยังเป็นอาคารที่สูงที่สุดทางใต้ของชิงเต่าในอดีต ดังนั้นเวลามาเดินเที่ยว หากใครหลงทางให้สังเกตยอดโบสถ์แล้วเดินกลับมาที่นั่น

โบสถ์เซนต์เอมิล เป็นสถานที่โรแมกติกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด หน้าโบสถ์จะมีสีสันการถ่ายพรีเวดดิ้งของหนุ่มสาวจีน

 

-3-

หากถามว่าทริปนี้  ชื่นชอบสถานที่แห่งไหนมากที่สุด 

วิลล่า แอนนา (Anna Villa) บ้านที่ตกแต่งแบบห้องหนังสือ บนถนนเจ้อเจียง26 สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2446 โดย Robert Kapp นักธุรกิจ ผู้ผลิตอิฐและกระเบื้อง เป็นสถาปัตยกรรมบาโรก สร้างในช่วงที่ชิงเต่าตกเป็นอาณานิคมของเยอรมัน เพื่อระลึกถึงลูกสาว โดยสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ ปัจจุบันอายุกว่า 100 ปี ​

หากอยากเห็นเมืองในมุมหนึ่ง ต้องไปยืนที่ระเบียงชั้นสองหรือชั้นสามของ Anna Villa เป็นมุมที่น่าประทับใจมาก และเราก็ได้เหลือบไปเห็นสาวจีนคนหนึ่งกำลังนั่งวาดภาพเมืองชิงเต่าอย่างมีสมาธิ ทำให้นึกถึงบ้านเมืองในยุโรป

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศริมทะเล ดูนกโฉบเหนือน้ำ สะพานจ้านเฉียว ที่ยื่นออกไปในทะเล ตัวสะพานยาว 440 เมตร กว้าง 8 เมตร เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวจีนนิยมมาเที่ยว

 สถานที่แห่งนี้เคยเป็นท่าเรือแห่งแรกของชิงเต่า สร้างในสมัยจักรพรรดิกวังซวี่ ราชวงศ์ชิง เมื่อปีค.ศ.1819 สมัยโบราณเคยใช้เป็นสถานที่ขนส่งสินค้าทางทะเล มีศาลารูปแปดเหลี่ยมสไตล์จีนที่ยืนออกไปในทะเล เป็นอีกจุดชมวิวที่สวยงามของชิงเต่า

และที่ไม่ควรพลาดเลย คือ พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าประเทศเยอรมนี รูปทรงเหมือนปราสาทราชสำนักยุโรป สร้างในปีพ.ศ. 2450 เป็นบ้านพักของผู้สำเร็จราชการชาวเยอรมันในชิงเต่า จึงใช้ชื่อว่า ที่ทำการ ต่อมาในปีพ.ศ. 2477 เปลี่ยนชื่อเป็นเกสต์เฮ้าส์ และกลายเป็นโรงแรมหรูของชิงเต่า ท่านประธานเหมา ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เคยพักที่นี่ในฤดูร้อนปีพ.ศ. 2500

หากเป็นคนชอบเดิน ถนนแปดสาย หรือปาต้ากวน ย่านนี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวเยอรมัน เมื่อครั้งที่ชิงเต่าถูกยึดเป็นอาณานิคม มีป้อมปราการสำคัญในสมัยโบราณ มีบ้านเรือนกว่า 300 หลัง สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งสไตล์รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เดนมาร์กฯลฯ

ณ จุดนี้ที่พวกเราค่อยๆ ละเลียดชมเมือง แวะกินมันเผา เดินดูใบไม้เปลี่ยนสี

 

-4-

อีกสถานที่ที่ทำให้มีโอกาสใช้ชีวิตเนิบช้าอยู่ใน สวนเสี่ยวอี๋ซาน บนถนนเสี่ยงอี๋ ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 60 เมตร พื้นที่กว่า 15 ไร่ ที่นั่นมีศาลาลั่งเฉา สถาปัตยกรรมรูปทรงแปดเหลี่ยมสามชั้น สูง 18 เมตร เป็นคู่แฝดของศาลาหุยลาน

ส่วนสถานที่ที่ต้องแนะนำ ก็คือ ภูเขาเหลาซาน ตั้งอยู่ริมชายหาดทะเลหวงไห่ ยอดเขาหลักสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,133 เมตร เป็นยอดเขาสูงสุดในบรรดาภูเขาที่กระจายตามชายหาดของจีน จนได้รับการขนานนามเป็็นภูเขาเลียบชายฝั่งอันดับ 1 ของจีน จัดเป็นภูเขาที่สูงที่สุดอันดับ 3 ของมณฑลซานตง 

ภูเขาแห่งนี้มีความเกี่ยวพันธ์กับลัทธิเต๋ามายาวนาน เคยเป็นที่อยู่ของสำนักศิลปะการต่อสู้ของลัทธิเต๋าที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองในประวัติศาสตร์ จนได้รับการขนานนามว่า“ภูเขาเทวดากลางทะเล” อารามของศาสนาเต๋าหลายแห่งอยู่กลางป่าสนเก่าแก่ มีประวัติอันยาวนานเกือบ 2000 ปี 

น่าเสียดายว่า วันที่เราเดินทางไปถึงกำลังก่อสร้างถนน จึงไม่ได้เดินทางขึ้นไปชม 

แต่อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ขอแนะว่า ควรเดินทางไปสักครั้ง 

ความโดดเด่นอีกเรื่องที่ชอบชิงเต่า คงเป็นเรื่องอาหารทะเลสด ราคาไม่แพง เพราะชิงเต่าอยู่ติดทะเล

ที่นี่นอกจากเป็นเมืองตากอากาศที่มีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีอาหารขึ้นชื่อก็คือ อาหารหลู่ เป็นเกี๊ยวไส้หมู ไส้ปลา และไส้ปลาหมึก ถือว่าเป็นอาหารมงคล

…………….

การเดินทาง

การเดินทางไปชิงเต่า มณฑลซานตง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง สามารถเดินทางโดยสายการบินราคาประหยัดนกสกู้ตจากดอนเมืองไปชิงเต่า 

เดินทางได้วันอังคาร พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ โดยปีพ.ศ. 2561 มีเที่ยวบินเพิ่มวันพฤหัสบดีอีกวัน โดยปกติจะออกจากดอนเมือง เวลา 15.25 น. ถึงชิงเต่า 21.25 น. และเที่ยวบินจากชิงเต่า เวลา 22.35 ถึงดอนเมือง 02.25 น.

เมื่อเดินทางถึงสนามบินชิงเต่า มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิ พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าประเทศเยอรมนี,สะพานจ้านเฉียว,ปาต้ากวน,ภูเขาเหลาซาน,โรงเบียร์ชิงเต่า และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ร้านอาหารทะเลสดๆ ไม่ว่าข้างทางหรือภัตตาคาร ราคาไม่แพง ส่วนคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ต้องลองดื่มเบียร์ชิงเต่าที่มีรสชาติหลากหลาย

……………

(((เก็บมาฝาก )))

กว่าจะเป็นเบียร์อายุร้อยปี

 แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า 6,000 ปีก่อนคริสตกาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่เรียกว่าเบียร์ ถูกคิดค้นโดยชาวบาบีโลเนียน 

และเบียร์เป็นที่รู้จักในสมัยอียิปต์โบราณและเมโสโปเตเมีย โดยมีหลักฐานย้อนไปยาวนานถึง 4,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบ และราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการผสมพืชชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ฮอปส์ ทำให้กลิ่นหอม มีรสขม และสามารถรักษาคุณภาพของเบียร์ให้เก็บได้นานขึ้น

      ส่วนเบียร์ยุคใหม่เริ่มต้นที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ชาวเยอรมันทำจากข้าวมอล์ท ผู้ผลิตเบียร์ในยุคนั้น ก็คือ นักบวชที่นับถือศาสนาคริสต์ พวกเขาใช้วัฒนธรรมการดื่มเบียร์ ชักชวนให้คนมาสนใจศาสนา

เบียร์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิติคนเยอรมัน พวกเขาดื่มเบียร์แทนน้ำ เพราะเชื่อว่า การดื่มเบียร์ มีความบริสุทธิ์สะอาดว่าการดื่มน้ำเปล่าธรรมดา และเบียร์เยอรมัน จะรสนุ่มมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 3.5-6.0 ดีกรี

วัตถุดิบหลักที่คนเยอรมันนำมาใช้ผลิตเบียร์ โดยการนำข้าวบาร์เลย์มาเพาะและอบแห้ง ทำเป็นมอลต์เกรน ที่เรียกว่า “Barley Malt Grain” แล้วนำมาผสมกับน้ำ จากนั้นจะปรุงแต่งรสชาติและกลิ่นด้วยดอกฮ็อพ ( Hops ) ทำให้เกิดรสขม แล้วหมักรวมกับยีสต์ จนได้ของเหลวที่มีแอลกอฮอล์แล้วนำมากรองก็จะได้เบียร์

ส่วนสาเหตุที่เบียร์ชิงเต่า มีรสชาติแบบเบียร์เยอรมัน เนื่องจากจีนเคยตกเป็นอาณานิคมของเยอรมันในปีค.ศ.1897 เยอรมันได้เช่าพื้นที่ในชิงเต่าผลิตเบียร์ ริเริ่มผลิตเบียร์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1903 โดยใช้ชื่อว่า บริษัทเบียร์เจอมานิสเชส (Germanisches) แห่งเมืองชิงเต่า จำกัด ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน มีการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีการหมักบ่มและวัตถุดิบมาจากประเทศเยอรมนี

หลังจากชาวเยอรมันผลิตเบียร์ในจีนไปได้ 13 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1  โรงงานผลิตเบียร์จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอีก 29 ปี และเปลี่ยนชื่อเป็น โรงงานผลิตเบียร์ไดนิปปอน คอร์เปอเรชั่น จากนั้นญี่ปุ่นแพ้สงคราม โรงงานผลิตเบียร์จึงอยู่ภายใต้รัฐบาลจีนในรูปวิสาหกิจของรัฐ แต่การบริหารงานยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการบริหารแบบคอมมิวนิสต์ พนักงานทุกคนจะได้ค่าแรงเท่าเทียมกัน จึงไม่เกิดแรงจูงใจในการขาย และในยุคนั้นเวลาจะซื้อเบียร์ดื่ม ต้องมีตั๋วในการซื้อ 

ต่อมารัฐบาลจีนจึงให้บริษัทเอกชนบริหารจัดการ ทำให้การผลิตมีประสิิทธิภาพมากขึ้น มีการยกเลิกตั๋วในการซื้อเบียร์ ปรับรูปแบบการบริหารมาเป็นบริษัทจนเติบโตเข้าสู่ตลาดทุน พัฒนารูปแบบและการขาย ประกอบกับเบียร์มีรสชาติดีอยู่แล้ว เบียร์ชิงเต่าจึงได้รางวัลระดับนานาชาติ กลายเป็นบริษัทเบียร์แห่งแรกของจีนที่เข้าสู่ตลาดโลก มีการขยายโรงผลิตเบียร์ในจีนกว่า 68 แห่ง

และมีพิพิธภัณฑ์เบียร์แห่งแรกในจีน จำลองกรรมวิธีผลิตเบียร์ที่โรงงานเบียร์ชิงเต่า เปิดให้นักท่องเที่ยวชมที่มาที่ไปในการผลิตเบียร์ โดยเสียค่าชมประมาณ 50-70 หยวน หลังชมเสร็จ จะได้ดื่มเบียร์คนละหนึ่งแก้ว พร้อมถั่วหนึ่งถุง เพื่อจะได้ลิ้มรสเบียร์ที่ผลิตในโรงงานนั้น

การพาชมการผลิตเบียร์ชิงเต่า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบในการผลิตเบียร์ แม้กระทั่งน้ำที่ใช้ในการผลิตก็มีผลต่อรสชาติเบียร์ เนื่องจากน้ำที่ชิงเต่ามาจากเขาเหลาซาน และน้ำในชิงเต่ามีคุณภาพดีอยู่แล้ว

เห็นได้ว่า เบียร์ชิงเต่ามีประวัติอันยาวนานกว่า 100 ปี ตั้งแต่จีนตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนี และญี่ปุ่น หลังจากนั้นจีนหันมาพัฒนาโรงงานและวิธีการบริหารจัดการใหม่อีกครั้ง จนเป็นที่รู้จักไปทัั่วโลกส่งออกจำหน่ายกว่า 30 ประเทศ

โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากแสดงกรรมวิธีการผลิต การบ่มเบียร์ การทำวิจัยทดลอง การบรรจุขวด ยังทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมการดื่มเบียร์เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ในโลกนี้

 

1/2

2/2

ที่มาของเนื้อหา : www.bangkokbiznews.com