บันทึกความจงรักในโลกโซเชียล

ท่วงทำนองความรักจากพสกนิกรถึงพ่อของแผ่นดินที่ถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดีย

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เดือนใหม่ รูปโปรไฟล์ที่หน้าเฟซบุ๊คก็เริ่มเปลี่ยนสี

จากที่เคยเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกตัวตน ถึงวันนี้พวกเราพร้อมใจเปลี่ยนมันเป็นภาพขาวดำ (อีกครั้ง) ตรงมุมล่างหรือมุมบนเราเลือกริบบิ้นสีดำวางไว้แสดงความไว้อาลัย บางคนบรรยายความรู้สึกในใจต่อพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งกำลังเดินทางมาถึง

“คิดแล้วยังรู้สึกใจหาย”

“วันพระราชพิธี เราจะร่วมถวายความอาลัยพร้อมๆ กัน” ใครบางคนแสดงสถานะ หลังเพิ่งนัดแนะร่วมเป็นจิตอาสาบรรจุดอกไม้จันทน์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รักจริงในโลกเสมือน

เช้าวันนี้ ในเฟสบุ๊คสีขาวดำเพิ่งแชร์ความรู้สึกต่อเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น มีไม่กี่คำหรอกที่พวกเราเข้าใจร่วมกัน บอกกันซ้ำๆ ราวกับว่ามันเป็นข้อความที่อยากจะพูดต่อไปเรื่อยๆ

ฉันเกิดในรัชกาลที่9, ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป, เรารักพ่อ, ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ภายใต้ร่มพระบารมี

ในงานเสวนา “สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ความผูกพันของคนไทย จากสมเด็จย่าสู่ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทีมวิจัยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลสำรวจการสื่อสารในโลกโซเชียลมีเดียของคนไทย ในช่วงการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่9 ตอนหนึ่งว่า มีการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.2559 ซึ่งเริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และปริมาณการสื่อสารนั้นขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังวันสวรรคต

ผลการเก็บข้อมูลบอกว่า การสื่อสารของผู้คนในโลกออนไลน์แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1.ซึ่งเป็นช่วงเกาะติดสถานการณ์ โดยช่วงนี้ความสนใจของผู้คนอยู่ที่พระอาการประชวร มีการสะท้อนการรอคอยข่าวและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองในหลวงรัชกาลที่9 ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ติด # (แฮชแท็ก)ว่า # ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระสยามเทวาธิราชจงดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวรทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเทอญ ,#Longlivetheking, #ทรงพระเจริญ

ส่วนช่วงที่ 2 นี่คือช่วงการมีส่วนร่วมและแสดงออก ซึ่งช่วงนี้คือช่วงเวลาที่ทราบการสวรรคตแล้ว โดยเวลานี้มีปริมาณเนื้อหาพุ่งสูงที่สุด ยิ่งเฉพาะในวันที่ 14 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 8.00-10.00 น. และเวลา 14.30 น. ซึ่งเป็นเวลาของการเคลื่อนขบวนพระบรมศพ มีการเน้นการนำเสนอรูปภาพและเนื้อหาที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และแสดงออกซึ่งความห่วงหาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เช่น #ฉันเกิดในรัชกาลที่9 #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนทุกปี

“การโพสต์ในช่วงนี้มีปริมาณสูงกว่าในคืนวันที่13 ตุลาคมเสียอีก แต่การ Engage (กด like, กด Share, แสดงความเห็น) ต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อยากบอกด้วยน้ำเสียงของตัวเองมากกว่าแชร์ความเห็นผู้อื่น สะท้อนถึงการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ที่อยากสื่อสารตรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์” ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยอธิบาย

ส่วนในช่วงที่ 3 นั่นคือห้วงเวลาแห่งการระลึกถึง ปริมาณข้อความในช่วงนี้แม้จะลดลงจากวันที่14 ตุลาคมเกือบ 3 เท่า แต่เมื่อเข้าสู่วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม ซึ่งแม้เป็นวันทำงาน ปริมาณข้อความจะกระจุกตัวอีกครั้งในช่วง 10.00 น. และถ้อยความการรำลึกถึงพระองค์ท่านอย่าง #ฉันเกิดในรัชกาลที่9 #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ยังคงปรากฎอยู่เช่นเดิม

ถ้าใครจำได้ช่วงเวลานั้นได้ พื้นที่โซเชียลมีเดียคือหนึ่งช่องทางการระดมอาสาสมัครทำประโยชน์ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครช่วยงาน, บริการรับส่งฟรี, บริจาคเสื้อผ้า บริการรับย้อมผ้าสีดำ และอีก ฯลฯ อันสะท้อนถึงการร่วมใจของคนไทยอีกครั้งยามเกิดเหตุการณ์สำคัญ

ประวัติศาสตร์ฉบับปัจเจก

ไม่ว่าจะถูกสื่อสารเวลาใด ผ่านช่องทางใด…จะเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออินสตราแกรม แต่ความหมายคงมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือพสกนิกรไทยรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างสุดหัวใจ

จนถึงวันนี้เพื่อนเราบางคนยังโพสต์ข้อความ “เรารักในหลวง” และบันทึกไว้ทุกๆ ครั้งเมื่อพวกเขาเจอข้อความชวนซึ้งเก่าๆ ภาพสวยๆ มากความหมาย เปรียบได้เป็นสัญญาณที่ทำให้ทั้งความทรงจำและหัวใจในฐานะพสกนิกรทำงาน

สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาฯ มองว่า แม้จะมีการเผยแพร่ข่าวของพระองค์ท่านผ่านสื่อกระแสหลัก มีประกาศจากสำนักพระราชวัง แต่ในทางปฏิบัติแล้วข้อมูลออนไลน์ละเลยไม่ได้ ด้วยเพราะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สะท้อนอารมณ์ของสังคมในทุกวันนี้ได้

“ประการที่สองคือมันมีความหลากหลาย เพราะเนื้อหาเหล่านั้นเป็นทั้งรูป คำ หรือจะเป็นงานศิลปะ ซึ่งความหลากหลายเช่นนี้ไม่สามารถเห็นได้หรือเห็นได้บ่อยในสื่อกระแสหลักที่มักเล่าเรื่องตามแบบ ช่องทางออนไลน์คือพื้นที่ให้ถ้อยความรู้สึกนั้นแสดงออกมาเต็มที่ และเป็นคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง ส่วนจะเป็นเรื่องที่สามารถเติมเต็มความเข้าใจต่อเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบต่อไป”

รู้แต่ว่า ถ้อยความที่เราเห็นในโลกออนไลน์นั้น มีลักษณะปัจเจกในฐานะบุคคลหนึ่ง ซึ่งต่างจากสื่อที่รายงานข่าวในฐานะสำนักข่าว สำนักพิมพ์ ทำให้ข้อมูลออนไลน์จึงเป็นพื้นที่ของคนเล็กคนน้อยที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองต่อกรณีข่าวสะเทือนใจ โดยเฉพาะการจากไปของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของประชาชน

ผศ.ดร.สุกรี สินธุภิญโญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสำรวจกลุ่มคำในช่วงเหตุการณ์สวรรคตพบว่า คำที่คนไทยใช้มากที่สุดคือ พ่อ, พระองค์, รัก, เกิด

จากนั้นเมื่อลองใช้เทคนิคที่ละเอียดขึ้นก็ การสำรวจได้พบ 5 กลุ่มคำที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนไทยมากที่สุด ได้แก่ 1. กลุ่มที่บ่งบอกถึงการเสด็จสวรรคต คือ เทวดา, สู่, สวรรค์, เสด็จ, สวรรคาลัย 2. กลุ่มที่บอกถึงความเคลื่อนไหว เช่น ร้องเพลงสรรเสริญ, จุดเทียน, สนามหลวง, วันที่22 ตุลาคม 2559 3. กลุ่มที่แทนความรู้สึกคนไทย เช่น พ่อ, รัก, ลูก, ตลอดไป, ท่านอยู่ในใจคนไทยทุกคน 4. คำว่า ในหลวง, พระองค์, ทรง, ท่าน ,ร้องไห้ 5. กลุ่มแสดงความรำลึก ได้แก่ ภูมิใจ, เกิด, รัชกาลที่9, คนไทยโชคดี

“นี่คือลักษณะการจัดกลุ่มคำตามถ้อยความที่ทวีต ด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์โดยไม่มีคำถามอะไร แต่คำที่ได้เหล่านี้นั้นก็บอกความรู้สึกของคนไทยได้ดีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวถึงภาพที่สะท้อนจากการเก็บข้อมูล

หลายผู้ใช้แต่ใจเดียว

ไม่ใช่แค่การใช้คำเท่านั้นที่ผู้คนแสดงออกในห้วงเวลาของความโศกเศร้า ถ้าจำกันได้ก็เป็นพื้นที่โซเชียลนี่แหละเป็นพื้นที่กระจายข่าวได้ดีที่สุด

ขบวนแปรอักษร, ขบวนช้าง, นิทรรศกาลงานศิลปะ ฯลฯ ต่างเป็นการรวมพลังของผู้คนที่อยากแสดงออกถึงความรักเท่าที่โอกาสจะอำนวยในเวลานั้น เช่นเดียวกับพระราชดำรัส หลักคำสอน และโครงการพระราชดำริ ซึ่งเน็ตยูเซอร์แต่ละรายแชร์ความประทับใจส่วนตัว

งานวิจัยอีกเรื่อง “สาระสำคัญของพระนิพนธ์ จดหมายเหตุชาวบ้านข่าวสมเด็จย่าสวรรคตจากหนังสือพิมพ์ ข่าวหนังสือพิมพ์ในสายพระเนตรสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ศึกษาโดย ดร.ประภัสสร จันทร์สถิตย์พร อาจารย์คณะนิเศศาสตร์ จุฬา ในตอนหนึ่งบอกว่า นอกจากข่าวการสวรรคตที่ออกจากสำนักพระราชวังวัง การรายงานพระราชพิธีต่างๆแล้ว สื่อมักมีภาพสะท้อนจากคนชายขอบ คนในส่วนภูมิภาค ชนเผ่า กลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสที่หลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพด้วย

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้แม้จะเป็นกลุ่มคนเล็กๆ อยู่ห่างไกล แต่ก็มีความอาลัยและความรักต่อสถาบันพระมหากษัตรย์ไม่ต่างกัน

ทุกคนพร้อมจะแสดงออกตามความรู้สึกของตัวเอง แบบเดียวกับที่ผู้คนนับแสนหลั่งไหลไปยังท้องสนามหลวงเพื่อร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บางคนร้องไห้อย่างไม่อายใครเมื่อฟังเพลง และมองภาพพระองค์ท่านจากอินเทอร์เน็ต

“อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนทุกปี”

เรารัก เราคิดถึง จึงบันทึกเอาไว้

ที่มาของเนื้อหา : www.bangkokbiznews.com