เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มโอ

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มโอ

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มโอ

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มโอ

 

ส้มโอ

ผลไม้ทรงกลมโต เมื่อยังอ่อนเปลือกมีสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ผิวของผลไม่เรียบ ภายในผลเป็นช่อง ๆ มีแผ่นบางสีขาวกั้นเนื้อในแยกออกจากกัน เนื้อแต่ละสวนเรียกวา กลีบ รสหวานหรือรสหวานอมเปรี้ยวมีเมล็ดฝังอยู่ระหว่างเนื้อมากว่า 1 เมล็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus grandus Osb. เลือกส้มโอที่มีเปลือกบาง สีเขียวอมเหลือ มีน้ำหนัก เมือกปอกเปลือกส้มโอเสร็จ วิธีการแกะเนื้อ ให้ใช้มือทั้งสองดึงให้ผลส้มโอแยกออกเป็นสองชั้นค่อยๆ ดึงออกเป็นกลีบ ใช้มีดปาดแกนกลางออกเล็กน้อย แกะเยื่อและเส้นใยที่หุ้มออกให้หมด ใช้ปลายมีดแคะเอาเมล็ดออก

 

น้ำส้มโอ

น้ำส้มโอ                         1 ½       ถ้วย

น้ำเชื่อม                         2          ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว                        1          ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น                         1          ช้อนชา

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 1 ½   แก้ว)

 

น้ำส้มโอปั่น

เนื้อส้มโอ                       200       กรัม

น้ำมะนาว                         2          ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายแดง ½        3          ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น                         1/8        ช้อนชา

น้ำแข็งบดละเอียด            2          ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 2  แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อของส้มโอมีวิตามินซี 53 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อย

 

สรรพคุณและประโยชน์ของส้มโอ

POMERO

 

สรรพคุณทางยาและการรักษาทางการแพทย์

ผลของส้มโอมีประโยชน์ในด้านการขับลมในกระเพราะอาหารบำรุงสายตาและช่วยลดกรดไหลย้อนได้ในส่วนดอกของส้มโอหากรับประทานสดจะช่วยลดอาการปวดกระเพาะอหาร ปวดกระบังลม ขับลมในท้อง ขับเสมหะ เปลือกของส้มโอเอามาตำใช้พอกแผลที่เป็นหนอง เป็นฝีเพราะจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและถ้าเอามารับประทานจะช่วยในเรื่องอาการจุกอัดแน่นอกและใช้ขับลมขับเมหะได้อีกด้วย เมล็ดในของผลส้มโอเคี้ยวแล้วกลือนจะมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการใส้เลื่อน และลำไส้หดตัวผิดปกติราก จะช่วยรักษาอาการไอ เป็นหวัด แก้อาการปวดของท้องน้อยและถ้าหากท่านเป็นอีกหนึ่งคนที่มีปัญหาเลือดออกตามไรฟันส้มโอช่วยท่านได้เพราะในส้มโอมีวิตามินสูงที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างเหงือกและยังมีแคลเซียมที่จะช่วยให้ฟันแข็งแรงอีกด้วย

ส้มโอต้านมะเร็ง

ส้มโอเมื่อรับรับประทานผลเข้าไปนอกขากจะได้รถชาติที่อร่อยแล้วคุณรู้ไหวว่าในขาดบริโภคคุณยังได้รับการป้องกันโรคมะเร็งจากการรับประทานอีกด้วยเพราะในแตงโมมีสารอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งเซลล์เมร็งที่กำลังจะก่อตัวได้อีกด้วยและในส้มโอยังสามารถชำระล้างสารพิษตกค้างในร้างกาย

ผิวสวยตาใสด้วยส้มโอของ

หากคุณผู้หญิงท่านใดกำลังมองหาผลไม้ที่จะช่วยให้ผิวพรรณของคุณผู้หญิงเปล่งปลั่ง วันนี้จะมาแนะนำส้มโอโอโดยเฉพาะเปลืกเพราะในโบราณผู้หญิงสมัยก้อนได้เอาเปลือส้มโอมาทาหน้าทำให้ผิวผ่องใสและยังให้ดวงตาดูใสอีกด้วยเพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่าส้มโอดอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่ววยเสริมสร้างให้ผิวแข็งแรงและเปล่งปลังจริงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้หญิงสมัยก่อนจึงดูหน้าใสเพราะผู้หญิงสมัยก่อนไม่ได้พึ่งสารเคมีที่มีสารทำให้ตกค้างบนใบหน้านั้นเองและเจ้าวิตามินนี้เองที่ไปบำรุงสารตาทำให้ดวงตาดูใสสุขภาพดวงตาดูแข็งแรง

ส้มโอแก้วอาหารว่างนานาประโยชน์

POMERO-2

ส้มโอแก้วถือได้ว่าเป็นสินค้าโอท็อปของกลุ่มชาวบ้านเป็นขนมคล้ายกับมะขามแก้วมีรสชาติเปรี้วยวอมหวานที่ได้มีการนำส้มโอมาแปรรูปเป็นขนมหวานที่มีรสชาติอร่อยขึ้นชื่อนอกจากส้มโอแก้วจะมีความอร่อยแล้วยังแฝงไปด้วยประโยชน์จากวิตามินซีและยังเป็นยาแก้หวัดอีกด้วย แหม๋นอกจากจะอะร่อยแล้วยังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเราได้อีกด้วยนะเนี้ย ส้มโอแก้วเป็นการนำแนวคิดของกลุ่มผู้ปลูกในเรื่องการถนอมและเก็บรักษาส้มโอให้สามารถเก็บได้นานมาใช้จึงเกิดเป็นการแปรรูปขึ้น

 

ที่มา : http://www.nanahealth.com/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มคั้น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มคั้น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มคั้น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำส้มคั้น

 

ส้ม

ผลไม้กึ่งเมืองร้อน รูปร่างกลมแบนเล็กน้อย ผลดิบมีสีเขียวเข้ม เปลือกเป็นมันวาว เมื่อแก่จัดจะมีสีส้มปนเขียว มีน้ำมากและรสหวาน ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus reticulate Blanco. เลือกส้มเขียวหวานที่เปลือกบาง ผิวสวยและผลกลมแป้น เนื้อในเป็นสีส้มสด ผลไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป ล้างทั้งผล เช็ดให้แห้ง ใช้มีบางที่มีความคมผ่านขวางลูกแคะอาเมล็ดออก

 

น้ำส้มคั้น

น้ำส้มเขียวหวาน             2          ถ้วย

น้ำเชื่อม                         ¼         ถ้วย

น้ำมะนาว                       ¼         ถ้วย

เกลือป่น                         ¼         ถ้วย

  • ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 2 ½   แก้ว)

 

น้ำส้มปั่น

เนื้อแคนตาลูป

หั่นชิ้นเล็กแช่แข็ง                1          ถ้วย

น้ำส้มเขียวหวานแช่แข็ง    ½         ถ้วย

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ             1          ถ้วย

น้ำนมถั่วเหลือง                  ½         ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 2 ½   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

มีวิตามินเอที่มากถึง 4,000 หน่วยสากล นอกจากนั้นยังมีวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยแก้กระหาย ช่วยป้องกันโรคเลือกออกตามไรฟัน ป้องกันไข้หวัด ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารภายในร่างกายเป็นปกติ

สรรพคุณและประโยชน์ของส้ม

ส้ม

  • ประโยชน์ของส้มส้มเขียวหวาน มีเนื้อหวาน เหมาะกับการคั้นกินสด ๆ มีเปลือกบางและคั้นดื่มง่าย
  • ส้มเกลี้ยง ถิ่นกำเนิดจากจีน เป็นหนึ่งในตระกูลส้มที่นิยมปลูกกันมากในไทย เหมาะแก่การใช้ทำบุญหรืองานเทศกาลต่าง ๆ
  • ส้มเช้งหรือส้มตรา ส้มพื้นเมืองของชาวจีนและจัดว่าเป็นผลไม้มงคลในการประกอบพิธีต่าง ๆ ใช้กินสด ๆ หรือทำเป็นน้ำผลไม้
  • ส้มแก้ว ปลูกมากในจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นส้มที่มีขนาดใหญ่รองจากส้มโอ นิยมใช้ทำน้ำส้มคั้น และเป็นผลไม้เซ่นไหว้ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ
  • ส้มจุก มีรสชาติหวานอ่อน ๆ เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
  • ส้มจีน ผลไม้มงคลสำหรับคนจีน สีเหมือนทอง นิยมนำมาไหว้เจ้าหรือบรรพบุรุษ
  • ส้มจี๊ด ไม่นิยมนำมากินเพราะมีรสเปรี้ยวมาก แต่คนจีนนิยมนำมาอบแห้ง
  • ส้มโอ สามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิดทั้งคาวและหวาน
  • ส้มซันคิสต์ รสชาติเข้มข้น เปลือกมีกลิ่นหอม นิยมใช้เปลือกมาทำขนม เช่น แยม คุกกี้
  • เลมอน มีรสเปรี้ยวหวานนิด ๆ เป็นที่นิยมของต่างประเทศ
  • มะนาว ก็จัดอยู่ในตระกูลส้มเหมือนกันและจัดว่ามีรสเปรี้ยวมากที่สุด
  • มะกรูด นิยมนำกลิ่นหอมจากเปลือกมาใช้ในการปรุงอาหาร แต่น้ำมะกรูดก็นำมาใช้ทำยาสระผมได้เหมือนกัน

สรรพคุณของส้ม

  1. ดื่มแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า
  2. ส้มมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมาย จึงช่วยในการชะลอวัย
  3. ส้มมีคุณสมบัติในการช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ช่วยลดเลือนหรือชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้
  4. ส้มช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  5. ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีไม่แห้งกร้าน
  6. ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก เพราะส้มมีวิตามินซี
  7. ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียมและวิตามินดีจากส้ม
  8. การกินส้มก็ช่วยลดสภาวะความเครียดได้เหมือนกันนะ
  9. ส้มช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
  10. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  11. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน
  12. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  13. ช่วยในการขับถ่าย เพราะส้มมีกากใยสูง
  14. ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะ
  15. ช่วยป้องกันการเป็นอัมพาตหากกินผลไม้ตระกูลส้มเป็นประจำ
  16. สารฟลาโวนอยด์ในส้มจะช่วยป้องกันการอักเสบและเลือดจับตัวกันเป็นก้อน
  17. ในส้มมีสารเบตาแคโรทีนที่ช่วยชะลอความเสื่อมเส้นผม เล็บ และผิวของคุณ และช่วยให้ผนังหลอดเลือด เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
  18. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายของเรา
  19. ช่วยในการสมานแผลต่าง ๆ เช่น แผลไฟไหม้หรือแผลหลังผ่าตัดให้หายดียิ่งขึ้น
  20. เปลือกส้มจะมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและเป็นยาระบายอ่อน ๆ
  21. เปลือกส้มมีสารช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยกรองสารพิษในตับได้ด้วย
  22. การเสิร์ฟเปลือกส้มคู่กับอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะช่วยในการย่อยอาหารที่มีไขมันสูงได้
  23. เปลือกส้มมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้
  24. เปลือกส้มที่แห้งแล้ว เมื่อนำไปจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติในการไล่ยุง
  25. ประโยชน์ของส้ม น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มก็ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดี

คุณค่าทางโภชนาการของส้ม ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 47 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 11.75 กรัม
  • น้ำตาล 9.35 กรัม
  • เส้นใย 2.4 กรัม
  • ส้มไขมัน 0.12 กรัม
  • โปรตีน 0.94 กรัม
  • วิตามินเอ 11 ไมโครกรัม 1%
  • วิตามินบี 1 0.087 มิลลิกรัม 8%
  • วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 3 0.282 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 5 0.25 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 6 0.06 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 9 30 ไมโครกรัม 8%
  • โคลีน 8.4 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินซี 53.2 มิลลิกรัม 64%
  • วิตามินอี 0.18 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแคลเซียม 40 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุเหล็ก 0.1 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.025 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม 2%
  • โพแทสเซียม 181 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%

ที่มา : https://medthai.com/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำองุ่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำองุ่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำองุ่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำองุ่น

 

องุ่น

ผลไม้ออกรวมกันเป็นพวง  ของพืชไม้เลื้อย  มีหลายพันธุ์ พันธุ์สีเขียว พันธุ์สีม่วง พันธุ์ไม่มีเมล็ด เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยวชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vitis vinifera นิยมกินสด เลือกซื้อองุ่นสด ขั้วติดแน่น ไม่ช้ำ ต้องล้างน้ำนาน ๆ จน สะอาด หรือใช้น้ำเกลืออ่อน แช่องุ่นไว้สัก 2 นาที ล้างจนหมดคราบขาว ๆ

 

น้ำองุ่น

องุ่นม่วง                         750       กรัม

น้ำแข็งชนิดก้อน

  • ผ่าตามยาว แคะเมล็ดออก ใส่เนื้อองุ่นลงในเครื่องแยกกากแยกน้ำ คั้นจนได้น้ำองุ่นสีม่วงรินใสแก้วน้ำแข็ง ดื่ม หรือนำไปแช่เย็นก่อนดื่ม (จำนวน  2  แก้ว)

 

น้ำองุ่นปั่น

องุ่นเขียว                        500       กรัม

เนื้อกีวีหั่นเป็นชิ้นเล็ก        1          ผล

(น้ำหนัก 75 กรัม)

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ          ½         ถ้วย

น้ำแข็งบดละเอียด            ½         ถ้วย

  • ปอกเลือกองุ่นออก ผ่าตามยาว แคะเมล็ดออก ใส่เนื้อองุ่น เนื้อกีวี โยเกิร์ต น้ำแข็งลงในโถปั่น ปั่นเข้าด้วยกันจนสวนผสมทั้งหมดละเอียดดี รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน  2 ½ แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อขององุ่นมีวิตามินเอง วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะกระตุ้นความสดชื่นได้เร็ว เพราะน้ำตาลในองุ่นสามารถนำไปใช้ได้เลย ช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย ช่วยล้างและสร้างเม็ดเลือด ช่วยกระตุ้นตับให้ทำหน้าที่ฟอกเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ

 

สรรพคุณ…ประโยชน์ขององุ่น หวานอมเปรี้ยว บำรุงร่างกาย

สรรพคุณ ประโยชน์ขององุ่น

องุ่น” (Grape) ผลไม้รสหวาน สดชื่น เป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน แต่สำหรับใครที่บอกว่าองุ่นหวานไป แถมยังประโยชน์น้อยกว่าผลไม้อื่นๆ คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้ว เพราะ “องุ่น” แต่ละสีมีประโยชน์และสรรพคุณดีๆ ต่อร่างกายทั้งภายในและภายนอก

ไดเอทง่ายๆ ด้วย “องุ่นดำ”

องุ่นดำ” ถือเป็นตัวช่วยสุดเลิศในการสลายไขมัน ลดพุง เนื่องจากในองุ่นดำมีไฟเบอร์สูงมากๆ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ง่าย อีกทั้งคุณประโยชน์จากองุ่นดำยังมีทั้ง วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม และใยอาหารสูง เป็นผลไม้ที่ช่วยล้างลำไส้ทำให้ขับถ่ายสะดวก มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัยได้ ส่วนใครที่กลัวว่าการกินองุ่นดำจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็ควรกินในปริมาณที่พอดี แต่ความหวานในองุ่นนั้นไม่ได้ส่งผลเสียแต่อย่างใด เพราะในองุ่นมีน้ำตาล “ฟรักโตส” ซึ่งให้พลังงานสูงและเผาผลาญเร็ว

ประโยชน์องุ่นดำ ไดเอท

ประโยชน์องุ่นดำ เพื่อการไดเอท

ผิวสวยด้วย “องุ่นแดง”

องุ่นแดง” มีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และยังมีสารแอนโธไซยานินที่ช่วยให้ระบบการทำงานของประสาทดีขึ้น ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยให้เลือดลมดีขึ้น องุ่นแดงจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงโลหิต ทำให้ผิวพรรณที่หมองคล้ำแลดูอมชมพูขึ้น ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เนื่องจากมีธาตุเหล็กสูง อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา และยังมีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสมอง บำรุงประสาท และไม่ทำให้เป็นโรคเหน็บชา ประโยชน์ขององุ่นแดงไม่แพ้องุ่นสีอื่นๆ เลยนะค่ะ

ประโยชน์องุ่นแดง เพื่อผิวสวย

ประโยชน์องุ่นแดง เพื่อผิวสวย

“องุ่นเขียว” ผลไม้ต้านโรค

องุ่นเขียว” เป็นอีกหนึ่งผลไม้ต้านโรคมะเร็ง เพราะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย นอกจากนี้ในองุ่นเขียวยังมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี 1 และบี 2 วิตามินซี ซึ่งช่วยแก้หวัด ทำให้ร่างกายสดชื่น องุ่นเขียวจึงเป็นผลไม้ที่เหมาะจะนำไปเยี่ยมผู้ป่วย เนื่องจากช่วยบำรุงร่างกายให้สดใสขึ้น อีกทั้งยังช่วยบำรุงเลือดและช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ด้วย

ประโยชน์องุ่นเขียว

ประโยชน์องุ่นเขียว เพื่อต้านโรค

21 สรรพคุณจากองุ่น ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม

เนื้อองุ่นให้รสชาติฉ่ำ แถมยังมีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย แต่คุณค่าของมันยังไม่หมดแค่นั้น มาทราบกันหน่อยดีกว่าว่า…องุ่นมีดีอย่างไร กับ 21 สรรพคุณและประโยชน์ขององุ่น

1. องุ่นช่วยในการบำรุงเลือด ช่วยลดความดันโลหิตสูง

2. องุ่นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยละชอวัย

3. องุ่นทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ทำให้เลือดไหลเวียนดี

4. องุ่นมีสรรพคุณดีต่อสมอง ช่วยให้อาการเหนื่อยล้าหมดไป

5. องุ่นมีสรรพคุณในการล้างลำไส้ เป็นยาระบายอ่อนๆ

6. องุ่นช่วยบำรุง แก้บวมน้ำ ขับน้ำได้ดี

7. องุ่นช่วยบำรุงสายตา ทำให้ดวงตาสดใส ไม่ฝ้าฟาง

8. องุ่นเป็นผลไม้แก้หวัด ทำให้ชุ่มคอ ช่วยให้ร่างกายฟูฟื้นจากอาการหวัดได้เร็ว

9. องุ่นเป็นผลไม้บำรุงครรภ์ชั้นดี

10. สรรพคุณองุ่นแก้ขัดยอก ปวดหลัง องุ่นนอกจากจะแก้อักเสบได้แล้ว ยังแก้เคล็ดขัดยอก บรรเทาอาการปวดหลังได้อีกด้วย

11. องุ่นมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

12. องุ่นช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้

13. องุ่นแดงหรือม่วงช่วยให้เส้นผมดกดำเงางาม

14. องุ่นมีสารเรสเวอราทรอล ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง

15. สรรพคุณองุ่นแก้ร้อนใน องุ่นนำมาคั้นเป็นน้ำ หรือทำเป็นเครื่องดื่มปั่น ช่วยแก้ร้อนใน ดับกระหายได้

16. เมล็ดองุ่นช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรียในร่างกายได้

17. เมล็ดองุ่นดีต่อหัวใจ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ สรรพคุณไม่แพ้เมล็ดอัลมอนด์เลยทีเดียว

18. องุ่นมีประโยชน์ต่อผู่ป่วยโรคเลือด เมล็ดองุ่นช่วยให้เส้นเลือดฝอย หลอดเลือด และลิ่มเลือดเป็นปกติ เหมาะกับผู้ป่วยโรคเลือด

19. เมล็ดองุ่นดีต่อสมอง ช่วยให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพ และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้

20. เมล็ดองุ่นช่วยลดอาการบวม และอาการอักเสบต่างๆ ได้

21. เมล็ดองุ่นมีวิตามินซีสูง ช่วยแก้หวัด และบำรุงผิวให้ขาวใสขึ้นได้

นอกจากรสชาติหวานสดชื่นขององุ่นจะดีต่อจิตใจ ทำให้สดชื่นหายเหนื่อยแล้ว คุณประโยชน์ขององุ่นก็ดีงามไม่เบา เพราะช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้ทั้งภายในและภายนอก ใครที่มองข้ามผลไม้อย่าง “องุ่น” ไปละก็ต้องคิดใหม่เสียแล้ว เพราะองุ่นนอกจากจะเต็มไปด้วยวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะประโยชน์และสรรพคุณขององุ่น เป็นผลไม้ที่ช่วยล้างลำไส้ ทำให้ขับถ่ายสะดวก ลดพุง และยังดีต่อผิวพรรณ ส่วนใครที่กลัวเรื่องความหวานขององุ่นละก็ สบายใจได้เพราะน้ำตาลฟรักโตสจากองุ่นไม่เป็นภัยต่อร่างกายหากกินอย่างพอดี ว่าแล้วก็มากินองุ่นกันดีกว่า…

 

ที่มา : http://sukkaphap-d.com/21-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%87/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำแตงโมไทยปั่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำแตงโมไทยปั่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำแตงโมไทยปั่น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำแตงโมไทยปั่น

 

แตงโม

ผลกลมรี ทรงกระบอก เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ มีความเย็นและรสหวาน เป็นพืชเมืองร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลาง ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ciutrullus vugaris มีหลายพันธุ์ ทั้งแตงโมจินตหรา แตงโมเตอร์ปิโด และแตงโมที่มีเนื้อสีเหลือง หรือแตงโมน้ำผึ้ง ตลอดจนแตงโมพันธุ์ไม่มีเมล็ด เนื้อแตงโมต้องเนียน ไส้ไม่ล้ม เลือกแตงโมที่มีเปลือกผิวเรียบ ไม่เป็นรอย รูปทรงสวยงาม ถ้าเลือกซื้อที่ผ่าแล้วได้ยิ่งดี เพราะจะได้เห็นลักษณะของเนื้อแตงโม ต้องมีสีแดง ล้างทั้งลูก ผ่าออกเป็นเสี้ยวฝานและหั่นเป็นชิ้น ๆ แคะเมล็ดออก

 

น้ำแตงโมปั่น

เนื้อแตงโมเอาเมล็ดออก

หั่นชิ้นเล็ก                      2          ถ้วย
น้ำเชื่อม                         3          ช้อนโต๊ะ

น้ำต้มสุกแช่เย็น               ½         ถ้วย

น้ำแข็งบดละเอียด            1          ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยแตงโมหั่นชิ้น ดื่ม (จำนวน 2 ½   แก้ว)

 

น้ำแตงโมเชก

เนื้อแตงโมเอาเมล็ดออก

หั่นชิ้นเล็ก                      3          ถ้วย
ส้มเขียวหวาน                 2          ผล

(น้ำหนัก 300 กรัม)

มะนาว                          1          ลูก

  • คั้นน้ำส้มและมะนาวเตรียมไว้ นำแตงโมมาคั้นน้ำด้วยเครื่องแยกกากแยกน้ำไว้ใส่น้ำแตงโม น้ำมะนาว น้ำส้มคั้น และน้ำแข็งก้อน ลงในเชกเกอร์ ปิดฝา เขย่าให้เข้ากัน รินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยมะนาวหั่นแว่นและแตงโมหั่นชิ้น  ดื่ม (จำนวน  2 ½   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อของแตงโมมีวิตามินเอมากเป็นพิเศษ ในสีแดง ๆของเนื้อ ยังมีเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยทำให้ร่างการขับปัสสาวะได้ดี จึงมีผลช่วยล้างไต ล้างกระเพาะปัสสาวะ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระชุ่มกรชวยขึ้น

 

สรรพคุณและประโยชน์ของแตงโม

สรรพคุณ ประโยชน์ของแตงโม

 

รู้จักสรรพคุณ ประโยชน์ของแตงโม…สุดยอดผลไม้สีแดง

แตงโมจัดเป็นพืชล้มลุกโตเร็ว ประเภทเถาเลื้อย ลักษณะโดยทั่วไปจะคล้ายกับแตงชนิดอื่น ๆ แต่ที่พิเศษกว่าแตงอื่นๆ ก็คือ ใบของแตงโมจะเป็นแฉกแคบๆ ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ดอกมี 2 เพศ แยกกันบนต้นเดียวกัน ส่วนกลีบดอกมีสีเหลืองอ่อน ผลแตงโมอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อแก่สีผิวจะเปลี่ยนไป มีทั้งผิวสีเขียวอ่อน เขียวแก่ เขียวลายขาว น้ำเงินแก่ เป็นต้น ส่วนผลมีทั้งแบบผลกลม และผลยาวรูปไข่ ตอนอ่อนๆ สีเนื้อแตงโมจะมีสีขาว แต่เมื่อแก่จัดเต็มที่จะมีทั้งสีแดง ชมพู ขาว เหลือง ซึ่งเนื้อแตงโมจะหวานฉ่ำแค่ไหนขึ้นอยู่กับพันธุ์และการดูแลรักษา

แตงโม ศูนย์รวมแร่ธาตุและวิตามิน

แตงโมถือเป็นผลไม้ที่มากด้วยสารอาหาร ทั้งวิตามินและแร่ธาตุอยู่ภายในมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี กรดโฟลิก เส้นใย โดยเฉพาะ วิตามินเอ จะมีมากในเนื้อแตงโมพันธุ์เนื้อสีแดง

ประโยชน์ สรรพคุณของแตงโม

ส่วนสิ่งที่ทำให้แตงโมเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวสำหรับใครหลายๆ คน ก็คือ แตงโมมีสารที่เรียกว่า “ซิทรูไลน์” (Citrulline) สารนี้จะเข้าไปช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกาย พบได้มากที่เปลือกของแตงโม ฉะนั้นต่อไปเวลาทานแตงโมอย่าลืมทานเนื้อบริเวณที่มีสีขาวๆ เข้าไปด้วย จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นแตงโมยังมีแคลอรีต่ำ คนเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็สามารถทานได้ แต่ก่อนทานอย่าลืมล้างเปลือกเพื่อเอาสารพิษตกค้างออกไปเสียก่อน เพราะแตงโมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีแมลงรบกวนมาก ผู้ปลูกจึงต้องฉีดยาฆ่าแมลงบ่อยๆ ซึ่งเราคนทานจะต้องล้างเปลือกให้สะอาดเพื่อความปลอดภัย

10 คุณประโยชน์ของแตงโม

1 แตงโมช่วยคลายเครียด เพราะแตงโมมีโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต จึงทำให้เมื่อเราทานแตงโมแล้วรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย อารมณ์ดี

2 น้ำแตงโมช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ลดอาการอ่อนเพลีย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย มีพลัง

3 การดื่มน้ำแตงโมจะช่วยเพิ่มเบต้าแคโรทีนให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างวิตามินเอได้มาก เมื่อมีวิตามินเอมากร่างกายจะติดเชื้อต่างๆ ยากขึ้น เพราะมีตัวช่วยป้องกันการติดเชื้อนั่นเอง

4 ตงโมมีแคลลอรีต่ำ จึงเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน และยังช่วยลดการสะสมของไขมันที่จับอยู่ภายในหลอดเลือดได้

5 แตงโมช่วยให้ผิวพรรณดี เพียงหั่นแตงโมเป็นชิ้นบางๆ พยายามใช้เนื้อที่อยู่วงในสุด นำมาวางบนผ้าขาวบาง แล้วแปะไว้บนใบหน้า ประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกว่าผิวหน้าชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน นอกจากนั้นแตงโมยังช่วยดูดซับความมันบนใบหน้า และลดอาการแสบแดงจากผิวไหม้แดดได้ดี

6 แตงโมมีสารไลโคปีน (Lycopene) ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจ

7 แตงโมมีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง และช่วยบำรุงสายตา

8 ประโยชน์ของแตงโมช่วยลดอาการเป็นไข้ คอแห้ง และรักษาแผลร้อนในในปาก

9 ส่วนต่างๆ ของแตงโมนำมาแปรรูปเป็นอาหารอื่นๆ ได้ เพราะนอกจากเราจะทานแตงโมแบบสดๆ แล้ว ส่วนเปลือกอ่อนยังนำมาแปรรูปอย่างอื่นได้อีก เช่น นำมาทำแยมแตงโม ไวน์ และเมล็ดแตงโม

10 แตงโมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย แต่ผู้ป่วยบางประเภทไม่ควรทานแตงโม ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะลำไส้อักเสบ ม้ามไม่แข็งแรง หญิงหลังคลอด คนที่มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง คนที่มีปัญหาปัสสาวะบ่อยและคนที่เพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก เป็นต้น

 

ที่มา : http://sukkaphap-d.com/10-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้น้ำมะละกอฮาวาย

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้น้ำมะละกอฮาวาย

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้น้ำมะละกอฮาวาย

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้น้ำมะละกอฮาวาย

 

มะละกอฮาวาย

ผลเล็ก ทรงกลมป้อม เนื้อมีสีเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม รสหวาน กลิ่นหอม เปลือกบาง แต่มีเมล็ดมาก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกาใต้ เลือกมะละกอฮาวายผลขนาดเล็ก เพราะเนื้อจะมีรสหวานกว่าผลใหญ่ ผิวเปลือกเรียบไม่มีรอยช้ำ ล้าง เช็ดเปลือกให้สะอาด ผ่าครึ่งลูกตามยาว ใช้ช้อนตักเอาเมล็ดและเส้นใยออกก่อนทั้งสองซีก ใช้มีกรีดเป็นชิ้น ๆ แล้วจึงใช้ช้อนตักเอาเนื้อมะละกอ

 

น้ำมะละกอฉาวาย

เนื้อมะละกอฮาวายสุก      ¼         ถ้วย

น้ำส้มคั้น                            ½         ถ้วย

น้ำมะนาว                            1          ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น                           1/8        ช้อนชา

น้ำต้มสุกแช่เย็น                ½         ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่ผลมะละกอที่ตักเนื้อออก ตกแต่งด้วยยอดสะระแหน่ ดื่ม (จำนวน 1 แก้ว)

 

น้ำมะละกอฉาวายปั่น

เนื้อมะละกอฮาวายสุก      1          ถ้วย

มะเขือเทศเอาเมล็ดออก

หั่นชิ้นเล็ก                        ½         ถ้วย

โยเกิร์รสธรรมชาติ            ½        ถ้วย

น้ำแข็งบดละเอียด            2          ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 2   แก้ว)

 

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

มีสารเบ้าแคโรทีนสูง ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณนอกจากนี้ยังมีวิตามินซี และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ตลอดมีสาร ปาเปอีน (papaine) ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งร้ายในเม็ดเลือดขาว ช่วยให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น

 

ประโยชน์ของมะละกอ

 

มะละกอ

รู้ไหมว่ามะละกอที่เรานิยมชมชอบรับประทานนั้น มีประโยชน์ใช้สอยมากมาย ทุกส่วนของมะละกอเป็นยาที่นำมาใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพของเราในชีวิตประจำวันได้ คนไทยผูกพันกับมะละกอมานานกว่า 200 ปี จนเรานึกว่าเป็นพืชท้องถิ่นในบ้านเราไปแล้ว และยังมีส้มตำมะละกอเมนูของความอร่อยตอกย้ำความเชื่อนี้ และคนไทยแทบทุกบ้านจะปลูกมะละกอไว้เป็นอาหาร จนกลายเป็นพืชริมรั้วที่เจนตาอีกตัวหนึ่ง

เพื่อให้คนไทยได้นำทุกส่วนของมะละกอไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า จึงได้รวบรวมประโยชน์ใช้สอยจากมะละกอมาไว้ให้ท่านได้ศึกษาเรียนรู้ตามการใช้แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้

ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้ แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง

ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนใช้ประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ

แก้เคล็ดขัดยอก ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก

โดนตะปูตำเป็นแผล ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง

มะละกอ

แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปื่อย ตำพอกที่แผล

แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้นใช้พอกหรือทาที่แผล วันละ 2-3 ครั้ง

แก้ผดผื่นคัน ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อย ๆ

กลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปื่อย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก

เท้าบวม เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาวใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้

คัน เพราะพิษของหอยคัน ซึ่งจะเป็นตุ่มคัน ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย

ไข้เปลี่ยนฤดู ใช้ใบมะละกอสด 1 กำมือ ตำพอแหลกผสมเหล้าขาว 3 ช้อนแกง คั้นเอาน้ำรับประทาน

อาการไข้ขึ้นสูง ใช้เนื้อมะละกอดิบ ต้มให้สุกจนเปื่อย ใช้พอกที่ศีรษะเวลาไข้ขึ้นสูง ดื่มน้ำต้มมะละกอตาม ช่วยให้ไข้ลดลงได้ดี

ไข้หวัด ก็ต้องส้มตำมะละกอเพิ่มความเผ็ดอีกหน่อยไล่หวัดดีทีเดียว

มะละกอ

  โรคในระบบทางเดินหายใจ ใช้ดอกมะละกอสดหรือแห้งต้มใส่น้ำตาลพอหวาน กรองเอาน้ำรับประทานครั้งละ 1 แก้ว

หิดระยะเริ่มแรก ใช้ใบมะละกอต้มน้ำดื่ม อาการหิดจะหายไป

ร้อนใน ใช้รากมะละกอ 1 คืบ ต้มกับน้ำซาวข้าวรับประทานครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟ

โรคริดสีดวงทวาร ท้องผูก ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เสียดท้อง เบาหวาน รับประทานมะละกอสุกจนนิ่มหลังอาหารเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะค่อย ๆ หายไปเอง

นิ่ว ใช้รากมะละกอตัวผู้ 1 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มแทนน้ำชา จะช่วยขับนิ่วออกมา

ขับพยาธิ ใช้เม็ดมะละกอแห้งคั่วบดเป็นผง ละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดลูกมะเขือพวงรับประทานเช้า-เย็นครั้งละ 2-3 เม็ด หรือใช้ยางมะละกอสด 1 ช้อนแกง ไข่ไก่ 1 ฟอง ผสมกันแล้วทอดให้สุกรับประทานตอนท้องว่างในเวลาเช้า

ลูกอัณฑะโต ใช้ลูกมะละกอดิบเผาไฟให้ร้อนจัด ห่อด้วยผ้าหนา ๆ ใช้นาบคลึงบนหน้าท้องบริเวณหัวเหน่า เมื่อความร้อนของมะละกอลดลงให้ผ่าครึ่งตามความยาวเอาเมล็ดออก แล้วใช้ประกบที่ลูกอัณฑะจนมะละกอเย็น ทำวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วันจะหาย

เลิกบุหรี่ ใช้ใบมะละกอแก่ ๆ หั่นเป็นฝอย มากน้อยตามต้องการ นำไปตากแห้ง แล้วใช้ผสมยาเส้นมวนเป็นบุหรี่สูบ จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้

ส้มตำ

ปวดประสาท ใช้ใบมะละกอสดย่างไฟหรือจุ่มน้ำร้อนใช้ประคบบริเวณที่ปวด

ขับประจำเดือน ใช้เมล็ดแก่ ๆ คั่วให้กรอบแล้วบดเป็นผง 2 ช้อนชาผสมกับเหล้าขาว 3 ช้อนโต๊ะ รับประทานเช้า เที่ยง เย็น ช่วยขับเลือดประจำเดือนเสียและอาการปวดท้องจะหายไป

ลบรอยด่างดำต่าง ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาบนผิวหนังและใบหน้า ใช้มะละกอสดตำพอกบ่อย ๆ หรือน้ำคั้นจากมะละกอสุกใช้ทาลบรอยฝ้าแดด ฝ้าลมให้จางหาย หรือใช้ยางจากลูกมะละกอสดทาเป็นประจำวันละ 2-3 ครั้งจนหาย

แก้หูด ให้สะกิดหัวหูดให้เปิดแล้วเอายางมะละกอทาวันละ 2-3 ครั้งจนหาย

ลบรอยส้นเท้าแตก ใช้ยางจากลูกสดทาจนหาย

สิว ก็ใช้ยาแต้มที่หัวสิว หรือรับประทานมะละกอสุกเป็นประจำ แก้อาการท้องผูกช่วยในการระบาย ซึ่งสาว ๆ ที่ลดความอ้วนมักนิยมทาน และทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวย บ้างก็ใช้เนื้อที่สุกพอกหน้าเพื่อลดจุดด่างดำและผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

มะละกอสุกมีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ เช่น มีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินเอบำรุงสายตา มีธาตุเหล็กบำรุงเลือด มีแคลเซียมบำรุงกระดูก มีสารเพคตินที่เคลือบกระเพาะอาหาร ปัจจุบันมีการสกัดสารสำคัญจากมะละกอสุกไปใช้ทำเครื่องสำอางและส่วนผสมในเครื่องสำอาง ๆ มากมาย

ล้างลำไส้ ขจัดไขมันในผนังลำไส้ ให้ทำชามะละกอดื่มเป็นประจำ โดยเอามะละกอดิบปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้น ๆ ต้มจนน้ำเดือด อาจปรุงแต่งรสด้วยใบเตยหรือเก๊กฮวยตามชอบ แล้วกรองเอาแต่น้ำ แล้วเอาน้ำร้อนนั้นไปชงกับใบชา แช่ไม่เกิน 3 นาที กรองเอาน้ำเก็บไว้ดื่ม และควรงดอาหารประเภทผัดทอดหรือของมัน ช่วยให้ลำไส้สะอาดดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสตรอเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสตรอเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสตรอเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสตรอเบอร์รี่

 

สตรอเบอร์รี่

ผลไม้เมืองหนาว สีแดงสด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสหวานอมเปรี้ยวมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในแถบอบอุ่น เดิมเป็นไม้ป่า เรียกว่า wild strawberry เลือกสตอรว์เบอร์รีที่มีผลสีแดงสด รูปทรงไม่บิดเบี้ยว ไม่มีรอยแผลเน่าหรือช้ำ การเรียงตัวของเมล็ดเป็นระเบียบ และมีกลีบเลี้ยงสีเขียวสดติดขั้วมาด้วย ล้าง เด็ดขั้วออก หั่นเป็นชิ้น

 

น้ำสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่สด                 200       กรัม

น้ำเชื่อม                            2          ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว                          2          ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น                           ¼         ช้อนชา

น้ำต้มสุกแช่เย็น               1 ½       ถ้วย

  • ล้างสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด เด็ดขั้วออกคั้นด้วยเครื่องแยกกากแยกน้ำ ผสมสตรอเบอร์รี่ที่ได้กับน้ำต้มสุกแช่เย็น น้ำเชื่อม น้ำมะนาว เกลือ คนพอทั่ว รินใสแก้ว ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ผ่าครึ่ง ดื่ม (จำนวน 2  แก้ว)

 

น้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น

เนื้อสตรอเบอร์รี่หั่นเป็นชิ้น  150       กรัม

น้ำเชื่อม                                 2          ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว                               2          ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น                               ¼         ช้อนชา

น้ำต้มสุกแช่เย็น                    ½         ถ้วย

น้ำแข็งบดละเอียด                 2          ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ผ่าครึ่ง ดื่ม (จำนวน 2 ½   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อของสตรอเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ตลอดจนมีสารต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยป้องกันมะเร็ง

 

สรรพคุณและประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

Istock 157643364 m

การต่อต้านอนุมูลอิสระ

สตรอว์เบอร์รี เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีสารประกอบที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่ถึง 3ชนิด คือเคอซิติน เคมเพอรอล และเอนโทไซยานิน และมีอัตราการต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าส้มถึง 1.5 เท่า และเมื่อเทียบกับผลไม้จำพวกกล้วยหอม หรือมะเขือเทศแล้ว อัตราการต่อต้านอนุมูลอิสระของสตรอว์เบอร์รีมีสูงการถึง 7 เท่า

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีสูง

สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงมาก ในปริมาณ 100 กรัมนั้น มีวิตามินซีสูงถึง 58 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเสริมภูมิคุ้มกัน หรือแม้แต่ช่วยในการสร้างคอลลาเจน

ขจัดสารที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

ในสตรอว์เบอร์รีนั้นมีกรดเอลลาจิก ที่สามารถช่วยขจัดสารคาร์ซิโนเจนซึ่งเป็นสารที่เป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดมะเร็ง หากกินสตรอเบอร์รีทุกวันเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกจะไม่มาให้เห็น เพราะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่อยู่มากมายในสตรอว์เบอร์รีลูกสวยๆ

ช่วยป้องกันโรคต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อต่างๆ เช่นโรคเกาต์ โรคข้ออักเสบ โรคจำพวกหวัดหรือภูมิแพ้ รวมถึงมีฤทธิ์ในการบรรเทา โรคตับอักเสบ รวมถึงรักษาโรคนิ่งในไต สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันดรคหวัด ช่วยลดอาการภูมิแพ้ และโรคช่องปากที่เกิดจากการขาดวิตามินซีได้เป็นอย่างดี

สตรอว์เบอร์รีช่วยบำรุงสายตา

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินเอสูงช่วยในการบำรุงสายตาช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ลดอัตราการเสื่อมของจอประสาทตา เพราะปัญหาดวงตามักเกิดจากอนุมูลอิสระ การขาดสารอาหารบางชนิด และกล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก จึงช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าวได้ อีกทั้งยังมีโพแทสเซียมช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติ

ช่วยในการรักษาหลอดเลือด

ผลไม้ชนิดนี้มีใยอาหารที่สูงมากจึงมีส่วนช่วยลดไขมันที่จะไปอุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณไขมันที่ดีซึ่งจะช่วยลดไขมันที่จะอุดตันในหลอดเลือด สตรอเบอรี่มีใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อีกทั้งยังมีวิตามินบีบางชนิดที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงได้

Strawberry

สตรอว์เบอร์รีช่วยบำรุงระบบขับถ่าย

เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ และมีประสิทธิภาพ มีสรรพคุณทางยาเป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นยาขับปัสสาวะ และช่วยแก้อาการท้องร่วงได้ เพราะสตรอเบอร์รีมีวิตามินซีและธาตุเหล็กอยู่มาก

สตรอว์เบอร์รีเหมาะแก่การลดน้ำหนัก

เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ ไม่มีคอเรสเตอรอล อีกทั้งมีไฟเบอร์สูง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ดังนั้นสาวๆจึงไม่ควรพลาดสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ประจำมื้ออาหารเป็นอันขาด

สตรอว์เบอร์รีช่วยบำรุงผิวพรรณ

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินมากมายโดยเฉพาะวิตามินซีและสารต้านนุมูลอิสระ จึงสามารถช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ช่วยชะลอวัย และป้องกันการเสื่อมสภาพของผิว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งได้

ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์เกิดจากกล้ามเนื้อถูกใช้งานนานเข้าตามอายุ และเกิดการถดถอย จนของเหลวบริเวณข้อต่อกระดูกเหือดแห้งลงไป ร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกมากขึ้น ๆ จนทำให้เกิดโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ในที่สุด แต่สตรอว์เบอร์รีช่วยได้ เพราะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีช่วยบำรุงสมอง

เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองมักเสื่อมสภาพลงจากอนุมูลอิสระ แต่ สตรอว์เบอร์รีช่วยได้ เพราะวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ทำให้อนุมูลอิสระหายไปพร้อมกับคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท นอกจากนี้ในสตรอเบอรี่ยังมีไอโอดีนทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น

ที่มา : https://www.honestdocs.co/strawberry-benefits

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำลูกหว้า

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำลูกหว้า

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำลูกหว้า

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำลูกหว้า

 

ลูกหว้า

ผลไม้ที่มีผลสีเขียวเป็นรูปไข่ยาว เมื่อสุกผิวเปลี่ยนไปเป็นสีม่วงดำ ผิวบางมัน ผลนิ่ม ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด รูปไข่ยาวเช่นกัน เนื้อมีรสหวาน หวานอมเปรี้ยวหรือหวามอมฝาด ชื่อวิทยาศาสตร์ Eugenia cumini Druce.

เลือกลูกหว้าที่มีสีม่วงดำสม่ำเสมอ เมล็ดไม่บิดเบี้ยว ไม่ช้ำหรือหเน่าเสีย

 

น้ำลูกหว้า

ลูกหว้าสุก                        1          ถ้วย

น้ำเชื่อม                         ½         ถ้วย

เกลือป่น                         ¼         ช้อนชา

น้ำต้มสุกแช่เย็น             1 ½       ถ้วย

  • ใส่ลูกหว้าลงในภาชนะ ยีให้เมล็ดลูกหว้าหลุดออก (โดยใส่ถุงมือพลาสติก) ใส่น้ำต้มสุกกรองด้วยผ้าขาวบางเอาเมล็ดออก ผสมให้เข้ากัน รินใส่แก้ว ดื่ม หรือใส่น้ำแข็งด้วยก็ได้ (จำนวน  2  แก้ว)

 

น้ำลูกหว้าผสม

เนื้อลูกหว้าฝาน               ½         ถ้วย

เนื้อกีวี                            1 ½       ผล

(น้ำหนัก 100 กรัม)

น้ำเชื่อม                         ¼         ถ้วย

เกลือป่น                         ½         ช้อนชา

น้ำต้มสุกแช่เย็น               1          ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว ดื่ม (จำนวน 1 ½   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

ลูกหน้าอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยบรรเทาหอบหืดที่เกิดจากการแพ้อากาศได้เป็นอย่างดี ช่วยแก้กระหาย ทำให้ชุ่มคอ

 

สรรพคุณและประโยชน์ของลูกหว้า

ลูกหว้า

ประโยชน์ของลูกหว้า

  1. ลูกหว้าอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟัน (ผลดิบ)
  2. ผลดิบช่วยแก้อาการท้องเสียได้ (ผลดิบ)
  3. ผลสุกรับประทานแก้อาการท้องร่วงและอาการบิด (ผลสุก)
  4. ใช้รักษาอาการบิด มูกเลือด ท้องเสีย (ใบและเมล็ดหว้า)
  5. นำมาใช้ทำเป็นยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย แก้คอเปื่อย เป็นเม็ดตามลิ้นและคอ (เปลือกและใบหว้า)
  6. แก้อาการน้ำลายเหนียวข้น (เปลือกและใบหว้า)
  7. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ใบและเมล็ดหว้านำมาต้มหรือบดให้ละเอียด แล้วนำมารับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ เนื่องจากมีสารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (ใบและเมล็ดหว้า)
  8. ลูกหว้ามีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่และความเสื่อมของเซลล์ได้ (ผล)
  9. ช่วยบรรเทาอาการของวัณโรคและโรคปอดได้ ด้วยการนำผลหว้าไปตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียด รับประทานเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น (ผล)
  10. ช่วยรักษาโรคหอบหืดที่เกิดจากการแพ้อากาศ ด้วยการนำผลหว้าสดมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเพื่อบรรเทาอาการ (ผลสด)
  11. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ (ผล)
  12. ลูกหว้ามีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง (น้ำมันหอมระเหย)
  13. ช่วยในการย่อยอาหาร ด้วยการเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่าง ๆ (น้ำมันหอมระเหย)
  14. ช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (น้ำมันหอมระเหย)
  15. ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ในช่องทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อย ๆ หรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำ
  16. ช่วยลดการจับตัวของลิ่มเลือด (น้ำมันหอมระเหย)
  17. มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (น้ำมันหอมระเหย)
  18. ใบและเมล็ดหว้านำมาตำให้แหลกแล้วใช้ทารักษาโรคผิวหนังได้ (ใบและเมล็ดหว้า)
  19. ใบและเมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มกับน้ำตาล แล้วนำน้ำที่ได้มาล้างแผลเน่าเปื่อยได้ (ใบและเมล็ดหว้า)
  20. น้ำจากลูกหว้าถือเป็น 1 ใน 8 ของน้ำปานะที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาติแก่พระภิกษุ
  21. ยอดอ่อนของหว้าสามารถนำมารับประทานเป็นผักสดได้ (ยอดอ่อน)
  22. ประโยชน์ของลูกหว้า ผลสุกนิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้และใช้ทำเป็นเครื่องดื่มหรือไวน์ได้ (ผลสุก)
  23. เนื้อไม้ของต้นหว้าสามารถนำมาใช้ทำสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนได้อีกด้วย (ต้นหว้า)

คุณค่าทางโภชนาการของลูกหว้าดิบต่อ 100 กรัม

  • ลูกหว้า สรรพคุณพลังงาน 60 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม
  • เส้นใย 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0.23 กรัม
  • โปรตีน 0.995 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.019 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 2 0.009 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี 3 0.245 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 6 0.038 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินซี 11.85 มิลลิกรัม 14%
  • ธาตุแคลเซียม 11.65 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 1.41 มิลลิกรัม 11%
  • ธาตุแมกนีเซียม 35 มิลลิกรัม 10%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 15.6 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุโพแทสเซียม 55 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุโซเดียม 26.2 มิลลิกรัม 2%

ที่มา : https://medthai.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสับปะรดผสม

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสับปะรดผสม

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสับปะรดผสม

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำสับปะรดผสม

 

สับปะรด

ผลรูปมนรี  โคนกว้างกว่าส่วนปลาย  ปลายผลมีใบเป็นกระจุกเขี้ยวเข้ม มีตาอยู่รอบผล เมื่ออ่อนมีสีเขียว พอแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด เนื้อสีเหลือง และฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยวอมหวาน ที่นิยมมีอยู่ 2 พันธุ์ คือพันธุ์ภูเก็ตมีลูกเล็ก เนื้อมีสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอม เนื้อแน่นกรอบอร่อย กินได้ทั้งแกน แต่ตาสับปะรดจะอยู่ลึก เมื่อปอกเปลือกแล้วต้องควั่นตาออกอีกที ส่วนพันธุ์ฮาวายผลจะใหญ่เนื้อมีความฉ่ำ รสหวาน เมื่อปอกเปลือกไม่ต้องหั่นตาก็ได้ เลือกสับปะรดแก่เต็มที่มีเปลือกสีเหลือง ไม่มีตำหนิ ไม่ช้ำหรือเนาเสีย ล้างทั้งเปลือก ตัดหัวตัดท้ายออก ปอกเปลือก ควั่นตา และฝานแกนกลางออก แล้วจึ้งหั่นเนื้อเป็นชิ้น

 

พั้นช์สับปะรด

สับปะรดหั่นเป็นชิ้น          80         กรัม

ส้มเขียวหวานคั้นน้ำ         2          ผล

(น้ำหนัก 250-300 กรัม)

ขิงสดโขลกละเอียด           1          ช้อนชา

ใบสะระแหน                   5-6        ใบ

น้ำแข็งชนิดก้อน

  • ผสมส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในโถปั่น ปั่นให้เข้ากัน รินใส่แก้วน้แข็ง ตกแต่งด้วยสับปะรดหั่นชิ้น ดื่ม (จำนวน 1    แก้ว)

 

น้ำสับปะรดผสม

น้ำสับปะรดคั้น                1          ถ้วย

น้ำมะเขือเทศ                  1          ถ้วย

น้ำเซลเลอรี                     1          ถ้วย

  • ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยเปลือกมะนาวที่ปอกเป็นริ้ว ดื่ม หรือจะนำมาปั่นกับน้ำแข็ง ดื่มเย็น ๆ (จำนวน 1 ½   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

มีน้ำตาลฟรุกโตสในประมาณที่สูง ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที มีวิตามินซีและกรดผลไม้ นอกจากนั้นยังมีเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ตลอดจนมีแอนไซม์โบรมีลิน ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง ช่วยให้ชุ่มคอ แก้กระหาย และช่วยระงับอาการเจ็บคอได้

 

สรรพคุณและประโยชน์ของสับปะรด

สับปะรด

ประโยชน์ของสับปะรด

  1. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
  3. ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา
  4. เป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้อง ไม่รู้สึกอึดอัด ดื่มน้ำสับปะรดปั่นกันดีกว่า
  5. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด เป็นต้น
  6. นำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวนก็ได้
  7. การแปรรูปสับปะรดอื่น ๆ เช่น การทําไวน์สับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น
  8. ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
  9. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัดได้
  10. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
  11. ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก
  12. สับปะรดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการร้อน กระสับกระส่าย หิวน้ำ
  13. ช่วยแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก
  14. ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน
  15. ช่วยลดเสมหะในลำคอได้
  16. ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก
  17. ช่วยรักษาโรคนิ่ว
  18. ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ
  19. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  20. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  21. ช่วยบรรเทาอาการของโรคบิด
  22. เชื่อว่าช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคนิ้วล็อก (Trigger finger)
  23. ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ
  24. ช่วยรักษาอาการแผลเป็นหนอง
  25. ช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตก
  26. ช่วยลดการอักเสบจากบาดแผล
  27. เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
  28. ใบสด นำมาใช้เป็นยาถ่ายหรือยาฆ่าพยาธิได้
  29. ผลดิบสามารถนำมาใช้ห้ามเลือดได้
  30. ผลดิบสับปะรดช่วยขับประจําเดือน
  31. ส่วนของรากสับปะรดนำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้
  32. หนามของสับปะรดช่วยแก้พิษฝีต่าง ๆ ได้

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 50 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม
  • น้ำตาล 9.85 กรัม
  • เส้นใย 1.4 กรัม
  • รูปสับปะรดไขมัน 0.12 กรัม
  • โปรตีน 0.54 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.079 มิลลิกรัม 7%
  • วิตามินบี 2 0.032 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 5 0.213 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 9 18 ไมโครกรัม 5%
  • โคลีน 5.5 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม 58%
  • ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.927 มิลลิกรัม 44%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุโพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%

ที่มา : https://medthai.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%94/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ มิลค์เชกลิ้นจี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ มิลค์เชกลิ้นจี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ มิลค์เชกลิ้นจี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ มิลค์เชกลิ้นจี่

 

ลิ้นจี่

ผลไม้ทรงกลมรูปไข่ ผิวเปลือกมีหนามเล็ก ๆ มีสีชมพูแดง สีแดงสด สีแดงคล้ำ และมีน้ำตาลไหม้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เนื้อสีขาว รสเหวานอมเปรี้ยง กลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดอยู่ตอนใต้ของประเทศจีน ในแถบมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกวางเจา เลือกลิ้นจี่ที่ผลตึง เปลือกบาง แกะออกง่าย เปลือกด้านในมีสีชมพูอ่อน เนื้อหนา เมล็ดเล็กลีบ เนื้อฉ่ำน้ำ กลิ่นหอม ไม่มีตำหนิ ก้านใบยังเขียว เวลาแกะเปลือกจะทำให้ส่วนขั้วหลุดง่าย ล้างทั้งผลแกะเปลือกออก ใช้มีดคม ๆ คว้านเอาเมล็ดออก หั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็ก

 

มิลค์เชกลิ้นจี่

เนื้อลิ้นจี่                            1          ถ้วย

นมสดชนิดจืด                 ¼         ช้อนชา

ไอศกรีมรสวานิลลา          3          ก้อน

น้ำ                                     ¼         ถ้วย

น้ำแข็งบดเอียด               ½         ถ้วย

  • ต้มเนื้อลิ้นจี่กับน้ำประมา 5 นาทีให้สุกนุ่ม พักให้เย็น เทใส่โถปั่น ใส่นมสดรสจืดปั่นจนละเอียด ใส่ไอศกรีมรสวานิลลา น้ำแข็งบดละเอียด ลงปั่นต่อพส่วนผสมข้น รินใส่แก้ว ตกแต่งด้วยเนื้อลิ้นจี่ ดื่ม (จำนวน 4 แก้ว)

 

พั้นช์ลิ้นจี่

เนื้อลิ้นจี่                         1          ถ้วย

น้ำมะนาว                      2          ช้อนโต๊ะ

น้ำหวานสีแดง              ½         ถ้วย

น้ำโซดา                         1          ขวด

น้ำต้มสุกแช่เย็น           ½         ถ้วย

น้ำแข็งชนิดก้อน

  • ปั่นเนื้อลิ้นจี่กับน้ำต้มสุกจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ผสมกับน้ำหวานสีแดง ใส่โซดา ตกแต่งด้วยยอดสะระแหน่  ดื่ม (จำนวน  2   แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

เนื้อของลิ้นจี่มีวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยบำรุงสุขภาพ แก้ท้องเดิน

 

สรรพคุณและประโยชน์ของลิ้นจี่

ลิ้นจี่

ประโยชน์ของลิ้นจี่

ประโยชน์ของลิ้นจี่

  1. ผลรับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย
  2. ประโยชน์ของลิ้นจี่ นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มช่วยแก้กระหาย ให้รสชาติหวานชื่นใจ
  3. ช่วยให้พลังชี่ขับเคลื่อน (เมล็ด)
  4. มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างสูง (สารสกัดจากเปลือก)
  5. ลิ้นจี่ต้านมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม (สารสกัดเพอริคาร์ปของลิ้นจี่)
  6. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ราก, เปลือกลำต้น)
  7. ลิ้นจี่มีสรรพคุณช่วยแก้อาการไอเรื้อรัง
  8. เปลือกของผลใช้ทำเป็นชาชงดื่มแก้อาการหวัด (ชาจากเปลือก)
  9. ช่วยแก้อาการคัดจมูก
  10. สรรพคุณลิ้นจี่ ช่วยป้องกันการเกิดและช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  11. ช่วยแก้การติดเชื้อในลำคอ (ชาจากเปลือก)
  12. ช่วยบำรุงระบบการย่อยอาหาร
  13. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
  14. ประโยชน์ลิ้นจี่ ช่วยบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร
  15. ช่วยรักษาอาการท้องเดิน
  16. สรรพคุณของลิ้นจี่ช่วยแก้อาการท้องเสียชนิดไม่รุนแรง (ชาจากเปลือก)
  17. ประโยชน์ของผลลิ้นจี่ ช่วยปกป้องและรักษาตับ (สารสกัดของผลลิ้นจี่)
  18. มีส่วนช่วยลดขนาดเนื้องอก (งานวิจัยในประเทศจีน แต่ไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่าใช้ส่วนใดของลิ้นจี่)
  19. ช่วยรักษาโรคจากการติดเชื้อไวรัส (ชาจากเปลือก)
  20. สรรพคุณของลิ้นจี่ช่วยรักษาอาการปวดท้อง (เมล็ด)
  21. ช่วยรักษาอาการปวดไส้เลื่อน (เมล็ด)
  22. ช่วยรักษาอาการปวดบวมอัณฑะ (เมล็ด)
  23. ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อน อัณฑะหย่อนยาน ด้วยการนำเมล็ดไปตากแห้งแล้วนำไปคั่วกับไฟอ่อน ๆ จนสุกเกรียม แล้วนำมาบดเป็นผง นำเอาผงที่ได้มาประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต้มกับน้ำ หรือตัก 1 ช้อนแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 20 วัน (เมล็ด)
  24. ลิ้นจี่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา (วิตามินบี 1)
  25. รากลิ้นจี่หรือเปลือกของลำต้น ใช้แก้อาการติดเชื้อไวรัสและอีสุกอีใสได้ (ราก, เปลือกลำต้น)
  26. ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ (เมล็ด)
  27. ลิ้นจี่เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของบ้านเรา โดยมีการนำไปแปรรูปเป็นผลไม้กระป๋องและอบแห้งเพื่อส่งออก

คุณค่าทางโภชนาการของผลลิ้นจี่ (ไร้เปลือก) ต่อ 100 กรัม

  • ลิ้นจี่พลังงาน 66 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 16.53 กรัม
  • น้ำตาล 15.23 กรัม
  • เส้นใย 1.3 กรัม
  • ไขมัน 0.44 กรัม
  • โปรตีน 0.83 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.011 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี 2 0.065 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 3 0.603 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 6 0.1 มิลลิกรัม 8%
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม 4%
  • วิตามินซี 71.5 มิลลิกรัม 86%
  • ธาตุแคลเซียม 5 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.13 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.055 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 31 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุโพแทสเซียม 171 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%

ที่มา :  https://medthai.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%88/

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำบลูเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำบลูเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำบลูเบอร์รี่

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา ตอน น้ำปั่นผัก น้ำปั่นผลไม้ น้ำบลูเบอร์รี่

 

บลูเบอร์รี่

ผลไม้เมืองหนาว ลูกกลมเล็ก ๆ เป็นช่อ เปลือกสีม่วงเข้ม เคลือบด้วยสารสีขาวบาง ๆ รสหวาน กลิ่นหอม ในเมืองไทยไม่มีบลูเบอร์รี่สดขาย มีแต่บรรจุกระป๋องแช่น้ำเชื่อมเป็นเม็ด กับที่บดรวมกับน้ำเชื่อม เลือกบลูเบอร์รี่ชนิดเม็ดบรรจุกระป๋อง เพราะจะได้รสชาติของบลูเบอร์รี่มากกว่าชนิดที่บดรวมกันกับน้ำเชื่อสม

 

น้ำบลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม         2          ถ้วย

น้ำเชื่อมรสน้ำผึ้ง              1          ช้อนโต๊ะ

อบเชยบ่น                      ½         ช้อนชา

น้ำมะนาว                         2          ช้อนโต๊ะ

นมสดชนิดพร่องมันเนย    2        ถ้วย

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว แช่เย็น ดื่ม (จำนวน 3  แก้ว)

 

น้ำน้อยหน่าปั่น

บลูเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม           1          ถ้วย

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ            1          ถ้วย

นมสดชนิดพร่องมันเนย      1           ถ้วย

น้ำส้มคั้น                              1          ถ้วย

วิปปิ้งครีม                            3          ช้อนโต๊ะ

  • ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้ว บีบวิปปิ้งครีมใส่แก้วละ 1 ช้อนโต๊ะ ตกแต่งด้วยผลบลูเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม ดื่ม (จำนวน 3 แก้ว)

 

คุณค่าอาหารและสรรพคุณ

มีสารแอนติออกซิแดนสท็สูงมากเป็นพิเศษ  ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ชะลอความแก่ ป้องกันโรคมะเร็ง ยังมีเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ช่วยป้องกันโรคปัสสาวะอักเสบ บำรุงสายตา ช่วยบำรุงสมองทำให้มีความจำดีด้วย ช่วยให้ไตทำงานได้ตามปกติ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงกระดูกและฟัน

 

สรรพคุณและประโยชน์ของบลูเบอร์รี่

Blueberry

สรรพคุณของบลูเบอร์รี่

  1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่รวมไปถึงบลูเบอร์รี่นั้นขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคหวัด[1]
  2. และยังมีข้อมูลจากส่วนอื่น ๆ ที่ระบุว่าบลูเบอร์รี่ยังมีประโยชน์ในการช่วยลดการระคายเคืองในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันโรคเบาหวาน โรคไทฟอยด์ ระบบหายใจผิดปกติ ช่วยบรรเทาอาการผิดตอในลำไส้ใหญ่ ท้องผูก โรคกระเพาะอาหาร โรคเริม แผลในปาก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานดีขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายสูงวัย และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดขอด ลดอาการบวม เสริมสร้างความแข็งให้ผนังหลอดเลือด ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อและเส้นเอ็น (ข้อมูลส่วนนี้ยังขาดแหล่งอ้างอิงนะครับ)

ประโยชน์ของบลูเบอร์รี่

  1. เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น รวมทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ตลอดจนถึงโรคเก๊าท์หรืออาการปวดตามข้อ[1]
  2. บลูเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ช่วยป้องกันการเสื่อมของร่างกายและชะลอความแก่ชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย และอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย (ข้อมูลของ USDA หรือ สถาบันวิจัยโภชนาการทางด้านสรีระศาสตร์ ได้ระบุว่าบลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด ซึ่งผลจากการทดสอบค่าที่เรียกว่า “ORAC” (Oxygen Radical Absorbance Capacity) ได้แสดงให้เห็นว่าบลูเบอร์รี่สดจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลไม้สดและผักชนิดอื่น)[1]
  3. ช่วยในเรื่องของระบบประสาทและสมอง ช่วยทำให้เซลล์สมองสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการจำของเราดีขึ้น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ รักษาเซลล์สมองที่ถูกทำลาย โดยมีรายงานว่า ผศ.โรเบิร์ต คริโคเรียน แห่งศูนย์สุขภาพ มหาวิทยาลัยซินซินเนติในสหรัฐ ได้ทำการทดลองให้ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ดื่มน้ำบลูเบอร์รี่คั้นสดวันละ 2 แก้ว เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน ผลการทดลองพบว่า ผู้สูงอายุเหล่านั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น จึงเชื่อว่าผลบลูเบอร์รี่ดิบ ๆ จึงน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมด้วย[1],[2]
  4. บลูเบอร์รี่เป็นอาหารเสริมที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง[2]
  5. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ โดยเป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา
  6. สารแอนโทไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเทียบได้กับสารไบโอฟลาโวนอยด์ สามารถช่วยทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสารชนิดนี้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของไต และช่วยรักษาผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยเปราะในอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสีย และสารแอนโธไซยาโนไซด์ชนิดหนึ่งคือสาร ไมร์ทิลลิน (Myrtliiln) เป็นสารสีน้ำเงินที่มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคที่เรียได้ด้วย
  7. สารแอนโทไซยานินที่พบได้มากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่รวมถึงบลูเบอร์รี่ มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาหนัก ช่วยทำให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด และยังช่วยป้องกันต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม ช่วยลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บปวดจากการบวมในลูกตา โดยข้อมูลจาก Archives of Ophthalmology ชี้ว่าการรับประทานบลูเบอร์รี่วันละ 3 ถ้วย จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคตาที่เกิดในวัยผู้ใหญ่ได้ด้วย[1],[2]
  8. ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า[1]
  9. ช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารและทำให้การขับถ่ายของร่างกายทำงานได้เป็นระบบมากขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคท้องผูกและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้[1],[2]
  10. บลูเบอร์รี่มีสาร Pterostilbene ที่ช่วยรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และตับ และยังมีกรด Ellagic ที่ทำงานควบคู่กับแอนโทไซยานิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ป้องกันมะเร็ง โดยผลการวิจัยของ Journal of Agricultural and Food Chemistry ชี้ว่าบลูเบอร์รี่มีสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย[2]
  11. ในเรื่องของระบบปัสสาวะ แบคทีเรียอีโคไลที่ผนังท่อทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่มีผลทำให้เกิดอาการอักเสบและรู้สึกแสบในขณะปัสสาวะ บลูเบอร์มีสารที่ทำให้แบคทีเรียชนิดนี้หยุดการเจริญเติบโต และช่วยล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ[2]
  12. สำหรับผู้ที่กำลังหาวิธีควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วนแบบง่าย ๆ แต่ได้ผล แนะนำให้รองรับประทานบลูเบอร์รี่ เพราะผลไม้ชนิดนี้เป็นแหล่งของพลังงานชั้นยอดที่มีแคลอรี่ต่ำ ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะมีเส้นใยอาหารที่ช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานกว่าเดิม[1]
  13. บลูเบอร์รี่มีสารเพคตินที่สามารถช่วยในการลดระดับของคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด[1]
  14. จากการศึกษาของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้แสดงให้เห็นว่าบลูเบอร์รี่อาจช่วยลดไขมันหน้าท้อง และความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยพบว่าหนูทดลองที่รับประทานผงบลูเบอร์รี่ผสมในอาหารของหนู เป็นระยะเวลา 90 วัน มีไขมันหน้าท้องน้อยลง และระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง[2]
  15. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่เป็นตัวต่อต้านสารพิษ และช่วยล้างพิษในร่างกาย[1]
  16. วิตามินซีในผลบลูเบอร์รี่จะช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด[1]

คุณค่าทางโภชชนาการของบลูเบอร์รี่ ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 57 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 14.49 กรัม
  • น้ำตาล 9.96 กรัม
  • ใยอาหาร 2.4 กรัม
  • ไขมัน 0.33 กรัมน้ำน้ำบลูเบอร์รี่
  • โปรตีน 0.74 กรัม
  • น้ำ 84.21 กรัม
  • วิตามินเอ 54 หน่วยสากล
  • วิตามินบี1 0.037 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.041 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3 0.418 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.052 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี9 6 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 9.7 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.57 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 19.3 ไมโครกรัม
  • แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.28 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 77 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 1 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.16 มิลลิกรัม

ที่มา :  https://medthai.com/%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88/