9 สมุนไพรช่วยลดกลิ่นตัวหาไม่ยาก แต่ใช้ได้ผลมากจนอยากบอกต่อ !

9 สมุนไพรช่วยลดกลิ่นตัวหาไม่ยาก แต่ใช้ได้ผลมากจนอยากบอกต่อ !

Credit: health.kapook.com

 

สมุนไพรช่วยลดกลิ่นตัวที่หามาใช้กันไม่ยาก แต่ช่วยระงับกลิ่นเต่า กลิ่นตัวของเราได้ดีมาก ๆ จนอยากให้ลอง          บ้านเราเป็นเมืองร้อนและชื้นซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายคนมีกลิ่นตัวขึ้นมาได้ เนื่องจากกลิ่นตัวเกิดจากการสะสมของแบคทีเรียจากเหงื่อ จากเชื้อโรค เชื้อราตามผิวหนังและเสื้อผ้า ยิ่งมาบวกกับอากาศร้อน ๆ และความอับชื้นในอากาศ เชื้อแบคทีเรียที่รวมกับเหงื่อไคลของเราก็ยิ่งหมักหมมจนส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมากันใหญ่ ทว่าปัญหากลิ่นตัวจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องหนักใจอีกต่อไป ถ้าคุณได้ลองใช้ 9 สมุนไพรดับกลิ่นตัวต่อไปนี้

1. ขิง

ขิงมีสรรพคุณช่วยต้านแบคทีเรีย จึงช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่อาจเกิดบนผิวกายได้ โดยวิธีใช้ขิงดับกลิ่นตัวก็เพียงบดขิงแห้งให้เป็นผง แล้วนำมาผสมกับเบกกิ้งโซดาในปริมาณเท่า ๆ กัน จากนั้นนำมาทาเป็นแป้งที่ใต้วงแขน ข้อพับ เพื่อให้ขิงและเบกกิ้งโซดาช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ต้นกำเนิดตัวจี๊ดของกลิ่นกาย แถมขิงยังมีสรรพคุณช่วยลดความอับชื้นด้วยนะคะ ดังนั้นหมดห่วงเรื่องเหงื่อและกลิ่นตัวที่มักจะมาพร้อมกันได้เลย

2. ขมิ้น

 

ในขมิ้นมีน้ำมันหอมระเหย Tumerone ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี และยังช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แถมยังช่วยบำรุงผิวได้ด้วย ส่วนวิธีการใช้ขมิ้นดับกลิ่นตัวแนะนำให้นำขมิ้นชันไปตากแห้ง บดเป็นผงแล้วนำมาทาใต้วงแขน หรือบริเวณที่อับชื้นอย่างข้อพับ เท่านี้ก็จะช่วยระงับกลิ่นตัวได้แล้วค่ะ

3. สะระแหน่

 

สารสกัดจากสะระแหน่มีคุณสมบัติเป็นยาดับกลิ่นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงนำสารสกัดจากสะระแหน่ประมาณ 2-3 หยด ใส่ลงในอ่างอาบน้ำ แล้วลงไปแช่ตัวสัก 5 นาที หรือจะใช้ใบสะระแหน่สดประมาณ 2 กำมือ มาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยตวง แล้วนำมาผสมเป็นน้ำอาบเพื่อดับกลิ่นตัวก็ได้เช่นกันค่ะ

4. ใบพลู

 

ใบพลูมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้หลายชนิด โดยวิธีใช้ก็ให้นำใบพลูมาขยี้แล้วทารักแร้หลังอาบน้ำ ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงล้างออก

5. ใบฝรั่ง

 

นอกจากจะช่วยระงับกลิ่นปากได้แล้ว ใบฝรั่งยังช่วยระงับกลิ่นตัวได้เช่นกัน โดยนำใบฝรั่งประมาณ 10 ใบ มาโขลกให้ละเอียดแล้วทารักแร้ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วอาบน้ำให้สะอาด

6. ตำลึง

 

ผักริมรั้วอย่างตำลึงเมื่อมาผสมกับปูนแดงในปริมาณเล็กน้อย จะมีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรียและระงับกลิ่นกายได้ โดยให้นำต้นตำลึงสด ๆ ประมาณ 1-2 กำมือมาตำจนละเอียด แล้วผสมกับปูนแดงเล็กน้อยพอให้เข้ากันดี จากนั้นนำส่วนผสมมาทาใต้วงแขนทิ้งไว้สักครู่จึงล้างออก แนะนำให้ทำติดต่อกันสัก 1 สัปดาห์นะคะ เพื่อช่วยระงับกลิ่นตัวได้ดีขึ้น

7. เปลือกมังคุด

 

 

เปลือกมังคุดมีสารแมงโกสตินที่ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยวิธีใช้ให้นำเปลือกมังคุดแห้ง 1 ส่วน ต้มกับน้ำ 3 ส่วน จากนั้นเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนปริมาณน้ำลดลงเกินครึ่งแล้วค่อยกรองเอากากออก พอได้น้ำต้มเปลือกมังคุดมาแล้วให้ผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตรแล้วใช้อาบน้ำ หรือใช้จะวิธีนำเปลือกมังคุดแห้งประมาณ 1-2 กำมือ มาต้มกับสะอาดำเล็กน้อยต้มก็จะได้น้ำเปลือกมังคุดเข้มข้น มาใช้ทาบริเวณใต้วงแขน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

8. มะขามเปียก

 

 

นอกจากจะมีฤทธิ์กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดีแล้ว มะขามเปียกยังจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่ให้เกิดการหมักหมม อันเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย เหงื่อ และความอับชื้น โดยวิธีใช้ก็เพียงคั้นน้ำมะขามเปียกปริมาณพอเหมาะ จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วใช้น้ำมะขามแทนสบู่ตอนอาบน้ำ เน้นบริเวณใต้วงแขนและข้อพับให้มากหน่อย จากนั้นก็ล้างออกให้สะอาด

9. มะนาว

 

 

กรดในน้ำมะนาวจะช่วยลดค่า pH ของผิวใต้วงแขนได้ ส่งผลให้แบคทีเรียเติบโตได้ยาก โดยวิธีใช้ก็ไม่ยากค่ะ เพียงหั่นมะนาวเป็น 2 ซีก (ตามแนวนอน) จากนั้นคั้นน้ำมะนาว 1 ซีกมาผสมกับน้ำสะอาด 1/2-1 ถ้วยตวง แล้วจัดการทาส่วนผสมให้ทั่ววงแขนหลังอาบน้ำเสร็จเป็นประจำ ทว่าหากใครมีบาดแผลที่ใต้วงแขนหรือตามข้อพับ สูตรนี้อาจไม่แนะนำนะคะ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแสบจากกรดของมะนาวได้

          เห็นไหมคะว่าสมุนไพรดับกลิ่นตัวทั้ง 9 ชนิดนี้หาไม่ยากเลย ใครที่มีปัญหากลิ่นตัวแรง ใช้อะไรก็แทบเอาไม่อยู่ ลองหันมาใช้สมุนไพรระงับกลิ่นกายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดูสิคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

โลโก้ชีวจิต 

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

ระบบฐานข้อมูลสมุนไพร​

สำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

โรงเรียนอัสสัมชันอุบลราชธานี

stylecraze, top10homeremedies

สูตรคำนวณพลังงาน ใน 1 วัน มาดูกันร่างกายต้องการแค่ไหน

00-สูตรคำนวณพลังงาน ใน 1 วัน

สูตรคำนวณพลังงาน ใน 1 วัน มาดูกันร่างกายต้องการแค่ไหน

Credit: health.kapook.com

ในแต่ละวันตัวเราเองต้องการพลังงานมากน้อยแค่ไหน ใครอยากรู้ก็คำนวณดูเลย รู้แล้วยังช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วนได้ด้วยล่ะ

การรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ อาจไม่ได้ทำให้เราอ้วนได้เสมอไปก็ได้นะคะ ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้พลังงานมาก ๆ ในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน หรือเป็นหนุ่มสาวรักการออกกำลังกาย ก็จะสามารถเบิร์นพลังงานที่ได้จากการทานอาหารให้ออกไปได้หมด แต่ถ้าใครเป็นคนไม่ค่อยออกกำลัง วัน ๆ ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมอะไร แบบนี้ต้องระวังเรื่องการทานอาหารกันหน่อยแล้วค่ะ เพราะถ้ารับพลังงานมามากจนเกินไป พลังงานที่เหลือจะกลายเป็นส่วนเกินแล้วความอ้วนก็จะถามหาทันที !!!

 

แคลอรี่

          ว่าแต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าในแต่ละวันเราต้องการพลังงานมากน้อยแค่ไหน จะได้ไม่เหลือเก็บเป็นพลังงานส่วนเกิน เรามีวิธีสูตรวิธีคำนวณพลังงานแบบง่าย ๆ มานำเสนอแล้ว

          สำหรับวิธีคำนวณพลังงานในแต่ละวันนั้น ๆ จริง ๆ มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร แต่เราจะขอนำเสนอ 2 สูตร ให้เพื่อน ๆ ลองไปคำนวณกันดู โดยพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับใน 1 วัน จะขึ้นอยู่กับเพศ อายุ รวมทั้งกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันด้วย

 

สูตรคำนวณพลังงาน

สูตรคำนวณพลังงาน BMR 

หนึ่งในสูตรที่คนใช้กันมากก็คือ Basal Metabolic Rate (BMR) ของ Harris Benedict Formula เป็นสูตรคำนวณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นค่าที่บ่งบอกถึงพลังงานที่น้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร สามารถคำนวณได้ดังนี้

BMR สำหรับผู้ชาย = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม))+(5 x ส่วนสูง (เซนติเมตร))-(6.8 x อายุ)

BMR สำหรับผู้หญิง = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม))+(1.8 x ส่วนสูง (เซนติเมตร))-(4.7 x อายุ)

ยกตัวอย่างกันหน่อย สมมติว่า A เป็นผู้หญิง อายุ 30 ปี ส่วนสูง 165 ซม. น้ำหนัก 60 กก. BMR จะเท่ากับ 665 +(9.6 x 60)+(1.8 x 165)-(4.7 x 30) = 1,397 กิโลแคลอรี

ตัวเลขที่ได้คือ พลังงานที่จำเป็นพื้นฐานในการมีชีวิต หมายถึงว่า A ต้องการพลังงานอย่างน้อย 1,397 กิโลแคลอรี ในการดำรงชีวิตในแต่ละวันในกรณีที่วันนั้น A ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย

จากสูตรนี้เห็นได้ว่าคนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักมาก จะมีค่า BMR มากกว่าคนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักน้อยกว่า หรือกรณีที่มีอายุมากขึ้น ค่า BMR ก็จะลดลงไปด้วย เพราะยิ่งคนมีอายุมากขึ้น อัตราการเผาผลาญของร่างกาย หรือที่เรียกว่า “เมตาบอลิซึม” ก็จะปรับลดลงตามไปด้วย

อ๊ะ…แต่ได้ตัวเลข BMR มาแล้วก็ยังไม่จบนะ เพราะอย่าลืมว่าในแต่ละวันเราต้องทำกิจกรรมมากมาย ทั้งนั่ง เดิน นอน ดูทีวี ทำงาน ออกกำลังกาย ซึ่งกิจกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พลังงานที่ต้องการในแต่ละวันจึงไม่เท่ากันด้วย ดังนั้นเราต้องมาคำนวณหาปริมาณแคลอรีที่เราใช้ในแต่ละวัน หรือค่าของพลังงานที่เราสามารถใช้ได้หมดในแต่ละวัน ที่เรียกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) กันต่อ วิธีการก็คือ ดูว่าในแต่ละวันเราทำกิจกรรมและออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน แล้วนำค่า BMR ที่ได้ไปคูณดังนี้

– นั่งทำงานอยู่กับที่ และไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือน้อยมาก = BMR x 1.2
– ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อย 1-3 วัน/สัปดาห์, เดินบ้างเล็กน้อย ทำงานออฟฟิศ = BMR x 1.375
– ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์, เคลื่อนที่ตลอดเวลา = BMR x 1.55
– ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.725
– ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก หรือเป็นนักกีฬา ทำงานที่ใช้แรงงานมาก = BMR x 1.9

เช่น จากตัวอย่างด้านบน คุณ A มีค่า BMR = 1,397 กิโลกรัมแคลอรี ถ้าเป็นคนที่แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย เท่ากับต้องนำ BMRx1.2 ก็จะได้ปริมาณแคลอรีที่ต้องการในหนึ่งวันเป็น 1,397×1.2 = 1,676.4 ดังนั้นถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ไม่ควรทานอาหารมากเกินกว่า 1,676.4 กิโลแคลอรีนั่นเอง เพราะร่างกายเราสามารถเผาผลาญได้เพียง 1,676.4 กิโลแคลอรี ถ้าทานมากกว่านี้ ส่วนที่เหลือก็เป็นส่วนเกิน

แคลอรี่ในอาหาร

สูตรคำนวณพลังงาน REE 

นี่ก็เป็นอีกสูตรหนึ่งที่มีความแม่นยำพอสมควร เรียกว่า “Mifflin St. Jeor Equation” โดยเราจะคำนวณหาค่า REE (Resting Energy Expenditure) หรือพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องการขณะพัก วิธีการคำนวณก็คล้าย ๆ กับสูตรแรก แต่ตัวเลขที่ใช้คำนวณจะแตกต่างกัน คือ

          –

เพศชาย

= (10 x น้ำหนัก (กิโลกรัม)) + (6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร)) – (5 x อายุ) + 5

          – เพศหญิง = (10 x น้ำหนัก (กิโลกรัม)) + (6.25 x ส่วนสูง (เซนติเมตร)) – (5 x อายุ) – 161

ยกตัวอย่าง คุณ A เป็นผู้หญิง อายุ 30 ปี ส่วนสูง 165 ซม. น้ำหนัก 60 กก. ค่าที่ได้ก็จะเท่ากับ (10 x 60) + (6.25 x 165) – (5 x 30) – 161 = 1,329.25 กิโลแคลอรี

เมื่อคำนวณได้ค่า REE เรียบร้อยแล้ว เราต้องมาคำนวณสูตร TDEE เพื่อหาพลังงานที่ใช้ได้หมดในแต่ละวันกันต่อ เช่นเดียวกันคือต้องพิจารณาว่าในแต่ละวันเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง นำค่า REE ที่ได้มาคูณดังนี้

– นั่งทำงานอยู่กับที่ และไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือน้อยมาก = REE x 1.2

          – ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อย 1-3 วัน/สัปดาห์, เดินบ้างเล็กน้อย ทำงานออฟฟิศ = REE x 1.375

          – ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์, เคลื่อนที่ตลอดเวลา= REE x 1.55

          – ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์ = REE x 1.725

          – ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก หรือเป็นนักกีฬา ทำงานที่ใช้แรงงานมาก = REE x 1.9

          ตัวอย่าง คุณ A คำนวณค่า REE ได้ 1,329.25 กิโลแคลอรี ถ้าเป็นคนที่แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย เท่ากับต้องนำตัวเลขนี้ไปคูณ 1.2 ก็จะได้ปริมาณแคลอรีที่ต้องการในหนึ่งวันเป็น 1,329.25×1.2 = 1,595.1 ดังนั้นถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ไม่ควรทานอาหารมากเกินกว่า 1,595.1 กิโลแคลอรีนั่นเอง

จะเห็นว่าทั้ง 2 สูตรคำนวณออกมาแล้วได้ตัวเลขไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ซึ่งในช่วงหลายปีก่อน คนจะนิยมใช้สูตร BMR กันมาก แต่ในระยะ 1-2 ปีหลัง นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มแนะนำให้ใช้สูตร REE รวมทั้งสมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน (the American Dietetic Association) ก็ระบุว่า สูตร REE มีความแม่นยำพอสมควร จึงแนะนำให้ใช้สูตรนี้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ลองจดส่วนสูง น้ำหนักของตัวเอง แล้วเข้าสูตรคำนวณกันดูนะคะ ได้ตัวเลขอย่างไรแล้ว ถ้าอยากลดน้ำหนักก็พยายามควบคุมการรับประทานอาหารใน 1 วันให้ได้น้อยกว่าค่าที่ออกมา แต่ถ้าอยากเพิ่มน้ำหนักก็ต้องทานให้ได้มากกว่าค่าที่คำนวณได้ ขอบอกว่าหลายคนนำวิธีนี้ไปใช้ในการเพิ่ม-ลดน้ำหนักแล้วเห็นผลได้จริง ๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

– livestrong.com

– nutritionalconcerns.com

– ucl.ac.uk

12 เทรนด์อาหารสุขภาพมาแรงในปี 2017

อาหารเทรนด์ 2017

12 เทรนด์อาหารสุขภาพมาแรงในปี 2017

 

Credit: health.kapook.com

เทรนด์อาหารสุขภาพประจำปี 2017 จะมีอะไรบ้าง คนรักสุขภาพถ้าไม่อยากตกเทรนด์ อย่ารอช้า…มาดูกันเลย

เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนรักสุขภาพว่า “You are what you eat”  หรือ คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้นอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีสุขภาพดี และเมื่อคนหันมาใส่ใจเรื่องการกินมากขึ้น เทรนด์อาหารสุขภาพจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารสุขภาพจึงพยายามสรรหาอาหารใหม่ ๆ มาให้คนรักสุขภาพได้ลิ้มชิ้มรสกันทุกปี แล้วปี 2017 นี้ล่ะเราจะได้กินอะไรใหม่ ๆ อีกบ้าง กระปุกดอทคอมรวบรวมเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพปี 2017 มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

1. ขมิ้นชัน (Turmeric)

สมุนไพรคู่ครัวไทยอย่างขมิ้นชัน มาปีนี้ก็ยังคงฮิตติดชาร์ตเทรนด์อาหารสุขภาพอีกเช่นเคย เนื่องด้วยสรรพคุณที่มากมายของมัน ใครมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ถ้าได้กินขมิ้นชันก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง ใครที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ขมิ้นชันก็ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และถ้าใครไม่อยากดูแก่ก่อนวัย ขมิ้นชันก็ยินดีรับใช้ เพราะในขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยชะลอวัยและชะลอการเกิด ริ้วรอยอยู่ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังเป็นเพียงแค่สรรพคุณอันน้อยนิดของขมิ้นชัน สรรพคุณของมันยังมีอีกมาก ถ้าอยากรู้จักขมิ้นชันให้มากขึ้น ก็ลองอ่าน ขมิ้นชัน สมุนไพรชั้นเลิศ ช่วยดูแลสุขภาพ และด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายของขมิ้นชันนี่เองที่ทำให้มันไม่เคยตกขบวนเทรนด์อาหารสุขภาพเลยสักปี

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

2. อาหารหมักดอง (Fermentation)

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กระแสอาหารหมักดองอย่าง กิมจิ ผักดองของเกาหลี หรือซาวเคราท์ กะหล่ำปลีหมักเกลือของเยอรมันนั้น ถูกพูดถึงกันมากในวงการอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีการค้นพบว่าอาหารหมักดองพวกนี้มีแบคทีเรียดีที่ชื่อ โปรไบโอติกส์ ที่ช่วยปรับสมดุลสภาพแวดล้อมในลำไส้ โดยทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีหรือจุลินทรีย์สุขภาพเกาะติดผนังลำไส้และเจริญเติบโตดีขึ้น รวมทั้งป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่ไม่ดีหรือจุลินทรีย์ก่อโรคเพิ่มจำนวน

ข่าวดีก็คือเดี๋ยวนี้มีสินค้าที่มีโปรไบโอติกส์หลากหลายให้ได้เลือกซื้อ เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต น้ำผลไม้ และด้วยจุดเด่นในเรื่องโปรไบโอติกส์นี่เองที่ทำให้อาหารหมักดองก็ยังคงฮอตฮิตในกลุ่มเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

3. มหัศจรรย์พลังอาหารสีม่วง (Purple power)

ในทางศิลปะสีม่วงอาจสื่อถึงอารมณ์ได้ทั้งทางบวกและทางลบ ทางบวก คือความหรูหรา ความคิดสร้างสรรค์ โรแมนติก ส่วนทางลบ คือ ความเศร้า มัวหมอง แต่ในวงการอาหารสุขภาพนั้นกลับยกนิ้วให้อาหารสีม่วงเป็นหนึ่งในอาหาร 5 สี อันได้แก่ ม่วง เขียว เหลือง/ส้ม แดง ขาว ที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด และในปีนี้อาหารสีม่วงก็ยังได้ไปต่อกับเทรนด์อาหารสุขภาพ เนื่องจากในอาหารสีม่วงมีสารแอนโทไซยานินที่มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ และในอาหารสีม่วงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้และตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งระบบสืบพันธุ์

ที่น่าทึ่งก็คือเดี๋ยวนี้อาหารสีม่วงไม่ได้มีเฉพาะในพืชผัก ผลไม้ ตามธรรมชาติ อย่างข้าวโพดสีม่วง มันเทศหวาน ข้าวสีนิลเท่านั้นนะ แต่นวัตกรรมอาหารสีม่วงนั้นล้ำหน้าไปมากแล้ว ในไม่ช้าเราคงได้เห็น มะนาวสีม่วงที่ผิวข้างนอกเป็นสีเขียวแต่ผิวข้างในเป็นสีม่วงวางขายตามท้องตลาดแน่นอน

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

4. สาหร่าย (Seaweed) 

สาหร่ายก็เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มักจะได้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของเทรนด์อาหารสุขภาพ รวมถึงปีนี้ด้วย เชื่อได้ว่าคนรักสุขภาพคงคุ้นกับสาหร่ายโนริ (Nori) ที่มักนำมาห่อซูชิกันเป็นอย่างดีแล้ว มาในปีนี้เราขอฝากสาหร่ายน้องใหม่อย่างสาหร่ายพวงองุ่น (Green Caviar)ไว้ในอ้อมใจของคนรักสุขภาพด้วย เห็นเม็ดเล็ก ๆ สีเขียวใส อยู่ชิดกันหน้าตาเหมือนพวงองุ่นแบบนี้ ประโยชน์เพียบนะจ๊ะจะบอกให้ เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ ไอโอดีนป้องกันโรคคอพอก แมกนีเซียมบำรุงกล้ามเนื้อและประสาท โพแทสเซียมช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์และระบบน้ำในร่างกาย ฯลฯ  อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าลืมไปหาซื้อสาหร่ายพวงองุ่นมากินกันนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรา

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

5. ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Healthy Snacks)

เข้ารอบเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพปีนี้ไปแบบชิล ๆ ค่ะสำหรับขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ แม้ว่าเทรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพจะมีมาสักระยะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเทรนด์นี้ก็ยังไม่เอาท์ ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพนั้นถูกคิดเพื่อมาแทนที่ขนมถุงที่มีทั้งแป้ง น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง อันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ อ้วน เบาหวาน ฯลฯ ด้วยเหตุที่ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ผู้ทำธุรกิจด้านนี้จึงพยายามผลิตผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลาย เอาใจผู้บริโภคขี้เบื่อ จากเดิมแค่ผัก ผลไม้อบกรอบ เดี๋ยวนี้เราก็มีแมลงอบกรอบ ดอกไม้อบกรอบ ไว้กินเล่นกันแล้ว เคี้ยวเพลิน สุขภาพดีแบบนี้ คนรักสุขภาพอย่าลืมไปหามาติดตู้เย็นกันไว้บ้างนะคะ

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

6. น้ำตาลเพื่อสุขภาพ (Alternative Sugar) 

น้ำตาลไม่น่าจะมาอยู่ในรายชื่อเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพได้เลย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในเมื่อคนรักสุขภาพเขาหันไปกินตาลดอกมะพร้าวแทนน้ำตาลทรายแดงแล้วค่ะ เพราะมีโพแทสเซียมสูงกว่าน้ำตาลทรายแดง จึงช่วยลดความดันโลหิต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล และน้ำหนักตัวได้ดี และในน้ำตาลจากดอกมะพร้าวยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ รวมทั้งวิตามินบางชนิดที่น้ำตาลทรายแดงไม่มี หวานแบบสุขภาพดีแบบนี้สิ ถึงควรคู่อยู่ในรายชื่อเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

7. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและปราศจากแอลกอฮอล์ (Low and no-alcohol drinks)

เทรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและปราศจากแอลกอฮอล์ยังมาแรงไม่ตก เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาด้วยกระแสดูแลสุขภาพและการบังคับใช้กฎหมายเมาไม่ขับที่เข้มงวดขึ้น ผู้ที่ชอบดื่มสังสรรค์หรือจำเป็นต้องดื่ม จึงหันมาเลือกดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีต่ำ เช่น ค็อกเทล หรือไม่มีแอลกอฮอล์เลย เช่น ม็อกเทล ที่เน้นน้ำผลไม้ น้ำหวาน โซดา น้ำอัดลมเป็นส่วนผสม แทนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูง อย่างเหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

8. มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian)

อยากลองกินมังสวิรัติดู แต่ก็ยังอยากกินเนื้อสัตว์อยู่จะทำอย่างไรดี ? ไม่ยากค่ะ ให้มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น เป็นคำตอบสุดท้ายของคุณสิคะ เพราะมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกัน ถึงจะเน้นกินผักแต่ก็ยังอนุญาตให้ตัวเองกินเนื้อได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตรงกันข้ามกับกลุ่มที่เคร่งมังสวิรัติอย่าง “วีแกน” ที่ไม่กินเนื้อสัตว์รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อสัตว์เลย แต่มังสวิรัติยืดหยุ่นแบบนี้สิ ทำให้เราหันมากินอาหารที่ดีกับสุขภาพได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

9. พาสต้าที่ทำจากวัตถุดิบทางเลือก (Rethinking Pasta) 

อะไรนะ ! พาสต้าเนี่ยนะเหรอที่ได้ขึ้นแท่นเทรนด์อาหารสุขภาพในปีนี้ด้วย เคยได้ยินแต่ว่ากินพาสต้าแล้วจะอ้วน  ใจเย็น ๆ  ไม่ต้องตกใจไป เดี๋ยวนี้โลกของพาสต้ากำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อมีผู้คิดค้นเส้นพาสต้าที่ทำจากวัตถุดิบทางเลือกอย่างเมล็ดถั่วเลนทิล (Lentills) หรือถั่วลูกไก่ (Chickpeas) ซึ่งให้โปรตีนสูงทดแทนเส้นพาสต้าแบบเดิมที่ทำจากแป้งสาลีซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรต ดังนั้นเส้นพาสต้าที่ทำจากเมล็ดถั่วจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของอาหารสุขภาพที่น่าสนใจทีเดียว

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

10. อาหารญี่ปุ่นอื่นๆ นอกเหนือจากซูชิ (Japanese food, beyond sushi)

ช่วงที่ผ่านมา เทรนด์อาหารสุขภาพญี่ปุ่นมาแรงเสียเหลือเกิน และหนึ่งในบรรดาอาหารสุขภาพญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักน่าจะหนีไม่พ้น ซูชิ ที่ซูชิถูกโปรโมทว่าเป็นอาหารสุขภาพก็เพราะเนื้อปลาในซูชิมีโอเมก้าสาม ช่วยพัฒนาสมอง กระตุ้นความจำ และสลายไขมันในหลอดเลือดช่วยให้หัวใจแข็งแรง มาถึงตอนนี้นอกเหนือจากซูชิแล้ว อาหารญี่ปุ่นเพื่อสุขภาพอื่น ๆ ก็เป็นที่รู้จักเช่นกัน เนื่องจากมีการใช้เครื่องปรุงรสของญี่ปุ่น ในการปรุงอาหารกันอย่างแพร่หลาย อาทิ พอนสึ ซอสเปรี้ยว (ponzu)  น้ำมันงา (sesame oil) และมิโซะ เต้าเจี้ยวบด (mizo)

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

11. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวัตถุดิบเหลือใช้ (Products from Byproducts)

เมื่อขยะกำลังจะล้นโลก จึงเกิดเทรนด์อาหารสุขภาพแนวใหม่ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวัตถุดิบเหลือใช้ขึ้น เทรนด์นี้มีแนวคิดที่จะนำเอาของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารมาทำอาหารอีกประเภทหนึ่งด้วย เช่น นำน้ำที่ได้จากการต้มถั่วลูกไก่ไปทำมายองเนสวีแกน แม้ว่าเทรนด์นี้กำลังเพิ่งมา แต่ด้วยแนวคิดที่ทั้งรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมขนาดนี้ก็ได้ใจคนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปเต็ม ๆ เลย

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ 2017

12. ใส่ใจกับอาหารการกินให้มากขึ้น (Mindful Meal Prep)

ชื่อเต็ม ๆ ของเทรนด์นี้คือ Mindful Meal Preparation หรือการเตรียมอาหารการกินในแบบที่เอาใจใส่กับมันให้สุด เพราะในปีที่ผ่าน ๆ มารู้สึกไหมคะว่าชีวิตเรารีบเร่งไปซะทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกรวดเร็วเป็นหลัก ซึ่งก็มักจะลงท้ายด้วยการได้อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารคุณภาพต่ำมารับประทานกันเป็นประจำ

ฉะนั้นปีนี้เราจะมาเริ่มต้นกันใหม่ด้วยการไตร่ตรองกันล่วงหน้าไปเลยว่าเราจะกินอะไรเป็นอาหารในแต่ละวันบ้าง โดยอาจเตรียมการณ์กันสัปดาห์ต่อสัปดาห์ไป ซึ่งเขาเชื่อกันว่าการคิดเมนูเผื่อไว้แบบนี้จะช่วยให้เรากินอาหารได้อย่างมีสติมากขึ้น ได้มีเวลาคำนึงถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้มากกว่าที่เคย รวมไปถึงเทรนด์นี้ยังแนะนำให้เราลิ้มรสอาหารที่ผ่านลิ้นไปแต่ละคำอย่างตั้งใจด้วยนะคะ ซึ่งก็จะให้ผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก ดีต่อระบบย่อยอาหารของเรา และก็แน่นอนว่าจะเป็นเทรนด์การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดยรวมไปด้วย

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเทรนด์อาหารสุขภาพปี 2017 ที่เรานำมาฝากผู้อ่านกัน ลองไปหามากินกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง อาจจะสักเดือนละ 1 เมนูก็ได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

eatingwell.com

bbcgoodfood.com

health.com

abhaiherb.com

sciencenewsforstudents.org

edtech.ipst.ac.th

รวม 5 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านม กินอร่อยแถมป้องกันโรค

รวม 5 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านม กินอร่อยแถมป้องกันโรค

 

Credit: women.trueid.net

 


รวม 5 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านม กินอร่อยแถมป้องกันโรค โดย koratnextgen-plus

 

มะเร็งเต้านม โรคร้ายแรงที่เป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับผู้หญิง และแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เจ้าโรคนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้นเราควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่าค่ะ เพราะโรคมะเร็งเต้านมโดยส่วนมากแล้วเกิดจากพฤติกรรมการกินเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราจึงนำ 5 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านมมาฝากกันค่ะ ไปดูกันว่าถ้าเราจะกินผลไม้ทั้งที มีผลไม้ชนิดไหนที่ช่วยป้องกันเราจากเจ้าโรคร้ายชนิดนี้ได้บ้างค่ะ

รวม 5 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านม กินอร่อยแถมป้องกันโรค

1. ทับทิม
สารอาหารในทับทิมมีประโยชน์กับผู้หญิงอย่างเรามากเหลือเกินค่ะ เพราะไฟโตนิวเทรียนท์ในทับทิมและกรดเอลลาจิก รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ นั้นสามารถทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายเราได้ค่ะ โดยหน้าที่ของมันสามารถช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้ ทับทิม จึงกลายเป็นผลไม้ชนิดแรกที่เรานำมาฝากกันค่ะ

มังคุด_shutterstock_452729767-003

2. มังคุด
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผยให้เราเห็นว่าสารสกัดจากมังคุดช่วยทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งเต้านมเท่านั้นค่ะ แต่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งทุกชนิดเลยทีเดียว

shutterstock_357004124-002

3. ส้ม
สารแคโรทีนอยด์ในส้มนั้นมีประโยชน์ในการปกป้องเราให้ห่างจากมะเร็งอย่างสูงเลยล่ะค่ะ รวมถึงวิตามิน c ในส้ม ยังช่วยป้องกันเราจากหวัดได้อีกด้วย เรียกว่ากินส้มแค่ผลเดียว แต่สามารถป้องกันเราจากหลายๆ โรคได้เลยนะ

papaya_shutterstock_355963937-003

4. มะละกอ
ผลไม้สีส้มอย่างเช่นมะละกอนั้น อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินต่างๆ ทั้งวิตามิน A C และสารอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้มีคุณสมบัติช่วยในการต้านมะเร็งได้ค่ะ โดยลักษณะการทำงานของสารเหล่านี้จะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกหรือเซลล์ที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งซึ่งยังช่วยต้านทั้งมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้อีกด้วยค่ะ

shutterstock_322257455-001

5. แอปเปิ้ล
กินแอปเปิ้ลวันละผลจะห่างไกลจากโรค คำนี้ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอค่ะ เพราะแอปเปิ้ลจัดเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่สูงเลยที่เดียว รวมถึงยังมีฟลาโวนอยด์ เส้นใยและสารอาหารอื่น ๆ ที่ร่างกายสามารถนำมาใช้เพื่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งสารอาหารส่วนมากมักสะสมอยู่ที่เปลือกของแอปเปิ้ลค่ะ กินแอปเปิ้ลคราวหน้าก็อย่าปอกเปลือกทิ้งนะคะ

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

 

Credit: women.trueid.net

 

ตั้งใจออกกำลังกายแล้วรวมถึงยังควบคุมอาหารอีก แต่ทำไมดูเหมือนว่าน้ำหนักยังไม่ค่อยลดตามที่ตั้งใจไว้ บางทีอาจเป็นไปได้ว่าร่างกายของเราไม่ค่อยเผาผลาญพลังงานก็เป็นไปได้ค่ะ ถ้าเกิดอาการแบบนี้แล้ว คงต้องหาวิธีกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ

คราวนี้เราได้จัด 4 สูตรสมูทตี้ ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานให้ร่างกาย รวมถึงยังมีแคลอรี่ต่ำ ทำให้สาวๆ สามารถดื่มหลังออกกำลังกายได้ค่ะ ซึ่งทั้ง 4 สูตรนี้ นอกจากจะมีผลไม้ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญได้แล้ว หากได้ดื่มหลังออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายของสาวๆ สามารถเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่อง ทำให้ช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้เร็วอีกด้วยล่ะค่ะ ว่าแล้วก็ไปดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ

สูตรที่ 1 สมูทตี้กล้วย + เมล็ดเจีย

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

– กล้วยหอม 1 ลูก
– ขิงหั่นชิ้น 2-3 ชิ้น
– เมล็ดเจีย 1 ช้อนโต๊ะ
– น้ำเลม่อนหรือน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

สูตรที่ 2 สมูทตี้แครอท + บีทรูท

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

– แครอทครึ่งหัว
– น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย
– บีทรูทครึ่งหัว
– น้ำเลม่อนหรือน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

สูตรที่ 3 สมูทตี้แอปเปิ้ล + สับปะรด

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

– สับปะรด 1/4 ลูก
– น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย
– แอปเปิ้ล 1 ลูก
– น้ำเลม่อนหรือน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

สูตรที่ 4 สมูทตี้ส้ม + สตอเบอร์รี่

4 สูตร สมูทตี้ กินหลังออกกำลังกาย เผาผลาญต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

– บีทรูท 1 หัว
– น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย
– สตอเบอร์รี่ 3 – 4 ลูก
– แครอทครึ่งหัว

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

 

Credit: women.trueid.net

 

 

สาวๆ คนไหนที่เกิดอาการหิวบ่อย จนต้องคอยกินขนมกรุบกริบจนติดปาก แต่ว่าอยากผอม ครั้นจะให้อดก็พาลอารมณ์เสียและหงุดหงิด วันนี้ Womem Society มีวิธีแก้มาให้สาวๆ แล้วค่ะ

โดยเรานำ 6 สูตรสมูทตี้ รสชาติดี ที่ทำให้สาวๆ อิ่มได้ทน อิ่มได้นาน ไม่ต้องคอยกินขนมแก้หิว ที่สำคัญยังช่วยเผาผลาญ ลดความอ้วน ลดหน้าท้องได้อีกด้วย เรียกว่ายิ่งดื่มยิ่งผอม และได้ประโยชน์เน้นๆ จากผักและผลไม้ มาให้สาวๆ ที่ชอบหิวบ่อยๆ ได้ลองไปทำดูค่ะ คราวนี้ ต่อให้กินเท่าไหร่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วนแล้วล่ะค่ะ

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 1 Orange Morning

สูตรนี้เหมาะกับการดื่มตอนเช้าค่ะ ซึ่งสมูทตี้สูตรนี้ มีส่วนผสมแค่ 4 อย่าง คือ แอปเปิ้ลเขียวครึ่งลูก มะนาวครึ่งลูก ขิงหั่นแว่น 3 ชิ้นและแครอทครึ่งหัว ปั่นทุกอย่างรวมกัน ดื่มหลังอาหารเช้า จะช่วยย่อยและเร่งการเผาผลาญได้ค่ะ

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 2 Red Juice

แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก บีทรูทครึ่งหัว มะนาวหรือเลมอนครึ่งลูกและแครอทครึ่งหัว สูตรนี้จะได้สมูทตี้สีแดงที่ช่วยกำจัดไขมันและช่วยระบาย ลดหน้าท้องได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ จะดื่มระหว่างวันหรือจะดื่มตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าอยากให้อร่อยและดื่มง่ายขึ้น  เอาไปแช่เย็นซักหน่อยก็จะดีเลยล่ะค่ะ

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 3 Choco Smoothie

ใครว่าสมูทตี้ต้องมีแต่ผักและผลไม้สด โกโก้ก็สามารถนำมาเป็นสมูทตี้ได้เช่นกันแถมอร่อยด้วยค่ะ กับสูตรนี้ที่ใช้ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ ผงซินนามอนครึ่งช้อนชา อินทผาลัมอบแห้งแกะเอาแต่เนื้อ 2 – 3 ลูก ถั่วลิสงอบหรือคั่วจนสุก 1 ถ้วยและขิงหั่นแว่น 2 ชิ้น ปั่นรวมกัน ดื่มตอนเช้าหรือก่อนออกกำลังกาย 2 – 3 ชั่วโมง ช่วยเร่งการเผาผลาญได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ สูตรนี้ดื่มคู่กับการออกกำลัง รับรองว่าผอมได้แน่นอน

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 4 Lemonade

สูตรน้ำมะนาวยอดฮิตที่สาวๆ สายสมูทตี้การันตีมาแล้วว่าเวิร์ค โดนสูตรนี้ใช้น้ำมะนาวหรือเลมอนครึ่งลูก ใบมิ้นต์หรือใบสะระเหน่ 5 – 10 ใบชงเป็นน้ำชา ขิงหั่นแว่น 2 ชิ้น ผสมทุกอย่างลงในขวดแล้วเขย่าให้เข้ากัน ดื่มตอนเช้าก่อนมื้ออาหาร จะช่วยขับลม ลดหน้าท้องและช่วยระบาย ถือเป็นสูตรที่ถ้าดื่มบ่อยๆ จะช่วยให้พุงแบน หน้าท้องแบนราบได้แบบง่ายๆ ค่ะ

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 5 Green Day

หากวันไหนที่สาวๆ รู้สึกอาหารไม่ค่อยย่อย ไม่สบายตัวเพราะท้องอืด อึดอัด เราแนะนำสูตรนี้เลยค่ะ ใช้แตงกวาลูกเล็ก 2 -3 ลูก แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก มะนาวครึ่งลูกและผักใบเขียวอย่างเช่นคะน้า 2 – 3 ใบ ปั่นทุกอย่างรวมกันแล้วดื่มทันที สูตรนี้ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก และถือเป็นอีกสูตรที่ทำให้หน้าท้องของเราเรียบแบนได้ค่ะ

 

 

หิวบ่อยแต่อยากผอม! 6 สูตรสมูทตี้ลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง ประโยชน์แน่น อิ่มนาน

สูตรที่ 6 Citrus Smoothie

สูตรนี้ถือเป็นอีกสูตรที่เหมาะแก่การดื่มคู่กับการออกกำลังกายค่ะ เพราะมีส่วนผสมของกล้วย 1 ลูก ส้ม 1 ลูก อินทผาลัมอบแห้งแกะเอาแต่เนื้อ 2 – 3 ลูก ขิงหั่นแว่น 2 ชิ้นและเมล็ดเจีย 2 ช้อนชา ปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วดื่มก่อนออกกำลังกาย 2 – 3 ชั่วโมง สูตรนี้ช่วยเผาผลาญได้ดี ทำให้สาวๆ เบิร์นได้เร็วค่ะ

ทำไม? กินสับปะรดแล้วถึง “แสบลิ้น”

ทำไม? กินสับปะรดแล้วถึง “แสบลิ้น”

 

Credit: Sanook.com

Did You Know

สนับสนุนเนื้อหา

 

ช่วงนี้ทานผลไม้บ่อยขึ้น และหลากหลายมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะสับปะรด เพราะมีประโยชน์มากมายที่เราคาดไม่ถึง (อ่าน 10 ประโยชน์ที่คุณอาจไม่รู้ของ “สับปะรด” ที่นี่) แต่พอทานไปได้สักพัก เริ่มรู้สึกคันๆ แสบๆ ที่ลิ้น หรือริมฝีปากขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำไมถึงมีอาการเช่นนี้ Sanook! Health จึงนำคำตอบจากรายการ Did You Know? คุณรู้หรือไม่? มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ

สับปะรด สารอาหารมากมาย

นอกจากสับปะรดจะมีรสชาติดีถูกใจใครหลายคนแล้ว ยังมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 กรดโฟลิค แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส เหล็ก และแมกนีเซียมอีกด้วย

 

กินสับปะรดแล้ว “แสบลิ้น”?

สาเหตุที่เรากินสับปะรดเข้าไปแล้ว รู้สึกแสบๆ คันๆ ที่ลิ้น ก็เป็นเพราะว่า สัปปะรดมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า “บรอมีเลน” ซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายโปรตีน ไม่ให้โปรตีนตกค้างในลำไส้ และที่ลิ้นของเราก็มีโปรตีนตามธรรมชาติเคลือบอยู่ ดังนั้นเอนไซม์บรอมีเลนจึงทำการย่อยโปรตีนบนลิ้นของเรานั่นเอง

แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะเมื่อเราหยุดทานสับปะรดไปสักพัก ลิ้นของเราก็จะสร้างโปรตีนขึ้นมาเคลือบผิวลิ้นใหม่ ทำให้อาการแสบๆ คัน ที่ลิ้นหายไปได้เองในชั่วเวลาสั้นๆ ค่ะ

 

เคล็ดลับกินสับปะรดอย่างไรไม่ให้แสบลิ้น

นำสับปะรดหั่นชิ้นไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ ราว 2-3 นาทีก่อนทาน หรืออาจจะจิ้มเกลือทานสดๆ โดยตรงเลยก็ได้ (แต่อาจได้ผลดีไม่เท่าการแช่ลงไปในน้ำเกลือ) แค่นี้ก็จะช่วยลดอาการแสบคันที่ลิ้นขณะกินสับปะรดได้แล้วล่ะค่ะ

เกลือจะเข้าไปช่วยลดความเข้มข้นของเอนไซม์ บรอมีเลน ที่ว่า ทำให้เอนไซม์ดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

แต่ทว่า… ใครที่อยากทานสับปะรดเพื่อช่วยย่อยอาหาร อาจจะทานแบบนี้ไม่ได้นะคะ เพราะจะทำให้สับปะรดย่อยอาหารได้ไม่เต็มที่เหมือนเคยเช่นกัน

 

สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ หากอยากทานสับปะรดเพื่อสุขภาพ อย่าเลือกทานสับปะรดในกระป๋องจะดีกว่าค่ะ เพราะถึงแม้รสชาติจะยังหวานฉ่ำชื่นใจดีอยู่ แต่สับปะรดในกระป๋องจะขาดวิตามินดีๆ ไปมาก รวมถึงเอนไซม์บรอมีเลนที่จะช่วยย่อยโปรตีนด้วยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก รายการ Did You Know? คุณรู้หรือไม่?
ภาพประกอบจาก
istockphoto

 

8 เมนูน้ำปั่น ลดน้ำหนัก กินง่าย ไม่มีผัก

เมนูน้ำปั่นลดความอ้วน

8 เมนูน้ำปั่น ลดน้ำหนัก กินง่าย ไม่มีผัก

Credit: women.trueid.net

 

ต้องการจะ ลดหุ่น ลดหุ่น แต่ว่าร้านค้าน้ำปั่น แถวสถานที่ทำงานไม่ค่อยเปิดโอกาส ผู้ใดที่กำลังพบปัญหแบบงี้อยู่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลไปค่า เนื่องจากว่าวันนี้พวกเรามีสูตรสั่งน้ำปั่นแบบที่ดีต่อหุ่น แถมดีต่อใจมาฝากกันเป็นรายการอาหารน้ำปั่น แบบ ที่ดื่มแล้วไม่ต้องวิตกกังวลว่าท้องจะยื่นเลยค่า เพราะว่านอกเหนือจากจะอร่อยแล้ว ยังไม่ทำให้อ้วนด้วย!

 

โดยหลักสำหรับการสั่งน้ำ บอกให้เคยปากเลยจ้ะ ว่า ไม่ใส่น้ำตาล หรือใส่ให้ต่ำที่สุด บางรายการอาหารบางทีก็อาจจะเปรี้ยวหรือจืดชืดไปนิด แม้กระนั้นยืนยันว่าดีต่อหุ่นมากยิ่งกว่าการใส่น้ำตาลแน่ๆ!รวมทั้งถ้าหากอย่างใดจำเป็นต้องใส่นมให้เลือกเป็นแบบไขมัน 0% หรือแบบ Low Fat จะยอดเยี่ยมนะจ๊ะ

1. น้ำผึ้งมะนาวปั่น

สำหรับรายการอาหารนี้ถ้าเกิดทำเอง ชี้แนะให้ใช้เลมอน+น้ำผึ้งเลยจ้ะ เพราะว่าเลมอนรวมทั้งน้ำผึ้งนับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับการดีท็อกซ์ ช่วยทำให้ถ่ายชำนาญ แล้วก็ลดไขมันท้องได้ดีมากเลยเชียวค่า แต่ว่าถ้าหากร้านค้าไหนไม่มีเลมอนจะสั่งเป็นมะนาวก็คุณประโยชน์ดีไม่แพ้กัน!

2. น้ำแตงโมปั่น

น้ำแตงโมปั่น นับว่าเป็นน้ำลดน้ำหนักอันดับหนึ่งเลยจ้ะ ด้วยเหตุว่าเป็นน้ำที่มีแคลอรี่ต่ำแบบสุดๆ แถมแตงโมยังมีแร่ วิตามิน แล้วก็กากใยที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มไวอิ่มนานอีกด้วยล่ะค่า ถ้าหากวันไหนกระหายน้ำปั่นเย็นสดชื่น สั่งน้ำแตงโมให้ไวเลยจ้าา

3. สตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตปั่น

รายการอาหารสมูทตี้โยเกิร์ต กล่าวได้ว่าเป็นรายการอาหารลดความอ้วนที่ดีอีกรายการอาหารหนึ่งเลยจ้ะ เพราะว่าโยเกิร์ตจะช่วยลดอาการท้องอืดได้ดิบได้ดี ช่วยทำให้ถ่ายชำนาญขึ้น หากไม่เคยรู้จะสั่งรายการอาหารโยเกิร์ตรายการอาหารไหนดี พวกเราชี้แนะสตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตเลยจ้ะ เพราะว่านอกเหนือจากจะดีต่อหุ่นแล้ว สตรอเบอร์รี่ยังช่วยควบคุมจำนวนคอเลสเตอรอลในเลือดด้วยรวมทั้งอย่าลืมสั่งโยเกิร์ตแบบ Low Fat นะจ๊ะ

4. น้ำส้มปั่น

ต้องการหุ่นงามแบบนางเอก ก็จำต้องกินน้ำนางเอก หรือน้ำส้มนี่สิค่ะ เพราะเหตุว่าส้มนั้นคือผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่า มีกากใยเยอะจ้ะ คนไหนกันแน่ท้องเฟ้อ ถ่ายไม่ออก หรือคิดว่าพุงยื่นกินน้ำส้มให้ไวจ้ะน้ำส้มจะช่วยทำให้การขับถ่ายดียิ่งขึ้น ช่วยลดความอ้วน ลดท้องได้ดิบได้ดีเลยล่ะค่าา

5. น้ำมะพร้าวปั่น

ดื่มแล้วสดชื่น แถมไม่ทำให้อ้วน ก็จำเป็นต้องน้ำมะพร้าวปั่นนี่เลยจ้ะ สำหรับมะพร้าวมิได้คือผลไม้ที่มีรสหวานมากมาย ก็เลยแน่ๆว่า ไม่ทำให้อ้วนกล้วยๆแน่ๆจ้ะ รวมทั้งน้ำมะพร้าวยังช่วยล้างพิษแล้วก็ขับของเสียออกมาจากร่างกายได้เป็นอย่างดี ก่อนสั่งอย่าลืมกล่าวว่า ไม่ใส่น้ำตาลด้วยนะคะ จะได้ไม่เสี่ยงท้องป่อง!

6. น้ำสับปะรดปั่น

ร้อนอย่างนี้ ได้น้ำสับปะรดปั่นสักแก้ว บอกเลยว่า ชื่นบานที่สุดจ้ะ แล้วก็นอกเหนือจากที่จะช่วยคลายร้อนได้แล้ว สับปะรดยังช่วยรักษาอาการบวมน้ำ ไขปัญหาท้องผูกท้องขึ้นได้ด้วย ที่สำคัญสับปะรดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยสำหรับการย่อยของกินชนิดโปรตีนเจริญอีกด้วยล่ะค่า แล้วก็ถ้าเกิดต้องการให้ได้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มเสารสลงไป ก็ช่วยทำให้หุ่นดี แถมมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายเท่าเลยล่ะ!

7. กล้วยโกโก้ปั่น

ดื่มเพียงแค่กล้วยปั่นบางครั้งก็อาจจะจืดชืดไปหน่อย ไม่ถูกปากคนอีกหลายคนจ้ะ ทดลองเปลี่ยนแปลงมาเป็นกล้วยโกโก้ปั่นก็ช่วยทำให้ดื่มง่ายดายมากยิ่งขึ้น แถมไม่อ้วนด้วยนะด้วยเหตุว่าทั้งยังกล้วยแล้วก็โกโก้ต่างก็เป็นประโยชน์เยอะจ้ะ ซึ่งกล้วย จะช่วยทำให้พวกเรารู้สึกอิ่มทองคำ ไม่อยากกินอาหารเสมอๆส่วนผงโกโก้ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล แล้วก็ลดไขมันในเลือด อย่าลืมใส่น้ำตาลให้ต่ำที่สุดนะคะ บางทีก็อาจจะขมไปนิด แม้กระนั้นดียิ่งกว่าอ้วนแน่ๆล่ะ!

8. นมปั่นแบบ Low Fat

 

นมปั่นแบบ Low Fat หรือ แบบไขมัน 0% นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ลดหุ่นจ้ะ เพราะว่านอกเหนือจากจะอ้วนน้อยกว่ารายการอาหารนมอื่นๆแล้ว ยังช่วยทำให้อิ่มท้องเจริญอีกด้วย คนใดกันที่ลดแคลอรีในทุกวัน แปลงรายการอาหารนมอื่นๆมาเป็นแบบงี้มองนะคะ

7 เมนูดีท็อกซ์ร่างกาย ด้วยมะนาว กินแล้ว สวยใส สบายพุง

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

7 เมนูดีท็อกซ์ร่างกาย ด้วยมะนาว กินแล้ว สวยใส สบายพุง

 

Credit: women.trueid.net

พบมลภาวะและก็ของกินรสจัดมาตลอดวัน ผู้หญิงผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยบางทีอาจรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหรือสบายท้องซักเท่าไหร่จ้ะ ยิ่งในตอนที่อากาศแปลงเสมอๆอย่างขณะนี้ ยิ่งนำไปสู่อาการเป็นหวัดซ้ำลงไปอีก ซึ่งเมื่อไรที่ร่างกายด้านในของพวกเราไม่ดีแล้ว ร่างกายด้านนอกก็ชอบบ่งบอกถึงจ้ะ อาทิเช่นอาการตัวบวม ท้องป่อง หรือแม้กระทั้งผิวพรรณเหี่ยว ทำเอาผู้หญิงคนไม่ใช่น้อยมองเสื่อมโทรมลงไปผิดตาจนกระทั่งเพื่อนพ้องทัก ซึ่งหากปลดปล่อยให้เป็นแบบงี้ถัดไปคงจะไม่ดีแน่จ้ะ

 

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

Women Society เลยนำสูตรดีท็อกซ์มาฝากผู้หญิงที่ระยะนี้รู้สึกป่วยหนักตัว ให้ทดลองไปทำกันมองเพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกายจากด้านใน ให้มีความสวยงามจนกระทั่งด้านนอกจ้ะ ซึ่งสูตรที่พวกเราเอามาฝากในวันนี้ เป็นสูตรดีท็อกซ์ที่ใช้มะนาวเป็นหลักจ้ะ เนื่องจากว่าหาได้ง่ายแบบที่ทุกบ้านควรมีติดห้องครัว รวมทั้งแต่ละสูตรที่พวกเราเอามาฝาก ก็ประพฤติตามได้อย่างง่ายๆแบบที่ผู้หญิงใครกันแน่ก็ทำตามอย่างได้จ้ะ เอาละ!! อย่าคอยช้า ไปทำรายการอาหารดีท็อกซ์ร่างกายด้วยมะนาวกันเลยดีกว่าจ้ะ

สูตรที่ ช่วยระบาย

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

สำหรับผู้หญิงที่มักท้องผูกบ่อยๆ พวกเราขอชี้แนะสูตรนี้เลยจ้ะ เพียงแต่บีบมะนาวซัก ส่วนลงไปผสมกับชาอุ่นๆแล้วดื่มบ่อยๆก่อนรับประทานอาหารตอนเช้า จะช่วยทำให้ผู้หญิงถ่ายได้ชำนาญ สบายท้องมากขึ้นเรื่อยๆจ้ะ

สูตรที่ ช่วยในการย่อยของกิน

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

ถ้าเกิดกำเนิดอาการท้องอืดเหตุเพราะของกินไม่ย่อย ก็อย่าเพิ่งจะรำคาญไปจ้ะ เพราะว่าแค่เพียงน้ำดื่มรวมทั้งมะนาวก็ช่วยได้ โดยใช้น้ำมะนาว ส่วนผสมน้ำ แก้ว แล้วดื่มเมื่อมีลักษณะอาการ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในมะนาวจะช่วยสำหรับการย่อยและก็ช่วยลดอาการท้องอืดได้จ้ะ

สูตรที่ ลดพุง

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

สูตรดีท็อกซ์ยอดฮิตที่ผู้หญิงผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยเคยทดลอง แล้วก็จะต้องบอกต่อเพราะได้ประสิทธิภาพที่ดียอดเยี่ยม ซึ่งก็คือสูตรลดท้อง โดยใช้โยเกิร์ต ถ้วย รวมทั้งมะนาว ส่วน คนผสมเข้าด้วยกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากันดี แล้วรับประทานเสมอๆทุกคืน รับประกันว่าตื่นมาช่วงเวลาเช้าท้องยุบแน่ๆจ้ะ

สูตรที่ ล้างไส้

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

สูตรล้างไส้ ช่วยทำให้ถ่ายชำนาญแล้วก็ผิวพรรณสดใส สำหรับผู้หญิงที่มีความคิดว่าตัวเองเริ่มไม่ค่อยสบายตัวรวมทั้งผิวพรรณเริ่มเหี่ยวเฉา พวกเราชี้แนะให้ทดลองสูตรนี้จ้ะ เพียงแค่ใช้น้ำมะนาว 1ลูกผสมนม แก้ว ดื่มเสมอๆก่อนนอน แค่เพียง อาทิตย์ก็ได้ผลแล้วล่ะจ้ะ

สูตรที่ ขับเสลด

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

ระยะนี้อากาศแปลงหลายครั้ง ผู้หญิงคนจำนวนไม่น้อยเลยมีลักษณะเสมือนเริ่มจะเป็นหวัด เจ็บคอรวมทั้งเริ่มไอค่อกเพียงแค่ก ซึ่งถ้าหากคนใดกันแน่มาอาการอย่างงี้ล่ะก็ พวกเราขอเสนอแนะน้ำผึ้งผสมมะนาวเลยจ้ะ โดยการหั่นมะนาวเป็นแว่นแล้วคลุกกับน้ำผึ้ง ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกคราวเมื่อมีลักษณะอาการ สูตรนี้จะช่วยทำให้เปียกคอแล้วก็ช่วยขับเสลดได้จ้ะ

สูตรที่ ล้างไขมัน

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

 

สูตรล้างไขมันที่เอามาฝากผู้หญิงในวันนี้ เป็นสูตรที่ช่วยทำให้ไขมันที่ติดอยู่ในไส้ให้ออกมาได้ง่ายมากยิ่งขึ้นจ้ะ เพียงผู้หญิงนำข้าวโอ๊ตผสมกับนมและก็น้ำผึ้ง แล้วหลังจากนั้นนำไปแช่ตู้แช่เย็น คืนก่อนรับประทานให้บีบมะนาวลงไป ลูก จะช่วยทำให้ล้างไขมันที่ติดอยู่ในไส้ได้จ้ะ

สูตรที่ ล้างไส้

 

ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ดีท็อกซ์ ด้วยมะนาว เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand


เหมือนกันกับการล้างไขมันจ้ะ แม้กระนั้นสูตรนี้ เน้นย้ำขับเศษอาหารต่างๆที่ติดอยู่ในไส้ให้ออกมาสูงที่สุด โดยให้ผู้หญิงผสมโยเกิร์ต น้ำผึ้งรวมทั้งมะนาวเข้าด้วยกัน แล้วรับประทานก่อนนอนจ้ะ ซึ่งนอกเหนือจากที่จะช่วยขับเศษอาหาร ล้างไส้ได้แล้ว สูตรนี้ยังช่วยลดท้องอีกด้วยจ้ะ

เช็กแคลอรีในอาหารจานเส้น เทียบให้เห็น กินเส้นไหนอ้วนที่สุด

แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

เช็กแคลอรีในอาหารจานเส้น เทียบให้เห็น กินเส้นไหนอ้วนที่สุด

 

Credit: health.kapook.com

เข้ากันไหนอ้วนที่สุด ลองไล่เรียงพลังงานในของกินจานเส้นแต่ละประเภทมอง แล้วจะทราบดีว่ารับประทานวุ้นเส้นอ้วนหรือเปล่า

 

เคยทราบเขากล่าวว่ารับประทานวุ้นเส้นไม่อ้วน แม้กระนั้นเพียงพอไปมองเห็นข้อมูลที่คนแชร์กันว่า วุ้นเส้น 100 กรัม ให้พลังงานตั้ง 330 กิโลแคลอรี แฟนสุขภาพก็เลยจิตตก สงสัยว่าวุ้นเส้นให้พลังงานมากยิ่งกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวหรือเส้นขนมจีนอีกหรือ รายการแน่นอนก่อนแชร์ ทางสำนักข่าวไทยเลยไปถามไถ่เรื่องจริงจาก คุณพิมพ์ฟ้าณัท ศรีดอนไผ่ นักค้นคว้าสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อคลายปัญหาให้คนเข้ากันหายคับข้องใจเสียรู้

โดยข้อเท็จจริงก็คือ จำนวน 330 กิโลแคลอรี เป็นการคำนวณน้ำหนักจากวุ้นเส้นแห้งที่ยังมิได้แช่น้ำในจำนวน 100 กรัมนั่นเองจ้ะ แม้กระนั้นถ้าเกิดนำวุ้นเส้นไปแช่น้ำในแบบที่พวกเราทานกัน วุ้นเส้นแช่น้ำน้ำหนัก 100 กรัม (พอๆกับวุ้นเส้นแห้งหนัก 47 กรัมจะให้พลังงานเพียงแค่ 172 กิโลแคลอรี มองเห็นไหมว่าต่ำลงไปครึ่งต่อครึ่ง เพราะว่าธรรมดาพวกเราจะทานกันราว 50 กรัมเพียงเท่านั้น
โดยเหตุนี้ถ้าเกิดจะเทียบเคียงจำนวนแคลอรีในของกินจานเส้น เมื่อทานเส้นพวกนี้ในจำนวน 100 กรัมหรือ ขีด ก็จะเรียงลำดับชอบกันไหนอ้วนที่สุดได้ตามนี้

 

 

บะหมี่เหลือง แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
บะหมี่เหลือง แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

– บะหมี่เหลืองสด ให้พลังงาน 298 กิโลแคลอรี

เส้นเล็กสด แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
เส้นเล็กสด แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

          – เส้นเล็กสด ให้พลังงาน 220 กิโลแคลอรี

 

วุ้นเส้นแช่น้ำ แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
วุ้นเส้นแช่น้ำ แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

          – วุ้นเส้นแช่น้ำ (จากเส้นแห้ง 47 กรัม) ให้พลังงาน 172 กิโลแคลอรี

เส้นหมี่ขาวแช่น้ำ แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
เส้นหมี่ขาวแช่น้ำ แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

          – เส้นหมี่ขาวแช่น้ำ (จากเส้นแห้ง 47 กรัม) ให้พลังงาน 168 กิโลแคลอรี

เส้นใหญ่สด แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
เส้นใหญ่สด แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

          – เส้นใหญ่สด ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

ขนมจีน แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand
ขนมจีน แคลอรีในอาหารจานเส้น เครืองปันน้ำผลไม้แบบพกพา MiniJuicerThailand

          – ขนมจีน ให้พลังงาน 106 กิโลแคลอรี

 

มองเห็นแบบงี้ก็อย่าพึ่งสรุปว่ากวยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ถ้วยชาม ให้พลังงานน้อยกว่ากวยเตี๋ยวเส้นเล็กนะคะ เพราะว่าจำนวนดังที่กล่าวมาข้างต้นเทียบเคียงจากจำนวน 100 กรัมแค่นั้น แม้กระนั้นตามความจริงจำเป็นต้องขึ้นกับแต่ละร้านค้าเพราะจะตักเสิร์ฟแต่ละเส้นในจำนวนเท่าไร อย่างเส้นใหญ่ชอบเสิร์ฟในจำนวนที่มากกว่าเส้นเล็ก หรือหากสั่งเป็นรายการอาหารเส้นใหญ่ผัด ก็จะได้รับพลังงานจากไขมันมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุผลดังกล่าวชอบกันไหนอ้วนกว่ากัน ก็ขึ้นกับจำนวนแล้วก็รายการอาหารที่พวกเราสั่งด้วยนะคะ