16 ความอัศจรรย์จากธรรมชาติ เจ้าของสถิติ "สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ในแต่ละชนิด!

เทียบกับโลกที่แสนกว้างใหญ่ มนุษย์เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อย ที่เทียบไม่ได้กับอีกหลายสิ่งบนโลกใบนี้

 

ชม 16 สิ่ง “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นเล็กจ้อยขนาดไหน

 

ไจแอนท์ซีคัวญา

ต้นไม้และสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูง 275 ฟุต

 

แอมฟิโคเลียส

ไดโนเสาร์ซอโรพอด ไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยมีการค้นพบ ลำตัวยาวได้มากถึง 58 เมตร

 

ไททันโอโบอา

งูไม่มีพิษขนาดใหญ่ ตัวยาวประมาณ 13 เมตร

 

ขนุน

ผลไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผลของมันอาจใหญ่ได้ถึง 90 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร

 

นกอาร์เจนทาวิส

นกโบราณที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5-8 ล้านปีก่อน ตัวใหญ่ได้ถึง 7 เมตร

 

ถ้ำสวรรค์

หรือถ้ำเทียนเดื่อง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง อำเภอโบ๊จัก จังหวัดกว๋างบิ่ญ ประเทศเวียดนาม มีระยะทาง 5 กิโลเมตร เพดานสูง 200 เมตร กว้าง 150 เมตร

 

รัฟเฟิลเซีย

ดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เส้นผ่านศูนย์กลางอาจใหญ่ได้ถึง 100 เซนติเมตร

 

กวางยักษ์

หรือกวางไอริช สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สูญพันธ์เมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อน ลำตัวสูงประมาณ 2 เมตร เขาของมันมีความกว้างมากถึง 4-5 เมตร

 

Humongous Fungus

เห็ดราที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แพร่กระจายอยู่ใต้ดินในป่า Malheur National Forest ประเทศสหรัฐอเมริกา กินพื้นที่กว้างไกลถึง 8.4 ตารางกิโลเมตร

 

เมอโรสโทมาทา

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรโพดา ที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 เมตร

 

เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

พืดหินปะการังที่ทอดยาวกว่า 2,300 กิโลเมตรในทะเลคอรัล

 

หมีหน้าสั้น

หมีตัวใหญ่ยักษ์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 14,000 ปีก่อน เมื่อยืนสองขาอาจสูงได้ถึง 4.5 เมตร

 

ไจแกนโตพิธิคัส

วานรยักษ์จากยุคดึกดำบรรพ์ สูงราว 4 เมตรและหนักได้มากถึง 550 กิโลกรัม

 

เควทซาลโคลท์

เทอร์โรซอร์ดึกดำบรรพ์ ปีกของมันอาจกว้างได้ถึง 12-15 เมตร มีชีวิตอยู่เมื่อราว 66-68 ล้านปีก่อน

 

วาฬสีน้ำเงิน

สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ลำตัวอาจยาวได้ถึง 33 เมตร หนักประมาณ 150 ตัน

 

ซาร์โค-ซูซุส

บรรพบุรุษของเหล่าจระเข้ที่มีลำตัวยาวกว่า 12 เมตร มีแรงกัดมากถึง 33,000-44,000 ปอนด์

 

พิเศษ: หมียักษ์

มีรายงานว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งเคยพบ “หมียักษ์” ที่ตัวสูงกว่า 14-15 ฟุต บริเวณคาบสมุทรคัมชัตคาและรัฐอะแลสกา

 

ที่มา: BrightSide

๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi

หนังสือศิลปะภาพสีน้ำเล่าเรื่อง 'ในหลวงรัชกาลที่ 9' ระหว่างประทับ ณ เมืองโลซานน์ จัดทำโดยสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ และ อ.เกริกบุระ ยมนาค

โลซานน์ (Lausanne) เมืองเล็กๆ น่ารักของประเทศสวิตเซอร์แลนด์..ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงใช้เวลาในวัยเยาว์ร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ และ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เป็นเวลาเกือบ 20 ปี

ใครมีโอกาสอ่าน ‘แม่เล่าให้ฟัง’ และ ‘เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์’ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คงอิ่มอกอิ่มใจและยิ้มไปกับพระราชจริยวัตรของ ‘เจ้านายเล็กๆ’ ตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพ และวิธีการอภิบาลที่ ‘สมเด็จย่า’ ทรงถวายยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ณ เมืองโลซานน์ ดินแดนที่มีความสุขสงบ เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นที่ที่น่าอยู่ อากาศดี การศึกษาดี สังคมมีความเอื้ออาทร-มีวินัยสูง ช่วงเวลาที่ทรงประทับอยู่ที่นี่จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักความอบอุ่นของครอบครัวราชสกุลมหิดล

หลายคนอยากไป ‘โลซานน์’ อยากเห็นเมืองที่ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ ทรงมีความสุขในวัยเยาว์

ล่าสุดคุณ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งเคยศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และทำงานกับสายการบินแห่งชาติสวิสกว่า 20 ปี และ อ.เกริกบุระ ยมนาคศิลปินวาดรูปสเกตช์ภาพสีน้ำ ได้ร่วมกันตามรอยพระบาท ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ และนำสถานที่หลายแห่งในเมืองโลซานน์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ มาถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

หนังสือ  ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ เป็นหนังสือศิลปะภาพเล่าเรื่อง บอกเล่าเรื่องราวเรียงลำดับตั้งแต่เหตุใดราชสกุลมหิดลจึงต้องเดินทางไปพำนักที่เมืองโลซานน์ 

ผู้อ่านจะได้ทราบพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่เก้า เหตุการณ์ และเรื่องราวที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อครั้งประทับ ณ เมืองโลซานน์ เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ รวมทั้งการเสด็จเยือน 13 ประเทศในยุโรปเมื่อปีพ.ศ.2503 

ในตอนท้ายของหนังสือ ยังได้กล่าวถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพระเมรุมาศ 

ทั้งหมดนี้เล่าผ่านภาพวาดสีน้ำ-ภาพสเกตช์ของอาจารย์เกริกบุระ และการร้อยเรื่องของคุณสุพจน์

คุณสุพจน์ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของการทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับการติดต่อจากศูนย์ศิลปะฮอฟอาร์ต (Hof Art) และคุณวิทิตนันท์ โรจนพานิช เพื่อจัดทำโครงการตามรอยพระบาทเกี่ยวกับเมือง โลซานน์ ซึ่งเป็นเมืองที่ ‘ในหลวงรัชกาลที่เก้า’ ทรงเคยประทับ โดยลงพื้นที่จริงร่วมกับอาจารย์เกริกบุระ ยมนาค ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน จึงเสนอแนวคิดการทำหนังสือศิลปะภาพเล่าเรื่อง

ในขณะที่ อ.เกริกบุระก็มีความประสงค์ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทำงานที่เปรียบเสมือนการบันทึกประวัติศาสตร์ ประกอบกับยังไม่เคยมีการวาดภาพสีน้ำและภาพสเกตช์สถานที่ในเมืองโลซานน์ที่พระองค์ทรงเคยเสด็จประทับ รวมทั้งสถานที่อื่นๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ตลอดเวลา 18 ปีที่ทรงประทับ ณ เมืองโลซานน์ จึงเห็นพ้องถึงการวางแนวคิดให้หนังสือเล่มนี้เป็น ‘สมุดภาพ’ หรือ ‘หนังสือศิลปะภาพเล่าเรื่อง’ ใช้การเขียนภาพประกอบเล่าเรื่อง โดยไม่ใช้ภาพถ่ายใดๆ เลย 

“คือโลซานต์คนไปถ่ายรูปเยอะมาก แต่สเกตช์บุ๊คยังไม่มี แรกๆ ผมก็คิดอย่างนั้น แต่พอทำไป ผมอยากสื่อความเป็นจริงและรายละเอียดทุกอย่างให้ได้เห็นชัดเจน เพราะเราทำหนังสือเพื่อสาธารณชน เขาก็คงอยากรู้ความจริง โดยเฉพาะผมเขียนพอร์ตเทรตในหลวงรัชกาลที่เก้าและราชสกุลมหิดล จึงต้องทำให้ละเอียดและดีที่สุด ก็เลยหลุดจากความเป็นสเกตช์ไป” อ.เกริกบุระ กล่าว

นอกจากเนื้อเรื่อง ลายเส้นสเกตช์และสีน้ำ ใครมีโอกาสเปิดชมหนังสือเล่มนี้ ก็จะพบความพิเศษที่เห็นได้ชัดอีกประการ แม้เป็นภาพที่พิมพ์ลงบนกระดาษ แต่ภาพที่ปรากฎในหนังสือก็มีความงดงามเหมือนภาพวาดต้นฉบับจริง ไม่เหมือนภาพพิมพ์จากภาพถ่ายที่ดูแบนราบ 

ความพิเศษนี้ได้รับความช่วยเหลือจากคุณ ธวัชชัย เลิศจตุรภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ดูแลให้เป็นกรณีพิเศษ

“เราเน้นให้กระดาษเหมือนกระดาษวาดภาพสีน้ำมากที่สุด แม้จะพิมพ์ลงไป ก็เหมือนภาพวาดจริงๆ เพราะเป็นกระดาษ 200 แกรม คุณธวัชชัย เลิศจตุรภัทร มีเทคนิคพิเศษ ทำให้ภาพดรออิ้งเมื่อพิมพ์แล้ว เหมือนภาพต้นฉบับมาก ลำพังผมไม่มีความรู้ความเข้าใจเทคนิคขนาดนั้น” อ.เกริกบุระ กล่าว

ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.2560 คุณสุพจน์และอ.เกริกบุระ มีเวลาลงพื้นที่ 7 วัน ณ เมืองโลซานน์

นอกจากข้อมูลบางส่วนที่คุณสุพจน์มีอยู่แล้วจากการเคยเขียนพระราชประวัติในแง่การท่องเที่ยว คุณสุพจน์และอ.เกริกบุระยังมีโอกาสพบกับ มร.โอลิเว่ กริวา (Olivier Grivat) นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ชาวสวิส ซึ่งรับอาสาพาไปชมสถานที่แห่งใหม่ๆ ในโลซานน์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ ‘ในหลวงรัชกาลที่เก้า’ แต่น้อยคนนักจะทราบความดังกล่าว

มร.โอลิเว่ ใช้เวลากว่าสองปีในการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขณะทรงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือชื่อ Un roi en Suisse (หรือ A king in Switzerland) เป็นการเขียนในลักษณะคนสวิสมอง ‘เด็กผู้ชายคนหนึ่ง’ ซึ่งมาศึกษาที่โลซานน์

มร.โอลิเว่พิสูจน์ข้อเขียนของเขาถึงการสืบค้นอย่างมีหลักฐาน โดยการพาคุณสุพจน์และอ.เกริกบุระไปยัง Villa Flonzaley (คฤหาสน์ฟลองซาเลย์) พระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จเยือน 13 ประเทศยุโรป พ.ศ.2503 คฤหาสน์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปุยดูซ์(Puidoux) ชานเมืองโลซานน์

คุณสุพจน์กล่าวถึงความตอนหนึ่งในหนังสือของโอลิเว่ กริวา ว่าในปีพ.ศ.2503 หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า เสด็จพระพาสยุโรป 13 ประเทศ (ทรงนับรวมอิตาลีกับวาติกันเป็นการเสด็จในคราวเดียวกัน) แทนที่พระองค์จะเลือกประทับโรงแรมห้าดาวกลางกรุงลอนดอนหรือปารีส กลับทรงเลือกประทับที่หมู่บ้านปุยดูซ์ หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากร 1,500 คน ชานเมืองโลซานน์ ทรงเช่าบ้านอยู่ ชื่อ ‘วิลล่า ฟลองซาเลย์’ โดยหลังจากเสร็จสิ้นการเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ประทับเครื่องบินพระที่นั่งมาลงยังเมืองเจนีวา และเสด็จยังหมู่บ้านปุยดูซ์ ทรงเช่าบ้านหลังนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือนกว่า ให้เป็นที่ประทับของพระราชโอรสและพระราชธิดา 

วิลล่าฟลองซาเลย์เป็นเสมือนศูนย์บัญชาการ หลังเสร็จพระราชภารกิจเสด็จเยือนประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ก็เสด็จกลับมาประทับที่วิลล่าฟลองซาเลย์ก่อนวันสองวัน แล้วจึงเสด็จไปประเทศเยอรมนี จากนั้นเสด็จกลับมาอยู่กับพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกเป็นเวลา 5 วันก่อนจะเสด็จเยือนประเทศถัดไป และไม่ว่าจะเสด็จเยือนประเทศใดในพระราชภารกิจคราวนั้น ทุกครั้งต้องเสด็จกลับมาที่วิลล่าฟลองซาเลย์

“เป็นจุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทรงผูกพันกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเหมือนบ้าน เราก็ตามเข้าไปถึงตัวบ้าน จากรั้วเดินเข้าไปเป็นกิโล(เมตร) ตัวบ้านอยู่บนเนิน มองเห็นทะเลสาบแม้แต่สถานทูตไทยก็ไม่เคยมาที่นี่ ปัจจุบันเป็นบ้านปล่อยเช่า เดือนละ 7 แสนบาท เจ้าของเป็นทนายความรุ่นลูก ก็ยังปล่อยให้เช่าอยู่” คุณสุพจน์ กล่าว

หมู่บ้านปุยดูซ์เมื่อทราบว่ามีประมุขระดับประเทศจากแดนไกลมาประทับ จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตเปิดห้องประชุมในศาลาประชาคมเพื่อจัดงานเลี้ยงถวาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2503

มร.โอลิเว่ พาไปคุณสุพจน์และอ.เกริกบุระไปชมห้องประชุมที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดงาน เป็นห้องขนาดเล็ก จุคนได้ราว 100-200 คน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม 

อ.เกริกบุระมีโอกาสบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยวาดจากภาพข่าวที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซึ่งเมืองปุยดูซ์เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

อีกข้อมูลใหม่ที่คุณสุพจน์และอ.เกริกบุระมีโอกาสบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ คือการได้พบกับ มร.ดาเนียล โชแบรต์ (Mr.Danile Chaubert) อดีตหัวหน้านายสถานีรถไฟรถไฟปุยดูซ์ แซซบร์ (Gare Puidoux-Chexbre) วัย 88 ปี ซึ่งเคยถวายงานรับเสด็จขบวนรถไฟพระที่นั่งจากเมืองบอนน์ วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2506

มร.ดาเนียลรอพบคุณสุพจน์และอ.เกริกบุระที่สถานีรถไฟปุยดูซ์พร้อมหมวกประจำตำแหน่งที่สวมในคืนรับเสด็จ แต่เครื่องแบบสวมใส่ไม่ไหวแล้ว เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มตามวันเวลา

“คืนวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2506 ขบวนรถไฟพระที่นั่งมาจากเมืองบอนน์ เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีในขณะนั้น ตามกำหนดการ รถไฟขบวนนี้จะมาถึงก่อนเวลาเที่ยงคืน แต่ก็เกิดการล่าช้าเล็กน้อย  จึงมาถึงเวลาเที่ยงคืนสี่สิบนาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานีของเรากำลังคับคั่งด้วยรถไฟตู้ขนสินค้าการเกษตรทั้งผักผลไม้จากเมืองเวเวย์ เพื่อจะนำส่งไปยังแถบสวิสเยอรมันให้ทันในช่วงเช้า บริเวณรอบๆ จึงดูวุ่นวายพอสมควร แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี…

ขบวนเสด็จฯ มาเทียบชานชาลาที่ 2 แต่เพื่อมิให้พระองค์ต้องเสด็จพระราชดำเนินลอดใต้ทางรถไฟมายังรถพระที่นั่งที่รออยู่ ผมจึงให้ขบวนรถไฟพระที่นั่งเลยสถานีไปเล็กน้อย จากนั้นผมจึงสับรางให้ถอยกลับเข้ามาเทียบชานชาลาที่ 1 และที่สำคัญคือ ต้องกะให้ประตูที่จะเสด็จลง ให้ตรงพรมแดงที่ผมเตรียมไว้พอดี” มร.ดาเนียล กล่าวและเล่าถึงเหตุการณ์อันน่าประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตอีกว่า

ผมโชคดีที่อยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ผมได้เฝ้าฯ ทั้งสองพระองค์อย่างใกล้ชิด พระมหากษัตริย์ไทยทรงสง่างาม พระราชินีก็ทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่ง ผมคิดว่าทั้งสองพระองค์คงจะทรงเหนื่อยกับการเดินทางมาก แต่ก็ทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา จะเป็นวันที่ผมไม่มีวันลืมได้เลย…

ยังมีภาพและเรื่องราวอีกมากมายที่ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ อาทิ เรื่องราวและภาพของ โรส-มารี แบร์เซร์ (Rose-Marie Berger) ศิลปินวาดภาพ อายุ 95 ปี อดีตเพื่อนบ้านครอบครัวราชสกุลมหิดล ซึ่งเคยถวายการสอนภาษาฝรั่งเศส ‘สมเด็จย่า’ เมื่อครั้งทรงพำนักอยู่ที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ในหมู่บ้านปุยยี(Pully) ชานเมืองโลซานน์

ภาพเขียนสีน้ำ Champ Soleil (ชองป์ โซเลย์) หรือ ‘บ้านรับเลี้ยงเด็ก’ ตั้งอยู่บนถนนร่มรื่นชื่อเดียวกัน เป็นสถานที่ที่ ‘สมเด็จย่า’ ทรงวางพระทัยในการนำพระโอรส-ธิดามาฝากเลี้ยงไว้ถึง 3 ครั้ง เนื่องจากเจ้าของสถานที่เป็นแพทย์ จึงดำเนินการอย่างถูกสุขลักษณะมาก ครั้งแรกทรงนำ ม.จ.หญิง กัลยาณิวัฒนา และ ม.จ.อานันทมหิดล มาฝากไว้ เนื่องจาก ‘สมเด็จย่า’ ต้องตามเสด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯ กลับประเทศไทย เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2468 เป็นอาทิ

อาจารย์เกริกบุระเล่าถึงวิธีการทำงานครั้งนี้ว่า เมื่อไปถึงแต่ละสถานที่ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ โดยต้องแน่ใจว่าเป็นมุมที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบในการ เขียนภาพได้อย่างลงตัว

“คือเราต้องคิดองค์ประกอบไว้ในใจ ไม่ใช่ถ่ายภาพเพื่อบันทึกเหตุการณ์ แต่ถ่ายภาพเพื่อนำมาเขียนรูป ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่โลเคชั่น เวลา แสงแดด การขยับพื้นที่ เช่น บางสถานที่เราไม่มีที่ให้ถอยหลัง เป็นถนนแคบๆ เราก็ไม่สามารถได้มุมกว้างของตัวอาคาร” อ.เกริกบุระ กล่าวและเล่าถึงความสนุกในการถ่ายภาพครั้งนี้ด้วยว่า โลซานน์เมืองแห่งเนินเขา เดินในเมืองก็ขึ้นๆ ลงๆ บางตึกตั้งอยู่บนเนินเขา ถอยหลังมากก็ไม่มีที่ ถ่ายภาพมุมแหงนมากก็ไม่ได้ เพราะผิดส่วน ไม่ได้รายละเอียด จึงต้องปีนกำแพงเพื่อให้สามารถถ่ายภาพแนวขนานให้ได้มากที่สุด

“บางมุมก็ดีมากๆ ในแง่การจัดวางรูปทรงแลนด์สเคป สวยมากๆ อาจเป็นความบังเอิญที่เขาจัดผังเมืองไว้ได้อย่างมีระเบียบ เราไปที่ไหนก็ลงตัว สวยงาม” อ.เกริกบุระ กล่าว

สถานที่จริงบางแห่ง เมื่อเดินทางไปถึง กลับมองเห็นเพียงด้านเดียว เช่น ‘วิลล่า ฟลองซาเลย์’ อีกด้านมีต้นไม้บังไว้ทั้งหมด เป็นสถานที่ส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถเข้าไปภายในบริเวณได้มากกว่านั้น แต่แล้วลูกชายก็ได้ภาพมุมที่ลงตัวจากออนไลน์ เป็นเรื่องบังเอิญที่แปลกมาก ขณะที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา เจ้าของเดิมทุบและสร้างเป็นอพาร์ตเมนต์สมัยใหม่ไปแล้ว เป็นอีกหนึ่งภาพที่ค้นหายาก เนื่องจากไม่ค่อยมีใครบันทึกภาพตัวตึกชัดๆ แต่ก็ได้ภาพถ่ายของมร.โอลิเว่มาเป็นต้นแบบ อาจารย์เกริกบุระ เล่า

ลักษณะการให้สีน้ำที่ใช้วาด อ.เกริกบุระเลือกสไตล์ที่มีอิทธิพลของโครงสีจากรูปเขียนโบราณส่วนหนึ่ง คือคุมโทนสีไม่ให้รุนแรงมาก เป็นสีคลาสสิก ขรึมๆ และเขียนโดยสร้างความละเอียดให้ผู้อ่านได้เข้าใจรายละอียดได้พอสมควร เนื่องจากเป็นภาพเชิงประวัติศาสตร์

อ.เกริกบุระ ใช้เวลา 2 เดือน วาดภาพสีน้ำและภาพสเกตช์ จำนวน 80 ภาพ สำหรับการจัดทำหนังสือเล่มนี้  และนำต้นฉบับภาพจริง จำนวน 20 ภาพ จัดแสดงให้ชม ณ บริเวณลานอีเดน 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันนี้-31 ตุลาคม 2560

หนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’  มีจำนวน 88 หน้า จัดทำเป็นชุดกล่องพิเศษ จำนวน 999 เล่ม ข้างในเล่มมีภาพพิมพ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมลายเซ็น อ.เกริกบุระ ยมนาค ราคา 1,999 บาท และจัดทำเป็นหนังสือปกแข็ง พิมพ์สี่สี ราคา 999 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามและสั่งจองได้ที่โทร.08 9926 2196 และที่ www.facebook.com/๙เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ

รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย มอบ ‘มูลนิธิอานันทมหิดล’ และเป็นทุนการศึกษาให้กับสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คุณสุพจน์เลือกปิดหน้าสุดท้ายของ หนังสือ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi ด้วยประโยคขึ้นต้น ‘เพลงทรงโปรด’ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป

ความมืดจากจร ลาก่อนความฝันอันแสนหวาน” 

เป็นประโยคขึ้นต้นของเพลง Tristesse ซึ่งแปลว่า ‘ความเศร้า’ แล้วอาจารย์เกริกบุระก็วาดภาพดอก ดารารัตน์ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเคยพระราชทานให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 

วางภาพไว้เคียงกับประโยคดังกล่าว

(ซ้าย) มร.ดาเนียล โชแบรต์ อดีตหัวหน้านายสถานีรถไฟรถไฟปุยดูซ์ แซซบร์, (ขวา)พระตำหนักวิลล่าวัฒนา

1/10

สถานีรถไฟเมืองโลซานน์มีความน่าสนใจในสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เปรียบเสมือนประตูสู่สวิตเซอร์แลนด์ของครอบครัวราชสกุลมหิดล

2/10

ชองป์ โซเลย์ (Champ Soleil)

3/10

เลอ กรองด์ ปงต์ (Le Grand-Pont) : สะพานแห่งนี้เดิมชื่อ ปงต์ ปิชาร์ด เรียกตามชื่อ อาเดรียน ปิชาร์ด (Adrian Pichard) นักออกแบบผังเมืองชาวโลซานน์ โดยเปิดใช้ตั้งแต่ค.ศ.1844 กระทั่งปัจจุบันได้กลายเป็นทางสัญจรที่สำคัญ เชื่อมระหว่างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของเมื

4/10

คฤหาสน์ฟลองซาเลย์ (Villa Flonzaley) : พระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จเยือน 13 ประเทศยุโรป พ.ศ.2503 ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปุยดูซ์ชานเมืองโลซานน์

5/10

โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ สวิส โรมองด์

6/10

7/10

บริเวณจัดนิทรรศการแสดงภาพวาดต้นฉบับของ หนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ วันนี้-31 ต.ค.2560 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ (ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร)

8/10

อ.เกริกบุระ ยมนาค, สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ และหนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ (ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร)

9/10

(ซ้าย)ห้องรับรองศาลาประชาคมเมืองปุยดูซ์, (ขวา) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งทรงดำรงพระยศ ‘สมเด็จพระอนุชาธิราช’ ทรงเครื่องแบบชุดยุวชน

10/10

10 สูตรขนมจากฟักทอง สีสวยเนื้อนุ่มไม่ใช่แค่ไว้​​​นึ่งกิน

สูตรขนมจากฟักทอง

สูตรขนมจากฟักทอง

     ฟักทองทำอะไรได้บ้าง ? เอามาทำเมนูขนมอร่อย ๆ ทำง่าย ๆ จากฟักทอง สีเหลืองสวยเนื้อนุ่ม ทุกสูตรทำง่าย อร่อยมากกว่าแค่นึ่งกิน

     เมนูฟักทอง  อาหารคาวที่คุ้นเคย เช่น เมนูฟักทองผัดไข่ เมนูแกงฟักทอง สามารถดัดแปลงเป็นเมนูฟักทองของหวานได้นะคะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำขนมจากฟักทอง เช่น เมนูฟักทองเชื่อม เมนูสังขยาฟักทอง และวิธีทำของหวานฟักทองอื่น ๆ อีกเพียบ ถ้าคันไม้คันมืออยากทำขนมฟักทองกันแล้วลุยเลยดีกว่า

สูตรขนมจากฟักทอง

1. ฟักทองเชื่อม

     ใครสายหวานต้องจัดเมนูฟักทองเชื่อมกินสักลูกให้ชื่นใจค่ะ ฟักทองเนื้อเหนียวแน่นเคี่ยวกับน้ำเชื่อมหอมใบเตย ไม่ต้องแช่น้ำปูนใสเนื้อก็อร่อยไม่เละ กินเพียว ๆ ก็อร่อย หรือราดกะทิตัดเลี่ยนก็เวิร์กค่ะ

ส่วนผสม ฟักทองเชื่อม

     • ฟักทอง 1/2 ลูก (เลือกที่เนื้อแน่นจะทำให้ฟักทองเชื่อมมีเนื้อเหนียว)
     • น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
     • น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
     • ใบเตย 5 ใบ

วิธีทำฟักทองเชื่อม

     1. หั่นฟักทองออกเป็นชิ้นหนา ๆ ใช้มีดคว้านไส้ออกให้สวยงาม (ถ้ามีน้ำปูนใสให้นำฟักทองไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วสะเด็ดน้ำเตรียมไว้)
     2. ใส่น้ำตาลทรายลงในหม้อเชื่อม ตามด้วยน้ำเปล่า และใบเตย นำขึ้นตั้งไฟอ่อนคนให้น้ำตาลทรายละลายหมด
     3. ใส่ฟักทองลงไปในหม้อแล้วเร่งเป็นไฟแรงสุด จากนั้นรอจนเดือดแล้วลดเป็นไฟอ่อน (ใช้ความร้อนแค่พอเดือดปุด ๆ) เชื่อมฟักทองไปเรื่อย ๆ (ไม่ต้องคนเพราะจะทำให้น้ำตาลเกาะกันเป็นก้อน) ประมาณ 1 ชั่วโมง และหมั่นตักน้ำเชื่อมในหม้อราดลงบนชิ้นฟักทองที่ไม่โดนน้ำเชื่อมด้วย เชื่อมจนฟักทองสุกและใส ปิดไฟ พักไว้จนเย็น ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ฟักทองเชื่อม สูตรขนมไทยเชื่อมเนื้อแน่นหนึบหวานฉ่ำ

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

2. ชีสเค้กฟักทอง

     อยากทำขนมจากฟักทองเซอร์ไพรส์คนพิเศษก็ไม่ยากค่ะ ลองทำเมนูชีสเค้กฟักทอง สูตรจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine สูตรใช้ไมโครเวฟ เนื้อครีมชีสเด้งดึ๋งผสมเนื้อฟักทอง ท็อปด้วยฟักทองอีกหน่อย เสิร์ฟเย็น ๆ แค่เห็นก็เลิฟคนให้แล้วค่ะ

ส่วนผสม ชีสเค้กฟักทอง (6-8 ถ้วย)

     • เนื้อฟักทองนึ่งสุกบดละเอียด 2/3 ถ้วย
     • ผงเจลาติน 2 ช้อนชา
     • น้ำเปล่า 1/3 ถ้วย
     • ครีมชีส 2 ก้อน (ก้อนละ 250 กรัม วางในอุณหภูมิห้อง)
     • น้ำตาลไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
     • น้ำเชื่อมเข้มข้น 1/4 ถ้วย
 
วิธีทำชีสเค้กฟักทอง

     1. แช่ผงเจลาตินในน้ำเปล่าประมาณ 10 นาทีจนพองตัว นำไปเข้าไมโครเวฟให้ร้อนและเจลาตินละลาย คนให้คลายความร้อน พักไว้
     2. ตีครีมชีสกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากันจนเนื้อเนียน ใส่น้ำเชื่อมและเนื้อฟักทอง ตีต่อให้เข้ากัน ใส่เจลาตินที่ละลายไว้ ตีให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยแช่เย็นไว้จนเซตตัว
     3. ก่อนเสิร์ฟตกแต่งด้วยเนื้อฟักทองหั่นชิ้นเล็กลวกสุก

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ชีสเค้กฟักทอง เปลี่ยนผักกินยากเป็นขนมอร่อยเด็กชอบ

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

3. ขนมฟักทอง สูตรเฮลธ์ตี้

     ใครกลัวอ้วนอยากให้ลองเมนูขนมฟักทอง สูตรจาก คุณ @sseeri_sirirattana สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ความพิเศษคือ ใช้นมสดแทนกะทิ รสชาติหวานน้อย ใส่มะพร้าวอ่อนเพิ่มความฟิน

ส่วนผสม ขนมฟักทอง

     • ฟักทองนึ่งสุก (ไม่ต้องเละมาก) 2 ถ้วยตวง
     • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
     • แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ถ้วยตวง
     • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
     • นมสดแบบพาสเจอร์ไรส์ หรือนมตามชอบ 3/4 ถ้วยตวง
     • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
     • มะพร้าวอ่อน (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำขนมฟักทอง

     1. บดฟักทองให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่ไม่ต้องละเอียดมาก ในสูตรใช้ส้อมกด ๆ ให้แหลก
     2. เทแป้งทั้ง 2 ชนิด และเกลือใส่อ่างผสม ตามด้วยนมสดประมาณครึ่งหนึ่งก่อน นวดเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 2 นาที (นวดเพื่อให้แป้งเหนียวนุ่ม ไม่นวดก็ได้นะ ใส่นมทีเดียวคน ๆ กับแป้งจนเข้ากัน แล้วใส่ฟักทองจะได้เร็วขึ้น)
     3. ละลายแป้งโดยการเติมนมส่วนที่เหลือลงไปจนหมด ตามด้วยน้ำตาลทราย ใส่ฟักทองที่บดแล้วคนให้เข้ากับแป้ง ตักใส่พิมพ์ โรยมะพร้าวอ่อนก่อนนึ่งก็ได้ เอาไปนึ่งไฟแรงจนสุก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ขนมฟักทอง สูตรเฮลธ์ตี้หวานน้อยแคลอรีต่ำทำไม่ยาก

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

4. สังขยาฟักทอง
 
     และแล้วก็มาถึงเมนูขนมจากฟักทองยอดนิยมนั่นคือ เมนูสังขยาฟักทอง สูตรจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เนื้อฟักทองแน่น ๆ เข้ากันดีกับสังขยาหวานหอม อร่อยกินเกลี้ยงไม่เหลือเปลือก

ส่วนผสม สังขยาฟักทอง

     • ฟักทอง (พันธุ์ศรีเมือง) ลูกเล็กไม่เกิน 1 กิโลกรัม จำนวน 2 ลูก
     • หัวกะทิ 250 กรัม
     • น้ำตาลปี๊บ (น้ำตาลโตนด) 500 กรัม
     • ไข่ไก่ 3 ฟอง
     • ไข่เป็ด 3 ฟอง
     • ใบเตย 5 ใบ
     • เกลือ (เล็กน้อย)

วิธีทำสังขยาฟักทอง

     1. ใช้มีดเจาะไปที่ขั้วฟักทองเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ใช้ช้อนขูดเอาเมล็ดและไส้ฟักทองออก แล้วนำไปล้างให้สะอาดผึ่งให้แห้ง
     2. เทหัวกะทิ น้ำตาลปี๊บ ตอกไข่ และใส่เกลือในอ่างผสม ใช้ใบเตยขยำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน กรองด้วยกระชอนแล้วเทใส่ในลูกฟักทอง
     3. นำไปนึ่งในน้ำเดือด จากนั้นก็ลดเป็นไฟอ่อน ใช้เวลานึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง (หมั่นเปิดฝาดูทุก ๆ 20 นาที) พอครบเวลานำออกมาพักไว้ให้เย็น แล้วจึงนำมาผ่าครึ่ง แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ สังขยาฟักทอง ขนมไทยหวานหอมทำง่ายไส้เนียนนุ่ม

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

5. คัสตาร์ดเค้กฟักทอง

     ใครอยากลองทำเมนูคัสตาร์ดเค้กฟักทองเหมือนกันบ้าง สูตรจาก คุณกระต่ายดงที่หลงเดือน สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เนื้อชิฟฟ่อนนุ่มฟูสลับกับเนื้อคัสตาร์ดฟักทอง เพิ่มความหวานฉ่ำจากคาราเมล หั่นเป็นชิ้นแบ่งกินได้ทั้งครอบครัวเลยค่ะ

ส่วนผสม คัสตาร์ดฟักทอง

     • นมสด 190 กรัม
     • น้ำตาลทราย 80 กรัม
     • ไข่ไก่ 1 ฟอง
     • ไข่แดง 2 ฟอง
     • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
     • ฟักทองนึ่ง 300 กรัม (ใช้เครื่องปั่นบดละเอียดเลยก็ได้ค่ะ)

ส่วนผสม คาราเมล

     • น้ำตาลทราย 60 กรัม
     • น้ำเปล่า 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
     • พิมพ์ทำเค้ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8×8 นิ้ว

ส่วนผสม แป้งเค้ก

     • แป้งเค้ก 100 กรัม
     • ผงฟู 1 ช้อนชา

ส่วนผสม ไข่แดง

     • ไข่แดง 2 ฟอง
     • น้ำตาลทราย 50 กรัม
     • น้ำเปล่า 90 กรัม
     • น้ำมันรำข้าว 40 กรัม

ส่วนผสม ไข่ขาว

     • ไข่ขาว 2 ฟอง
     • ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 50 กรัม

วิธีทำคาราเมล

     1. ใส่น้ำตาลทรายกับน้ำเปล่าลงในพิมพ์ทำเค้ก สวมถุงมือแล้วจับพิมพ์ไปอังกับเตาไฟฟ้า หมุนพิมพ์ไปมาจนน้ำตาลไหม้เป็นคาราเมล
     2. เมื่อได้สีที่ต้องการแล้วให้เติมน้ำเปล่าลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อหยุดไม่ให้น้ำตาลไหม้อีกต่อไป พักไว้

วิธีทำคัสตาร์ดฟักทอง

     1. ใส่นมสด น้ำตาลทราย ไข่ไก่ ไข่แดง และกลิ่นวานิลลาลงไปในอ่างผสมคนจนน้ำตาลละลาย
     2. นำไปกรอง 1 ครั้ง
     3. ใส่ฟักทองบดลงไปผสมให้เข้ากัน พักไว้

วิธีทำตัวเค้กชิฟฟอน

     1. ร่อนแป้งเค้กและผงฟูมารวมกัน 2 ครั้ง พักไว้ในอ่างผสมขนาดกลาง
     2. ตีผสมใส่ไข่แดง น้ำตาลทราย น้ำเปล่า และน้ำมันรำข้าวในอ่างผสมคนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย
     3. เทลงในส่วนผสมเค้กคนอย่างรวดเร็วจนผงแป้งละลาย

วิธีทำคัสตาร์ดเค้กฟักทอง

     1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมไว้
     2. ตีไข่ขาวด้วยความเร็วต่ำจนเป็นฟองหยาบ ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ตีต่อจนเป็นฟองละเอียด ปรับเป็นความเร็วกลางใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละนิดจนหมด ตีต่อด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอดอ่อน จากนั้นตีความเร็วต่ำเพื่อตัดอากาศอีกประมาณ 1 นาที
     3. แบ่งส่วนผสมไข่ขาวใส่ลงในส่วนผสมไข่แดงประมาณ 3 ครั้ง คนผสมอย่างเบามือ ตะล่อมจนเข้ากัน
     4. ใส่ส่วนผสมคัสตาร์ดลงในพิมพ์ที่ใส่คาราเมลไว้แล้ว ตามด้วยส่วนผสมเค้ก
     5. จับถาดพิมพ์ขนมซ้อนบนถาดที่รองน้ำไว้สูงประมาณ 1 เซนติเมตร นำเข้าเตาอบประมาณ 45 นาที หรือจนขนมล่อนจากพิมพ์ พอนำออกจากเตาให้คว่ำลงออกจากพิมพ์ทันที พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ คัสตาร์ดเค้กฟักทอง เค้กหน้านิ่มหอมนุ่มละมุนลิ้น

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

6. เค้กฟักทอง

     อย่าเพิ่งยอมแพ้ถ้าลูกรักแอบยี้ฟักทองไฟเบอร์สูง คุณแม่ลองจับแปลงร่างเป็นเมนูเค้กฟักทอง สูตรจาก นิตยสาร @Kitchen โดยฝีมือของคุณโบ๊ท-วชิรวิชญ์ ก้องภพจิรพัฒน์ เนื้อเค้กผสมฟักทอง เพิ่มความกรุบจากแมคคาเดเมีย กินกับแยมรสเปรี้ยวหรือราดช็อกโกแลตก็อร่อยจ้า

ส่วนผสม เค้กฟักทอง

     • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 350 กรัม
     • ผงฟู 1 ช้อนชา
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
     • ไข่ไก่ 3 ฟอง
     • เนย (อุณหภูมิห้อง) 320 กรัม
     • น้ำตาลทรายแดง 220 กรัม
     • ฟักทองนึ่ง (หั่นเต๋าขนาดใหญ่) 400 กรัม
     • แมคคาเดเมีย

วิธีทำเค้กฟักทอง

     1. ร่อนแป้งสาลี ผงฟู และเกลือป่นเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
     2. ตีผสมไข่ไก่กับน้ำตาลทรายแดงด้วยเครื่องตีแป้งให้เข้ากัน จากนั้นใส่เนยลงไป ตีต่อจนส่วนผสมเข้ากัน แล้วใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้ลงไป ตีผสมให้เข้ากัน
     3. ใส่ฟักทองนึ่งและแมคคาเดเมียลงไปผสม แล้วเทใส่พิมพ์ นำไปอบที่อุณหภูมิ 170-180 องศาเซลเซียสหรือจนสุก นำออกจากพิมพ์ หั่นชิ้นพร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ เค้กฟักทองแมคคาเดเมีย ของหวานชิ้นจิ๋วสำหรับวันฮาโลวีน

++++++++++++++

สูตรขนมจากฟักทอง

7. แกงบวดฟักทองนมสด

    
เอาใจคนรักสุขภาพด้วยเมนูแกงบวดฟักทองนมสด ใช้นมสดแทนกะทิ
และเอาน้ำปูนใสแช่ฟักทอง รับรองเนื้อไม่เปื่อยยุ่ยแน่นอน
ลองทำให้คุณพ่อคุณแม่กินกันเถอะ

ส่วนผสม แกงบวดฟักทองนมสด

     • ฟักทองแก่ (หั่นเป็นชิ้น) 300 กรัม
     • น้ำปูนใสสำหรับแช่ฟักทอง
     • นมสดชนิดพร่องมันเนย 500 มิลลิลิตร
     • ใบเตย 2 ใบ
     • น้ำตาลทราย 40 กรัม
     • น้ำตาลปี๊บ 40 กรัม
     • เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำแกงบวดฟักทองนมสด

     1. แช่ฟักทองลงในน้ำปูนใสทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
     2. เทนมสดลงในหม้อ ใส่ใบเตย น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ และเกลือป่น ต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือด
     3. ใส่ฟักทองลงต้มประมาณ 20 นาที หรือจนสุกนุ่ม ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ แกงบวดฟักทองนมสด ขนมไทยเรียกน้ำนมสำหรับคุณแม่

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

8. ฟักทองนึ่ง

    
เชื่อไหมแค่มีฟักทองลูกเดียวก็ทำสูตรขนมจากฟักทองได้แล้ว
นี่ไงขอนำเสนอเมนูฟักทองนึ่ง จับฟักทองหั่นชิ้นใหญ่หน่อย
เสร็จแล้วเอาไปนึ่งจนสุกนิ่ม แค่นี้ก็เรียบร้อย อ้อ…
ใครอยากจะโรยมะพร้าวขูดเพิ่มความฟินก็ได้นะจ๊ะ

ส่วนผสม ฟักทองนึ่ง

     • ฟักทอง หั่นชิ้นหนา
     • น้ำเปล่า

วิธีทำฟักทองนึ่ง

    
1. นำฟักทองมาหั่นเป็นชิ้นหนา ๆ หน่อย
อย่าหั่นให้เล็กมากเพราะตอนนึ่งจะเละไม่อร่อย
จากนั้นใช้มีดคว้านเอาไส้ตรงกลางออกให้สวยงาม
     2.
ต้มน้ำในชุดนึ่งให้เดือดพล่าน
แล้วเอาฟักทองที่หั่นไว้วางเรียงลงไปแล้วปิดฝานึ่งประมาณ 5-10 นาที
ขึ้นอยู่กับว่าขนาดของชิ้นฟักทองที่หั่นนั้นใหญ่ขนาดไหน

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 9 เมนูฟักทอง เมนูสีเหลืองหลากหลายความอร่อย

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

9. แกงบวดฟักทองนมอัลมอนด์

     เมนูแกงบวดฟักทองนมสดก็เคยกินมาแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนสไตล์มาทำเมนูแกงบวดฟักทองนมอัลมอนด์ สูตรจาก คุณ Kat Bake Club สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอม เติมรสหวานตามชอบ กินเยอะได้รับรองอ้วนน้อยจ้า

ส่วนผสม แกงบวดฟักทองนมอัลมอนด์

     • ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
     • นมอัลมอนด์ 2 ถ้วย
     • ใบเตย 1 ใบ
     • น้ำตาลโตนด 1 ช้อนชา (ปรับรสได้ตามใจชอบ)
     • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา (ปรับรสได้ตามใจชอบ)

วิธีทำแกงบวดฟักทองนมอัลมอนด์

     1. นำใส่นมอัลมอนด์ ฟักทอง และใบเตยลงไปในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง ต้มจนเนื้อฟักทองสุก
     2. จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนดและเกลือป่น คนให้ละลาย ปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 4 เมนูของหวานคลีน ๆ สำหรับคนรักสุขภาพ ทำง่ายกินง่ายสุขภาพดี

++++++++++++++


สูตรขนมจากฟักทอง

10. น้ำฟักทอง
 

    
ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างเมนูน้ำฟักทอง
จับเนื้อฟักทองนึ่งปั่นกับน้ำเปล่าจนเนียน เสร็จแล้วกรองเอาแต่น้ำ
เติมรสหวานตามชอบ จัดเสิร์ฟแบบอุ่น ๆ หรือเอาแช่เย็นก็ได้ค่ะ

ส่วนผสม น้ำฟักทอง
 
     • ฟักทองนึ่งสุก 1 ถ้วย
     • น้ำสะอาด 3 ถ้วย (ถ้าต้องการความเข้มข้นสามารถลดได้)
     • น้ำตาลทราย 100 กรัม

วิธีทำน้ำฟักทอง

     1. ใส่ฟักทองนึ่งลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำเปล่า ปั่นจนเป็นเนื้อเนียนละเอียด เทลงกรองด้วยผ้าขาวบาง
    
2. เทส่วนผสมน้ำฟักทองใส่หม้อ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง เติมน้ำตาลทรายลงไป
คนจนน้ำตาลทรายละลายและเดือด ชิมรสตามชอบ ยกลงจากเตา
สามารถเสิร์ฟได้ทั้งร้อน ๆ หรือรอจนเย็นแล้วเทใส่แก้ว นำไปแช่เย็นก่อนดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 9 เมนูฟักทอง เมนูสีเหลืองหลากหลายความอร่อย

    
ว้าว ! ใครสนใจอยากทำขนมจากฟักทองบอกเลยว่าไม่ยาก
ก่อนอื่นไปหาซื้อฟักทองไว้ให้อุ่นใจก่อน หลังจากนั้นก็มาจิ้มสูตรกัน
ทั้งนี้สามารถเพิ่มหรือลดความหวานได้ตามชอบ มาเข้าครัวกันเลยดีกว่า​

ดาวกับดวงประจำวันอังคารที่ 31 ตุลาคม 2560 : โดย พิมพ์พรร

ท่านผู้อ่านโปรดทราบ ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ไทย ยึดถือว่าแรงดึงดูดระหว่างดาวพระเคราะห์มีอิทธิพลต่อชีวิต จิตใจ และการกระทำของมนุษย์แต่ละคน ดาวพระเคราะห์โคจรเคลื่อนที่ไปแต่ละวัน จะมีอิทธิพลต่อลัคนา (ลั) ผ่านเรือนชะตา

ลัคนา (ลั) ราศีอะไร จะหาได้จากการผูกดวง (ทำดวงชะตา) โดยใช้ข้อมูล วัน เดือน ปีเกิด และเวลาเกิดทำดวงชะตาขึ้น ดังนั้น ท่านจะต้องรู้ว่า ลัคนา (ลั) ในดวงชะตาของท่านอยู่ในราศีอะไรเสียก่อน จึงค่อยอ่านคำทำนายจาก ลัคนา (ลั) ราศีนั้น

ลัคนา (ลั) ราศีเมษ
วันนี้ท่านจะแก้ปัญหาเรื่องการเงินได้สะดวกขึ้น ถ้าต้องการความช่วยเหลือจะได้รับสมประสงค์ มีของดีไม่ควรโอ้อวดใครไม่ว่าสิ่งของทองหยองแม้แต่เด็กรับใช้ที่ว่านอนสอนง่าย ท่านจะปลดเปลื้องภาระในงานหรือเรื่องที่เป็นพันธะคาใจมานานๆ ออกไปได้ สิ่งที่เกะกะกีดขวางทางเข้า-ออกหรือหน้าบ้านควรรื้อทิ้งหรือไม่ก็เปิดทางใหม่ มีสติ ให้อภัยผู้น้อยจะดีที่สุด

ลัคนา (ลั) ราศีพฤษภ
วันนี้ดาวเสาร์ยังเล็งราศีเกิด ระวังจะขัดแย้งหรือเกิดโทสะร้ายเพศตรงข้ามหรือหุ้นส่วน (ถ้ามี) ระยะนี้ควรอยู่ให้ห่างกันไว้บ้างก็จะดี ชีวิตค่อนข้างเร่าร้อน แม้จะมีผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ก็ตาม งานที่เคยคิดว่าไม่สำคัญจะเป็นผลประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนงานที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะสำเร็จก็ไม่สำเร็จ อาจเรียกว่าเหตุการณ์พลิกผัน จนเกินความคาดหมายไปเลยก็ได้

ลัคนา (ลั) ราศีเมถุน
วันนี้ท่านจะได้เงินมาก แต่ไม่ค่อยยอมใช้จ่าย จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว โดยเฉพาะลูกหลานไม่ค่อยเข้าใจท่าน ท่านจะดำเนินชีวิตทั้งใจ ด้านการงานและส่วนตัวอย่างเข้มแข็งกล้าหาญ เดินทางอย่างรอบคอบ ปลอดจากอุปสรรค หรือข้อขัดข้องทั้งปวง ไม่มีใครต่อต้านขัดขวางความเหนื่อยยากในวันนี้ มักจะเห็นคุณในระยะยาว

ลัคนา (ลั) ราศีกรกฎ
วันนี้ภาระหน้าที่จะชักนำความหงุดหงิดเข้ามาให้ท่านอย่างมาก อุปสรรคที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเงื่อนปมที่จะขยายตัวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลข้างเคียงด้วย ท่านจะโกรธง่ายเหมือนคนโทสะร้ายชั่วคราว ใครทำอะไรขัดใจนิดเดียวจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันทีโดยไม่มีเหตุผล ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ไม่ดีต่อพลานามัยและจิตใจของท่าน

ลัคนา (ลั) ราศีสิงห์
วันนี้ท่านจะอยู่ที่ไหนก็ตามจะมีผู้พยายามผูกไมตรีด้วย ทั้งนี้ เพราะความจริงใจของท่านมีเสน่ห์ หรือช่วยให้มีเมตตาดีขึ้น จะได้ลาภเพราะความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา หรือได้รับผลประโยชน์เพราะฝ่ายตรงข้ามกะเก็งใจของท่านพลาดไป ข้อสำคัญต้องระวัง พวกนี้คิดว่าตัวเขาหรือพวกพ้องฉลาดกว่าท่าน

ลัคนา (ลั) ราศีกันย์
วันนี้งานจะตื่นเต้นตกใจ หรือมีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม เด็กๆ หรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยู่ในโอวาท กับเพื่อนร่วมงานก็จะขัดแย้งกันบ่อยขึ้น ไม่ควรปล่อยให้บริวารมีอิสระจนเกินไป เป็นเหมือนต่างคนต่างคิด ซึ่งจะทำให้ท่านยุ่งยากใจเพิ่มขึ้น บางทีท่านก็เฉื่อยชาปล่อยให้โอกาสดีๆ ผ่านไปเปล่าๆ ควรห่างไกลสังคมไว้บ้าง

ลัคนา (ลั) ราศีตุล
วันนี้ท่านจะได้รับของขวัญของฝากมากมาย พบญาติมิตรที่มีไมตรีจิตต่อกัน ดาวศุกร์ ท่านจะหาคู่ตุนาหงันได้ไม่ยากนัก อาจจัดงานรื่นเริงขึ้นที่บ้าน หรือมีการต่อเติมตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงาม ถ้าท่านเป็นผู้ใหญ่จะได้บริวารที่เป็นคนคุณสมบัติพิเศษ แต่หนุ่มสาวในวัยพัฒนาชีวิตจะได้เพื่อนที่ดี และคบหาสมาคมกันไว้ต่อไป

ลัคนา (ลั) ราศีพิจิก
วันนี้ท่านจะแพ้อากาศหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลภาวะต่างๆ ได้ง่าย รู้สึกอ่อนไหว ไม่ค่อยอดทนต่อการกระทำ คำพูดอันขาดความสุภาพของผู้คนที่ท่านติดต่อเกี่ยวข้องด้วยที่อาจเป็นเหตุให้ท่านเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน ขอแนะนำว่าควรใช้สติให้ดี อย่าพูดจาล้ำเส้นหรือทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยมิได้ไตร่ตรอง

ลัคนา (ลั) ราศีธนู
วันนี้ธุรกิจจะยังประโยชน์อยู่ ท่านควรเร่งรัดการเจรจาด้านธุรกิจการค้าซึ่งมีผลกำไรดี ดาวเสาร์โคจรอยู่ในเรือนวินาศ การติดต่อธุรกิจการงานไม่ว่าเรื่องอะไรกับใครไม่ค่อยได้ผล จะพึ่งพาอาศัยใครได้ยาก เรื่องเสี่ยงโชคถ้าจะมีบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าไม่หวังเสียเลยก็จะดีที่สุด ท่านจะไม่ค่อยมีอุตสาหะในการทำงาน

ลัคนา (ลั) ราศีมังกร
วันนี้ท่านจะสับสนเล็กน้อยกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องรับผิดชอบอย่างน่าเบื่อหน่าย เพื่อนฝูงที่ร่วมงานหุ้นส่วนไม่ปรองดองกัน ถ้าพวกพามาร่วมมือสร้างสถานการณ์ ทำเรื่องให้เป็นภัยต่อความสวยงามหรือศีลธรรมอันดีของกลุ่มชน ท่านอาจจะต้องถูกตราหน้าให้เสียหายไปด้วย กับผู้อาวุโสกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ยังไม่เข้าใจดีไปได้

ลัคนา (ลั) ราศีกุมภ์
วันนี้ท่านอาจจะคาดคะเนเหตุการณ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในบางเรื่อง การตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าระยะนี้ไม่ค่อยเป็นผลดี ยิ่งเป็นการกะเก็งกำไรประเภทซื้อถูกขายแพงแล้วยิ่งไม่ได้รับความสำเร็จอย่างง่าย เดินทางไกลไม่ถึงกับทำให้จืดชืด แต่ก็ยังหาจุดที่ทำให้สบายใจหรือปลอดจากปัญหาเสียเลยไม่ได้ ถ้าท่านเองทำอะไรก็มุ่งหวังผลประโยชน์ การค้าที่ต้องติดต่อทางไกลยังพอหากำไรได้

ลัคนา (ลั) ราศีมีน
วันนี้งานจะตื่นเต้นตกใจ หรือมีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม เด็กๆ หรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยู่ในโอวาท กับเพื่อนร่วมงานก็มักจะขัดแย้งกันบ่อยขึ้น ไม่ควรปล่อยให้บริวารมีอิสระจนเกินไป เป็นเหมือนต่างคนต่างคิด ซึ่งจะทำให้ท่านยุ่งยากใจเพิ่มขึ้น บางทีท่านก็เฉื่อยชาปล่อยให้โอกาสดีๆ ผ่านพ้นไปเปล่าๆ ควรห่างไกลสังคมไว้บ้าง

5 นมถั่วเหลืองสูตรเจน้ำตาลต่ำ เติมโปรตีนอร่อยล้ำไม่กลัวอ้วน

นมถั่วเหลืองเจ

          พามาดูนมถั่วเหลืองสูตรเจน้ำตาลน้อย ทางเลือกเติมโปรตีนในช่วงกินเจให้อร่อย โดยไม่ต้องกลัวอ้วน

          เครื่องดื่มเจที่ให้โปรตีน และคนกินเจพอจะกินได้โดยเจไม่แตกก็คงไม่พ้นน้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลืองสำเร็จรูปที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพราะนอกจากนมถั่วเหลืองจะให้โปรตีนสูงแล้ว ข้อดีอีกอย่างของเขาคือไม่มีคอเลสเตอรอลด้วยนะคะ ทว่ารสชาติอร่อย ๆ ของนมถั่วเหลืองที่เราได้ดื่มเข้าไป บอกตรง ๆ เลยว่าบางกล่องมีปริมาณน้ำตาลแฝงอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นวันนี้เราเลยจะพามาส่องนมถั่วเหลืองสูตรเจน้ำตาลต่ำ มีน้ำตาลไม่ถึง 10 กรัม ที่คนกินเจสายรักสุขภาพดื่มได้สบาย ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพเลย

เครื่องดื่มเจ

1. V-Soy

         
นมถั่วเหลืองวี-ซอย มีให้เลือกหลายสูตรเลยค่ะ
ทั้งวีซอยสูตรหวานน้อยกล่องสีเขียว
แต่ถึงจะหวานน้อยก็ยังมีปริมาณน้ำตาลเกือบ 7 กรัมเลยทีเดียวนะคะ
ดังนั้นเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับคนรักสุขภาพ วี-ซอย
เลยมีสูตรปราศจากน้ำตาลกล่องสีฟ้า
ซึ่งถือว่าเป็นนมถั่วเหลืองสูตรเจที่ดีต่อสุขภาพมาก ๆ
เพราะไม่ต้องห่วงปริมาณน้ำตาลในนมถั่วเหลือง เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลเพียง 2
กรัม ให้พลังงานเพียง 110 กิโลแคลอรีต่อ 1 กล่อง (ขนาด 230 มิลลิลิตร)
แถมกล่องนี้ยังเป็นสูตรไฮ-แคลเซียม
อีกทั้งยังเป็นนมถั่วเหลืองที่ปราศจากคอเลสเตอรอลด้วยนะคะ

เครื่องดื่มเจ

2. ดีน่างาดำ ผสมธัญพืชงาดำ 2 เท่า

   
      ดีน่างาดำเป็นนมถั่วเหลืองอีกยี่ห้อที่หาซื้อง่าย
และเป็นที่นิยมพอสมควร เพราะนอกจากจะได้โปรตีนจากถั่วเหลืองแล้ว
ดีน่ากล่องสีฟ้ากล่องนี้ยังผสมธัญพืชมากประโยชน์อย่างงาดำเพิ่มเข้าไปอีก
ที่สำคัญดีน่างาดำกล่องฟ้าเป็นสูตรน้ำตาลน้อย มีส่วนผสมของน้ำตาลเพียง 1%
เท่านั้น หรือมีน้ำตาลเพียง 4 กรัมต่อ 1 กล่อง (ปริมาณ 230 มิลลิลิตร)
ให้พลังงานราว ๆ 100 กิโลแคลอรี

เครื่องดื่มเจ

3. โทซุฟัง สูตรหวานน้อย

         
น้ำนมถั่วเหลืองแท้ 100% ตรา Tofusun จริง ๆ แล้วมีหลายสูตรค่ะ
แต่สูตรหวานน้อยจะเป็นฝาสีฟ้า มีปริมาณน้ำตาลบอกอยู่หน้าฉลากบนขวดชัดเจนว่า
มีปริมาณน้ำตาลเพียง 2% หรือประมาณ 5 กรัมต่อ 1 ขวด (ปริมาณ​ 225
มิลลิลิตร) ให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรีเท่านั้น แต่สามารถหาซื้อได้ที่
7-11 ที่เดียวนะคะ

          อ้อ ! แต่หากใครชอบความคุ้ม Tofusun
ก็มีน้ำนมถั่วเหลืองสูตรออร์แกนิกรสจืดและรสหวานน้อยขนาด 1,000 มิลลิลิตร
วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปด้วยนะคะ
ซึ่งใครซื้อขวดใหญ่มาก็ค่อย ๆ ดื่มอย่าให้เกิน 200
มิลลิลิตรต่อครั้งก็แล้วกัน
ไม่งั้นอาจได้ปริมาณไขมันและพลังงานเกินกว่าที่ควร หรือจะหาซื้อขวดเล็ก ๆ
ขนาด 180 มิลลิลิตร ให้พลังงานเพียง 32 กิโลแคลอรี และไม่มีน้ำตาลเลยก็ได้นะ

เครื่องดื่มเจ

4. นมถั่วเหลือง 100% ตราดอยคำ

          นมถั่วเหลือง 100%
ตราดอยคำเป็นนมถั่วเหลืองชนิดที่ต้องมาชงดื่มเองค่ะ
แต่ข้อดีก็คือเป็นนมถั่วเหลืองที่เก็บได้นาน
และยังเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง
โดยการชงนมถั่วเหลืองดอยคำก็เพียงแค่ผสมผงนมถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ
15 กรัม) กับน้ำร้อน 1  แก้วกาแฟ นมถั่วเหลืองแก้วนี้ให้พลังงานประมาณ​ 70
กิโลแคลอรี ไขมัน 3.5% แต่ปราศจากน้ำตาล

เครื่องดื่มเจ

5. นมถั่วเหลืองรสจืด ตรา OHAYO

         
อีกหนึ่งนมถั่วเหลือง 100% ที่หลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
โดยบางคนอาจเรียกนมถั่วเหลืองยี่ห้อนี้ว่า นมถั่วเหลืองตรานางพยาบาล
ซึ่งจากที่เราเห็นว่ามีจำหน่ายแต่ขวดใหญ่ ปริมาณ 1,000 มิลลิลิตร
ปัจจุบันนี้เขามีขวดเล็กปริมาณ 300
มิลลิลิตรวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปแล้วนะคะ
ลองไปหาซื้อมาดื่มกันได้
แต่ถึงแม้จะเป็นขวดเล็กก็อย่าดื่มรวดเดียวหมดขวดล่ะ เพราะในปริมาณ 200
มิลลิลิตร นมถั่วเหลืองรสจืดตราโอฮาโยจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี
ส่วนน้ำตาลก็มีไม่ถึง 1 กรัมค่ะ

เครื่องดื่มเจ

          กินเจทั้งทีก็อย่าให้ร่างกายขาดสารอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารอย่างโปรตีน
ซึ่งนมถั่วเหลืองสูตรเจน้ำตาลน้อยทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งของว่างเจไม่อ้วน
หรือจะดื่มเป็นอาหารเช้าเจเพื่อสุขภาพก็ได้เช่นกัน

ภาพจาก เฟซบุ๊ก V-Soy, dutchmill, เฟซบุ๊ก Tofusun, doikham, ohayo

กระดูกพรุน ภัยเงียบผู้สูงวัย

เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรละเลย สำหรับ “โรคกระดูกพรุน” ที่อาจทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลก็ได้ มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ จำกัด จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “ฟิต ยัวร์ โบน รัน ฟอร์ เฮลท์ตี้ โบน 2017” เนื่องในวันสากลโรคกระดูกพรุนของโลก ณ บริเวณสะพานพระราม 8 กรุงเทพฯ

พ.อ.รศ.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานชมรมผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกพรุน ภายใต้มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึง โรคกระดูกพรุนว่า ถือเป็นศัตรูอันดับต้นๆ ของคนสูงวัย บางคนอาจมองว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ถ้ารอให้สายเกินไป ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยอาการของโรคกระดูกพรุน คือกระดูกมีความผิดปกติ ทำให้มวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูดลดลง เป็นสาเหตุทำให้กระดูกหักง่ายขึ้น

พ.อ.รศ.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์

“โรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่มักเป็นในผู้สูงวัย อาการที่เห็นได้ทั่วไป เช่น การหกล้ม โดยปกติคนที่ยังอายุไม่มาก ถ้าหกล้มจะไม่ค่อยเป็นอะไร แต่สำหรับผู้สูงวัย ถ้าหกล้มอาจมีกระดูกสะโพกหัก กระดูกสันหลังหัก หรืออื่นๆ แม้แต่ยกของหนักๆ ก็อาจทำให้กระดูกสันหลังหักได้ จึงควรมีการตรวจวัดมวลกระดูกอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกได้แก่ โปรตีน แคลเซียม และวิตามินดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่สร้างกระดูก และลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก” พ.อ.รศ.นพ.ทวีกล่าว

อาหาร ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

อย่าปล่อยให้สายเกินแก้

11 ภาพความแตกต่าง "อาหารกลางวัน" ของเหล่านักเรียน จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก!

แต่ละประเทศก็มีค่านิยม กฎเกณฑ์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนวัยกำลังโตก็เช่นกัน

 

ชม 11 ภาพมื้ออาหารของเหล่านักเรียน จากแต่ละประเทศทั่วโลกที่น่ารับประทานแตกต่างกันไป

 

เกาหลีใต้

 

ญี่ปุ่น

 

สหราชอาณาจักร

 

สหรัฐอเมริกา

 

ตุรกี

 

ไทย

 

ฝรั่งเศส

 

ฟินแลนด์

 

รัสเซีย

 

ฮังการี

 

อิสราเอล

 

ที่มา: BrightSide

บันทึกความจงรักในโลกโซเชียล

ท่วงทำนองความรักจากพสกนิกรถึงพ่อของแผ่นดินที่ถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดีย

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เดือนใหม่ รูปโปรไฟล์ที่หน้าเฟซบุ๊คก็เริ่มเปลี่ยนสี

จากที่เคยเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกตัวตน ถึงวันนี้พวกเราพร้อมใจเปลี่ยนมันเป็นภาพขาวดำ (อีกครั้ง) ตรงมุมล่างหรือมุมบนเราเลือกริบบิ้นสีดำวางไว้แสดงความไว้อาลัย บางคนบรรยายความรู้สึกในใจต่อพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งกำลังเดินทางมาถึง

“คิดแล้วยังรู้สึกใจหาย”

“วันพระราชพิธี เราจะร่วมถวายความอาลัยพร้อมๆ กัน” ใครบางคนแสดงสถานะ หลังเพิ่งนัดแนะร่วมเป็นจิตอาสาบรรจุดอกไม้จันทน์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รักจริงในโลกเสมือน

เช้าวันนี้ ในเฟสบุ๊คสีขาวดำเพิ่งแชร์ความรู้สึกต่อเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น มีไม่กี่คำหรอกที่พวกเราเข้าใจร่วมกัน บอกกันซ้ำๆ ราวกับว่ามันเป็นข้อความที่อยากจะพูดต่อไปเรื่อยๆ

ฉันเกิดในรัชกาลที่9, ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป, เรารักพ่อ, ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ภายใต้ร่มพระบารมี

ในงานเสวนา “สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ความผูกพันของคนไทย จากสมเด็จย่าสู่ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทีมวิจัยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลสำรวจการสื่อสารในโลกโซเชียลมีเดียของคนไทย ในช่วงการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่9 ตอนหนึ่งว่า มีการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.2559 ซึ่งเริ่มมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และปริมาณการสื่อสารนั้นขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังวันสวรรคต

ผลการเก็บข้อมูลบอกว่า การสื่อสารของผู้คนในโลกออนไลน์แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1.ซึ่งเป็นช่วงเกาะติดสถานการณ์ โดยช่วงนี้ความสนใจของผู้คนอยู่ที่พระอาการประชวร มีการสะท้อนการรอคอยข่าวและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองในหลวงรัชกาลที่9 ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ติด # (แฮชแท็ก)ว่า # ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระสยามเทวาธิราชจงดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวรทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเทอญ ,#Longlivetheking, #ทรงพระเจริญ

ส่วนช่วงที่ 2 นี่คือช่วงการมีส่วนร่วมและแสดงออก ซึ่งช่วงนี้คือช่วงเวลาที่ทราบการสวรรคตแล้ว โดยเวลานี้มีปริมาณเนื้อหาพุ่งสูงที่สุด ยิ่งเฉพาะในวันที่ 14 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 8.00-10.00 น. และเวลา 14.30 น. ซึ่งเป็นเวลาของการเคลื่อนขบวนพระบรมศพ มีการเน้นการนำเสนอรูปภาพและเนื้อหาที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และแสดงออกซึ่งความห่วงหาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เช่น #ฉันเกิดในรัชกาลที่9 #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนทุกปี

“การโพสต์ในช่วงนี้มีปริมาณสูงกว่าในคืนวันที่13 ตุลาคมเสียอีก แต่การ Engage (กด like, กด Share, แสดงความเห็น) ต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อยากบอกด้วยน้ำเสียงของตัวเองมากกว่าแชร์ความเห็นผู้อื่น สะท้อนถึงการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ที่อยากสื่อสารตรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์” ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยอธิบาย

ส่วนในช่วงที่ 3 นั่นคือห้วงเวลาแห่งการระลึกถึง ปริมาณข้อความในช่วงนี้แม้จะลดลงจากวันที่14 ตุลาคมเกือบ 3 เท่า แต่เมื่อเข้าสู่วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม ซึ่งแม้เป็นวันทำงาน ปริมาณข้อความจะกระจุกตัวอีกครั้งในช่วง 10.00 น. และถ้อยความการรำลึกถึงพระองค์ท่านอย่าง #ฉันเกิดในรัชกาลที่9 #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ยังคงปรากฎอยู่เช่นเดิม

ถ้าใครจำได้ช่วงเวลานั้นได้ พื้นที่โซเชียลมีเดียคือหนึ่งช่องทางการระดมอาสาสมัครทำประโยชน์ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครช่วยงาน, บริการรับส่งฟรี, บริจาคเสื้อผ้า บริการรับย้อมผ้าสีดำ และอีก ฯลฯ อันสะท้อนถึงการร่วมใจของคนไทยอีกครั้งยามเกิดเหตุการณ์สำคัญ

ประวัติศาสตร์ฉบับปัจเจก

ไม่ว่าจะถูกสื่อสารเวลาใด ผ่านช่องทางใด…จะเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออินสตราแกรม แต่ความหมายคงมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือพสกนิกรไทยรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างสุดหัวใจ

จนถึงวันนี้เพื่อนเราบางคนยังโพสต์ข้อความ “เรารักในหลวง” และบันทึกไว้ทุกๆ ครั้งเมื่อพวกเขาเจอข้อความชวนซึ้งเก่าๆ ภาพสวยๆ มากความหมาย เปรียบได้เป็นสัญญาณที่ทำให้ทั้งความทรงจำและหัวใจในฐานะพสกนิกรทำงาน

สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาฯ มองว่า แม้จะมีการเผยแพร่ข่าวของพระองค์ท่านผ่านสื่อกระแสหลัก มีประกาศจากสำนักพระราชวัง แต่ในทางปฏิบัติแล้วข้อมูลออนไลน์ละเลยไม่ได้ ด้วยเพราะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สะท้อนอารมณ์ของสังคมในทุกวันนี้ได้

“ประการที่สองคือมันมีความหลากหลาย เพราะเนื้อหาเหล่านั้นเป็นทั้งรูป คำ หรือจะเป็นงานศิลปะ ซึ่งความหลากหลายเช่นนี้ไม่สามารถเห็นได้หรือเห็นได้บ่อยในสื่อกระแสหลักที่มักเล่าเรื่องตามแบบ ช่องทางออนไลน์คือพื้นที่ให้ถ้อยความรู้สึกนั้นแสดงออกมาเต็มที่ และเป็นคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง ส่วนจะเป็นเรื่องที่สามารถเติมเต็มความเข้าใจต่อเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบต่อไป”

รู้แต่ว่า ถ้อยความที่เราเห็นในโลกออนไลน์นั้น มีลักษณะปัจเจกในฐานะบุคคลหนึ่ง ซึ่งต่างจากสื่อที่รายงานข่าวในฐานะสำนักข่าว สำนักพิมพ์ ทำให้ข้อมูลออนไลน์จึงเป็นพื้นที่ของคนเล็กคนน้อยที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองต่อกรณีข่าวสะเทือนใจ โดยเฉพาะการจากไปของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของประชาชน

ผศ.ดร.สุกรี สินธุภิญโญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสำรวจกลุ่มคำในช่วงเหตุการณ์สวรรคตพบว่า คำที่คนไทยใช้มากที่สุดคือ พ่อ, พระองค์, รัก, เกิด

จากนั้นเมื่อลองใช้เทคนิคที่ละเอียดขึ้นก็ การสำรวจได้พบ 5 กลุ่มคำที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนไทยมากที่สุด ได้แก่ 1. กลุ่มที่บ่งบอกถึงการเสด็จสวรรคต คือ เทวดา, สู่, สวรรค์, เสด็จ, สวรรคาลัย 2. กลุ่มที่บอกถึงความเคลื่อนไหว เช่น ร้องเพลงสรรเสริญ, จุดเทียน, สนามหลวง, วันที่22 ตุลาคม 2559 3. กลุ่มที่แทนความรู้สึกคนไทย เช่น พ่อ, รัก, ลูก, ตลอดไป, ท่านอยู่ในใจคนไทยทุกคน 4. คำว่า ในหลวง, พระองค์, ทรง, ท่าน ,ร้องไห้ 5. กลุ่มแสดงความรำลึก ได้แก่ ภูมิใจ, เกิด, รัชกาลที่9, คนไทยโชคดี

“นี่คือลักษณะการจัดกลุ่มคำตามถ้อยความที่ทวีต ด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์โดยไม่มีคำถามอะไร แต่คำที่ได้เหล่านี้นั้นก็บอกความรู้สึกของคนไทยได้ดีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวถึงภาพที่สะท้อนจากการเก็บข้อมูล

หลายผู้ใช้แต่ใจเดียว

ไม่ใช่แค่การใช้คำเท่านั้นที่ผู้คนแสดงออกในห้วงเวลาของความโศกเศร้า ถ้าจำกันได้ก็เป็นพื้นที่โซเชียลนี่แหละเป็นพื้นที่กระจายข่าวได้ดีที่สุด

ขบวนแปรอักษร, ขบวนช้าง, นิทรรศกาลงานศิลปะ ฯลฯ ต่างเป็นการรวมพลังของผู้คนที่อยากแสดงออกถึงความรักเท่าที่โอกาสจะอำนวยในเวลานั้น เช่นเดียวกับพระราชดำรัส หลักคำสอน และโครงการพระราชดำริ ซึ่งเน็ตยูเซอร์แต่ละรายแชร์ความประทับใจส่วนตัว

งานวิจัยอีกเรื่อง “สาระสำคัญของพระนิพนธ์ จดหมายเหตุชาวบ้านข่าวสมเด็จย่าสวรรคตจากหนังสือพิมพ์ ข่าวหนังสือพิมพ์ในสายพระเนตรสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ศึกษาโดย ดร.ประภัสสร จันทร์สถิตย์พร อาจารย์คณะนิเศศาสตร์ จุฬา ในตอนหนึ่งบอกว่า นอกจากข่าวการสวรรคตที่ออกจากสำนักพระราชวังวัง การรายงานพระราชพิธีต่างๆแล้ว สื่อมักมีภาพสะท้อนจากคนชายขอบ คนในส่วนภูมิภาค ชนเผ่า กลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสที่หลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพด้วย

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้แม้จะเป็นกลุ่มคนเล็กๆ อยู่ห่างไกล แต่ก็มีความอาลัยและความรักต่อสถาบันพระมหากษัตรย์ไม่ต่างกัน

ทุกคนพร้อมจะแสดงออกตามความรู้สึกของตัวเอง แบบเดียวกับที่ผู้คนนับแสนหลั่งไหลไปยังท้องสนามหลวงเพื่อร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บางคนร้องไห้อย่างไม่อายใครเมื่อฟังเพลง และมองภาพพระองค์ท่านจากอินเทอร์เน็ต

“อยากเก็บโพสต์นี้ไว้ในความทรงจำและการแจ้งเตือนทุกปี”

เรารัก เราคิดถึง จึงบันทึกเอาไว้

4 วิธีกินเจให้สุขภาพดี แบบนี้ล่ะ อิ่มทั้งกาย ได้ทั้งบุญ

4 วิธีกินเจให้สุขภาพดี แบบนี้ล่ะ อิ่มทั้งกาย ได้ทั้งบุญ

 

Credit: health.kapook.com

รับประทานเจทั้งทีก็ควรได้อิ่มบุญ ปลื้มใจ อิ่มกายแบบสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปด้วยในคราวเดียวกันว่าแล้วหลังจากนั้นก็มีเทคนิคดีมาฝาก

มั่นใจว่ายังมีอีกหลายท่านที่รับประทานเจกันแบบไม่ถูกทำเอาน้ำหนักพุ่งพล่านข้างหลังออกเจหรือบางบุคคลก็เจ็บป่วยเนื่องจากขาดสารอาหารบางจำพวกไป แบบงี้คงจะไม่เวิร์กแน่ถ้าเกิดจะอิ่มบุญปลื้มใจ แม้กระนั้นมาตรากตรำกายคราวหลัง คุณครูสง่า ดามาดงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยรวมทั้งรวมทั้งผู้จัดการแผนการโภชนาการเหมาะสมกับช่วงวัย ที่ทำการกองทุนช่วยเหลือการผลิตเสริมสุขภาพ(สสส.เลยขอฝาก กลเม็ดกล้วยๆรับประทานเจแบบไม่อ้วนและไม่ขาดสารอาหาร ให้คนถือศีลรับประทานอาหารเจนำไปทำตามอย่างกัน
1. 
จำเป็นต้องแน่ใจว่าได้สารอาหารครบ กลุ่ม

ถึงแม้จะต้องยกเว้นของกินชนิดเนื้อสัตว์ ซึ่งให้โปรตีนที่จำเป็นจะต้องต่อสถาพทางร่างกาย แม้กระนั้นพวกเราสามารถรับประทานโปรตีนซึ่งได้มาจากพืช ดังเช่นว่า ถั่วเม็ดแห้ง เต้าหู้ แล้วก็โปรตีนเกษตร เพื่อเป็นการตอบแทนได้ ซึ่งโปรตีนที่ได้จากถั่วมีจำนวนไขมันน้อยกว่า แล้วก็ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์ได้พอดิบพอดี โดยไม่เหลือเป็นส่วนเกิน และก็ยังมีกากใยช่วยให้ระบบขับถ่าย ที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอลเสมือนในเนื้อสัตว์

2. เลี่ยงของกินที่มีแป้งหรือไขมัน

อาหารเจโดยมากจะมีไขมันรวมทั้งคาร์โบไฮเดรตสูงมากมาย เนื่องจากว่าใช้แป้งรวมทั้งน้ำมันสำหรับในการปรุงอาหารกันเป็นหลัก อาจก่อให้น้ำหนักขึ้นได้ โดยเหตุนั้นควรจะหันมาบริโภคของกินจำพวกยำต้ม หรือนึ่งให้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็ลดอาหารจำพวกที่เป็นอาหารผัดหรือทอด โดยบางครั้งก็อาจจะหันมารับประทานอาหารไทยพวกน้ำพริกเจ รับประทานคู่กับผักสด ผักพื้นเมือง นอกเหนือจากที่จะเป็นประโยชน์แล้วยังไม่มีพิษปนด้วย

Woman Eating Fruit — Image by ฉ Blue Jean Images/Corbis

3. เน้นย้ำรับประทานผักผลไม้ช่วยต่อต้านโรค

ของกินที่มีผักผลไม้จะมีเส้นใยและก็วิตามินมากมาย ช่วยในระบบการสรุปย คุ้มครองโรคอ้วน ดังนี้ผักผลไม้ที่พวกเรารับประทานนอกเหนือจากที่จะย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นกากใยชั้นเยี่ยมที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายรวมทั้งการย่อยของอาหารของพวกเราดำเนินการเจริญ เมื่อรับประทานเข้าไปมากมายก็จะช่วยขับของเสียรวมทั้งพิษที่หลงเหลืออยู่ภายในร่างกายของพวกเราออกมา ช่วยคุ้มครองโรคมะเร็ง โรคหัวใจโรคเส้นเลือดและก็สมอง ฯลฯ ช่วยลดคอเลสเตอรอล แล้วก็ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ แต่ว่าจะต้องล้างผักผลไม้ทุกหนก่อนรับประทาน เพื่อคุ้มครองป้องกันสารเคมีหลงเหลือจากยากำจัดแมลงที่บางทีก็อาจจะสะสมอยู่ภายในร่างกายถ้าเกิดรับประทานเข้าไปด้วย

4. ห้ามทานอาหารรสจัด

คุณครูสง่า ชี้แจงว่า ของกินรสจัด อีกทั้งเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด หรือเปรี้ยวจัดมากเกินความจำเป็นจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังเช่นว่า ถ้ารับประทานเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ รับประทานเค็มจัดจะไปทำลายไต ฉะนั้นควรที่จะเลือกบริโภคของกินรสจืดชนิดต้มหรือนึ่งเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นแกงจืดเต้าหู้ถั่วเหลือง ฯลฯ

ผู้ชำนาญด้านโภชนาการกล่าวว่า การกินเจนับว่าเป็นจารีตที่ตกทอดมายาวนาน และก็การกินเจยังประกอบไปด้วยการรักษาศีลเพื่อทำให้จิตใจให้แจ่มใส คิดดีปฏิบัติดี ไปกับการละเว้นการกินเนื้อสัตว์ด้วยเหตุดังกล่าวการกินเจให้บริบูรณ์ ก็เลยมีการกินเพื่อได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่มีโรคภัยต่างๆพร้อมได้สร้างบุญกุศลจากการไม่เอารัดเอาเปรียบชีวิตคนอื่นๆ

การกินอาหารเจสามารถพร้อมกันกับการบริหารร่างกาย การควบคุมอารมณ์ ไม่เครียด ลด ละ เลิกเหล้าแล้วก็ยาสูบตามหลัก 3 อ 2 ส โน่นเป็น ของกิน อารมณ์ บริหารร่างกาย ไม่ดื่มสุรา ไม่ดูดบุหรี่ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนสุขภาพ ต้องคิดถึงตลอดเทศกาลรับประทานเจนี้” คุณครูสง่า ฝากตบท้าย

ขอขอบคุณมากข้อมูลที่ได้มาจาก

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

โดย ฉัตรชัย นกดี team content www.thaihealth.or.th

น้ำเต้าหู้ ประโยชน์เน้น ๆ เด่นที่เครื่อง

น้ำเต้าหู้ ประโยชน์เน้น ๆ เด่นที่เครื่อง

 

Credit: health.kapook.com

นมถั่วเหลือง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นประโยชน์ย้ำในตนเอง ส่วนเครื่องในนมถั่วเหลืองก็เด่นไม่ใช่ย่อย


เครื่องดื่มที่ได้อีกทั้งสุขภาพ รวมทั้งยังกินได้ในตอนเทศกาลรับประทานเจอย่างน้ำนมถั่วเหลือง คนไหนก็รู้ว่ามีประโยชน์ซึ่งนำมาช่วยเสริมโปรตีน แต่ว่าวันนี้พวกเราจะมาเจาะลึกทั้งยังคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากนมถั่วเหลือง รวมทั้งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเมล็ดพืชที่ใส่มาเป็นเครื่องนมถั่วเหลืองอย่างพิถีพิถันกัน

ประโยช์จากน้ำนมถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองที่คั้นออกมาและก็ต้มจนกระทั่งเป็นน้ำเต้าหู้ อุดมไปด้วยโปรตีน ที่คนแพ้นมวัวก็สามารถหลีกเลี่ยงมารับโปรตีนจากนมถั่วเหลืองได้ ทั้งยังนมถั่วเหลืองยังย่อยง่าย ไม่มีไขมัน ดื่มแล้วรู้สึกอิ่มแบบไม่แน่ท้อง รวมถึงผลดีจากน้ำนมถั่วเหลืองที่พวกเรากำลังจะเสนอนี้ ถ้าหากได้ทราบก็อาจจะไม่ฉงนใจที่ใครๆจะชมเชยให้น้ำนมถั่วเหลืองเป็นซูเปอร์ฟู้ด ว่ารวมทั้งมาดูคุณประโยช์จากนมถั่วเหลืองกันเลย

1. มีสารอาหารครบอีกทั้ง กลุ่ม

นมถั่วเหลืองหรือน้ำนมถั่วเหลืองมีสารอาหารครบ กลุ่ม โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และก็วิตามิน โดยยิ่งไปกว่านั้นจำนวนสารอาหารจำพวกโปรตีนในนมถั่วเหลือง ซึ่งมีอยู่สูงเท่ากันเนื้อสัตว์เลยเชียวล่ะ

2. มีกรดอะมิโนที่จำเป็นจะต้องต่อสภาพทางด้านร่างกายครบทั้งยัง 10 ประเภท

โปรตีนโกลบูลิน (Globulin) ที่เจอในน้ำนมถั่วเหลือง ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นจะต้องต่อสุขภาพร่างกายครบ 10 ประเภท ทั้งยังยังเป็นโปรตีนจำพวกที่ร่างกายซับได้ง่าย โดย 95% ของโปรตีนในน้ำนมถั่วเหลือง ร่างกายจะสามารถดูดซับไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดทั้งปวง

นอกเหนือจากนั้นงานศึกษาวิจัยจาก Molecular Nutrition & Food Research ปี พุทธศักราช2554 ก็เปิดเผยว่า น้ำนมถั่วเหลืองยังมีเลคสิว่ากล่าวน (Lecithin), ไอโซฟลาโวน (Isoflavone),โอลิโก (Oligo) แล้วก็เส้นใย ซึ่งมีคุณลักษณะช่วยชะลอความแก่ ช่วยปรับให้ความสมดุลของฮอร์โมนทั้งยังยังช่วยสำหรับเพื่อการถ่าย รวมทั้งคุ้มครองปกป้องเบาหวาน ลดระดับความดันเลือดสูง โรคอ้วนรวมทั้งบำรุงเส้นโลหิตแดงด้วย

3. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นโลหิต

หน่วยงานของกินและก็ยา และสัมพันธ์โรคหัวใจของอเมริกา เปิดเผยว่า นมถั่วเหลืองมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในอัตราส่วนที่สูง ซึ่งกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัวจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นโลหิต คุ้มครองการสั่งสมของไขมันในเส้นเลือดชั้นใน อันเป็นมูลเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและก็ความดันเลือดสูงได้

4. แหล่งรวมวิตามิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบีรวม ไนอาสิน แล้วก็วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี แล้วก็วิตามินซีในจำนวนบางส่วน แม้กระนั้นก็นับว่าเพียงแค่กินน้ำเต้าหู้เพียงแค่ถุงเดียวก็ปัดกวาดเรียบทุกวิตามินเลยล่ะทั้งใครกันแน่ถูกใจกินน้ำเต้าหู้ทุกเมื่อเชื่อวัน ผิวพรรณรวมทั้งร่างกายจะแจ่มใส ด้วยเหตุว่ามีวิตามินพวกนี้รอช่วยทำนุบำรุงร่างกายอีกด้วยนะ

5. บำรุงสมอง เพิ่มความจำ

น้ำนมถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสารอาหารฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ก็เลยช่วยบำรุงรักษาทั้งยังร่างกาย บำรุงสมอง และก็ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการจำได้

6. นมถั่วเหลือง ลดหุ่น

น้ำนมถั่วเหลือง มีแคลอรีอยู่ประมาณ75-200 กิโลแคลอรี ขึ้นกับความหวานและก็เครื่องที่ใส่ไว้ในนมถั่วเหลืองแต่ละแก้ว และก็ในน้ำนมถั่วเหลืองยังไม่มีคอเลสเตอรอล และก็มีกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว

ด้วยเหตุนี้คนใดที่สงสัยว่าดื่มน้ำเต้าหู้แล้วอ้วนไหมก็คงจะจำต้องตอบนี้เลยจ้ะว่า ถ้าเกิดคุณกินน้ำเต้าหู้แบบหวานน้อย ไม่ใส่เครื่อง หรือเน้นย้ำใส่เครื่องที่ให้ผลดีแก่ร่างกาย และควบคุมการรับประทานอาหารรวมทั้งบริหารร่างกายเสมอๆ ความอ้วนก็ไม่น่าจะมาเยี่ยมแน่นอน


ประโยชน์ซึ่งมาจากนมถั่วเหลืองแน่นจริงอะไรจริงมองเห็นไหมค่ะ และก็ถ้ายิ่งดื่มน้ำเต้าหู้ทรงเครื่องด้วยสารพัดสารพันเมล็ดพืชด้วยแล้วละก็ ประโยช์จากเครื่องที่ใส่ไว้ในนมถั่วเหลืองแต่ละประเภท จะให้ท่านค่าทางสารอาหารอะไรดีกับร่างกายพวกเราได้ดังต่อไปนี้เลย

1. ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองไม่ว่าจะอยู่ในรูปนมถั่วเหลือง หรือนำไปต้มสุกแล้วเอามาใส่เป็นชุดแต่งกายนี้ คุณค่ารวมทั้งสารอาหารในถั่วเหลืองก็ยังครบสมบูรณ์ดี ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนที่สูงเท่ากันเนื้อสัตว์ วิตามินสารพันประเภท เกลือแร่ กรดอะมิโนที่ต้องต่อสภาพร่างกาย เส้นใย แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส รวมทั้งไขมันจำพวกไม่อิ่มตัว

2. ลูกเดือย

ลูกเดือยมีฤทธิ์เป็นยาเย็นช่วยทำนุบำรุงกำลัง บำรุงปอด ตับ ไต ม้าม มีคุณประโยชน์ทางด้านขับฉี่ขับเสลด แก้ไข้ แก้ท้องร่วง หล่อลื่นกระเพาะและก็ไส้ ขจัดปัญหาทางเท้าหายใจ ไขข้อกระดูก ทุเลาอาการเหน็บชา แก้ชัก ลดอาการบวมน้ำ รักษาอาการปอดอ่อนแอแล้วก็เป็นเลือด รักษาฝีที่ไส้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ

3. เม็ดแมงลัก

คนไหนที่ต้องการลดหุ่น บางทีอาจกินน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลักก็ได้ เพราะเม็ดแมงลักเป็นสมุนไพรที่ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกมาจากร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายดูดซับน้ำตาลได้ช้าลง เป็นยาระบายอ่อนประเภทหนึ่ง ทั้งคุณลักษณะขยายตัวได้ของเม็ดแมงลักยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ที่สำคัญเม็ดแมงลักยังไม่มีคอเลสเตอรอลอีกด้วยนะ

4. แปะก๊วย

สมุนไพรจากเมืองจีนจำพวกนี้นิยมเอามาใส่เป็นเครื่องนมถั่วเหลืองด้วยเช่นเดียวกัน โดยแปะก๊วยสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ คุ้มครองเซลล์ถูกทำลาย มีวิตามินรวมทั้งแร่สูง แคลอรีต่ำ บำรุงสมอง เสริมสมรรถนะทางเพศ ทั้งยังช่วยทุเลาอาการ PMS ในหญิงได้ด้วยล่ะจ้ะผู้หญิง

5. ถั่วแดง

อุดมไปด้วยโปรตีนแล้วก็คุณประโยชน์ทางของกินสูงไม่มีความแตกต่างจากถั่วจำพวกอื่นๆมีคุณลักษณะสำหรับการช่วยชะลอการดูซึมน้ำตาลในเลือด ดีต่อคนไข้เบาหวาน แถมยังช่วยลดความอ้วนได้

6. เม็ดบัว

เม็ดบัวเป็นสมุนไพรที่ดีต่อแม่ท้อง เป็นยาบำรุงท้องเจริญ และไม่เจอโทษอันตรายจากการกินเม็ดบัว

7. รากบัว

ไม่ว่าจะรากบัวหรือเม็ดบัวก็มีคุณลักษณะในเรื่องช่วยทำนุบำรุงท้องได้ด้วยเหมือนกัน ทั้งรากบัวยังอุดมไปด้วยเส้นใย แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วรากบัวจะมาในรูปของกินเชื่อมน้ำตาลมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็ควรจะรับประทานรากบัวแค่นิดหน่อยพอนะขา

8. งาดำ

งาดำเป็นเมล็ดพืชตัวท็อปที่บรรดาแฟนสุขภาพรู้จักดีกันดี เพราะเหตุว่างาดำมีแคลเซียมสูง ช่วยคุ้มครองโรคกระดูกพรุนได้ มีกรดไขมันจำพวกดีเลิศ บำรุงร่างกายได้หลายด้าน

9. แห้ว

ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเมืองโคโลราโดเปิดเผยว่า การบริโภคแร่โพแทสเซียมราว 4.7 กรัมต่อวันจะช่วยบำรุงรักษาระบบกล้ามรวมทั้งระบบประสาทให้ดำเนินงานปกติ แห้วก็เลยเป็นเลิศในตัวเลือกที่ดีเนื่องจากว่าแห้วเพียงแต่ 1/2 ถ้วยตวง ก็อุดมไปด้วยโพแทสเซียมมากถึง 360 มก.แล้ว ซึ่งก็เป็นปริมาณโพแทสเซียมในอัตราส่วน 1/3 ของจำนวนโพแทสเซียมที่ร่างกายควรจะได้รับต่อวันอย่างยิ่งจริงๆ

10. เฉาก๊วย

วุ้นดำบดแล้วหนึบหนับ กระดอนดึ๋ง ซึ่งไม่เพียงแค่ทานแล้วจะช่วยดับหิว แก้ร้อนในเพียงแค่นั้นนะคะ แต่ว่ายังมีฤทธิ์ขับเสลด ลดอาการกล้ามอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ว่าก็จะต้องเลือกรับประทานเฉาก๊วยแท้ๆไม่ผสมแป้งด้วยนะจ๊ะ

 


สูตรน้ำนมถั่วเหลือง

ร่ายมาซะยาวถึงประโยชน์ที่ได้รับมาจากนมถั่วเหลืองและก็บรรดาเครื่องใส่นมถั่วเหลืองสารพัดสารพันอย่าง มาถึงนี้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจจะคิดอยากดื่มน้ำเต้าหู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นมาทดลองดูสูตรน้ำนมถั่วเหลืองกลุ่มนี้เลยดีมากกว่า

– 6 แนวทางการทำน้ำนมถั่วเหลือง ศุตรโฮมเมดหลากรส ทำง่ายเพื่อสุขภาพ

– นมถั่วเหลืองงาดำ เครื่องดื่มสุขภาพอิ่มท้อง ต้อนรับเทศกาลรับประทานเจ

– ขั้นตอนการทำนมถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง โฮมเมดสูตรเข้มข้น ทำดื่มเองดีมากกว่า ไม่เสียอารมณ์

– นมถั่วเหลืองผสมมะนาว สูตรเด็ดคูณสอง ที่เขาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

ดังนี้นมถั่วเหลืองก็มีฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนผู้หญิง แล้วก็ยังให้สารอาหารชนิดคาร์โบไฮเดรตซึ่งถ้าเกิดดื่มเข้าไปมากมายอาจก่อให้กำเนิดการเสี่ยงต่อสภาวะฮอร์โมนผู้หญิงสูงเหลือเกิน และก็อาจจะทำให้น้ำหนักขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม้เลือกกินน้ำเต้าหู้รสหวาน ใส่เครื่องชนิดแป้ง อย่างเช่นสาคูแถมยังมีขนมปาท่องโก๋มันย่อง หรือขนมปังทานแกล้มด้วย

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทางที่ดีควรจะกินน้ำเต้าหู้เพียงแค่วันละ แก้วก็พอเพียง และก็ควรจะดื่มน้ำเต้าหู้หวานน้อย แล้วก็หลบหลีกการกินขนมปังหรือขนมปาท่องโก๋ตัวเพิ่มน้ำหนักจะดีมากกว่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Livestrong, FITDAY, Kcal.Memo8.com, Huffington Post, Mommy Pedia