กินดี เลือกได้ สไตล์สาวสุดแนว ‘ยิปโซ อริย์กันตา’

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม gyp.so

กินดี เลือกได้ สไตล์สาวสุดแนว ‘ยิปโซ อริย์กันตา’ thaihealth

‘ยิปโซ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์’ สาวหน้าหมวยสุดแนวที่นอกจากจะโดดเด่นจากผลงานมากมายในวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง นักร้อง พิธีกร หรือนักจัดรายการวิทยุ คลื่น Cat Radio แล้ว เธอยังเป็นสาวหมวยที่มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน แนวคิด หรือแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน

เพราะหลังจากที่ “ยิปโซ” เห็นวิถีการกินจาก “คุณเจ มณฑล จิรา” เธอจึงได้นำแรงบันดาลใจนี้ไปปรับใช้กับตัวเอง จากที่ตั้งใจจะลองทำสักเพียงหนึ่งอาทิตย์ พอได้ทำไปเรื่อยๆ เกิดติดใจ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ เกือบ 6 ปี เคล็ดลับคนดังฉบับเดือนนี้ เราจึงขอให้ ยิปโซ มาแนะนำเคล็ดลับสำหรับผู้อ่านที่สนใจอยากเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

“ยิปเห็นด้วยค่ะ ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมันยาก ถ้าจะไปควบคุมเลยยิปว่ามันทำได้แค่แว่บๆ แต่ถ้าเรารู้ว่าอยากทำไปทำไม มันจะดีกับเรายังไง ซึ่งมันเป็นเหตุผลของตัวเราจริงๆ ความยากมันจะหายไปเอง แต่ช่วงแรกที่เริ่มต้องใจเย็นๆ อาจเริ่มจากลองเปลี่ยนขนม เปลี่ยนสัดส่วนการกินข้าวในแต่ละมื้อก่อนก็ได้”

เธอ เล่าให้ฟังต่อว่า สิ่งสำคัญในการปรับพฤติกรรมการกินคือ ต้องพยายามกินให้พอ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองหิว กินให้ครบตามความต้องการในแต่ละวัน และต้องรู้จักร่างกายของตัวเองว่าเหมาะกับวิธีไหน อาหารแบบไหน รวมถึงรู้ว่าอะไรควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ควรทำ และอย่าให้ความเห็นของคนอื่นมาเป็นสิ่งที่กดดันตัวเอง

“ยิปเคยเอาร่างกายเข้าสู้ด้วยการกินน้อยเกินไปเพียงเพราะอยากลดน้ำหนัก ตอนนั้นเห็นแก่บทละครที่รับมาด้วย บ้างาน คิดว่าเท่ห์ ที่ไหนได้กลับตรงกันข้าม พังหมด ทั้งร่างกาย จิตใจ แค่กินน้อยเกินไป มันส่งผลกระทบมากมาย มันทำให้ผมเราร่วงไปเกือบครึ่งหัวได้มั้งคะ ประจำเดือนขาดไปประมาณครึ่งปี แล้วเชื่อว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ป่วยอยู่ข้างในแต่เรายังไม่รู้

“โชคดีที่การกินมันไม่เหมือนการทำข้อสอบ ไม่จำเป็นต้องตอบเหมือนกันก็ได้ เลิกมองร่างกายตัวเองเป็นทาสหรือเป็นศัตรูค่ะ เขาจะอ้วน หรือจะผอมก็ร่างกายเรา ทุกคนก็มีอยู่ร่างเดียว เพราะฉะนั้นยิปมองว่าให้ไปด้วยกันดีกว่า ทั้งสุขภาพและร่างกาย…” สาวยิปโซ อริย์กันตา ฝากแง่คิดทิ้งท้าย

อาหารการกินใช่ว่าจะไม่สำคัญ เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปแต่ละคำนั้นย่อมส่งผลต่อร่างกาย หากมื้อนั้นเต็มไปด้วยสารอาหาร ก็จะทำให้เกิดผลดี แต่หากมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีปริมาณพลังงาน และการปรุงรสที่เกินความจำเป็นก็ย่อมให้โทษ

เมื่อเราสะสมอาหารไม่ดีเข้าไปในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดประตูต้อนรับความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ให้เข้ามาหาเราได้อย่างง่ายดาย ทั้งโรคความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันอุดตัน หัวใจ มะเร็ง และอีกหลายๆ โรคที่พ่วงต่อกัน ดังนั้นแล้ว การเลือกกินอาหารดี ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และทำจิตใจให้ผ่อนคลาย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยปิดรับความเสี่ยงจากโรคยอดฮิตเหล่านั้น

แน่นอนว่าทางเลือกของแต่ละคนนั้นอาจไม่เหมือนกัน แต่สามารถลองนำวิธีของสาวยิปโซไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองก็จะเป็นเรื่องดีแน่นอน

“ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” ผู้ที่รักและเห็นความสำคัญของร่างกาย

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม godfather1632

“ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” ผู้ที่รักและเห็นความสำคัญของร่างกาย thaihealth

ย้อนกลับไปราวปี 2552 เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง อย่าง ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล เพิ่งจะเริ่มก้าวสู่วงการบันเทิง เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่เขาได้ฝากผลงานการแสดงละครเอาไว้มากกว่า 20 เรื่อง และทุกครั้งที่ผลงานปรากฏบนหน้าจอ เราจะได้เห็นทั้งฝีมือที่พัฒนาขึ้น ความอารมณ์ดีที่มาพร้อมกับการเติบโตทางวุฒิภาวะ รวมถึงรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มจนชายไทยหลายคนต้องอิจฉา

“รักและเห็นความสำคัญของร่างกาย” นิยามง่ายๆ ของการดูแลตัวเองสำหรับ ก๊อต แม้จุดเริ่มต้นในการดูแลตัวเองจะมาจากความไม่มั่นใจในรูปร่าง แต่เมื่อได้ทำอย่างสม่ำเสมอจนเห็นผล ทั้งเหนื่อยช้าลง กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง เพิ่มความมั่นใจเวลาสวมใส่เสื้อผ้า รวมถึงมีพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เขาก็ทำเรื่อยมาจวบจนวันนี้

แม้ปัจจุบันความโด่งดังทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ “ก๊อต” บอกว่า ทุกคนมีเวลา 24 ชม. เท่ากัน 8 ชม. แรก หมดไปกับการนอน 8 ชม. ต่อมาใช้ไปกับการทำงาน ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับปัจจัยและข้อจำกัดที่แต่ละคนมี ต่อให้มีเวลาว่างแค่วันละ 2 ชม. ก็สามารถดูแลสุขภาพได้ ครึ่งแรกก็ลงมือเตรียมอาหารที่ดี ครึ่งหลังก็ปล่อยให้เป็นส่วนของการออกกำลังกายที่ชอบและเหมาะกับตัวเรา โดยหนุ่มก๊อตเลือกต่อยมวย วิ่ง ฟันดาบ โยคะ สลับๆ กันไป ไม่ใช่แค่ฟิตเนสอย่างเดียว

 “ทุกอย่างล้วนมีตัวตั้งมาจากทัศนคติ ตัดเรื่องไม่มีเวลาออกไป ต้องเรียกว่าไม่มีใจน่าจะใช่กว่า เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นก่อน แล้วยกเรื่องสุขภาพร่างกายไว้ทีหลัง อย่างการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรปรับเปลี่ยน แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำ สำหรับผมเรื่องออกกำลังกายก็ไม่ใช่แฟชั่นที่ทำแป๊บเดียวแล้วหยุด มันเป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เพราะถ้าเราทำมันแค่ความอยากชั่วครู่ พอได้หุ่นในแบบที่ต้องการมาแล้วก็หยุด รักษาไว้ไม่ได้ สุดท้ายก็วนลูปเดิม”

“อุปกรณ์ดำเนินชีวิตที่สำคัญที่สุดก็คือร่างกาย หากตอนนี้คุณอายุ 25 ปี ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าคุณอยู่ถึง 70 ปี นั่นหมายความว่าหลังจากนี้คุณต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ไปอีก 45 ปี ลองคิดดูว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนก็ตามที่เราดูแลมันเพียงเล็กน้อยแต่ต้องใช้ในระยะยาว สภาพการใช้งานมันจะเป็นอย่างไร หากที่ผ่านมาขาดการบำรุงรักษาก็ต้องส่งซ่อม สุดท้ายแล้วก็จะเป็นคนที่อายุมากแต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล” ก๊อตตอบพร้อมชวนทุกคนตั้งคำถาม

ก่อนที่เขาจะบอกว่า มนุษย์เราไม่ได้มีแค่การออกกำลังกายหรือทำงาน แต่ยังต้องทดลอง เรียนรู้ และลงมือทำ สำหรับ ก๊อต มีคำที่อธิบายตัวตนได้ชัดเจน คือ ‘ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน’ เพราะเราชอบอ้างว่าฟ้ากำหนดโชคชะตาให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ทุกสิ่งไม่ได้เกี่ยวกับฟ้า ชีวิตเรา เราต้องกำหนดเอง เพราะเราสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้ “อย่ามองผมแค่ ณ วันนี้ ต้องมองถึงสิ่งที่ทุ่มเทในวันก่อนหน้านี้ด้วยนะ เหมือนงานศิลปะที่โชว์บนผนัง เราต้องมองให้ถึงตอนที่เขาผสมสี คิดออกแบบ ดราฟ์ร่าง แต้มแปรงให้เกิดสี จนกระทั่งขนย้ายผลงาน แล้วจะเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยาก”

เห็นได้ว่า หนุ่มก๊อต ก็เห็นความสำคัญของการมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ต่างกับการทำงานของ สสส. ที่ ส่งเสริมให้คนไทยลงทุนด้วยหยาดเหงื่อและเวลาเพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นการสร้างร่างกายให้แข็งแรงพร้อมที่จะมีพละกำลังในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ถือเป็นการลงทุนที่สร้างกำไรให้มีชีวิตที่มีคุณภาพในระยะยาวนั่นเอง

7 สิ่งพลาด ‘แชร์เยอะเกิน’ในโลกโซเชียล

ที่มา : ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

7 สิ่งพลาด ‘แชร์เยอะเกิน’ในโลกโซเชียล thaihealth

แฟ้มภาพ

ในยุคที่อะไรๆก็ถูกแชร์ได้ในปลายคลิก! โลกโซเชียลเป็นแพลตฟอร์มที่สนุกในการแสดงออกความเป็นตัวตนและแชร์ประสบการณ์ชีวิตประจำวันในมิติใหม่ๆ คงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างรู้สึกว่าต้องโพสต์บ้าง เพื่อบอกให้โลกรู้ถึงตัวตน(Broadcast Your True Self) ให้ความรู้สึกเป็นคนที่น่าสนใจ “ได้ Like” “ถูก Follow”

จนบางทีอาจจะไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำ กำลังกลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรม แชร์เยอะเกิน หรือที่ภาษาโซเชียลมักเรียกกันว่า Overshare

หลายๆ การวิจัยค้นพบการแชร์เรื่องราวของชีวิตส่วนตัว ที่ปกติคงไม่บอกเล่ากับคนอื่นในชีวิตจริง แต่ไม่ทันคิดหรือแคร์ว่า สิ่งที่ตนเองโพสต์นั้นคนอื่นอยากจะรู้เห็นด้วยหรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกคนอยากจะรู้เรื่องราวทุกอณูชีวิตของเราเพื่อให้ไม่ให้เป็นคนแชร์ จนคนอื่นเอือม มาดูประเด็น พลาด ที่พึงระวังก่อนโพสต์         

1.แชร์ทุกขณะจิต (Sharing is my Life) กรณีนี้คงเห็นบ่อยทีสุด คือ โพสต์ลักษณะที่เป็นสถานการณ์ แต่ไม่มีความเป็นประสบการณ์ เสมือนขอให้ได้โพสต์

2.ไม่เข้าใจความต่างของแต่ละโลกโซเชียล (Platform & Purpose) ทุกโซเชียลมีเดีย มีจุดประสงค์ของตนเองที่แตกต่างกัน เช่น Facebook สำหรับความทรงจำเพื่อนฝูง Twitter สำหรับอัพเดทข่าว Instagram สำหรับประสบการณ์น่าจดจำ Pinterest สำหรับแรงบันดาลใจมีคนบอกว่าถ้า Facebook เป็นคุกกี้ช็อคโกแลตชิป Instagram ก็จะเป็นช็อคโกแลตชิปที่อยู่บนคุกกี้นั่นเอง

3.ท่วมท้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Baby Overload) ความหลากหลาย ถือเป็นหัวใจหนึ่งของสังคมดิจิทัล มิติของชีวิตมีหลายแง่มุมบางทีรูปๆ เดียว ก็อาจจะมีความหมายมากกว่าการโพสต์ทุกวินาทีก็ได้ ด้วยเหตุนี้ในหลายๆการวิจัยค้นพบการโพสต์รูปลูกแบบทุกขณะจิตเช่นเดียวกับการโพสต์รูปตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่สิ่งผิดพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนจะปลาบปลื้มไปด้วย

4.ไม่เรียลไทม์ ไม่เรียลโลเคชั่น (Later-post, Later-gram) ในแพลตฟอร์มที่ถูกดีไซน์สำหรับอุปกรณ์สื่อสารแบบเวลาจริงพิกัดสถานที่จริง เพื่ออิงกลิ่นอายของความดั้งเดิม หลายๆ คนเน้นรูปต้องถ่ายจากสมาร์ทโฟน และโพสต์ตามเวลาจริง ไม่นิยมการโพสต์ย้อนหลัง

5.แฮชแท็กหลุดประเด็น (#toomuch) หลายๆท่านอาจจะเคยเห็นการแท็ก แบบยาวเป็นพารากราฟ และอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับรูปที่โพสต์อย่างไร บางทีการอยากได้จำนวนไลค์ก็เป็นประเด็นหนึ่งในนั้น ด้วยการแท็กนั้นเป็นการแยกแยะข้อมูล ส่วนใหญ่มักจะอิงถึงความเกี่ยวข้องและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ส่วนการแท็ก แบบขำๆหรือประชดประชันนั้นยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจได้

6.ลุ่มหลงไลค์ (Keep up with The Kardashians) ในความเป็นโซเชียล หลายๆคนรู้สึกถูกกดดันต้องดูดีออกสื่อตลอดเวลา ต้องโปรโมทตัวเองในมุมมองแบบเซเลบ บางคนถึงขั้นคิดว่าจะโพสต์รูปอะไรก่อนสถานการณ์จริงจะมาถึง บางคนเสพติดไลค์ มองว่าจำนวนไลค์ตอบโจทย์คุณค่าของตัวเอง (Self-Validation) มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่โพสต์และอะไรที่จริง

7.ส่วนตัวที่สาธารณะเกิน (Goodbye Privacy) ถึงแม้หลายคนจะเข้าใจว่าเราจะโพสต์อะไรเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องจริงอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญหลังการโพสต์นั้นคือ การยอมรับได้ถึงภาพลักษณ์ที่คนอื่นจะมีต่อตัวเรา หรือคอมเม้นต์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลายๆ ผู้นำทางความคิดเชื่อว่าการ Overshare เป็นสิ่งที่ทำลายสเน่ห์ของโลกโซเชียล “การโพสต์ได้ไม่ได้แปลว่าต้องโพสต์” ส่วนตัวเอง เชื่อว่าไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัวในโลกออนไลน์ แต่การคิดถึงความรู้สึกคนอื่นก่อนโพสต์ก็เป็นเรื่องที่น่าหันมาใส่ใจ

ถ้ารู้สึกอึดอัดอดโพสต์ เอาเวลาจาก “บอก”มา “ฟัง” บ้างก็คงเปิดมุมมองให้กว้างขึ้นไม่มากก็น้อย

โรควูบ ขณะออกกำลังกาย

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

โรควูบ ขณะออกกำลังกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

หลายครั้งที่ออกกำลังกายแล้วเกิดอาการวูบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นหากคุณมีปัจจัยดังต่อไปนี้ ควรหาวิธีพักหรือผ่อนกำลังขณะออกกำลังกายเพื่อไม่ให้เกิดอาการวูบที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

1.อายุ คงจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดโรควูบโดยไม่รู้ตัว คนเรานั้นเมื่ออายุ 3o ปี อวัยวะทุกอย่างจะเจริญเต็มที่หมดแล้ว หลังจากนั้นไปอวัยวะทุกๆอย่างจะเริ่มเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุ โดยเฉพาะเส้นเลือดแดงจะเริ่มด้วยผนังด้านในหนาขึ้น เนื่องจากมีไขมันมาเกาะทำให้รูตีบลงพร้อมกับเส้นเลือดแดงแข็งตัวขึ้น ความยืดหยุ่นลดลง ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เมื่อเส้นเลือดตีบลงจะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆลดลง ซึ่งทำให้อวัยวะเหล่านั้นเสื่อมลงตามไปด้วย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ

เมื่อเด็กๆเคยออกกำลังกายได้ขนาดหนึ่งหัวใจจะทนได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเส้นเลือดตีบลงเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงตาม ฉะนั้นเมื่อออกกำลังกายแรงเท่าเดิมจนถึงวันหนึ่งจะถึงจุดที่เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอในขณะออกกำลังกาย จึงทำให้เกิดโรควูบได้ ถ้ารุนแรงก็จะถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นคนสูงอายุจะต้องเจียมตัว เคยทำได้ขนาดไหนเมื่อยังหนุ่มสาวอยู่จะทำเท่าเดิมเมื่อแก่ตัวไม่ได้จะเกิดอันตรายดังกล่าว

2.โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้วูบได้ คนที่มีความดันโลหิตสูงนั้นจะต้องมีไขมันเกาะในรูของหลอดเลือดแดงมาแล้วจนรูแคบลงและความยืดหยุ่นสูญเสียไปหรือพูดในด้านตรงข้าม เส้นเลือดแดงจะเปราะแตกได้ง่ายขณะออกกำลังกายถ้ารุนแรงเกินไปเส้นเลือดอาจจะแตกได้โดยเฉพาะในสมองจะทำให้วูบและเป็นอัมพาต ถ้าแตกเส้นใหญ่มากอาจถึงเสียชีวิตได้ วิเคราะห์อีกแบบหนึ่งเมื่อเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบลง จะทำให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลงเรื่อยๆ ตามความตีบของเส้นเลือด

ถ้าออกกำลังกล้ามเนื้อหัวใจจะต้องการเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าของขณะพัก ฉะนั้นจึงไม่สามารถนำเลือดมาเลี้ยงให้เพียงพอ จะเกิดสภาพกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเสียชีวิตได้ ความจริงคนที่มีความดันโลหิตสูงถ้าได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถูกต้องจะช่วยรักษาโรคได้ แต่ต้องไม่หนักเกินไป

3.โรคหัวใจ มีหลายชนิดเช่น โรคลิ้นหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังระหว่างช่องซ้ายขวามีรูรั่ว เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะมาก่อน เป็นต้น บางท่านไม่เคยตรวจร่างกายเลยจึงไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ เมื่อออกกำลังกายจึงมีโอกาสหัวใจวายได้ง่ายๆ ทำให้วูบเป็นลม ถ้ามากๆก็ถึงเสียชีวิตได้ ขนาดแชมป์โลกเฮฟวี่เวท “โฮลีฟิล” ยังอยู่ในพวกนี้ด้วย นอกจากนี้จะมีข่าวนักกีฬาที่แข็งแรง ขณะซ้อมวูบเสียชีวิตไปให้เห็นอยู่เป็นประจำ

4.เบาหวาน การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนเป็นเบาหวาน จะช่วยให้การควบคุมเบาหวานได้ง่ายขึ้น หรือบางรายอาจจะควบคุมได้โดยไม่ต้องใช้ยาเลยได้ แต่ในกลุ่มคนที่ต้องฉีดยารักษาเบาหวาน อันตรายมาก เพราะขณะออกกำลังกายยาที่ฉีดจะดูดซึมเข้าเส้นเลือดมากกว่าปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำลงมากถึงขั้นวูบเป็นลมได้ วิเคราะห์ในอีกรูปแบบหนึ่งจะสามารถทำให้วูบได้เช่นกันคือ ผู้ที่คุมเบาหวานด้วยยากินได้แล้ว ไปแข่งกีฬาชนิดที่ไม่เคยทำเป็นประจำ และก่อนแข่งขันไม่ได้กินอะไรมาก่อน จะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้ เป็นผลให้วูบได้เช่นกัน

5.โรคโลหิตจาง แน่นอนพวกนี้เลือดน้อยอยู่แล้วทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอยู่ก่อน เนื่องจากเลือดแดงเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆในร่างกาย ฉะนั้นเมื่อพวกนี้ออกกำลังกาย ทั้งสมอง กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อที่ใช้ออกกำลังต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว โอกาสขาดออกซิเจนมีสูงกว่าคนปกติมาก เป็นเหตุให้วูบได้ง่ายขณะออกกำลังกาย

6.โรคอ้วน ความอ้วนนับเป็นโรคได้ เพราะคนอ้วนนั้นเส้นเลือดแดงจะตีบมากกว่าคนธรรมดา ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง จนทำให้อวัยวะเหล่านั้นเสื่อมสภาพได้เร็ว เช่น สมองเสื่อม ไตเสื่อม ตับเสื่อม และกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม เป็นต้น ฉะนั้นเวลาออกกำลังกายจึงมีโอกาสวูบได้ง่ายกว่าคนธรรมดา

7.โรคลมบ้าหมู คนที่มีโรคลมบ้าหมูประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าขณะออกกำลังกายอยู่เกิดเป็นลมบ้าหมูขึ้นกะทันหันก็จะวูบหมดสติไปได้ทันทีทันใด บางรายไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเป็นลมบ้าหมู เช่นเคยบาดเจ็บทางศีรษะมาก่อน เกิดแผลเป็นในสมอง เมื่อแผลเป็นใหญ่ขึ้นจนถึงจุดหนึ่งกดหรือรัดสมองทำให้เกิดลมบ้าหมูขึ้น ถ้าบังเอิญคนผู้นั้นกำลังออกกำลังอยู่จะทำให้วูบได้ ดังเช่นแชมป์โลกมวยของไทยคนหนึ่งได้ประสบมาแล้ว ทำให้ถูกน็อกโดยไม่ถูกต่อยเลยได้

8.สูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารพิษอยู่มากมาย คงต้องร่ายยาวทีละตัว

ทาร์ คือคราบบุหรี่ที่เกาะฟันทำให้ฟันดำ แต่ทาร์นี้เกาะในเยื่อบุภายในของหลอดลมตลอดทางทำให้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ลงไปถึงถุงลมเล็กๆ(ซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนจากอากาศกับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด) แตกทำให้การแลกเปลี่ยนดังกล่าวทำไม่ได้ ถ้าถุงลมแตกมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เมื่อออกกำลังร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ทำไม่ได้เพราะถุงลมแตกจึงทำให้วูบได้ นอกจากนี้ทาร์ยังกระตุ้นให้ปอดกลายเป็นมะเร็งได้ด้วย
นิโคติน ทางที่หนึ่งนิโคตินจะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงได้มากซึ่งจะไปเกาะเส้นเลือดแดงให้ตีบให้แข็งเร็วขึ้นกว่าปกติ จนสุดท้ายทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ขณะออกกำลังเป็นปัจจัยเรื่องของโรควูบได้อย่างดี

ทางที่สอง นิโคตินจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งนอร์อะดรีนาลินและอะดรีนาลิน จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และหัวใจเต้นเร็วขึ้นได้ตั้งแต่1o-3o ครั้งต่อนาที ฉะนั้นถ้าผู้สูงอายุคนหนึ่งอายุ 60 ปีจะทนหัวใจเต้นได้เพียง 160 ครั้งต่อนาที สมมติชายผู้นี้ออกกำลังหรือเล่นกีฬาชนิดหนึ่งอยู่โดยปกติชีพจรจะเพิ่มขึ้นเป็น 130 ครั้งต่อนาที ซึ่งยังปลอดภัยสำหรับคนๆนี้ แต่ถ้าชายผู้นี้สูบบุหรี่ก่อนออกกำลังกายจะทำให้ชีพจรเพิ่มเป็น 160 ครั้ง แทนที่จะเป็น 130 ครั้งต่อนาที จึงทำให้ชายผู้นั้นเหนื่อยแทบจะขาดใจตายหรือเกิดเป็นลม “วูบ” ขึ้นมาได้ทันที

คาร์บอนมอนอกไซด์ ในควันบุหรี่มีคาร์บอนมอนอกไซด์ผสมอยู่ ก๊าซนี้เป็นก๊าซพิษอาจจะพบได้ในควันรถยนต์ (สีขาว) ด้วยก๊าซนี้จะเข้าไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเส้นเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงหมดสภาพไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ ฉะนั้นคนสูบบุหรี่จัดจะมีผลเหมือนกับคนโลหิตจาง ซึ่งอาจนำไปสู่โรควูบดังได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องโลหิตจาง

9.ดื่มเหล้า พวกติดเหล้าจะมีการทำลายของตับ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจ ฉะนั้นพวกนี้คงไม่อยู่ในสภาพจะออกกำลังกายได้ แต่พวกกินเหล้าเป็นครั้งคราวแล้วไปเล่นกีฬาต่อหรือออกกำลัง พวกนี้จะอันตรายเกิด “วูบ” ได้ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดแดงทั่วตัวขยายตัวเป็นเหตุให้สูญเสียความร้อนมากขึ้น อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำลงได้ (แต่ผิวหนังจะรู้สึกร้อนผ่าว) ประกอบกับมีการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นมาก เนื่องจากแอลกอฮอล์และจากการออกกำลังกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงมากถึงขั้น “วูบ” ได้

นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ความจำเสื่อมเลอะเลือน ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวลดลง อารมณ์เปลี่ยนไป เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

10.อากาศเย็นจัด ถ้าออกกำลังในอากาศเย็น เส้นเลือดจะหดตัว ในขณะที่หัวใจเต้นแรงขึ้น เร็วขึ้น จะทำให้ความดันโลหิตขึ้นได้สูงมากจนถึงขั้นอันตราย อาจถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิตได้อีกประการหนึ่ง ร่างกายคนเราสามารถทนต่อความร้อนได้ดีกว่าความเย็น ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดลงไปถึงจุดหนึ่งจะมีการทำลายของเซลล์ของอวัยวะต่างๆได้ ดังเช่นกรณีมือเท้าเน่าจากหิมะกัด

11.อากาศร้อนจัด ทำให้การออกกำลังกายเสียน้ำเสียเกลือแร่มาก ถึงขั้นวูบได้ นอกจากนั้นถ้าอากาศข้างนอกร้อนจัด ความร้อนที่เกิดภายในร่างกายจากการเผาผลาญในการออกกำลังไม่สามารถจะระบายออกมาได้ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นได้มาก ถ้าเกิน 42 องศาเซลเซียส ระบบประสาทอาจจะถูกทำลายและหยุดทำงาน ทำให้วูบได้ ถ้าขึ้นสูงกว่านี้สมองอาจจะตายเป็นอัมพาตครึ่งซีกได้ และถ้ายิ่งกว่านั้นจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากระบบประสาทจะถูกทำลายแล้ว อวัยวะอื่นก็จะถูกทำลายโดยความร้อนได้ เช่น ตับ ไต กล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือด เป็นต้น

12.มลพิษในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ควันพิษ สารพิษ สามารถทำอันตรายกับคนที่ออกกำลังกายได้ ถ้าปริมาณมากพออาจทำให้วูบได้

13.การติดเชื้อ โดยเฉพาะในระบบหายใจ เช่น เป็นโรคหวัด หลอดลมอักเสบ จนถึงปอดบวม พวกนี้ทำให้การหายใจลดลง ร่างกายขาดออกซิเจนอยู่แล้วถ้าออกกำลังกายต้องการออกซิเจนมากขึ้นทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน จนถึงขั้น “วูบ” ได้

14.แรงฮึดสอง จริงๆแล้วพวกเราเข้าใจผิด แรงฮึดสองเกิดขึ้นในระยะแรกของการออกกำลัง กล่าวคือ พอเริ่มออกกำลังกายจะมีการใช้พลังงานชนิดไม่ต้องอาศัยออกซิเจนประมาณ 2-3 นาที ถ้ายังออกกำลังกายต่อไปจะต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่ต้องอาศัยออกซิเจนแทน แต่จะมีช่วงระหว่างพลังงาน 2 ระบบนี้

ฉะนั้นในช่วงเวลานั้นเองคนที่ออกกำลังจะรู้สึกเหมือนหมดแรงถึงขั้นเป็นลมได้ แต่ถ้าไม่เป็นลมเมื่อระบบพลังงานที่ใช้ออกซิเจนเริ่มทำงานกลับจะหายเหนื่อยออกกำลังต่อไปได้ ทำให้เกิดสภาพแรงฮึดสองนี้ ลองพิจารณานักมวยของเรา ขณะที่มีการแจกสายสร้อยเป็นเวลานานนั้น นักมวยต่างชาติยืนเต้นชกลมตลอดเวลาทำให้เขาผ่านระยะแรงฮึดสองก่อนทำการชก ถ้านักมวยต่างชาติรู้ถึงจุดนี้จะนำมาใช้ประโยชน์เร่งบุกในปลายยก 1 หรือต้นยก 2 อาจจะน็อกนักมวยไทยได้สบายๆ เพราะนักมวยของเรายังไม่ได้ผ่านระยะช่วงต่อนี้ซึ่งเป็นระยะที่อาจจะวูบได้ง่ายๆอยู่แล้ว นอกจากว่านักมวยของเราฟิตมากเหลือเกิน จนช่วงระหว่างพลังงานสองระบบนี้สั้นมากหรือไม่มีเลยก็จะไม่เสียเปรียบ

15.โรคภูมิแพ้ต่อการออกกำลังกาย บางคนไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าแพ้เหงื่อ แพ้สารที่เกิดในร่างกายจากการออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายไปพักหนึ่งเกิดอาการแพ้ถึงขั้นวูบเป็นลมหรือหอบหืดได้

16.เครื่องแต่งกาย ถ้าไม่เหมาะสมกับภูมิอากาศ อาจจะทำให้วูบได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในภูมิประเทศที่อากาศร้อน กลับใส่เสื้อวอร์มหนาออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เป็นต้น ทำให้ความร้อนในร่างกายที่เกิดจากการออกกำลังกายระบายออกไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นมากจนถึงอันตรายได้ หรือในมุมกลับอากาศเย็นจัด แต่ใส่เสื้อผ้าไม่เพียงพอไปออกกำลัง จะไม่สามารถป้องกันความเย็นจากภายนอกได้ ทำให้เกิดอันตรายได้ดังข้อ 1o

17.ยา โดยเฉพาะยาโด๊ปบางอย่าง เช่น ยาม้า ถ้ายาหมดฤทธิ์ขณะออกกำลังหรือแข่งขันกีฬาจะทำให้หมดแรงทันที เกิดอาการ “วูบ” หรือเพลียจนหลับได้ บางรายอันตรายถึงชีวิต ยาบางอย่างไปกดศูนย์บังคับการปรับอุณหภูมิและความดันโลหิตในร่างกาย ฉะนั้นผลของการออกกำลังกายต่ออุณหภูมิและความดันโลหิตจะถูกกดไว้ ฉะนั้น อาจจะทำให้อุณหภูมิสูงมากเกินไปถึงขั้นอันตรายหรือความดันโลหิตไม่เพิ่ม ในขณะที่ต้องการโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆมากขึ้นขณะออกกำลังกาย เป็นผลทำให้สมองหรือหัวใจขาดเลือด ทำให้ “วูบ” ได้

18.ที่สูง บนพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร ออกซิเจนในอากาศจะน้อยลงมากถึงขนาดทำให้คนมึนงง เวียนหัว และสติฟั่นเฟือน ถึงขั้นหมดสติได้ ถ้าความสูงน้อยกว่านี้จะมีผลให้การออกกำลังกาย(แบบแอโรบิก) ทำได้น้อยลงตามปริมาณออกซิเจนที่น้อยลง ถ้าผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นไปพักตากอากาศบนภูเขาเช้าๆออกวิ่งออกกำลังกายอาจจะวูบไปได้โดยง่าย

‘บอลลูน โมเดล’ ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

'บอลลูน โมเดล' ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่  thaihealth

สสส. ดึงหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ผลักนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านขอนแก่น ให้โอกาส ส่งเสริมอาชีพ ลดเหลื่อมล้ำ ชู “บอลลูน โมเดล” ลดจำนวนคนไร้บ้าน ป้องกันไร้บ้านหน้าใหม่ ส่งกลับคืนสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่กลับมาไร้บ้านซ้ำ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ศูนย์ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน อ.เมือง จ.ขอนแก่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนงานการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้านจังหวัดขอนแก่น โดยมีผู้บริหาร สสส. หน่วยงานในพื้นที่ และตัวแทนคนเคยไร้บ้านที่เปลี่ยนจากคนไร้บ้านสู่เจ้าของธุรกิจ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวในชุมชน แกนนำคนไร้บ้านช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่สาธารณะ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

'บอลลูน โมเดล' ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่  thaihealth

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณไชยมาตย์ รองประธานฯ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเพื่อผู้ด้อยโอกาส: คนไร้บ้าน และคนพิการในเขตสุขภาพที่ 7 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และขอนแก่น มีการดำเนินงานตั้งแต่ปี  2557 เน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นเอกสารและข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อนำมาวางกรอบยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ เน้นการเสริมศักยภาพคนทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านโดยเชื่อมให้เห็นปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากนั้นพัฒนาจุดเชื่อมร้อยการทำงาน (node) และหนุนเสริมให้เกิดเครือข่าย (network) ในการขับเคลื่อนงาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบข้อมูล คนไร้บ้าน ซึ่งผลการดำเนินงานประสบผลสำเร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ขาดโอกาสไปในทางที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข มีความภาคภูมิใจในตนเองและเห็นคุณค่าในตนเองมากขึ้น

'บอลลูน โมเดล' ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่  thaihealth

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ขอนแก่น เป็น 1 ใน 3 จังหวัด พื้นที่นำร่องการดำเนินงานที่สำคัญของ สสส. และภาคีเครือข่าย โดย สสส.หนุนเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เกิดการบูรณาการทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มีความแตกต่างจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ คือพยายามหนุนเสริมการทำงานกับภาครัฐ จนภาครัฐเห็นความสำคัญนำไปสู่การมีนโยบายสาธารณะร่วมกับขับเคลื่อนทั้งมิติสุขภาพ สิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทั้งในเชิงข้อมูล เชิงประชากร และโมเดลการดูแลฟื้นฟูและเสริมศักยภาพคนไร้บ้านทั้งทางด้านสุขภาพ และอาชีพที่ต้องมีความเหมาะสมกับระยะของการเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน และมีการนำ “บอลลูน โมเดล” มาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน เป็นการทำงานเชิงระบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง สสส.ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงหน่วยงานที่รับผิดชอบ เน้นการป้องกันการเกิดคนไร้บ้าน การพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพ เพื่อลดจำนวนคนไร้บ้าน และส่งกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และการหนุนเสริมเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นคนไร้บ้านซ้ำ

'บอลลูน โมเดล' ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่  thaihealth

ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการที่ สสส.ได้สนับสนุน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า  คนไร้บ้านในประเทศไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 60 ปี ซึ่งต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยโดยรวมค่อนข้างมาก ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านส่วนใหญ่มาจากโรคติดเชื้อ เช่น กลุ่มโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ในปอด ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและหัวใจ สะท้อนให้เห็นว่าการอาศัยในพื้นที่สาธารณะเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ และหากอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นเวลานานจะพบปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ คนไร้บ้านยังมีอัตราการสูบบุหรี่และยาเส้นสูงถึงร้อยละ 55 และดื่มสุราเป็นประจำร้อยละ 41 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมาก สสส.จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านและผลักดันเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเข้ารับบริการทางสุขภาพที่จำเป็นสำหรับคนไร้บ้าน 

           'บอลลูน โมเดล' ลดจำนวนคนไร้บ้าน-ป้องกันหน้าใหม่  thaihealth

นายคณิน เชื้อดวงผุย ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านแบบบูรณาการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เริ่มตั้งแต่การทำฐานข้อมูลคนไร้บ้าน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำงาน ควบคู่ไปกับกิจกรรมเดินกาแฟ ทำให้เราได้รู้จักคนไร้บ้าน มีความคุ้นเคยและได้รับความไว้วางใจ เกิดเป็นเครือข่ายคนไร้บ้าน ซึ่งขอนแก่นมีคนไร้บ้านอยู่ราว 136 คน และมีแกนนำคนไร้บ้านที่มีศักยภาพในการทำงาน จำนวน 10 คน มีการประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีการขับเคลื่อนในระดับนโยบายสุขภาพ เช่น ประเด็นคนไร้บ้านถูกบรรจุในประเด็นกลุ่ม “เปราะบาง” ของสมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น และในปี พ.ศ.2561 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความสำคัญกับประเด็นคนไร้บ้าน โดยเสนอให้มีการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายเกี่ยวการบริการสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับคนไร้บ้าน มีการเตรียมความพร้อมพัฒนาศักยภาพส่งเสริมอาชีพ ทำให้คนไร้บ้านมีงานทำจำนวน 12 ราย เช่น ค้าขาย รับจ้าง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพเบื้องต้น จำนวน 24 ราย โดยได้รับการตรวจสุขภาพโดยละเอียด และเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการพื้นฐาน จำนวน 39 ราย ได้แก่ การมีบัตรประชาชน มีบัตรคนพิการ และบัตรผู้สูงอายุ ส่งผลให้สามารถได้รับสิทธิ์และโอกาสด้านการมีงานทำ 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “เดินกาแฟ” โดยการนำเครื่องดื่ม ขนม และยา ไปเยี่ยมเยียนคนไร้บ้านแลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนไร้บ้านถึงเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลงในชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ที่บริเวณศาลหลักเมืองขอนเเก่น พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บริการ ตรวจสุขภาพ โดยโรงพยาบาลขอนแก่น สำรวจและลงทะเบียนเพื่อการพิสูจน์และพัฒนาสิทธิ โดยเทศบาลนครขอนแก่น และจัดบริการอื่นๆ เช่น การตัดผม การสำรวจความต้องการด้านอาชีพ การศึกษา ฯลฯ

ปากคลองโมเดล ป้องกันควบคุมโรคติดต่อแรงงานพม่า

ที่มา :  MGR Online

ปากคลองโมเดล ป้องกันควบคุมโรคติดต่อแรงงานพม่า thaihealth

แฟ้มภาพ

รมว.สธ.ชู ปากคลองโมเดล จ.ระนอง ช่วยป้องกันควบคุมโรคแรงงานพม่า สร้างอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว ดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าว

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ปากคลอง อ.เมือง จ.ระนอง ในการป้องกันควบคุมโรคแรงงานต่างชาติสัญชาติพม่า ว่า จังหวัดระนอง เป็นจังหวัดชายแดนทะเลอันดามัน มีชาวพม่าเข้ามาเป็นแรงงานประมงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการจัดการทั้งด้านบริการตรวจรักษาโรคด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม การป้องกันควบคุมโรค การดูแลอนามัยแม่และเด็ก ติดตามการให้วัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็ก โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร อสม.ของกระทรวงสาธารณสุข ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และทีมหมอครอบครัว เพื่อช่วยเป็นล่ามสื่อสารด้านสุขภาพประจำชุมชนและเชื่อมการให้บริการเชิงรุกด้านสาธารณสุขมูลฐานชุมชนขั้นพื้นฐาน

สำหรับ รพ.สต.ปากคลอง ได้ใช้รูปแบบปากคลองโมเดล ดำเนินการในชุมชนตัวแอล เพื่อเป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าวโดยคัดเลือกตัวแทนแรงงานต่างด้าวหรือผู้ติดตามในชุมชนมาอบรมเป็น อสต. จำนวน 22 คน สำรวจข้อมูลสุขภาพแต่ละหอพักในชุมชน แจกสื่อสองภาษา จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง รพ.สต. อสม. อสต. แรงงานต่างด้าวและผู้ติดตาม จัดกิจกรรมคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น การกำจัดขยะ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงพาหะนำโรค ช่วยเฝ้าระวังโรคโดยแจ้งข่าวและอาการเจ็บป่วยในชุมชน แก่อสม.พี่เลี้ยงในชุมชนและรพ.สต. ทำให้ขณะนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องขยะ ไม่พบโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงและไข้เลือดออกในพื้นที่ ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือการมี อสต.ที่ช่วยเป็นล่าม ประสานการให้บริการเชิงรุกในชุมชน สามารถนำไปขยายผล ในดูแลสุขภาพแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตามในรพ.สต.อื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ตำบลปากน้ำ มี 6 หมู่บ้าน โดยอยู่บนพื้นที่เกาะ 3 เกาะและพื้นที่บก มีประชากรไทย 6,307 คนประชากรแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตาม 27,004 คน มีรพ.สต. 4 แห่ง รับผิดชอบพื้นที่ชุมชนต่างด้าวซึ่งแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนแพธงไทยดีด้านซ้ายและชุมชนตัวแอล โซนตลาดโชคดี โซนรวมแพ โซนสะพานปลา โซนแพธงไทยดีด้านขวา และท่าเรือเกาะพยาม เพื่อให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมตามชุดสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด

เรื่องโดย เทียนทิพย์ เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ให้สัมภาษณ์โดย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ  นักวิจัยเชี่ยวชาญ  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ข้อมูลบางส่วนจาก โครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร และโซเดียม ปีศาจร้ายทำลายสุขภาพ

ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

“นั่นก็อร่อย โน่นก็ห๊อม หอม นี่คือความคิดฉันในเย็นวันหนึ่ง พลันสายตาก็หันซ้ายหันขวา หมูปิ้งกับข้าวเหนียวร้อนๆ นั่นก็ไส้กรอกทอดน้ำจิ้มรสเด็ด ถัดไปเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปเข้มข้น โอ๊ยยย เลือกทานอะไรดีนะ น่ากินไปหมดเลย”

บรรดาอาหารละลานตา สีสันและกลิ่นชวนให้กระเพาะน้อยๆ ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ช่างเย้ายวนให้สองเท้าก้าวไปยืนเลือก ท่ามกลางผู้คนเดินขวักไขว่ริมทางเท้า เชื่อว่าหลายคนเลือกจะบริโภคแบบนี้ เพราะง่ายต่อการจับจ่ายและราคาก็น่าคบหาเหลือเกิน  แต่น้อยคนนักที่จะฉุกคิดว่า สิ่งที่เลือกทานเข้าไปบ่อยๆ นั้น มีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพบ้าง นอกจากสารอาหารอย่าง คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ที่เราต่างระแวงว่า เอ๊ะ!! กินมากไปจะทำให้เป็นนั่นเป็นนี่หรือเปล่านะ  แต่ยังมีโซเดียม ที่แฝงอยู่ในอาหารจานโปรดที่เราแทบนึกไม่ถึงเลย

โซเดียมมีอยู่ในอาหารที่มีรสเค็มทุกชนิดและเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเกลือ โซเดียมมีประโยชน์ต่อระบบการทำงานของร่างกายของเราหลายอย่าง เช่น ช่วยปรับสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยให้การส่งกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นประสาททำงานได้เป็นปกติ ช่วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ แต่ในทางกลับกัน หากกินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป โซเดียมก็จะกลายเป็นภัยทำลายสุขภาพได้เช่นกัน

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

รับโซเดียมมากไป เสี่ยงอะไรบ้างนะ?

หากกินเค็มมากเกินไปบ่อยๆ ก็จะเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมามากมาย

1.โรคความดันโลหิตสูง ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 10,000,000 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร  โดยปกติร่างกายจะขับโซเดียมออกมาทางไต แต่หากว่ารับมามาก ขับไม่หมด ไตก็ทำงานหนัก ทำให้ขับโซเดียมได้น้อยลง จนนำไปสู่ความดันโลหิตสูงถาวร ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

2.ไตวายเรื้อรัง เมื่อความดันโลหิตสูง ก็ส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะ ไต ซึ่งปัจจุบันคนไทย ป่วยเป็นโรคไต 7,000,000 คน ไตวายเรื้อรัง ต้องไปล้างไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงไม่แพ้ตัวเลขสถิติ หรือบางรายอาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่

3.หัวใจวาย หัวใจขาดเลือด  คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจ 750,000 คนและเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต 500,000 คน ซึ่งเมื่อความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคหอบหืด ที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับการบริโภคโซเดียมที่มากเกินไป แต่แท้จริงแล้วกระทบต่อสุขภาพแทบทั้งสิ้น

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมมือกับเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และทุกภาคส่วนรณรงค์และขับเคลื่อนการลดเค็ม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี โดยมีแนวทางการปรับลดปริมาณปริมาณโซเดียมในอาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ   ซึ่งจากโครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร โดย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ  นักวิจัยเชี่ยวชาญ  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   กล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้เก็บจากแหล่งที่คนนิยมซื้อ เช่น ตลาด ชุมชน ที่สาธารณะ ซึ่งสุ่มตามหลักสถิติ  ทั้งหมด 221 ตัวอย่าง โดยพบว่า อาหารที่สำรวจส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมต่อน้ำหนักหน่วยขายเป็นถุงหรือกล่อง ในระดับเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยแนะนำว่า การเลือกซื้ออาหารนั้น เลือกดูจากร้านที่ซื้อเพื่อความมั่นใจ ว่าทำอาหารสุขภาพ ไม่ใส่ผงชูรส ผงปรุงรส ส่วนน้ำต่างๆ ก็อย่ารับประทานให้หมด ทานเพียงครึ่งหนึ่ง ก็ทำให้โซเดียมลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้จากการวิจัย ยังมีข้อเสนอแนะสำหรับการลดโซเดียมจากการรับประทานอาหาร Street Foods ดังนี้

1.ลดความถี่ในการกินอาหารประเภทกับข้าวที่มีการใช้ส่วนผสม ไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ

2.ลดการกินน้ำปรุงส้มตำ น้ำยา/พล่าต่างๆ ในอาหารรสแซบ

3.ลดการกินน้ำแกงทั้งชนิดที่ใส่กะทิ/ไม่ใส่กะทิ ในอาหารประเภทกับข้าว รวมทั้งน้ำต้มยำ ต้มโคล้งฯ

4.ลดการกินน้ำซุป ในอาหารจานเดียวกลุ่มก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ สุกี้และอื่นๆ

5.ลดการกินน้ำจิ้มของอาหารที่มีน้ำจิ้มทุกประเภท

6.ลดการกินอาหารว่างประเภทอาหารแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น อื่นๆ

7.ไม่ควรปรุงเพิ่ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสต่างๆ บนโต๊ะอาหาร

8.เลือกซื้ออาหาร street foods จากร้านค้าที่มั่นใจว่าที่ไม่ใช้ ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชาติก้อน/ผง

9.เลือกซื้ออาหาร street foods จากร้านค้าที่เน้นขายอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลือกใช้วัตถุดิบส่วนผสมที่มีคุณภาพ  ปรุงอาหารได้รสชาติที่พอดี  ไม่หวานมันเค็มจนเกินไป และไม่ใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชาติใดๆ

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคเกลือ ไม่เกินวันละ 5 กรัม (1 ช้อนชา) ผู้ใหญ่ไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม ในขณะเดียวกันเด็กไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1,900 มิลลิกรัม ซึ่งคนไทยได้รับโซเดียมจาก  เครื่องปรุงรส 80% อาหารแปรรูป /อาหารสำเร็จรูป 19% และอาหารธรรมชาติ 1%

สุดท้าย เย็นนี้ฉันก็ได้คำตอบแล้วว่า ฉันควรเลือกกินอย่างไร ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ ว่าแล้ว ก็หันมองก๋วยเตี๋ยวชามอร่อยตรงหน้า และบอกแม่ค้าว่า “ หนูไม่รับเครื่องปรุงค่ะ ^______^ ”

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน” ปรับบ้านอยู่สบาย ปลอดภัย รองรับสังคมสูงวัย ให้เป็นของขวัญ “วันแม่” พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำฟรี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี มีพิธีเปิดศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat.UDC ) อย่างเป็นทางการ เพื่อให้คำปรึกษา ให้ความรู้ ติดตาม และให้คำแนะนำ จัดอบรมหรือการเสวนาในประเด็นการออกแบบและปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงรวบรวมองค์ความรู้และวิจัยด้านนวัตกรรมของท้องถิ่น โดยพื้นที่ให้บริการของศูนย์ฯ ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาและแนะนำได้ฟรี โดยเฉพาะในวันแม่แห่งชาตินี้ (12 สิงหาคม) การปรับบ้านให้อยู่สบายและปลอดภัยถือเป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับแม่ทุกคน

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

ผศ. ดร. ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตเพราะการพลัดตกหกล้มปีละ 900-1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 2-3 คน และมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยผู้สูงอายุเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า และเกินครึ่งของผู้สูงอายุเพศหญิงที่หกล้มนั้นหกล้มในตัวบ้านและบริเวณรั้วบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ ดังนั้นการปรับสภาพแวดล้อมในตัวบ้านให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมเพื่อเป็นของขวัญให้กับแม่ในปีนี้

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2557 พบว่ามีบ้านไม่ถึง 1 ใน 4 ที่มีการดัดแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยมีเพียงร้อยละ 15.2 เท่านั้นที่มีการติดราวในห้องน้ำ และเพียงร้อยละ 5.8 เท่านั้นที่มีราวเกาะในห้องนอน ทำให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในความเสี่ยงของการหกล้มในตัวบ้าน ทั้งนี้หนึ่งในอุปสรรคของการปรับสภาพบ้านคือการขาดองค์ความรู้และกลไกในการสนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน สสส. จึงร่วมขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเพื่อสังคมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย และได้สนับสนุนการพัฒนาศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปรับสภาพที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยต่อการเนินชีวิตของผู้สูงอายุและเอื้อต่อการใช้งานของทุกคน ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุของคนในบ้าน ทำให้บ้านอยู่สบาย ปลอดภัย ทั้งนี้ สสส. ได้สนับสนุนมีศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อการให้บริการที่ทั่วถึงครอบคลุมแก่ประชาชน

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

นางธนาภรณ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และนวัตกรรม โดยมีการจัดทำมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุและหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้การจัดสถานที่พำนักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีคุณภาพ มาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ด้านสภาพแวดล้อม ปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านหรือที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกันให้มีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมรองรับสังคมสูงวัย

ทั้งนี้ สอบถามขอ้มูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 098-696-2245 เฟซบุค: หน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีเมล์: thammasat.udc@gmail.com

เรียนก็ดีทำงานก็ได้ สไตล์ “แอลลี่ อชิรญา”

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ gossipstar

เรียนก็ดีทำงานก็ได้ สไตล์ “แอลลี่ อชิรญา”  thaihealth

                ต้องบอกว่าดาราวัยเด็กที่เป็นกระแสมาแรงในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นสาวน้อยหน้าหวานแววตาสดใส ลูกสาวคนสวย ของคุณพ่อ อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน ที่กำลังมีผลงานในวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง น้องแอลลี่ ด.ญ.อชิรญา นิติพน วัย 13 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ โรงเรียนนานาชาติ ICS นอกจากความน่ารักที่ดูสะดุดตาแล้ว วันนี้น้องมีเคล็ดลับดูแลสุขภาพดีๆ มาบอกต่อ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ยิ่งต้องฟังนะคะขอบอก

                 สาวน้อย เผยว่า ที่ผ่านมาตนต้องเรียนหนัก และแบ่งเวลามารับงานด้วย เพราะเป็นช่วงที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ซึ่งโชคดีที่มีคุณแม่คอยช่วยเหลือดูแลอยู่ตลอด

                “แอลลี่ ให้ความสำคัญกับการเรียน และการทำงานมากค่ะ จึงกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มนมเยอะๆ กินผักปลอดสารพิษ พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถ้าเรียนด้วยทำงานด้วยร่างกายต้องใช้พลังงานมาก ก็ต้องเสริมอาหารที่มีประโยชน์เข้าไป เพราะหากป่วยก็จะเสียทั้งเรียนและงานด้วยค่ะ” แอลลี่ กล่าว

                สำหรับการออกกำลังกาย จะเล่นวอลเลย์บอลกับเพื่อนที่โรงเรียน ถ้าว่างก็จะว่ายน้ำที่บ้าน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสดชื่น ดีต่อกล้ามเนื้อ อีกทั้งการเล่นกีฬายังเสริมทักษะให้ชีวิต เช่น เวลาเล่นวอลเลย์บอลกับเพื่อนก็มีการแพ้ชนะ ให้อภัย ทำให้ใจเย็นขึ้น มีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำอย่างตั้งใจมากขึ้นด้วย

                เมื่อถามถึงการพักผ่อน แม้จะเรียนด้วยทำงานไปด้วย ก็ควรแบ่งเวลาให้ดี มีความรับผิดชอบจัดตารางเวลานอนซึ่งจะเข้านอน เวลา 20.30-21.00 น. ไม่เกินนี้ เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมที่จะเรียนหนังสือ หรือแม้แต่ออกไปทำงาน ไม่ง่วงไม่หงุดหงิด มีความสุขกับทุกๆวัน ที่สำคัญถ้านอนน้อย จะทำให้หน้าโทรม เสียสุขภาพ

           และอีกหนึ่งเคล็ดลับสุขภาพดี ของน้องแอลลี่ คือ ไม่เครียด ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อย และนานเกินไป ข้อดีที่เห็นชัด คือ มีสมาธิมากขึ้นเวลาจำบทเรียน และมีเวลาในการใช้เกิดประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง มากกว่าการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ

                สุดท้ายน้องแอลลี่ยังฝากอีกว่า ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร หรืออยู่ในสถานะไหน ทุกคนล้วนต้องมีสุขภาพที่ดี อย่างที่ทาง สสส. พยายามส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง กาย ใจ ปัญญา สังคม เพื่อใช้เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าเราสามารถมีสุขภาวะที่ดีได้ เราก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเรียน หรือทำงานก็ไม่ใช่ปัญหาเลย

               

ฟื้นฟูสุขภาพ สไตล์ “มัม ลาโคนิค”

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th

ฟื้นฟูสุขภาพ สไตล์ “มัม ลาโคนิค”  thaihealth

แฟ้มภาพ

จากปัญหาสุขภาพกายที่รุมเร้า หลังไม่ค่อยดูแลตัวเอง จัดระเบียบชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย และยังไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ส่งผลให้ป่วยหนัก โรครุมเร้า ทั้งไตเสื่อม น้ำท่วมปอด ก้านหัวใจโต และนิ่วในถุงน้ำดี จนถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพผอมซูบจนแทบไม่มีใครจำได้

นอกจากเสียงทุ้ม ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักร้องคุณภาพเสียงทรงพลัง มัม ลาโคนิค นักร้อง นักแสดง การฟื้นตัวจากอาการป่วยของ มัม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้กลับมาฟื้นตัว และดูสดใสเปล่งปลั่งเช่นนี้

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีในวันนี้ มัม ลาโคนิค ที่หลาย ๆ คนคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักแสดงที่สร้างความสนุกให้กับผู้ชม และในฐานะเจ้าของเพลง “ความลับ” จากอัลบั้ม Be My Guest ได้อัพเดตเรื่องราวสุขภาพว่า ตอนนี้สุขภาพทั้งกายและใจของตนเองเป็นปกติดี โดยมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพคือ การตั้งกฎระเบียบให้ชีวิตของตัวเองมีวินัยมากขึ้น ไม่ปล่อยปละละเลย หมั่นออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็รู้ว่าทำแล้วดี แค่ต้องเริ่มทำมันก็เท่านั้นเอง

มัม ลาโคนิค เล่าถึงวิธีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงคงที่ด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง เดินเร็ว และหากมีเวลาจะพยายามเข้าฟิตเนสเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่คนเรามีร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง มัม ได้รับกำลังใจที่ดีจากตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันโรคร้ายต่าง ๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมีคติในการใช้ชีวิต คือ การคิดบวก เป็นคติที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นประจำ โดยปล่อยวางในทุกสิ่ง ไม่เก็บไปคิดให้เสียสุขภาพจิต และตั้งตนอยู่ในการเป็นคนดี คิดดี ทำดี เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ มัม ยังเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายง่าย ๆ ด้วยการวิ่ง เพราะทำให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง มีอารมณ์ที่แจ่มใส สดชื่น และนอกจากนี้ มัม ยังได้เข้าร่วมโครงการวิ่งสายสัมพันธ์ ณ เชียงของ สองฝั่งโขง ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกับ อ.เชียงของ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของประเทศไทยและลาว และยังเป็นการวิ่งครั้งแรกของ มัม อีกด้วย

การดูแลสุขภาพให้ดีทั้งกายและใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทั้งนี้ สสส. สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ กิจกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพ ในประเด็นที่หลากหลาย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีทั้งมิติของ กาย ใจ สังคม และปัญญา