โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด

เรื่องโดย เทียนทิพย์ เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ให้สัมภาษณ์โดย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ  นักวิจัยเชี่ยวชาญ  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ข้อมูลบางส่วนจาก โครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร และโซเดียม ปีศาจร้ายทำลายสุขภาพ

ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

“นั่นก็อร่อย โน่นก็ห๊อม หอม นี่คือความคิดฉันในเย็นวันหนึ่ง พลันสายตาก็หันซ้ายหันขวา หมูปิ้งกับข้าวเหนียวร้อนๆ นั่นก็ไส้กรอกทอดน้ำจิ้มรสเด็ด ถัดไปเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปเข้มข้น โอ๊ยยย เลือกทานอะไรดีนะ น่ากินไปหมดเลย”

บรรดาอาหารละลานตา สีสันและกลิ่นชวนให้กระเพาะน้อยๆ ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ช่างเย้ายวนให้สองเท้าก้าวไปยืนเลือก ท่ามกลางผู้คนเดินขวักไขว่ริมทางเท้า เชื่อว่าหลายคนเลือกจะบริโภคแบบนี้ เพราะง่ายต่อการจับจ่ายและราคาก็น่าคบหาเหลือเกิน  แต่น้อยคนนักที่จะฉุกคิดว่า สิ่งที่เลือกทานเข้าไปบ่อยๆ นั้น มีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพบ้าง นอกจากสารอาหารอย่าง คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ที่เราต่างระแวงว่า เอ๊ะ!! กินมากไปจะทำให้เป็นนั่นเป็นนี่หรือเปล่านะ  แต่ยังมีโซเดียม ที่แฝงอยู่ในอาหารจานโปรดที่เราแทบนึกไม่ถึงเลย

โซเดียมมีอยู่ในอาหารที่มีรสเค็มทุกชนิดและเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเกลือ โซเดียมมีประโยชน์ต่อระบบการทำงานของร่างกายของเราหลายอย่าง เช่น ช่วยปรับสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยให้การส่งกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นประสาททำงานได้เป็นปกติ ช่วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ แต่ในทางกลับกัน หากกินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป โซเดียมก็จะกลายเป็นภัยทำลายสุขภาพได้เช่นกัน

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

รับโซเดียมมากไป เสี่ยงอะไรบ้างนะ?

หากกินเค็มมากเกินไปบ่อยๆ ก็จะเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมามากมาย

1.โรคความดันโลหิตสูง ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 10,000,000 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร  โดยปกติร่างกายจะขับโซเดียมออกมาทางไต แต่หากว่ารับมามาก ขับไม่หมด ไตก็ทำงานหนัก ทำให้ขับโซเดียมได้น้อยลง จนนำไปสู่ความดันโลหิตสูงถาวร ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

2.ไตวายเรื้อรัง เมื่อความดันโลหิตสูง ก็ส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะ ไต ซึ่งปัจจุบันคนไทย ป่วยเป็นโรคไต 7,000,000 คน ไตวายเรื้อรัง ต้องไปล้างไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงไม่แพ้ตัวเลขสถิติ หรือบางรายอาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่

3.หัวใจวาย หัวใจขาดเลือด  คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจ 750,000 คนและเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต 500,000 คน ซึ่งเมื่อความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคหอบหืด ที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับการบริโภคโซเดียมที่มากเกินไป แต่แท้จริงแล้วกระทบต่อสุขภาพแทบทั้งสิ้น

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมมือกับเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และทุกภาคส่วนรณรงค์และขับเคลื่อนการลดเค็ม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี โดยมีแนวทางการปรับลดปริมาณปริมาณโซเดียมในอาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ   ซึ่งจากโครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร โดย ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ  นักวิจัยเชี่ยวชาญ  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   กล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้เก็บจากแหล่งที่คนนิยมซื้อ เช่น ตลาด ชุมชน ที่สาธารณะ ซึ่งสุ่มตามหลักสถิติ  ทั้งหมด 221 ตัวอย่าง โดยพบว่า อาหารที่สำรวจส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมต่อน้ำหนักหน่วยขายเป็นถุงหรือกล่อง ในระดับเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยแนะนำว่า การเลือกซื้ออาหารนั้น เลือกดูจากร้านที่ซื้อเพื่อความมั่นใจ ว่าทำอาหารสุขภาพ ไม่ใส่ผงชูรส ผงปรุงรส ส่วนน้ำต่างๆ ก็อย่ารับประทานให้หมด ทานเพียงครึ่งหนึ่ง ก็ทำให้โซเดียมลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้จากการวิจัย ยังมีข้อเสนอแนะสำหรับการลดโซเดียมจากการรับประทานอาหาร Street Foods ดังนี้

1.ลดความถี่ในการกินอาหารประเภทกับข้าวที่มีการใช้ส่วนผสม ไตปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ

2.ลดการกินน้ำปรุงส้มตำ น้ำยา/พล่าต่างๆ ในอาหารรสแซบ

3.ลดการกินน้ำแกงทั้งชนิดที่ใส่กะทิ/ไม่ใส่กะทิ ในอาหารประเภทกับข้าว รวมทั้งน้ำต้มยำ ต้มโคล้งฯ

4.ลดการกินน้ำซุป ในอาหารจานเดียวกลุ่มก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ สุกี้และอื่นๆ

5.ลดการกินน้ำจิ้มของอาหารที่มีน้ำจิ้มทุกประเภท

6.ลดการกินอาหารว่างประเภทอาหารแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น อื่นๆ

7.ไม่ควรปรุงเพิ่ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสต่างๆ บนโต๊ะอาหาร

8.เลือกซื้ออาหาร street foods จากร้านค้าที่มั่นใจว่าที่ไม่ใช้ ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชาติก้อน/ผง

9.เลือกซื้ออาหาร street foods จากร้านค้าที่เน้นขายอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เลือกใช้วัตถุดิบส่วนผสมที่มีคุณภาพ  ปรุงอาหารได้รสชาติที่พอดี  ไม่หวานมันเค็มจนเกินไป และไม่ใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรสชาติใดๆ

โซเดียม ภัยเงียบที่แฝงในอาหารจานโปรด thaihealth

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคเกลือ ไม่เกินวันละ 5 กรัม (1 ช้อนชา) ผู้ใหญ่ไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม ในขณะเดียวกันเด็กไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1,900 มิลลิกรัม ซึ่งคนไทยได้รับโซเดียมจาก  เครื่องปรุงรส 80% อาหารแปรรูป /อาหารสำเร็จรูป 19% และอาหารธรรมชาติ 1%

สุดท้าย เย็นนี้ฉันก็ได้คำตอบแล้วว่า ฉันควรเลือกกินอย่างไร ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ ว่าแล้ว ก็หันมองก๋วยเตี๋ยวชามอร่อยตรงหน้า และบอกแม่ค้าว่า “ หนูไม่รับเครื่องปรุงค่ะ ^______^ ”

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน” ปรับบ้านอยู่สบาย ปลอดภัย รองรับสังคมสูงวัย ให้เป็นของขวัญ “วันแม่” พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำฟรี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี มีพิธีเปิดศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat.UDC ) อย่างเป็นทางการ เพื่อให้คำปรึกษา ให้ความรู้ ติดตาม และให้คำแนะนำ จัดอบรมหรือการเสวนาในประเด็นการออกแบบและปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงรวบรวมองค์ความรู้และวิจัยด้านนวัตกรรมของท้องถิ่น โดยพื้นที่ให้บริการของศูนย์ฯ ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาและแนะนำได้ฟรี โดยเฉพาะในวันแม่แห่งชาตินี้ (12 สิงหาคม) การปรับบ้านให้อยู่สบายและปลอดภัยถือเป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับแม่ทุกคน

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

ผศ. ดร. ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตเพราะการพลัดตกหกล้มปีละ 900-1,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 2-3 คน และมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยผู้สูงอายุเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า และเกินครึ่งของผู้สูงอายุเพศหญิงที่หกล้มนั้นหกล้มในตัวบ้านและบริเวณรั้วบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ ดังนั้นการปรับสภาพแวดล้อมในตัวบ้านให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมเพื่อเป็นของขวัญให้กับแม่ในปีนี้

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2557 พบว่ามีบ้านไม่ถึง 1 ใน 4 ที่มีการดัดแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยมีเพียงร้อยละ 15.2 เท่านั้นที่มีการติดราวในห้องน้ำ และเพียงร้อยละ 5.8 เท่านั้นที่มีราวเกาะในห้องนอน ทำให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในความเสี่ยงของการหกล้มในตัวบ้าน ทั้งนี้หนึ่งในอุปสรรคของการปรับสภาพบ้านคือการขาดองค์ความรู้และกลไกในการสนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชน สสส. จึงร่วมขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเพื่อสังคมด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย และได้สนับสนุนการพัฒนาศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปรับสภาพที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยต่อการเนินชีวิตของผู้สูงอายุและเอื้อต่อการใช้งานของทุกคน ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุของคนในบ้าน ทำให้บ้านอยู่สบาย ปลอดภัย ทั้งนี้ สสส. ได้สนับสนุนมีศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อการให้บริการที่ทั่วถึงครอบคลุมแก่ประชาชน

มธ.เปิดตัว “ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน”  thaihealth

นางธนาภรณ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และนวัตกรรม โดยมีการจัดทำมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุและหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้การจัดสถานที่พำนักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีคุณภาพ มาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ด้านสภาพแวดล้อม ปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านหรือที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่ผู้สูงอายุทำกิจกรรมร่วมกันให้มีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมรองรับสังคมสูงวัย

ทั้งนี้ สอบถามขอ้มูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 098-696-2245 เฟซบุค: หน่วยวิจัยและออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีเมล์: thammasat.udc@gmail.com

เรียนก็ดีทำงานก็ได้ สไตล์ “แอลลี่ อชิรญา”

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ gossipstar

เรียนก็ดีทำงานก็ได้ สไตล์ “แอลลี่ อชิรญา”  thaihealth

                ต้องบอกว่าดาราวัยเด็กที่เป็นกระแสมาแรงในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นสาวน้อยหน้าหวานแววตาสดใส ลูกสาวคนสวย ของคุณพ่อ อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน ที่กำลังมีผลงานในวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง น้องแอลลี่ ด.ญ.อชิรญา นิติพน วัย 13 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ โรงเรียนนานาชาติ ICS นอกจากความน่ารักที่ดูสะดุดตาแล้ว วันนี้น้องมีเคล็ดลับดูแลสุขภาพดีๆ มาบอกต่อ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ยิ่งต้องฟังนะคะขอบอก

                 สาวน้อย เผยว่า ที่ผ่านมาตนต้องเรียนหนัก และแบ่งเวลามารับงานด้วย เพราะเป็นช่วงที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ซึ่งโชคดีที่มีคุณแม่คอยช่วยเหลือดูแลอยู่ตลอด

                “แอลลี่ ให้ความสำคัญกับการเรียน และการทำงานมากค่ะ จึงกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มนมเยอะๆ กินผักปลอดสารพิษ พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถ้าเรียนด้วยทำงานด้วยร่างกายต้องใช้พลังงานมาก ก็ต้องเสริมอาหารที่มีประโยชน์เข้าไป เพราะหากป่วยก็จะเสียทั้งเรียนและงานด้วยค่ะ” แอลลี่ กล่าว

                สำหรับการออกกำลังกาย จะเล่นวอลเลย์บอลกับเพื่อนที่โรงเรียน ถ้าว่างก็จะว่ายน้ำที่บ้าน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสดชื่น ดีต่อกล้ามเนื้อ อีกทั้งการเล่นกีฬายังเสริมทักษะให้ชีวิต เช่น เวลาเล่นวอลเลย์บอลกับเพื่อนก็มีการแพ้ชนะ ให้อภัย ทำให้ใจเย็นขึ้น มีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำอย่างตั้งใจมากขึ้นด้วย

                เมื่อถามถึงการพักผ่อน แม้จะเรียนด้วยทำงานไปด้วย ก็ควรแบ่งเวลาให้ดี มีความรับผิดชอบจัดตารางเวลานอนซึ่งจะเข้านอน เวลา 20.30-21.00 น. ไม่เกินนี้ เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมที่จะเรียนหนังสือ หรือแม้แต่ออกไปทำงาน ไม่ง่วงไม่หงุดหงิด มีความสุขกับทุกๆวัน ที่สำคัญถ้านอนน้อย จะทำให้หน้าโทรม เสียสุขภาพ

           และอีกหนึ่งเคล็ดลับสุขภาพดี ของน้องแอลลี่ คือ ไม่เครียด ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อย และนานเกินไป ข้อดีที่เห็นชัด คือ มีสมาธิมากขึ้นเวลาจำบทเรียน และมีเวลาในการใช้เกิดประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง มากกว่าการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ

                สุดท้ายน้องแอลลี่ยังฝากอีกว่า ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร หรืออยู่ในสถานะไหน ทุกคนล้วนต้องมีสุขภาพที่ดี อย่างที่ทาง สสส. พยายามส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง กาย ใจ ปัญญา สังคม เพื่อใช้เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าเราสามารถมีสุขภาวะที่ดีได้ เราก็ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเรียน หรือทำงานก็ไม่ใช่ปัญหาเลย

               

ฟื้นฟูสุขภาพ สไตล์ “มัม ลาโคนิค”

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th

ฟื้นฟูสุขภาพ สไตล์ “มัม ลาโคนิค”  thaihealth

แฟ้มภาพ

จากปัญหาสุขภาพกายที่รุมเร้า หลังไม่ค่อยดูแลตัวเอง จัดระเบียบชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย และยังไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ส่งผลให้ป่วยหนัก โรครุมเร้า ทั้งไตเสื่อม น้ำท่วมปอด ก้านหัวใจโต และนิ่วในถุงน้ำดี จนถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพผอมซูบจนแทบไม่มีใครจำได้

นอกจากเสียงทุ้ม ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักร้องคุณภาพเสียงทรงพลัง มัม ลาโคนิค นักร้อง นักแสดง การฟื้นตัวจากอาการป่วยของ มัม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้กลับมาฟื้นตัว และดูสดใสเปล่งปลั่งเช่นนี้

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีในวันนี้ มัม ลาโคนิค ที่หลาย ๆ คนคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักแสดงที่สร้างความสนุกให้กับผู้ชม และในฐานะเจ้าของเพลง “ความลับ” จากอัลบั้ม Be My Guest ได้อัพเดตเรื่องราวสุขภาพว่า ตอนนี้สุขภาพทั้งกายและใจของตนเองเป็นปกติดี โดยมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพคือ การตั้งกฎระเบียบให้ชีวิตของตัวเองมีวินัยมากขึ้น ไม่ปล่อยปละละเลย หมั่นออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็รู้ว่าทำแล้วดี แค่ต้องเริ่มทำมันก็เท่านั้นเอง

มัม ลาโคนิค เล่าถึงวิธีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงคงที่ด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง เดินเร็ว และหากมีเวลาจะพยายามเข้าฟิตเนสเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่คนเรามีร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง มัม ได้รับกำลังใจที่ดีจากตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันโรคร้ายต่าง ๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมีคติในการใช้ชีวิต คือ การคิดบวก เป็นคติที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นประจำ โดยปล่อยวางในทุกสิ่ง ไม่เก็บไปคิดให้เสียสุขภาพจิต และตั้งตนอยู่ในการเป็นคนดี คิดดี ทำดี เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ มัม ยังเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายง่าย ๆ ด้วยการวิ่ง เพราะทำให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง มีอารมณ์ที่แจ่มใส สดชื่น และนอกจากนี้ มัม ยังได้เข้าร่วมโครงการวิ่งสายสัมพันธ์ ณ เชียงของ สองฝั่งโขง ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกับ อ.เชียงของ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของประเทศไทยและลาว และยังเป็นการวิ่งครั้งแรกของ มัม อีกด้วย

การดูแลสุขภาพให้ดีทั้งกายและใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทั้งนี้ สสส. สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ กิจกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพ ในประเด็นที่หลากหลาย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีทั้งมิติของ กาย ใจ สังคม และปัญญา

‘นนท์ เดอะวอยซ์’ การให้ คือพลังขับเคลื่อนความสุข

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่  Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก แฟ้มภาพ

นนท์ เดอะวอยซ์  การให้ คือพลังขับเคลื่อนความสุข thaihealth

นนท์ ธนนท์ จำเริญ  หนุ่มใต้เสียงดี ผู้ชนะจากรายการ The Voice Thailand Season 1   เจ้าของเพลงฮิต ติดหู อย่าง ฝืนตัวเองไม่เป็น, เจ็บที่ยังรู้สึก และอีกหลายเพลงที่ขยับพุ่งขึ้นอันดับเพลงฮิตอย่างต่อเนื่อง พ่วงด้วยดีกรีรางวัลในวงการบันเทิงอีกมากมาย  ล่าสุด คือ แชมป์จากรายการหน้ากากนักร้อง The Mask Singer ทั้งยังมีความสามารถอื่นๆอีก เช่น เดินแบบ เล่นละครเวที    ถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งหนุ่มในวงการบันเทิงที่น่าจับตามองได้เลยทีเดียว 

หลายคนคงหลงใหลไปกับ รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ภายใต้แว่นคู่ใจของหนุ่มใต้คนนี้ ที่บ่งบอกถึงความสุขในการดำเนินชีวิต โดย นนท์ บอกว่า เขามีความสุขในการให้  ซึ่งจริงๆ แล้ว คนเราเกิดมาก็ด้วยการให้ ครั้งแรกเกิดจากการให้ของพ่อแม่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ต่อมาเกิดจากการให้ของคนรอบข้าง ให้การศึกษา ให้การดูแล สิ่งแวดล้อม ช่วงชีวิตในวัยเด็กของเราต่างๆ เกิดจากการให้โดยผู้อื่นทั้งนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะเติบโตและเป็นผู้ให้บ้าง

เขาเล่าให้ฟังต่อว่า  เขาได้เข้ามีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ โดยได้เข้าร่วมโครงการ Wonder view ที่มูลนิธิฟอเวิร์ด ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มอบแว่นตาให้แก่น้องๆ ที่ อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งการให้ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอีกอย่างหนึ่ง  “เราเข้าใจว่าเราไปให้แว่น แต่จริงๆ แล้ว เราไปรับความสุข เราไปรับความฝันจากเด็กๆ มา การให้แว่นไป 1 ครั้ง กับ 1 คน สิ่งที่ได้กลับมาคือ สุขภาพที่มันดีขึ้นต่อใจเราเอง  เรารู้ว่าใจของเรามันขับเคลื่อนด้วยความสุข มันถอยหลังด้วยความทุกข์ ซึ่งการให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกมีพลังขับเคลื่อนในชีวิตมากขึ้นไปอีก  เรารู้สึกที่จะตั้งใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น และก็เลือกที่จะให้มากขึ้น สิ่งที่ได้รับทั้งหมดคือตัวเราเองนั่นแหละที่จะได้รับความสุขจากสิ่งที่เราให้ ผมคิดแค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว”

'นนท์ เดอะวอยซ์' การให้ คือพลังขับเคลื่อนความสุข thaihealth

นอกจากนี้ นนท์ ยังฝากชวนทุกคนมาสร้างสังคมแห่งการให้อีกว่า “ผมขออนุญาตที่จะชวนทุกคนมาร่วมกับทางฟอเวิร์ด เพราะเรามีโครงการที่ดีหลายโครงการ ที่ยังรอความช่วยเหลือจากทุกคน และการช่วยเหลือทั้งหมด เป็นการช่วยเหลือที่ตรวจสอบได้ เห็นผลจริง อย่างผมทำสำเร็จมาแล้วในการให้แว่นกับน้องๆ ที่ อ.พบพระ จ.ตาก  และเราก็รู้สึกว่าอยากให้ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการให้ครั้งนี้จริงๆ  เราอยากมาทำบุญด้วยกันและอยากจะช่วยผู้คนบนโลกนี้ด้วยกัน”

 “ผมเชื่อว่าพลังของการให้ หลายๆ คนรู้ซึ้งถึงมัน เพียงแต่ว่าอาจจะไม่มีการเริ่มต้น หรืออาจจะไม่กล้าพอในการเริ่มต้น จริงๆ เราให้ได้อยู่แล้ว และเราสามารถจุดประกายได้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องรอใครจุด  ผมเชื่อว่าแค่เริ่มต้นคิด แล้วทำ การให้มันจะเกิดผลก็ต่อเมื่อเราทำ ทำเลย อย่ารอ  ให้ได้เท่านี้ก็ให้ไป อย่าไปคิดมาก เริ่มต้นง่ายๆ คือ ให้รอยยิ้ม ไม่ต้องเสียอะไรเลย  ยิ้มให้กันทุกวันมันเป็นการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีที่สุด” นนท์ ธนนท์ กล่าว

หากใครสนใจแบ่งปันการให้ เหมือนอย่าง นนท์ ธนนท์ ก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FORWARD ทั้งระบบ IOS และ android โดยมีทั้ง การให้โดยการสมทบทุนและการให้โดยสมัครเป็นอาสาสมัคร เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสร้างสังคมแห่งความสุขโดยการให้ ได้ง่ายๆแค่ปลายนิ้ว