สุขจากภายใน เปล่งความสดใสสู่ภายนอกสไตล์ “เต้ย จรินทร์พร”

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก instagram: toeyjarinporn

สุขจากภายใน เปล่งความสดใสสู่ภายนอกสไตล์  “เต้ย จรินทร์พร” thaihealth

หากพูดถึงนักแสดงที่มีไอคอนความสดใสเป็นรอยยิ้ม เชื่อได้ว่านักแสดงวัยรุ่นหญิงอย่าง ‘เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ’ ต้องอยู่ในใจใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน แล้วเธอมีเคล็ดลับเก็บความสดใสไม่มีเบื่อนี้อย่างไร เรามาร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

ด้วยความที่เธอไม่ชอบอยู่กับอะไรที่อึดอัดหรือไม่สบายใจ ยามใดที่มีปัญหาเข้ามาเธอจึงเลือกที่จะมองหาเหตุและผลของเหตุการณ์พร้อมๆ ไปกับการแก้ไขอย่างไม่ใจร้อน ซึ่งเธอได้วิธีคิดนี้จากการเริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรมเมื่อตอนเป็นนักศึกษาอยู่ปี 2

‘เต้ย’ เล่าย้อนให้ฟังว่า เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่คนเราจะไม่มีความเครียดหรือกังวลกับอะไรเลย จริงๆ ปกติเต้ยเป็นคนที่คิดเยอะเพราะไม่อยากตีความกับอะไรแค่ด้านเดียวจากมุมที่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จึงฝึกคิดว่าเพราะเกิดสิ่งนั้นขึ้นจึงส่งผลให้เกิดสิ่งนี้ตามมา การเข้าวัดจึงสอนให้รู้จักเข้าใจเหตุและผลของเหตุการณ์ จึงมักเข้าวัดด้วยความสุข ไม่ใช่ทุกข์แล้วจึงเข้าวัด เพราะการเข้าวัดทำให้ได้รู้จักการฝึกสมาธิ รู้จักอยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน และนำคำสอนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงเติมเต็มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้สดใสด้วยการกล้าแสดงความรักในทุกๆ วันด้วยการกอด หอมแก้ม และบอกรักคุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย

“ไม่ว่าจะทำอะไรต้องหาความสบายใจให้เจอในสิ่งนั้นๆ แล้วเราจะมีความสุข” เต้ยพูดเน้นย้ำพร้อมอธิบายว่า ความสบายใจของเธอคือการทำอะไรอย่างไม่สุดโต่ง ไม่ปรุงแต่งจนเกินไป รู้จักมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ตามทางสายกลาง ซึ่งเป็นการสร้างความสุขได้อย่างยั่งยืนที่สุด

เต้ย เล่าต่อไปว่า ได้เรียนรู้การไม่ยึดติดจากอาชีพนักแสดงแม้จะมีการปรุงแต่งอยู่ไม่น้อยก็ตาม เพราะนักแสดงต้องสวมบทบาทเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งต้องเริ่มทำความรู้จักและอินไปกับตัวละครแต่ละบทบาทตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ  

“การไม่ปรุงแต่งนี่แหละเป็นสิ่งที่เต้ยและครอบครัวใช้เป็นแกนหลักก้าวผ่านช่วงที่ อิก น้องชายของเต้ยป่วยด้วยโรคลูคีเมีย” เต้ยอธิบายต่อว่า เธอต้องพยายามไม่ปรุงแต่งทางความคิด อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลถึงอนาคต อยู่ด้วยกำลังใจที่ให้ตัวเอง ให้น้องชายและให้พ่อกับแม่ ภายใต้ความหวังว่าอาการของน้องจะดีขึ้น

“นิยามความสุขของเต้ยเป็นการใช้ชีวิตแบบกลางๆ ที่เริ่มจากการพิจารณาตัวเองก่อน ไม่พยายามโทษสิ่งรอบตัว ที่สำคัญเต้ยมองว่าหากเรามีความรักและความปรารถนาดีต่อกันจะเกิดเป็นพลังที่ขับเคลื่อนสังคมให้น่าอยู่” เต้ย จรินทร์พร เผยเคล็ดลับความสุขทิ้งท้าย

แท้จริงแล้วความสุขไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินมือเอื้อม เพียงแต่ขึ้นอยู่กับหัวใจเป็นหลักอย่างมุมมองทางความคิด แน่นอนว่าคนที่มีความคิดในแง่บวก ย่อมมีหัวใจที่เข้มแข็ง ที่จะนำพาซึ่งการมีร่างกายที่แข็งแรง เพราะแม้ร่างกายเจ็บป่วย แต่ฐานความคิดและจิตใจยังคงแข็งแรงดี มิได้เจ็บป่วยตามไปด้วยนั่นเอง

“ไวท์ เลิฟซิค” ดาราหนุ่มผู้รักการออกกำลังกาย

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก : instagram @ww.nawat

“ไวท์ เลิฟซิค” ดาราหนุ่มผู้รักการออกกำลังกาย thaihealth

ด้วยกระแสนิยมผู้ชายหน้าตาน่ารัก ยิ้มหวาน สายเกาหลี ที่ทำให้สาวๆ ต้องติดตาม อย่าง “ณวัชร์ พุ่มโพธิ์งาม” หรือ ไวท์ เลิฟซิคเดอะซีรีส์ ดาราหน้าใสใส่ใจสุขภาพ ที่เข้ามาขโมยหัวใจสาวๆ รุ่นเล็กรุ่นใหญ่ไปครอง ต้องบอกเลยว่าเป็นผู้ชายที่หุ่นดีที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

‘ไวท์’ เล่าย้อนให้ฟังว่า สมัยที่เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักก็เริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลที่โรงเรียนมาตลอด และพัฒนามาจนเล่นกีฬาทุกประเภท จนรักการเล่นกีฬาอย่างคลั่งไคล้ โดยเฉพาะการเล่นกีฬาเป็นทีม เพราะได้ความสุขในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจากการออกไปเจอเพื่อนๆ ไปแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน อีกทั้งยังได้สุขภาพที่ดีให้ตัวเองอีกด้วย

“ไวท์ เลิฟซิค” ดาราหนุ่มผู้รักการออกกำลังกาย thaihealth

ไวท์ เล่าต่อว่า “การออกกำลังกายต้องไม่กดดันตัวเองและไม่ให้เครียดจนเกินไป”  อย่าไปกำหนดอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข เพราะการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบมากเกินไป จัดเวลาว่างมาออกกำลังกายวันละเล็กละน้อยก็ถือว่าดีสำหรับตัวเราแล้ว เอาตามที่เราไหว สำหรับการกินอาหารก็สำคัญ ควรเลือกกินผักผลไม้ปลอดสารพิษให้ได้วันละ 400 กรัม ตามที่องค์การอนามัยโลกและ สสส. แนะนำ รวมไปถึงกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  งดดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะมีผิวพรรณที่ดีขึ้นครับ

‘ไวท์’ ฝากทิ้งท้าย สำหรับเคล็ดลับการออกกำลังกายในชีวิตตน คือการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ทันตื่นมากินอาหารเช้า เพราะการกินอาหารเช้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ทำให้มีแรงในการทำงานทั้งวัน และช่วงเย็นก็ต้องใช้พลังงานในการออกกำลังกาย ดังนั้นต้องกินอาหารให้ตรงเวลาและเลือกอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย

“ความสุขที่ได้ออกกำลังกายจะนำพาสุขภาพที่ดีมาให้” แนวคิดประจำใจของไวท์ นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดของ สสส. ที่อยากให้คนไทยหันมารักสุขภาพ ให้เวลากับตัวเองในการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะสุขภาพที่ดีไม่มีขายทุกคนต้องใช้แรงกายแลกมา เพื่อร่างกายที่แข็งแรงค่ะ

‘คริส-พีรวัส’ ให้การออกกำลังกาย เป็นงานของทุกวัน

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบ : instagram @kristtps

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ทำเอาสาววายกรี๊ดกันสนั่นในยุคนี้ จากผลงานการแสดงใน “Sotus The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” สำหรับหนุ่ม “คริส” พีรวัส แสงโพธิรัตน์ โดยนอกจากความสามารถด้านการแสดงแล้ว เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีวันนี้ หนุ่มคริส ยังมาเปิดเผยถึงความสนใจด้านอื่นๆ ตลอดจนการดูแลสุขภาพร่างกายให้สาวๆ ทราบกันด้วย

‘คริส-พีรวัส’ ให้การออกกำลังกาย เป็นงานของทุกวัน thaihealth

คริส เล่าว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Sotus The Series เป็นผลงานการแสดงเรื่องแรก ทำให้รู้สึกกดดันนิดหน่อย แต่ก็พยายามทำออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด แต่ก็จะยังไม่หยุดความพยายามในการพัฒนาตนเอง เพื่อจะได้เป็นนักแสดงที่ดียิ่งๆ ขึ้น

นอกเหนือจากการพยายามเรียนรู้ด้านการแสดง สิ่งที่หนุ่มคริส สนใจและชื่นชอบไม่แพ้กัน คือ การเล่นดนตรี โดยเฉพาะกีต้าร์ และกลอง เพราะเวลาที่ได้เล่นดนตรีทำให้รู้สึกสนุก และผ่อนคลาย สุขภาพจิตดี สำหรับการดูแลร่างกายกีฬาที่ชอบคือ ว่ายน้ำ เป็นกีฬาที่ทำให้ได้ออกกำลังกายในทุกส่วน และยิ่งอากาศร้อนๆ ในเมืองไทยแบบนี้ หากใครไม่อยากออกกำลังกายแบบเสียเหงื่อแต่ได้เผาผลาญพลังงาน ว่ายน้ำ เป็นทางเลือกที่ดีเลยครับ

‘คริส-พีรวัส’ ให้การออกกำลังกาย เป็นงานของทุกวัน thaihealthหนุ่มคริส เล่าต่อว่า สำหรับเรื่องการกินไม่ค่อยได้ควบคุมอาหารเท่าไหร่ แต่พยายามกินอย่างพอเหมาะ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลายคนมองว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องยากแต่สำหรับผมมองว่า หากเราทำให้เป็นกิจวัตร เหมือนเป็น “งาน” ที่ต้องทำอย่างหนึ่งในแต่ละวัน ก็จะเกิดความเคยชิน และสร้างวินัยให้กับตนเอง ยิ่งถ้าทำงานในวงการบันเทิง การดูแลรูปร่างหน้าตา สุขภาพกายและใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางคนมักจะอ้างว่าไม่มีเวลา อาจลองจัดตารางให้กับการออกกำลังกายของตนเอง แค่วันละ1 ชั่วโมง ดังเช่นที่องค์การอนามัยโลก หรือ สสส. แนะนำ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงได้

หนุ่มคริส ยังทิ้งท้ายถึงเรื่องของการทำงานจิตอาสาให้ฟังว่า หากใครกำลังคิดว่าอยากทำงานจิตอาสา แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนแนะนำให้ไปที่ www.palangpandin.com จิตอาสาพลังแผ่นดิน โครงการที่สนับสนุนโดย สสส. ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงงานอาสา สามารถสร้างเสริมประสบการณ์ทำความดี และบอกเล่าแบ่งปันเรื่องราวกิจกรรมทำความดีที่ได้ทำ เพื่อกระตุ้นและเชิญชวนให้คนในสังคมมาร่วมทำความดีไปด้วยกัน

“การทำความดีมีหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญคือต้องทำด้วยใจ ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานอาสามากมาย ซึ่งเวลาที่เราได้เป็นผู้ให้ มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ และมีความสุข” คริส กล่าวทิ้งท้าย

 

 

เลือกชุดไหน ใส่ไปวิ่ง?

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก หนังสือปาฏิหาริย์แห่งการวิ่ง โดย สสส. และเว็บไซต์ www.thaihealthcenter.org

ภาพโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

เลือกชุดไหน ใส่ไปวิ่ง? thaihealth

ฉันกำลังกวาดสายตาไปซ้ายขวา ที่เบื้องหน้าเป็นตู้เสื้อผ้าคู่ใจ ภายในเต็มไปด้วยเสื้อผ้านานาชนิด แขวนบ้าง พับบ้าง แล้วแต่ประโยชน์ใช้สอย วันนี้ก็เช่นกัน สายตาฉันกำลังกวาดหาเสื้อวิ่งตัวโปรด และกางเกงสีสันสดใส ที่มักใส่วิ่งเป็นประจำ

แล้วเสื้อผ้าที่ใส่วิ่งอยู่ทุกวันนี้ เหมาะสมกับการวิ่งหรือเปล่านะ พลันสองมือของฉันก็จับดูเนื้อผ้าและป้ายเสื้อที่อธิบายถึงวัสดุอุปกรณ์ในการผลิต แล้วควรใช้เสื้อผ้าแบบไหนกัน ถึงจะวิ่งได้อย่างสบาย

กลายเป็นแฟชั่นเสื้อผ้าหลากสี ละลานตาในแต่ละงานวิ่ง สร้างความสดใสได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ความจริงแล้ว จะสวมใส่เสื้อผ้าอะไรก็ตามแต่ ควรคำนึงถึงสภาวะอากาศและเหมาะสมกับสถานที่ ซึ่งควรยึดหลักเกณฑ์การเลือกชุดสำหรับสวมใส่ในการวิ่งเพื่อสุขภาพ ที่ทางทีมเว็บไซต์ สสส. นำเสนอ ดังนี้

1.เสื้อ

เสื้อยืด ที-เชิ้ต  หรือเสื้อกล้าม ที่ทำจากผ้าฝ้าย  เป็นที่นิยมในหมู่นักวิ่ง  เพราะสวมสบาย ซับเหงื่อได้ดี
ควรเลือกตัวที่หลวมๆ พอสมควร จะได้เคลื่อนไหวได้สบาย
ชุดที่ทำจากผ้าพลาสติกหรือผ้ายาง  ไม่ควรจะใช้ในการวิ่ง  จะเป็นอันตราย เพราะชุดที่ทำจากผลิตภัณฑ์ใย
สังเคราะห์และยาง จะอบร่างกายระบายความร้อนไม่ได้

เลือกชุดไหน ใส่ไปวิ่ง? thaihealth

2.กางเกง

ความสบายรอบเอวไม่ควรรัดแน่น รอบวงขาต้องไม่รัด และเป้าหลวมๆ
ไม่ควรจะมีซิปหรือเข็มขัด และมีน้ำหนักเบา เช่น ไนลอน เพราะระเหยได้เร็ว ทำให้ไม่อุ้มน้ำ

3.ชุดชั้นใน

นักวิ่งชายส่วนใหญ่  สวมชุดชั้นในใต้ชุดวิ่ง  อาจเป็นสปอร์ตเตอร์หรือกางเกงในขาสั้น  หรือกางเกงไนลอนแบบบิกินี่   จะไม่มีการเสียดสีขณะวิ่ง
นักวิ่งหญิง ส่วนใหญ่สวมกางเกงชั้นในทำจากผ้าฝ้าย  ซึ่งจะซับเหงื่อได้ดี  ส่วนกางเกงในผ้าไนลอน  จะไม่ซับเหงื่อ  แต่ก็ไม่อุ้มน้ำทำให้ไม่หนัก  แต่กางเกงในผ้าไนลอนแบบบิกินี่  แบบรัดรูปไม่เหมาะสำหรับใช้วิ่ง
การเลือกเสื้อยกทรง  ควรใช้ประเภทผ้าไนลอน ควรมีตะขอเกี่ยวหรือห่วงโลหะใดๆ

4.ถุงเท้า

ควรเป็นถุงเท้าที่ทำมาจาดใยผ้าฝ้าย เพราะทนทาน ไม่หนามาก หรือใส่กับรองเท้าแล้วต้องไม่ลื่น และควรมีคุณสมบัติซับเหงื่อได้ดี

เลือกชุดไหน ใส่ไปวิ่ง? thaihealth

5.รองเท้า

หุ้มส้นด้านบน : ต้องสูงขึ้นและมีแผ่นนุ่มรองตรงเอ็นร้อยหวาย
พื้นข้างใน : ตรงอุ้งเท้าต้องเสริมให้นูนสูงขึ้น ให้เข้ารูปกับอุ้งเท้า  ป้องกันการบาดเจ็บตรงส้นเท้าและการอักเสบของพังผืดกระดูกฝ่าเท้า
 ลิ้นรองเท้า : ต้องบุให้นุ่มและปิดส่วนบนของฝ่าเท้าเหมด ป้องกันถูกเสียดสีและระคายเคือง
ด้านหน้ารองเท้า : ต้องนูนสูงขึ้นอย่างน้อย 1 นิ้วครึ่ง ป้องกันเล็บกดเบียด
ส้นเท้า : ต้องฝานให้เป็นรูปมนตรงพื้น มีปุ่มนุ่มเสริมให้เท้าสูงขึ้นนิดๆ เพื่อซึมซับแรงกระแทกและแบ่งเบาภาระกล้ามเนื้อต้นขาและเอ็นร้อยหวาย
หุ้มส้นด้านข้าง : ต้องแข็งแรงพอที่จะป้องกัน การบิดหมุนของส้นเท้า
พื้นรองเท้า : ตรงกลางหักงอ เพื่อความคล่องตัว  เวลาส้นเท้ายกจากพื้น  ส่วนครึ่งหลังต้องแข็งพอที่จะรองรับอุ้งเท้า และต้องมีลายดอกกันลื่น
เชือกผูกรองเท้า : ไม่ยาวจนเกินไป

เลือกชุดไหน ใส่ไปวิ่ง? thaihealth

การวิ่ง ถือเป็นการออกำลังกายที่ง่าย หากใครมองหางานวิ่งบนถนนที่มีมาตรฐาน สามารถเข้าร่วม กิจกรรม วิ่งสู่ชีวิตใหม่ หรือ Thaihealth Day Run 2018 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่าย ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี และในปีนี้ จัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 ที่สนามศุภชลาศัย  เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพดี และสร้างนักวิ่งหน้าใหม่  จะรอช้าไปทำไมกัน…หาชุดวิ่งเสร็จแล้ว  ไปฟิตร่างกาย และเตรียมความพร้อมกันดีกว่า แล้วไปเจอกันในงานนะคะ

สมัครวิ่งได้ที่ https://www.thaijogging.org/event/84634047400914XD7Y1T

วิ่งเติมใจ

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

วิ่งเติมใจ thaihealth

                การออกกำลังกายสำหรับคนพิการฟังดูคงเป็นเรื่องยากในความคิดของใครหลายๆ คน ที่จริงแล้วกลับมีกลุ่มนักวิ่งคนพิการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางสายตา ทางการได้ยิน และคนพิการแขนขา ที่ได้กลุ่ม “อาสาวิ่งด้วยกัน” มีแนวคิดในการจัดกิจกรรมพาผู้พิการวิ่งออกกำลังกาย โดยเปิดรับสมัคร “ไกด์รันเนอร์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาสาพาคนพิการวิ่ง และเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนพิการได้แสดงดึงศักยภาพของตัวเองออกมา ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นจริง เกิดการยอมรับ และสร้างความรู้สึกภูมิใจ ในความสามารถของตน และเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไป

วิ่งเติมใจ thaihealth

                “ถึงแม้ร่างกายจะพิการใช้งานไม่เต็มที่ แต่การอยากมีสุขภาพที่ดีมันดึงผมให้มาอยู่ในเส้นทางแห่งการวิ่ง” เสียงสะท้อนในมุมมองนักวิ่งคนพิการ นายอานันท์ ฉันทันต์ (พี่เล็ก) เล่าว่า การได้ออกมาวิ่งถือเป็นการระเบิดตัวเองจากภายในเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับ ครั้งแรกที่ได้ลงสู่สนามวิ่งได้ชวนพี่ชายฝาแฝดไปด้วย ซึ่งตอนแรกพี่ชายก็ งงๆ ว่า เอ๊ะ!! จะวิ่งจริงหรอ แต่สุดท้ายพี่ชายก็ยอมมาเป็นไกด์รันเนอร์ให้ เชื่อไหม…การวิ่งครั้งนั้นได้สร้างทัศคติให้ตนอย่างมาก จากเมื่อก่อนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม วันนี้ได้มีเพื่อนมีสังคมนักวิ่งทั้งคนพิการ และนักวิ่งทั่วไปที่อยู่ด้วยกันอย่างไม่รู้สึกแตกต่าง ระหว่างทางมันเกิดคำตอบให้ตัวเองว่า เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้พาตัวเองเข้าสู่ลู่วิ่ง ได้ทำอะไรดีๆ เพื่อสุขภาพ คือ ความสุขที่ตนได้

                “นอกจากนี้ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายอย่างชัดเจน คือ ระบบขับถ่ายที่ดีขึ้นมากขับถ่ายหมุนเวียนสะดวก อาการภูมิแพ้ที่มักเกิดขึ้นเวลาที่อากาศเปลี่ยนก็หายไป ส่วนการเตรียมตัวในการวิ่งทุกครั้ง คือการเติมในส่วนที่ขาด เช่นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต อาหารที่เหมาะกับการวิ่ง ช่วงเวลาการซ้อมใน 1 สัปดาห์  อยู่ที่ 3-4 ครั้ง กระตุ้นให้ร่างกายทำงานเหมือนคนปกติมากขึ้น ทุกวันนี้ไม่ชอบการอยู่บ้านเฉยๆ เจอใครก็ชวนให้ออกมาลองวิ่ง จนตอนนี้มีกลุ่มเพื่อนที่วิ่งเยอะมาก อยากเชิญชวนให้ออกมาวิ่งนอกจากจะสนุกสุขภาพดีขึ้นแล้วยังเป็นการให้ คือให้กำลังใจสร้างแรงผลักดันให้นักวิ่งคนพิการส่งต่อสุขภาพไปอย่างไม่สิ้นสุด” นายอานันท์ เล่าด้วยรอยยิ้ม

วิ่งเติมใจ thaihealth

                บางครอบครัว มีสมาชิกที่เป็นพี่น้องพิการ และไม่พิการอยู่ร่วมกัน การทำกิจกรรมต่างๆ ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ ซึ่งกิจกรรมการวิ่ง ถือเป็นสิ่งที่สามารถกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบให้แน่นแฟ้นขึ้น ดังเช่น นายอานนท์ ฉันทันต์ (พี่ใหญ่) พี่ชายของพี่เล็ก ซึ่งเป็นไกด์รันเนอร์ ให้กับน้องชายฝาแฝดของตน เล่าว่า เส้นทางของการเป็นนักวิ่ง  ไกด์รันเนอร์  มันเกิดจากน้องชายของตนบอกว่า “อยากวิ่ง ให้พาไปวิ่งหน่อย” ซึ่งน้องชายของตนพิการขานั่งวีลแชร์ จึงเกิดคำถามย้อนกับมาที่ตนเองว่าแล้วเราจะต้องทำอย่างไรในการดูแลน้องของตนเองในระหว่างทางวิ่ง  ซึ่งก็ได้มาพบกลุ่ม อาสาวิ่งด้วยกัน ที่ช่วยสอนการเป็นไกด์รันเนอร์ ซึ่งมีวิธีการดูแลนักวิ่งที่แตกต่างกันตามลักษณะของคนพิการ เช่น ทางสายตา แขนขา ก็ต้องเรียนรู้วิธีการวิ่งร่วมกันอย่าง กลุ่มนักวิ่งด้วยกันก็จะมีนัดวิ่งด้วยกันอยู่บ่อยๆ ทั้งแบบ กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่บ้าง มีนัดรวมตัวกันไปวิ่งงานอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการวิ่งในแต่ละครั้งหากร่างกายเราไม่พร้อมเราก็ไม่สามารถดูแลคู่วิ่งของเราได้

                “การวิ่งในแต่ละครั้งสำหรับตน คือ การได้เก็บประสบการณ์มากขึ้น ใกล้ชิดกับน้องชายมีเรื่องให้คุยกัน มีกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน รางวัลของการวิ่งในแต่ละครั้งสำหรับตนและน้องชาย คือ การชนะใจตนเองพาตัวเองเข้าไปหาเส้นชัยด้วยหยาดเหงื่อแห่งการทุ่มเทที่สู้ฝึกซ้อมร่วมกันมา รอยยิ้มของเพื่อนร่วมทางเป็นแรงผลักเป็นกำลังใจกันระหว่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตนถือว่า การนอนอยู่บ้านเฉยๆ คงไม่ได้พบสิ่งดีๆ แบบนี้แน่นอน” นายอานนท์ เล่าทิ้งท้าย

วิ่งเติมใจ thaihealth

                สุดท้ายการวิ่งสามารถนำชีวิตใหม่มาสู่ตัวผู้วิ่งได้เสมอ เริ่มง่ายๆ เพียงแค่ก้าวออกมาวิ่ง แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นคนพิการ หรือไม่พิการ ก็ล้วนแต่มีศักยภาพ สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็น อาสาไกด์รันเนอร์ให้คนพิการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน Facebook fan page : วิ่งด้วยกัน มินิมาราธอน หรือโทร 086-069-5652 อีเมล  info@klongdinsor.com และมาร่วมระเบิดพลังกันในงานวิ่งที่จะพาคุณไปหาคำตอบของการมีสุขภาพดี ในงาน Thaihealth Day run 2018 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เปิดรับสมัครแล้ว ที่ www.thaijogging.org

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลจาก : ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับ สร้างสุข ปีที่ 10 ฉบับที่ 150
ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / แฟ้มภาพ

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

เคยจินตนาการไหมว่า หากโลกเราไม่ใช่ดวงดาวสีฟ้าแล้ว จะเป็นดวงดาวสีอะไร? สำหรับผม ผมอยากให้มันเป็นสีสวยงามแบบนี้ตลอดไป แต่ในอนาคตคงไม่ใช่ เพราะด้วยมลพิษทางอากาศที่พวกเราชาวโลกช่วยกันสร้างขึ้น มันทำลายชั้นบรรยากาศ และก่อให้เกิดผลเสียต่อทุกฝ่าย

ยานพาหนะต่าง ๆ ทุกวันนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพลังงานการเผาไหม้ของน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ ที่จะปล่อยสารพิษต่าง ๆ หลายชนิดออกมาทางท่อไอเสียสู่อากาศ โดยเฉพาะ ‘รถยนต์’ ตัวการสำคัญในการก่อให้เกิดผลเสียต่ออากาศ

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การคมนาคมที่คล่องแคล่วว่องไวเป็นปัจจัยอันสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 5.6 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง 31 ธ.ค. 2560) ยังไม่นับรวมผู้คนที่เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ที่โดยสารด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ทำให้ตอนเช้าก่อนเข้าทำงานและตอนเย็นหลังเลิกงานมีการจราจรหนาแน่น ซึ่งความหนาแน่นนี้เองเป็นตัวการในการสร้างมลพิษทางอากาศที่รุนแรงกว่าในบริเวณที่มีการจราจรคล่องตัว ทำให้มหานครแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งเมืองที่สร้างมลพิษให้กับโลกของเรา

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

และในปีนี้วันรณรงค์ลดการใช้รถส่วนบุคคล หรือ World Car Free Day กรุงเทพมหานครได้จัดงานภายใต้คำขวัญ “เดินทางร่วมกัน วันพาหนะส่วนรวม” เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้รถขนส่งมวลชนกันมากขึ้น อีกทางหนึ่งในการช่วยลดมลพิษให้กับโลกนั่นคือการปั่นจักรยานในการเดินทางระยะสั้น ๆ ซึ่งการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อมลภาวะ และช่วยรักษาให้โลกใบนี้ของเรามีสีฟ้าที่สวยงามได้อีกด้วย

การรักษาให้โลกของเรามีสีฟ้าสวยงามด้วยการไม่สร้างมลพิษให้กับโลก เริ่มได้จากตัวเองโดยการหันมาใช้รถขนส่งมวลชน หรือปั่นจักรยาน โดยในวันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอนำข้อควรรู้ก่อนปั่นจักรยานมาฝากกันครับ

ข้อควรรู้ก่อนปั่นจักรยาน

จักรยานเหมาะสำหรับการเดินทางในระยะสั้น ประมาณ 1-5 กิโลเมตร
ผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว เมื่อปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ แบบไม่เร่งรีบ จะไม่รู้สึกเหนื่อยในระยะ 5 กิโลเมตรแรก
อาการเหนื่อย ไม่สบายตัว จะเกิดขึ้นเมื่อปั่นจักรยานเร็ว ในช่วงเวลาประมาณ 16-30 นาทีแรก แต่หลังจากเหนื่อยได้ที่แล้ว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน มีผลทำให้ร่างกายคลายเครียด
ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะต้องปั่นจักรยานวันละ 30 นาทีทุกวัน หรือวันเว้นวัน ติดต่อกัน 1-3 เดือน เพื่อให้กล้ามเนื้อขาได้พัฒนา
ผู้ที่เริ่มปั่นจักรยาน หากหยุดพัก ยืดเส้นยืดสายทุก ๆ 5 กิโลเมตร จะทำให้ปั่นจักรยานต่อเนื่องไปได้ถึง 20 กิโลเมตรในเวลา ครึ่งชั่วโมง ถึงสองชั่วโมง
การเลือกจักรยานให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือลักษณะการปั่น จะช่วยทำให้การปั่นเป็นไปอย่างสนุกสนานมากขึ้น
กฎ กติกา สัญญาณ และมารยาทในการปั่นจักรยาน เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ปั่นเอง และไม่รบกวนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ไม่สร้างความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน
การแต่งรถจักรยานควรเน้นไปที่ความปลอดภัยอุปกรณ์ที่จำเป็น และต้องทำให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ ทั้งเบรก ไฟหน้าแสงสีขาวส่องเห็นพื้นทาง ไฟท้ายแสงสีแดง หรือติดวัตถุสะท้อนแสงที่มีสีแดง
การแต่งตัวที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น เสื้อสะท้อนแสง สนับเข่า สนับแขน หมวกกันน็อค จะทำให้เกิดความปลอดภัยในการปั่นจักรยานมากขึ้น

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การปั่นจักรยานทุกวัน แม้จะเป็นเพียงระยะทางใกล้ ๆ ก็ทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเรา โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจแจ่มใส การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพที่ดีให้กับผู้ปั่นจักรยาน นอกเหนือจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว การปั่นจักรยานเป็นประจำยังมีประโยชน์อีกมาก เช่น

การปั่นจักรยานเป็นประจำควบคุมน้ำหนัก ป้องกันอ้วน ลดความเสี่ยงมะเร็ง
การปั่นจักรยานนอกจากช่วยควบคุมน้ำหนัก ป้องกันการมีน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนแล้ว ผู้หญิงที่เดินทางด้วยการเดินหรือปั่นจักรยานอย่างน้อยวันละ 30 นาทีจะมีความเสี่ยงที่เป็นมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมากด้วย
การปั่นจักรยานเป็นประจำทำให้จิตใจแจ่มใส ความคิดแหลมคม
การได้ปั่นจักรยาน เดิน หรือออกกำลังกายอื่นใดครั้งละเพียง 30 นาทีสามารถทำให้คุณไวต่อการตอบสนองมากขึ้น ความทรงจำดีขึ้น และมีคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น จากผลการสำรวจพบว่าคนที่ใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวัน มีสุขภาพจิตโดยรวมดีขึ้น
การปั่นจักรยานเป็นประจำ ช่วยชดเชยการกินที่มากเกินไป
หากปั่นจักรยานเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้รักษาน้ำหนักตัวเอาไว้ได้  ร่างกายของคนที่ได้ออกกำลังกายทุกวันสามารถใช้ผลของการออกกำลังกายมาชดเชยผลเสียจากการกินที่จนมากเกินไป
การปั่นจักรยานเป็นประจำทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น
จากการศึกษาในประเทศนอร์เวย์พบว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ 30 นาทีส่งผลคนเหล่านั้นมีอายุยืนยาวออกไปได้อีกมากถึง 5 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับคนสูงอายุที่ไม่มีกิจกรรมทางกายใด ๆ ขณะที่การศึกษาในประเทศไต้หวันพบว่า การได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพียงวันละ 15 นาที มีผลสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการทำให้มีอายุขัยยาวออกไปอีก 3 ปี ทั้งที่เมื่อเริ่มทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างพ้นวัยหนุ่มสาวมาหมดแล้วและไม่มีใครที่เป็นนักกีฬาอีกด้วย

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การออกกำลังกายไม่มีคำว่าสายเกินไป ซึ่งการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้ดวงดาวสีฟ้าดวงนี้มีสีที่สวยงามไปอีกหลายพันปี

หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองเริ่มที่วันนี้ โดยการปั่นจักรยานกลับบ้านดูสิ แต่อย่าลืมศึกษากฎ กติกา ข้อบังคับการใช้จักรยานบนท้องถนนให้ดีก่อนล่ะ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณ และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกับคุณ

สุขภาพดี มีได้ แค่สร้างจากตัวคุณ

 

อ่านบทความเกี่ยวกับการปั่นจักรยานได้ที่

คู่มือปั่นจักรยานสำหรับประชาชน http://llln.me/sgZC0ZK
กฎ 12 ข้อในการขี่จักรยานเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน http://llln.me/NcFJlAI
13 ข้อควรบอกต่อ วิธีป้องกันจักรยานถูกขโมย http://llln.me/l7UYtZV
7 สิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ใช้จักรยาน http://llln.me/Y867wQa
13ที่ ห้ามจอดจักรยาน http://llln.me/ww2iggg
เรื่องต้องรู้ เพื่อความปลอดภัยปั่นจักรยาน http://llln.me/RKSvlxQ
เสื้อผ้าแบบไหนใส่ “ปั่นจักรยาน” สบาย http://llln.me/zuFKqo4
อย่าปล่อยให้ ‘ขาดน้ำ’ เรื่องสำคัญของนักปั่น http://llln.me/tWyuAjQ
ดูแลจักรยานอย่างไร ให้ใช้ได้ น้าน-นาน http://llln.me/7xpkKaw

ซูเปอร์โพล เผย ปชช.พอใจ รพ.รัฐรักษาโรคเฉพาะทาง

ที่มา :  เดลินิวส์

ซูเปอร์โพล เผย ประชาชนพอใจ รพ.รัฐรักษาโรคเฉพาะทาง  thaihealth

แฟ้มภาพ

ซูเปอร์โพล  เผยผลสำรวจ ประชาชน  ปลื้ม โรงพยาบาลรัฐรักษาโรคเฉพาะทางดี

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทย 1,125 คน เรื่อง "ความพอใจต่อบริการ รพ." ศึกษาระหว่างวันที่ 10-18 ก.ย. พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการพื้นฐานของ รพ. รัฐกับเอกชน ว่า ไม่แตกต่างกัน คิดเป็นร้อยละ 42.9  พอใจ รพ.เอกชนมากกว่า ร้อยละ 30.1 พอใจ รพ.รัฐมากกว่า ร้อยละ 27.0 ส่วนความพึงพอใจต่อความสามารถรักษาโรคเฉพาะทางพบว่า ร้อยละ 52.4 พอใจ รพ.รัฐมากกว่า ส่วนร้อยละ 31.8 พอใจ พอ ๆ กัน ไม่แตกต่าง และร้อยละ 15.8 พอใจ รพ.เอกชนมากกว่า

ทั้งนี้จากการสำรวจยังพบด้วยว่าประชาชน ร้อยละ 53.7 พอใจจะแนะนำคนอื่นให้ใช้บริการ รพ. ที่เข้ารับการรักษาครั้งล่าสุด เหตุผลเพราะ หมอดี จ่ายยาดี ร้อยละ  64.9 พยาบาลดี พนักงานดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยแก้ปัญหา ติดตามผล ร้อยละ 61.3  เทคโนโลยีทันสมัย รวดเร็ว ถูกต้องไม่ผิดพลาด ร้อยละ 57.8  ราคา ค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 55.2 ความสะอาด อากาศถ่ายเท ร้อยละ 53.6 ทำเลที่ตั้ง ระยะทาง เดินทางสะดวก ร้อยละ 48.8 รักษาความลับคนไข้ ไม่พูดอาการคนไข้ในที่แจ้ง ในลิฟต์ ทางเดิน ร้อยละ 45.1 อาหาร รพ. ร้อยละ 40.5 มีการแสดงดนตรี ผ่อนคลาย ร้อยละ 36.7  และ อื่น ๆ เช่น ที่จอดรถ ระบบส่งต่อคนไข้ บริการธนาคาร ร้านอาหาร เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 12.4 อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่พอใจแต่ไม่แนะนำคนอื่นให้มาใช้บริการ ร้อยละ 34.1 และไม่พอใจ รพ.ที่เข้ารับการรักษาครั้งล่าสุด ร้อยละ 12.2

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความพอใจและความผูกพัน ของผู้ใช้บริการต่อ รพ. ขึ้นอยู่กับพนักงาน (Employee) อันดับแรกได้แก่ คุณหมอดี จ่ายยาดี คนไข้ติดคุณหมอ เป็นปัจจัยสำคัญหลักของความผูกพันจนแนะนำคนอื่นไป รพ. นั้น ๆ รองลงมา คือ พยาบาลดี พนักงานดี ก็เป็นเรื่องของ คนเช่นกัน ดังนั้น การพัฒนาคนเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก จนอาจจะไม่ต้องลงทุนมากกับการประชาสัมพันธ์เพราะการ บอกต่อ ๆ กันของผู้ใช้บริการในโลกโซเชียล มีเดียและปากต่อปาก จะกลายเป็นเครื่องมือที่ดีทำให้ธุรกิจบริการของ รพ.ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อันตรายจากความอ้วน

ที่มา : หมอชาวบ้าน

อันตรายจากความอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

ความอ้วนเมื่อเข้ามาเยือนใครแล้ว ความคล่องแคล่วว่องไวเริ่มหาย การหาเสื้อผ้าใส่เริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของคนอ้วน เนื่องเพราะคนที่อ้วนเกินไปนั้นย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันไขมันมากเกินไปนั้น จะก่อใก้เกิดผลเสียอย่างแน่นอน มีการกำหนดว่า ปริมาณไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายไม่ควรมีมากกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัว อันตรายที่เกิดจากความอ้วนนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน คือ

คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานถึงร้อยละ 20 จะมีโอกาสหัวใจวายมากขึ้นถึง 3 เท่า
ผู้ที่อ้วนมากจะมีปัญหาทางเพศสัมพันธ์ก็ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง หากไม่ทราบวิธีแก้ไข ความสุขทางเพศจะน้อยลงมาก
คนอ้วนจะมีโรคความดันเลือดสูงได้มากกว่า
คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า
คนอ้วนจะประสบอุบัติเหตุได้บ่อยกว่า เพราะคนอ้วนมักจะอุ้ยอ้ายและคล่องแคล่วน้อยกว่า โอกาสพลาดพลั้งจึงมากกว่า
คนอ้วนเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนผอม
คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินถึงร้อยละ 40 ถ้าเป็นผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งมดลูก รังไข่ และเต้านมได้มากขึ้น ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่และต่อมลูกหมากได้มากกว่า
เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจร่างการ แพทย์จะตรวจร่างกายของคนผอมได้ง่าย เพราะในคนอ้วนนั้นไขมันจะมาบดบังทำให้ฟังหรือคลำหาสิ่งที่ผิดปกติได้ยาก
คนอ้วนจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับข้อได้มากกว่า โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และที่ตัวเท้าเอง เพราะข้อเหล่านี้จะต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะยืนหรือเดินก็ตาม
10. เมื่อคนอ้วนต้องเป็นผู้ป่วย การพยาบาลดูแลรักษาจะมีความยุ่งยากมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นโรคที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้ เช่น อัมพาต จะเพิ่มปัญหาให้กับผู้ดูแลอีกมากมายทีเดียว
คนอ้วนจะเกิดเส้นเลือดขอดได้มากกว่า
หญิงที่อ้วนมากจะตั้งครรภ์ได้ยากกว่า และจะมีปัญหาเกี่ยวกับการคลอดมากกว่าด้วย “ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันมากเกินนั้น จะก่อไห้เกิดผลเสียได้”

การออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก ไม่มีอันตรายใดๆ มีแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีด้วย แต่ว่าต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นกิจวัตรประจำวันจึงจะได้ผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วยไขมันที่สะสมจึงจะละลายหายไป กล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะเข้ามาแทนที่ การออกกำลังกายมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน บางคนก็เดินเพื่อลดความอ้วน บางคนก็วิ่ง หรือเล่นกีฬา 

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”   thaihealth

แฟ้มภาพ

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน” ชวนคนพิการและคนไม่พิการออกวิ่งไปด้วยกัน จัด 7 จังหวัดทั่วประเทศ กรุงเทพฯ จัดใหญ่ 16 มี.ค. 2562 ต่างชาติเอาอย่าง“บัลแกเรีย”จัดวิ่งด้วยกัน

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบริษัท กล่องดินสอ จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “วิ่งด้วยกัน ครั้งที่ 4 เดอะแชมป์เปี้ยน” งานวิ่งที่เปิดโอกาสให้คนพิการและไม่พิการได้วิ่งไปด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่คนพิการและคนไม่พิการสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยในกรุงเทพฯ จะจัดงานวันที่ 10 มี.ค. 2562 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ และใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน อุดรธานี ชลบุรี ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนก.ย. – ธ.ค. 2561

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”   thaihealth

นางภรณี ภู่ประเสริฐ  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนโครงการด้วยกัน เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้คนพิการมีสุขภาวะดีใน 4 มิติ คือ กาย สังคม เศรษฐกิจ และปัญญา โดยเฉพาะ “วิ่งด้วยกัน” เป็นการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการทำงานของสสส. ที่มุ่งเน้นการสร้างกระแสการตื่นตัว สร้างองค์ความรู้ และการผลักดันนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพ ในประชาชนทุกช่วงวัย ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากคนพิการที่มาร่วมวิ่งและคนไม่พิการที่มาเป็นไกด์รันเนอร์ นอกจากจะสร้างเสริมสุขภาพดีให้กับคนพิการแล้ว ยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคนพิการ ได้เห็นศักยภาพของคนพิการที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกาย ช่วยให้คนพิการและไม่พิการเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชน แสดงให้เห็นถึงทิศทางของสังคมไทยที่เริ่มเปิดโอกาสในคนพิการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างเท่าเทียม

น.ส. บุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯสนับสนุนนโยบายความหลากหลายและความเป็นเอกภาพ(Diversity and Inclusion) โดยให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมของมนุษย์ ปราศจากการแบ่งแยกใดๆ และด้วยเป้าหมายของงานวิ่งด้วยกัน คือ การเปิดโอกาสให้คนพิการได้ออกกำลังกาย และได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนไม่พิการได้อย่างเสมอภาค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทฯ จึงให้การสนับสนุนกิจกรรมวิ่งด้วยกันนี้ มาอย่างต่อเนื่อง และปีนี้นับเป็นที่ 3 ที่บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุน และทุกปีพนักงานของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จะร่วมเป็นไกด์รันเนอร์วิ่งคู่กับคนพิการและเป็นอาสาสมัครในงานอีกด้วย

นายนวคุณ พจน์ชพรกุล ผู้จัดกิจกรรมจากบริษัท กล่องดินสอ จำกัด กล่าวว่า จากปีแรกที่มีนักวิ่งพิการเข้าร่วมไม่กี่ร้อยคน ในงานวิ่งด้วยกันปีนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งพิการเข้าร่วมอย่างน้อย 1,500 คน ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน อุดรธานี กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนก.ย.ถึงธ.ค. 2561 สำหรับงานวิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 ของกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 10 มี.ค. 2562 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ นอกจากนักวิ่งไทยแล้ว ปีนี้ยังมีเครือข่ายจากประเทศในทวีปยุโรปได้แก่ สาธารณรัฐบัลแกเรีย ที่ส่งนักวิ่งพิการและไกด์รันเนอร์เข้าร่วมกิจกรรมในงานนี้ด้วย ซึ่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมาสาธารณรัฐบัลแกเรียได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งด้วยกันและมีตัวแทนนักวิ่งพิการและไกด์รันเนอร์ไทยเดินทางไปเข้าร่วม นับเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและการกีฬา

นายมาโนช รุ่งเรืองอเนกคุณ นักวิ่งพิการทางการเห็น แชมป์ระยะ 10 กิโลเมตร ประเภทนักวิ่งพิการทางการเห็นงานวิ่งด้วยกัน ปี 2561 เล่าประสบการณ์การเข้ามาร่วมวิ่งด้วยกันว่า “เมื่อตอนตามองไม่เห็นช่วงแรกไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนเพราะกลัวอันตราย จะไปก็แค่ไปทำงานและกลับบ้าน และจะมีเพื่อนหรือคุณแม่พาไปเสมอ แต่เมื่อได้มาเริ่มวิ่งกับกลุ่มวิ่งด้วยกัน ทำให้มั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าเดินทางคนเดียว และรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ทั้งที่เป็นคนพิการด้วยกันและคนไม่พิการ อย่างแนน (นางสาวจันทนี รัตนะบรรเจิด) ซึ่งเป็นไกด์รันเนอร์ที่พาฝึกซ้อมเป็นประจำที่ช่วยให้ได้แชมป์ของงานวิ่งด้วยกันในครั้งที่ผ่านมา ในครั้งนี้ผมก็ตรียมตัวซ้อมเป็นอย่างดีเพื่อรักษาแชมป์เอาไว้ให้ได้”

ติดตามข้อมูลได้ที่ เฟซบุ๊คเพจ วิ่งด้วยกัน Fanpage (facebook.com/run2gether) หรือโทรสอบถามข้อมูลที่เบอร์ 086-069-5652

 

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : แฟนเพจ eztofit โดย “โค้ชเป้ง” สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’ thaihealth

เพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ อย่ามัวทำตามความคิดเดิม ลองคิดดู ลองหาทางสู้กับฝน…

ช่วงนี้บ้านเราฝนตกแทบทุกวัน และเชื่อว่าสำหรับหลายคนอาจแทบจะไม่เคยวิ่งออกกำลังกายกลางฝน เพราะฝนตกเมื่อไหร่ยกเลิกโปรแกรมทันที แต่ความจริงคุณสามารถวิ่งในวันที่ฝนตกได้ ถ้าคุณเตรียมตัวดีพอ ดั่งสุภาษิตสวีเดนที่บอกว่า ไม่มีวันที่อากาศไม่ดีถ้าเราเตรียมตัวมาดี

วิ่งตากฝนแล้วจะป่วยจริง?

เรื่องนี้ โค้ชเป้งสาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ข้อมูลว่า อุณภูมิร่างกายที่ลดลงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราป่วย แต่เมื่อเรากำลังวิ่งในระดับที่พอเหมาะอุณภูมิร่างกายก็สูงจะขึ้น ดังนั้นหากเรามีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะป่วยก็มีน้อย สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ ควรฝึกควบคุมความเร็วขณะวิ่งเพราะหากวิ่งช้าไปร่างกายไม่อบอุ่นมากพออาจทำให้ป่วยได้ และเมื่อวิ่งเสร็จควรรีบอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า ดื่มน้ำอุ่นๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงของการป่วยได้

5 เทคนิค เตรียมพร้อมก่อนต้องวิ่งสู้ฝน

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’ thaihealth

1. วอร์มอัพก่อนออกไปวิ่ง   เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อม

2. การเลือกเสื้อผ้า ควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นในขณะที่วิ่งตากฝน แต่ในขณะเดียวกันต้องบางเบาพอที่จะระบายอากาศและความชื้นได้ดี ควรเป็นเสื้อผ้าที่ผลิตมาเพื่อออกกำลังกายโดยเฉพาะ อาจมีเสื้อคลุมกันลม กันน้ำ หรือเสื้อกันฝน อีกสักชั้น และควรใส่เสื้อสีเข้มสีสด เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน  หลีกเลี่ยงถุงเท้าเเบบผ้า เพราะจะอมน้ำ ควรเลือกถุงเท้าสำหรับวิ่งดีกว่า บางเบา ไม่กักน้ำ เเละเเห้งเร็ว

3. ทาปิโตรเลียมเจล ตามผิวหนังกับผิวหนังบริเวณข้อพับต่างๆ ป้องกันการเสียดสีตามข้อพับ เมื่อผ้าเปียกความชื่น ลดการเกิดแผลถลอกจากการเสียดสีของเสื้อการผิวหนัง

4. ใส่หมวก และแว่น สำหรับนักวิ่ง เพื่อป้องกันน้ำเข้าตา อาจจะเพิ่มความปลอดภัยโดยการติดไฟกระพริบบริเวณศรีษะ เพื่อให้ทัศนะวิสัยชัดเจน

5. อย่าลืมเตรียมป้องกันอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคลงในถุงกันน้ำ ไม่ควรใช้หูฟังขณะฝนตกเพราะอาจเกิดอันตรายได้

โค้ชเป้ง ย้ำอีกว่า ไม่ว่าจะเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทไหนสิ่งสำคัญอันดับ 1 คือ ความปลอดภัย หากสังเกตดูว่าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เช่น ฝนตกหนักมาก รวมไปถึงฟ้าแลบฟ้าร้อง ก็ควรหยุดแต่โดยดีเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

ทั้งนี้ ในอีกประมาณ 10 สัปดาห์ ข้างหน้า กิจกรรม วิ่งสู่ชีวิตใหม่ หรือ Thaihealth Day Run 2018 ที่ทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่าย ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพดี และสร้างนักวิ่งหน้าใหม่ ซึ่งเชื่อว่าฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจคงจะทำลายความมุ่งมั่นของเหล่านักวิ่งไม่ได้อย่างแน่นอน เตรียมใจและกายให้พร้อมและออกวิ่งไปด้วยกัน ในวันที่ 11 พ.ย. 2561 ณ สนามศุภชลาศัย สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครวิ่งได้ที่ https://www.facebook.com/runfornewlife