8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง

ที่มา : talkaboutsex.thaihealth

8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง thaihealth

เด็กทุกคนควรเรียนรู้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตัวเอง อย่างเป็นเวลา เช่น เรื่องกิน นอน หรือเรื่องเรียน เพื่อเรียนรู้วินัย ความรับผิดชอบง่าย ๆ สิ่งสำคัญและปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเป็นจริงได้ ก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

1. แปรงฟัน

พาลูกไปเลือก ไปซื้อแปรงสีฟัน-ยาสีฟัน ที่ลูกชอบหรืออยากได้สิคะ เป็นวิธีที่ให้ลูกมีส่วนร่วมกับเรื่องของเขาเอง เพียงคุณเป็นผู้ช่วยที่บอกถึงเรื่องสุขอนามัยในช่องปาก เช่น ก่อนเข้านอน ก็ชวนกันไปฉลองแปรงสีฟันอันใหม่ และอย่าลืมบอกวิธีการแรปงฟันที่ถูกต้องให้กับลูกด้วย

2. สระผม

เด็กเล็ก ๆ ของเล่นเป็นสิ่งจูงใจได้มาก ส่วนเจ้าหนูตัวโต อาจเพิ่มเทคนิค ว่าด้วยความชอบความสนใจชักชวนลูก เช่น วันนี้แม่แชมพูกลิ่นหอม ๆ ของแม่ หนูน่าจะชอบแล้วก็ให้ลูกเป็นนักทดลอง คุณสอนลูกสระผม เช่น เทแชมพูใส่ฝ่ามือทีละน้อยสระ 2ครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาดจนแน่ใจว่าฟองหมด

3. อาบน้ำ

ใช้นิทานที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายการอาบน้ำ ดูแลตัวเอง มาเป็นเครื่องมือในการสอนลูก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ความเพลิดเพลินจากการฟังนิทาน ซึมซับข้อดีเรืองการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายด้วยค่ะ

4. ขับถ่าย

สอนลูกให้เข้าใจถึงความจำเป็น เรื่องระบบขับถ่ายสุขภาพที่ดีผ่านการกินอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ กินให้ครบ 5หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จะได้ไม่ติดนิสัยเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่สำคัญคุณเอง ก็ต้องเป็นต้นแบบให้ลูก ๆ

5. ใส่เสื้อผ้า

ร้องเพลงประกอบท่าทาง ก็เป็นเรื่องสนุกชักชวนลูกเรียนรู้เรื่องการใส่เสื้อผ้าได้ค่ะ เช่น ชูมือขึ้นแล้วหมุน ๆ เรามาใส่เสื้อทีละแขนใส่เสร็จแล้วก็ติดกระดุม เช็กความเรียบร้อยดูสิติดกระดุมครบหรือเปล่านะ รูดซิปหรือยังเอ่ย เป็นต้น

6. ใส่ถุงเท้า-รองเท้า

เล่นเกมแข่งใส่ถุงเท้า โดยจับเวลากันว่า ระหว่างคุณพ่อกับคุณลูกใครทำได้เร็วและเสร็จก่อน คนนั้นชนะพร้อมปรบมือให้กำลังใจ และลงท้ายด้วยการสอนลูก เช่น ใส่ถุงเท้าให้ถูกด้านผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อยหรือไม่ เป็นต้น

7. ซักผ้า

ชวนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ให้ลูกคนเล็กช่วยตักน้ำใส่กะละมัง ส่วนพี่คนโต มีกำลังแรงมากกว่า ก็ช่วยแม่ซักผ้า อาจเริ่มจากซักผ้าเช็ดหน้า ซักถุงเท้าของตัวเองก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเมื่อถึงวัยที่คุณเห็นควร ก็ให้ลูกได้ดูแลเรื่องความสะอาด เสื้อผ้าของตัวเอง

8. ดูแลที่นอน

ยกให้เป็นหน้าที่ลูกวัยโต วัยที่รับรู้เรียนรู้ได้มากกว่าเด็กเล็กค่ะ โดยให้ลูกคอยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองและคุณ เช่น จัดเก็บทำความสะอาดที่นอนของตัวเองทุกครั้งเมื่อตื่นนอนหรือล้างจาน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว

ที่ลืมไม่ได้คือ กำลังใจ คำชมเชย เป็นพลังบวก ที่ให้กำลังใจ มีมูลค่ากับความรู้สึกของลูกค่ะ ฉะนั้น ชมลูกคนเก่งของคุณ เมื่อลูกทำได้ด้วยนะคะ

ลอยกระทง อย่าหลงทาง

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ผู้ให้สัมภาษณ์: นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

ภาพประกอบโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th  /แฟ้มภาพ

 

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                อีกไม่กี่วันก็ถึงวันลอยกระทง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 หลายคนวางแผนเดินทางไปในที่ต่างๆ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกัน เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา

                ในปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานทุกจังหวัดเป็นงานประจำปีที่สำคัญ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง สสส.จับมือกับ สคล.พร้อมภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ร่วมผลักดันให้ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่เน้นให้เห็นคุณค่าในการลอยกระทงแบบดั้งเดิม เพื่อให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง และเห็นคุณค่าของเทศกาลมากขึ้น โดยการงดการดื่มแอลกอฮอล์

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                นอกจากนี้ด้าน นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ให้ข้อมูลว่า สคล.ทำงานขับเคลื่อนรณรงค์ห้ามดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานลอยกระทง ปัจจุบันมี 22 จังหวัดทั่วประเทศที่ร่วมรณรงค์ เช่น ลอยกระทงสาย จังหวัดตาก เมื่อปี 2554 มีลานเบียร์จำนวน 32 แห่งซึ่งมีทั้งผู้ดื่ม ผู้ขาย ในเทศกาลต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่มีลานเบียร์ในพื้นที่ จ.ตาก พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นลานทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และช่วงระยะ 3 ปีหลัง จากเดิมที่แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก กลับกลายเป็นโคมลอย และประทัดยักษ์ ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักมากกว่า อย่างที่เชียงใหม่ สคล.ได้ โซนนิ่งพื้นที่ริมแม่น้ำปิงเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยปลอดจากโคมลอย ประทัด และกลายเป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์แทน

                โดยในปี 2551 ได้เกิดสมรภูมิสงครามประทัดขึ้น ที่จ.เชียงใหม่ เกิดความรุนแรง จนทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาลอยกระทง แต่เมื่อเราเข้าไปขับเคลื่อนงานทั้งการห้ามดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการรณรงค์เรื่องปลอดโคมลอย ปลอดประทัดยักษ์ โดยหันมารณรงค์ให้ “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” หรือการจุดผางประทีป ซึ่งเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีล้านนา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยในปีแรกๆ ที่เรารณรงค์มีเพียง 1,000 กว่าดวง จนปัจจุบันนี้มีการจุดผางประทีปราวๆ 30,000 ดวง และในปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 60,000 ดวง

                “ก่อนหน้านั้นปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การปล่อยโคมลอย ซึ่งทำให้กระทบกับสายการบิน และบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะบ้านไม้ ที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้จากการปล่อยโคมลอย จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สามารถควบคุมได้ ทาง สคล. ก็หันมาขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องการลดการปลอดโคมลอย และประทัดยักษ์ ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงแทน และให้คุณค่าของแก่นแท้ในงานลอยกระทรงตามประเพณีของแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เราอยู่ในช่วงของการงดเฉลิมฉลองงานเทศกาล เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ประชาชนหันมาสู่แก่นแท้และเห็นคุณค่าของเทศกาลมากขึ้น โดยการงดการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้วัฒนธรรมที่ดีกลับคืนมาสู่สังคมไทย” นายวิษณุ เล่า

                สำหรับประเทศไทยยังมีสถานที่ลอยกระทงที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น  1.วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่านฝั่งธนบุรี เป็น งานลอยกระทงปลอดเหล้า – บุหรี่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายและส่งเสริมสุขภาพที่ดีแก่ผู้มาร่วมงาน 2.เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จังหวัดตาก“งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง” จัดขึ้น ณ บริเวณริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยการลอยกระทงสายนี้ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวจังหวัดตากที่ไม่เหมือนที่อื่นๆ เพราะที่นี่จะนำกระทงกะลามาขัดให้สะอาดลอยเป็นสายยาวล่องไปตามแม่น้ำปิง 3.วัดภุมรินทร์กุฎีทองและอุทยาน ร.2 อัมพวา สมุทรสงคราม “ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง” ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในงานจะประกอบด้วย กิจกรรม ตีฆ้องร้องป่าว,การละเล่นพื้นบ้าน,ดนตรีในสวน,และสาธิตการทำกระทงจากกาบกล้วย และยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่สนุกสนานปลอดภัย

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                นอกจากการลอยกระทงที่สืบสานประเพณีไทยแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้และควรคำนึงถึง คือ ความปลอดภัย โดยยึดหลัก 4 ปลอด ดังนี้

 1.ปลอดภัย เลือกสถานที่มั่นคงแข็งแรง ตลิ่งไม่ลื่น เด็ก ผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2.ปลอดเหล้า ไม่ดื่มสุราขณะขับขี่ และปฏิบัติตามกฏจราจร

3.ปลอดประทัดยักษ์ งดจุดพลุ ประทัดดอกไม้ไฟ ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

4.ปลอดโคมลอย  ห้ามปล่อยโคมเพราะเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ และเกิดมลพิษทางอากาศ

                ข้อดีของการลอยกระทงแบบปลอดภัยนั้นไม่ใช่เพียงแค่สืบสานวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะคุณค่าของประเพณีนี้ยังส่งผลอันดีงามในอีกหลายเรื่อง อาทิ

1. ส่งเสริมคุณค่าต่อครอบครัว  ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน  แล้วนำไปลอยนํ้าเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อนํ้าที่ให้ คุณประโยชน์

2. ส่งเสริมคุณค่าต่อชุมชน  ทำให้เกิดความฃสามัคคีในชุมชน ร่วมกันคิดประดิษฐ์กระทง เป็นการส่งเสริมและสืบทอดศิลปกรรมด้านช่างฝีมือ

3.ส่งเสริมคุณค่าต่อสังคม ก่อให้เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ในการช่วยกันรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลอง

4.ส่งเสริมคุณค่าต่อศาสนา ถือเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และรักษาความเชื่ออันดีงามไว้ บางท้องถิ่น เช่นทาง ภาคเหนือ เชื่อว่าการ ลอยกระทงนั้นเป็น การบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า และยังจัดให้มีการทำ บุญทำทาน การปฏิบัติ ธรรมและฟังเทศน์ด้วย

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                อย่างไรก็ตามประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีความสวยงามและมีคุณค่าทั้งในแง่ของ ประเพณีที่สืบทอดและธรรมเนียมที่การปฏิบัติกันมา ทั้งมีเสน่ห์ไม่เหมือนชาติใดในโลก นี่คือหัวใจหลักที่ทำให้ประเทศไทยได้รับคำชมเชยจากชาวต่างชาติ ว่าเป็นประเทศที่มีประเพณีน่าสนใจที่สุดอีกประเทศหนึ่งของโลก และที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าคนในประเทศร่วมกันสืบสานการลอยกระทงแบบดั้งเดิมปลอดภัยไม่สร้างมลพิษทางอากาศ ลดปัญาหาการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ ลดจุดเสี่ยงไฟไหม้จากการจุดพลุหรือปล่อยโคม เท่านี้ก็จะช่วยให้ประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและยังส่งเสริมในด้านวัฒธรรมไทยพร้อมทั้งปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ได้

หนูๆ อุ่นใจ ไป-กลับ รถโรงเรียนปลอดภัย

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก คู่มือรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย และ VOICETV

ภาพโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

หนูๆ อุ่นใจ ไป-กลับ รถโรงเรียนปลอดภัย thaihealth

ฤดูกาลเปิดเทอมของเหล่าบรรดานักเรียนได้เวียนมาบรรจบอีกครา  ในขณะส่งลูกขึ้นรถรับส่งนักเรียนในทุกเช้า แววตาเปื้อนยิ้มของผู้เป็นพ่อแม่ เต็มไปด้วยความหวังในตัวลูกน้อยต่าง ๆ นานา  และนอกจากความหวังนั้น ยังแฝงความกังวลและความกลัวไม่น้อยเช่นกันว่ารถคันดังกล่าวจะพาลูกน้อยไปถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัยหรือไม่ ลำพังหากตนต้องฝ่ารถติดไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วย้อนกลับมาที่ออฟฟิศใจกลางเมือง คงต้องเข้างานสายเป็นแน่  และตัวเลือกอย่างรถรับส่งนักเรียน คงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

หากลองเข้าเว็บไซต์ google แล้วค้นหาคำว่า “อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียน”  เราจะพบข่าวที่น่าสลดและข่าวด้านลบเป็นส่วนใหญ่ เช่น สลด! รถรับส่งนักเรียนตากใบนราธิวาสพลิกคว่ำ ดับ9 เจ็บ 3,  รถตู้รับส่ง นร.ที่พิจิตร ชนกระบะหวิดไฟคลอกทั้งคัน เจ็บนับสิบราย และ อุบัติเหตุรถตู้รับส่งนักเรียน ประสานงารถกระบะ เป็นต้น โดยข้อมูลจากนักวิชาการแผนงานรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุ จากการนำเสนอของสื่อมวลชน พบว่าตลอดปี 2560 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 30 ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต 7 คน ได้รับบาดเจ็บ 368 ราย สาเหตุมาจากสภาพรถไม่พร้อมใช้งานและผู้ขับไม่มีความพร้อม ซึ่งรถที่นำมาใช้รับส่ง พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งกำหนด มากกว่าร้อยละ 90

จากสถิติดังกล่าว เป็นสัญญาณเตือนว่า เราไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า สะดวกและรวดเร็ว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเล็งเห็นความสำคัญและรณรงค์ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้บริการรถรับส่งนักเรียน ประกอบกับให้ทุกคนตื่นตัวและใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท นำมาซึ่งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ประกอบ ด้วย 3 ประการ คือ  อันตรายจากคนขับรถ อันตรายจากสภาพรถ และอันตรายจากสภาพถนน แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ แน่นอนว่าเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน สิ่งที่เราทำได้นั่นคือ ไม่ประมาทและป้องกัน ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิด วันนี้ทางทีมเว็บไซต์ มีข้อมูลเรื่องการเลือกรถรับส่งนักเรียนให้ปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

หนูๆ อุ่นใจ ไป-กลับ รถโรงเรียนปลอดภัย thaihealth

เลือกรถรับส่งนักเรียนอย่างไรให้ปลอดภัย

1.เลือกรถรับส่งนักเรียนที่ถูกกฎหมาย

ปัจจุบันกรมขนส่งทางบก  อนุญาตให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่มีที่นั่งเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน หรือ รย.2 (รถกระบะที่มีที่นั่งสองแถว หรือรถตู้โดยสาร) มาจดทะเบียนใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ ดังนี้

1.กรณีเป็นรถตู้โดยสาร ต้องเป็นรถที่มีป้ายทะเบียนสีขาว ตัวหนังสือและตัวเลขสีฟ้า  จัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

2.กรณีเป็นรถกระบะที่มีลักษณะเป็นที่นั่งสองแถว ต้องเป็นรถที่มีป้ายทะเบียนสีขาว ตัวหนังสือและตัวเลขสีฟ้า หากมีทางขึ้นลงอยู่ด้านท้ายรถ ต้องปรับปรุงตัวรถให้ประตูและที่กั้นกันนักเรียนตกจากตัวรถ  โดยที่นั่งท้ายรถไม่ควรต่อเติมยื่นเกินขอบท้ายรถ เพราะอาจจะทำให้เด็กตกจากตัวรถได้

2.รถรับส่งนักเรียนที่มาวิ่งรับส่งนักเรียน ต้องปฏิบัติดังนี้

1.ผ่านการรับรองจากโรงเรียน  โดยต้องได้รับหลักฐานการรับรองจากโรงเรียน  เพื่อนำหลักฐานการรับรองไปยื่นพร้อมเอกสารอื่นๆ ต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตพื้นที่  เพื่อตรวจสภาพรถ และขอจดทะเบียนเป็นรถรับส่งนักเรียน ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้ใช้ครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น

2.ติดแผ่นป้ายสีส้มสะท้อนแสง  ตัวหนังสือสีดำ  คำว่า “รถโรงเรียน”  ความสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร ติดอยู่ด้านหน้า และท้ายของตัวรถให้สามารถมองเห็นข้อความได้อย่างชัดเจน

3.ติดไฟสัญญาณสีเหลืองอำพัน เปิดปิดเป็นระยะ (กระพริบ) ติดไว้ที่ด้านหน้าและท้ายรถ ในขณะที่ใช้รับส่งนักเรียน

4.ติดฟิล์มกรองแสงแบบโปร่งใส หรือชนิดใส ที่วัดปริมาณแสงผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 เพื่อให้เห็นสภาพภายในรถได้ตลอดคัน

5.คนขับรถส่งนักเรียนต้องได้รับอนุญาตส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือมีใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ  หรือเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และไม่เคยมีประวัติเสียหายจากการขับรถมาก่อน

6.จัดให้มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น ติดตั้งเก็บไว้ในที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือนักเรียนเมื่อมีอุบัติเหตุ หรือมีเหตุฉุกเฉินขึ้น  รวมทั้งสามารถนำมาใช้งานได้โดยสะดวก พร้อมใช้งานได้ทุกขณะ

7.ภายในรถรับส่งนักเรียน ต้องไม่มีส่วนแหลมคม ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นมั่นคงแข็งแรง

8.จัดให้มีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน  ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์  ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน

3.ระวัง รถรับส่งนักเรียนไม่ปลอดภัย

1.ไม่เลือกใช้รถรับส่งนักเรียนที่ดัดแปลงสภาพ หรือกลุ่มรถกระบะต่อเติมหลังคา  ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่ไม่ผ่านการรับรองของโรงเรียน  และไม่ผ่านการตรวจสภาพรถจากกรมการขนส่งทางบก

2.ไม่เลือกใช้รถรับส่งนักเรียนที่บรรทุกนักเรียนเกินกว่าจำนวนที่นั่งบนรถ  เพราะการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งบนรถ  อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของนักเรียนทุกคนบนรถรับส่งนักเรียนได้

3.ไม่ทนนั่งรถรับส่งนักเรียนอันตราย  นักเรียนควรสังเกตพฤติกรรมและอากัปกริยาของคนขับรถรับส่งนักเรียนตลอดเวลา  เช่น มีอาการง่วงซึม  มึนเมาจากสุราหรือสารเสพติด  ขับรถเร็ว เสี่ยงอันตราย   หากพบเห็นต้องไม่อายที่จะแจ้งเตือนคนบนรถทันที หรือรีบแจ้งสายด่วน 1584  หรือ 191 หรือเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์ หรือโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนบนรถรับส่งนักเรียนทุกคน

หนูๆ อุ่นใจ ไป-กลับ รถโรงเรียนปลอดภัย thaihealth

นอกจากพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเลือกรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยให้ลูกแล้ว ตัวนักเรียนเองก็เช่นเดียวกัน ต้องดูพฤติกรรมคนขับด้วยว่ามีความเสี่ยงที่จะนำไปเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ สิ่งสำคัญหากเกิดอุบัติเหตุแล้ว ตัวนักเรียนเอง ต้องมีสติ และสำรวจร่างกาย พร้อมทั้งรีบโทร.แจ้ง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที  

ความปลอดภัยในชีวิต นับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่หลายฝ่ายรณรงค์และกระตุ้นให้ตื่นตัว การเลือกรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยก็เช่นเดียวกัน หากใส่ใจรายละเอียดของรถรับส่งสักนิด ก็เท่ากับเพิ่มความปลอดภัยให้เด็กๆ หลายๆ คน  และหากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ ปฏิบัติตามหลักการข้างต้น เชื่อแน่ว่า สถิติความสูญเสียในปีต่อไป ต้องลดน้อยลงเป็นแน่

เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนโรคหัด

ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนโรคหัด thaihealth

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนโรคหัด และนำบุตรหลานไปฉีดวัคซีนตามเกณฑ์

นายแพทย์อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา กล่าวว่า โรคหัด อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ผู้ปกครองจึงควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และหากผู้ป่วยหอบหายใจเหนื่อย กินไม่ได้ ซึม ไม่ปัสสาวะ ผู้ปกครองควรรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์โดยด่วน

โรคหัด เกิดจากเชื้อไวรัส Measles เชื้อจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายผู้ป่วย หากผู้ไม่มี ภูมิคุ้มกันสูดหายใจเอาละอองที่มีเชื้อเข้าไปจะทำให้เป็นโรคหัดได้ อาการคล้ายกับไข้หวัด คือ มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ แห้ง ๆ ตาแดงแฉะ ระคายเคืองตา หลังไข้ 3-4 วัน ผู้ป่วยอาจเริ่มมีผื่นขึ้นเริ่มจากหลังหูบริเวณชิดขอบผม แล้วแผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา ลักษณะผืนนูนแดงติดกันเป็นปืน ๆ ผืนจะคงอยู่นาน 5-6 วัน และค่อย ๆ จาง หายไปใน 2 สัปดาห์ หลังผืนขึ้น 2-3 วัน อาการไข้ของผู้ป่วยจะค่อย ๆ ดีขึ้นแต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ภาวะอุจจาระร่วงจนขาดน้ำ ภาวะปอดอักเสบหรือภาวะสมองอักเสบ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการหนัก ได้แก่ อาการหอบ หายใจเร็ว อาการซึม ไม่เล่น กินน้ำและอาหารได้น้อย หรือไม่กินเลย และการไม่ปัสสาวะ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้อย่างรั้งรอ ให้นำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หรือสามารถใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินศูนย์นเรนทร สงขลา โทรศัพท์สายด่วน โทร.1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับสถานการณ์โรคหัด 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 2,280 ราย เสียชีวิต 18 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.74 (ข้อมูล ณ 14 พ.ย. 61) ส่วนจังหวัดสงขลา พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 203 ราย อัตราป่วย 14.41 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 1 รายในอำเภอสะบ้าย้อย กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยมากที่สุด คือ 0-4 ปี คิดเป็นอัตราป่วย 111.68 ต่อประชากรแสนคน อำเภอที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ สะบ้าย้อย เทพา คลองหอยโข่ง (ข้อมูล ณ 15 พ.ย. 61) โดยผู้ป่วยหนักจะมีภาวะแทรกซ้อน และสภาวการณ์ขาดสารอาหารร่วมด้วย

ในสถานการณ์ที่มีโรคหัดระบาด ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในที่ชุมชน หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปสัมผัสกับผู้ป่วย หากมีผู้ป่วยโรคหัดในบ้านให้แยกผู้ป่วยออกจากเด็กคนอื่น ๆ ในบ้านและบริเวณใกล้เคียง และให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อดำเนินการควบคุมโรค และหากผู้ป่วยเป็นเด็กนักเรียน หรืออยู่ศูนย์เด็กเล็ก ให้หยุดเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ

นายแพทย์อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล กล่าวเน้นย้ำว่า วิธีป้องกันโรคหัดที่สำคัญและได้ผลดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีน โดยผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ได้ฟรี ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ซึ่งเข็มแรกฉีดเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่อเด็กอายุ 2 ปีครึ่ง เป็นต้นไป สำหรับบุตรหลานที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานไปฉีดวัคซีนให้ครบโดยด่วน

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ได้รับคำวินิจฉัยจากสำนักจุฬาราชมนตรี และสภานิติศาสตร์อิสลามนานาชาติในองค์การ ที่ประชุมอิสลาม (OIC) แล้วว่าถูกหลักศาสนาอิสลาม และสามารถฉีดได้

เบาหวาน คุมได้

ที่มา : Good Factory

เบาหวาน คุมได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

 

เบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ เป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ในผู้สูงวัย โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 60–79 ปี ซึ่งมีความชุกในการเกิดโรคอยู่ที่ร้อยละ 19.2 (60–69 ปี) และ 18.8 (70–79 ปี)

เบาหวาน เมื่อเป็นแล้ว ไม่สามารถรักษาให้ให้ขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ซึ่งทำได้โดย

ไปพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังอาการ
ดูแลและควบคุมอาการด้วยตนเอง ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย การกินยา รวมถึงการฉีดอินซูลิน(สำหรับผู้ป่วยบางราย)

ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานใช้เวลาไปพบหมอเฉลี่ยประมาณปีละ 4 ครั้ง มีเวลาพบแพทย์และรับคำปรึกษาประมาณ 1 ชม./ครั้ง เท่ากับ 4 ชม./ปี นั่นเท่ากับว่า คนไข้ต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเกือบตลอด 365 วัน ในการดูแลและควบคุมอาการของโรคเบาหวานด้วยตนเอง

แต่จากข้อมูลของรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ปี 2557 พบว่า กลุ่มคนที่เป็นเบาหวานและสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดีนั้น ยังมีไม่มาก ซึ่งจากรายงานฯ ดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

เป็นเบาหวาน(ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด ≥ 126 มก./ดล.) แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์มาก่อน พบมากสุดในกลุ่มอายุ 15–29 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 30–44 ปี ทั้งหญิงและชาย และมีสัดส่วนลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ยกเว้นผู้ชายอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51 และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ชายในทุกกลุ่มอายุ มีสัดส่วนคนที่ไม่ได้รับการตรวจเบาหวานสูงกว่าผู้หญิง
เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นเบาหวาน แต่ไม่เคยรับการรักษากลุ่มนี้มีไม่มากนัก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง(ยกเว้นกลุ่มอายุ 30–44 ปี) กลุ่มที่พบมากสุดคือ ผู้ชายอายุ 80 ปีขึ้นไป
ได้รับการรักษา แต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด ≥ 130 มก./ดล.) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเมื่อเทียบในกลุ่มที่มีอายุเดียวกัน และพบมากในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มที่มีสัดส่วนมากสุดคือ ผู้หญิงอายุ 80 ปีขึ้นไป
ได้รับการรักษา และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด <130 มก./ดล.) พบมากสุดในกลุ่มอายุ 70–79 ปี รองลงมาคือ 60–69 ปี ทั้งผู้หญิงและชาย และยังพบอีกว่า ผู้หญิงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าผู้ชาย เมื่อเทียบในกลุ่มที่มีอายุเดียวกัน ยกเว้นกลุ่มอายุ 45–59 ปีและ 70–79 ปี มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่า มี 2 กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มที่ 1 : เป็นเบาหวาน แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็น จึงไม่ได้รับการรักษา พบมากในคนที่มีอายุน้อย เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และอีกกลุ่มที่สำคัญ คือ ผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป กลุ่มที่ 2 : รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ได้รับการรักษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาจสืบเนื่องมาจาก ผู้หญิงมีสัดส่วนที่เข้ารับการตรวจเบาหวานมากกว่าผู้ชาย แต่ปัญหาสำคัญคือ ยังควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ทั้งหญิงและชาย โจทย์ที่ต้องคิดเพื่อแก้ไขปัญหาโรคเบาหวาน มีอยู่ 2 ประการ คือ

“จะทำอย่างไรให้คนเข้ารับการตรวจเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ” เพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
“จะทำอย่างไรให้คนที่เข้ารับการรักษา สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ” ซึ่งกุญแจสำคัญของเรื่องนี้คือ การดูแลและจัดการตนเองในเรื่องอาหาร การออกกำลัง กินยา และ/หรือฉีดอินซูลิน

เพราะเบาหวานเป็นแล้วไม่หาย ทางรักษาที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาล ถ้าไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมามีทั้งโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานขึ้นตา โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคหลอดเลือดส่วนปลายจนแผลเรื้อรัง ผู้ป่วยหลายรายถึงขั้นต้องตัดเท้า

ฉะนั้น การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ต้น ร่วมกับการดูแลและจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล จึงเป็น 2 โจทย์สำคัญที่ต้องช่วยกันขบคิด เพื่อตัดวงจรของเบาหวาน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่โรคอื่น

รู้ก่อนเป็น…โรคหลอดเลือดสมอง

ที่มา : Good Factory

รู้ก่อนเป็น...โรคหลอดเลือดสมอง thaihealth

 

แฟ้มภาพ

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นสาเหตุการตายสำคัญของผู้สูงวัยทั่วโลกโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

โรคหลอดเลือดสมองตีบ(Ischemic Stroke) พบได้ประมาณ 70–85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด
โรคหลอดเลือดสมองแตก(Hemorrhagic Stroke) ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในเนื้อสมอง หรือเยื่อหุ้มสมอง พบได้ประมาณ 15–30% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพไม่ว่าจะเป็นสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย

ความน่ากลัวของโรคนี้ คือ เป็นโรคที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า หากมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาชา หรืออ่อนแรง พูดไม่ชัด นี่คือสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย และให้การรักษา กรณีที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบ ทำการรักษาโดยฉีดยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะมีผลในการรักษาอย่างมาก หากมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชม.หลังจากที่มีอาการ ส่วนกรณีหลอดเลือดสมองแตก ทำการรักษาโดยวิธีผ่าตัด

เมื่อสมองขาดเลือด เซลล์สมองจะถูกทำลาย ทำให้สมองส่วนนั้นๆ สูญเสียการทำหน้าที่ ความรุนแรงของโรคจึงขึ้นอยู่กับว่า สมองส่วนไหนถูกทำลาย และสมองส่วนนั้นควบคุมการทำงานใดของร่างกาย เช่น การพูด การทรงตัว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคจึงมีความหลากหลายและแตกต่างกัน อาจมีตั้งแต่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ ไปจนถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

จุดสำคัญ คือ ยิ่งพาไปโรงพยาบาลเร็วเท่าใด ยิ่งมีโอกาสรอดมากเท่านั้น โดยเฉพาะการพาไปให้ถึงมือหมอภายในเวลา 3 ชม. หลังจากมีอาการ

ความท้าทายของโรคนี้จึงอยู่ที่ “จะทำอย่างไรให้คนรอบข้างหรือผู้ที่มีอาการรู้ว่า หากมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาชา หรืออ่อนแรง พูดไม่ชัด นี่คือสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง และต้องพาผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”

เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องช่วยกันขบคิดหาทางออก เพื่อทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีโอกาสรอดชีวิต และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลจาก : หนังสือคู่มือรู้ทันโรค และภัยสุขภาพสำหรับประชาชน โดย กรมควบคุมโรคและนายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค
ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / แฟ้มภาพ

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง thaihealth

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง

ในช่วงใกล้สิ้นปีที่วันลาพักร้อนยังใช้ไม่หมด ทำให้หลายคนเลือกช่วงนี้หนีร้อนไปยังที่สูง โดยเชื่อว่า "ยิ่งสูง ยิ่งหนาว" ทำให้ดอยต่าง ๆ เป็นสถานที่สุดฮิตให้กับใครหลาย ๆ คน ซึ่งการเตรียมความพร้อมเพื่อไปสัมผัสความหนาวนั้น และสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือเรื่องของอาหารการกินนั่นเอง

ทุกการเดินทางต้องมีการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ยารักษาโรค รวมถึงการตรวจเช็คยานพาหนะ และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการรับประทานอาหาร ที่วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จะขอนำเสนอโรคสุดฮิต ที่นักเดินทางมักเป็นกันบ่อย นั่นคือ ‘โรคอาหารเป็นพิษ’

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง thaihealth

โรคอาหารเป็นพิษ เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้อธิบายอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ รวมไปถึง อาหารที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างมื้อและไม่ได้แช่เย็น ซึ่งอาจจะทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้ โดยอาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการถ่ายบ่อย หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อย อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ หรือรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตก็ได้ ดังนั้น การป้องกันโรคอาการเป็นพิษจึงเป็นอีกสิ่งที่นักเดินทางต้องตระหนัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีอาการแล้ว การเที่ยวเพื่อหนีร้อนในวันหยุดอาจจะหมดสนุกก็ได้

วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ
ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำ
ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของพื้นที่การปรุงอาหาร
เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง thaihealth

แล้วจะทำยังไง ถ้ามีอาการอาหารเป็นพิษเมื่อไปเที่ยว? เพราะในบางครั้งเราอาจหลงลืม หรือพลาดกันได้ และยามที่ไปท่องเที่ยวในที่ห่างไกลชุมชน ทำให้ต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือดูแลรักษาตนเองตามอาการ โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการรักษาโรคอาหารเป็นพิษมักจะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ ควรดื่มน้ำเปล่า และจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย แต่หากมีอาการอาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำและมีไข้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผงเกลือแร่ (ORS) เป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่ควรมีติดเอาไว้ในกล่องปฐมพยาบาล

เกร็ดความรู้

โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT)

เกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ซึ่งเครื่องดื่มเกลือแร่ก็จัดเป็นอาหารในหมวดเครื่องดื่ม มีสัดส่วนของเกลือแร่และน้ำตาลไม่เท่ากับโออาร์เอส และใช้ชดเชยน้ำและเกลือแร่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง thaihealth

นอกจากการดูแลรักษาตัวเองและการป้องกันโรคอาหารเป็นพิษแล้ว นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค ยังได้เตือน 10 เมนูที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษได้แก่  

ลาบ/ก้อยดิบ
ยำกุ้งเต้น
ยำหอยแครง/ยำทะเล
ข้าวผัดโรยเนื้อปู
อาหาร หรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด
ขนมจีน
ข้าวมันไก่
ส้มตำ
สลัดผัก
น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

ไม่ใช่ว่าห้ามรับประทาน แต่เมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และขอให้หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ เพื่อป้องกันอาการของโรคอาหารเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตนักเดินทาง thaihealth

แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แต่การเข้าสู่ฤดูหนาวที่อาจจะไม่ได้ทำให้เราหนาวเหน็บ แต่อากาศที่ร้อนสลับหนาว รวมถึงความเย็นในยามค่ำคืนก็อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ จะช่วยทำให้เราสามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ในระดับหนึ่ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย http://llln.me/GkZcOFa
ภาวะ “ขาดน้ำ” http://llln.me/Tys21CB
วิธีเลือกร้านอาหารขณะเดินทาง http://llln.me/cCx8E2g
อาการท้องเสีย ท้องร่วง http://llln.me/baIXNfF
วิธีป้องกันโรคอุจจาระร่วงด้วยตัวเอง http://llln.me/PdKGala

สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายประชุมใหญ่ 10 ปี

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายประชุมใหญ่ 10 ปี thaihealth

สส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายประชุมใหญ่ 10 ปี  พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยได้อะไร?

วันที่ 21 พ.ย. 61 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมวิชาการสุราระดับชาติครั้งที่ 10 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ "สิบปี พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551: ประเทศไทยได้อะไร” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 400 คน

ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการแผนงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า การดื่มสุราไม่เพียงก่อให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพมากมาย แต่ยังทำร้ายผู้บริสุทธิ์และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาประชาชนคือผู้สูญเสีย แต่ไร้ความรับผิดชอบจากบริษัทสุรา อีกทั้งบริษัทสุรายังพยายามใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ และพยายามที่จะแก้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 "จากการสำรวจการรับรู้ ความคิดเห็น และทัศนคติของประชาชนไทยต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 95 เห็นว่าสุราเป็นสิ่งให้โทษต่อสังคมไทย และส่วนใหญ่เห็นด้วยกับทุกประเด็นเกี่ยวกับกฎระเบียบ มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"

สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายประชุมใหญ่ 10 ปี thaihealth

ศ.ดร.พญ.สาวิตรี ยังระบุอีกว่า ประเด็นที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การลดและป้องกันปัญหาสังคมที่เกิดจากการดื่มเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (ร้อยละ 80) รองลงมาคือการรักษาและการให้การช่วยเหลือโดยเร็วแก่ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่ม (ร้อยละ 79.5) และการบูรณาการกฎระเบียบหรือมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 76.8) ซึ่งสิบปีหลังจาก พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บังคับใช้ พบว่าจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง การพบเห็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง พื้นที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีจำนวนเพิ่มขึ้น วันและระยะเวลาที่จำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ประชาชนกว่าร้อยละ 80 เห็นว่าไม่ควรปรับแก้กฎหมาย ไม่ควรยกเลิกการควบคุมการนำภาพการดื่มสุราและภาพผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อและเครื่องหมายการค้าสุรา และประชาชนร้อยละ 83 เห็นว่าบริษัทน้ำเมา กำลังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า อีกทั้งยังได้เสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ ให้เข้มงวดกวดขัน ควบคุมการโฆษณาการทำการตลาด การขายสุราให้เป็นของขวัญปีใหม่ แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป

สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายประชุมใหญ่ 10 ปี thaihealth

ด้าน ศ.นพ. อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ สสส. กล่าวเปิดประชุมว่า งานวิจัยจากทั่วโลกที่ผ่านมายืนยันและเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สุรา คือสารเสพติดถูกกฎหมายที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด และเป็นด่านแรกในการเข้าสู่การใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ และอบายมุขอื่นๆ ที่บ่อนทำลายสุขภาพ สังคม และประเทศชาติ กรมควบคุมโรค และ สสส. จึงได้เริ่มการประชุมจัดทำร่างกฏหมายเพื่อควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 และต่อมาจึงมี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ทำให้สามารถผลักดันให้เกิดมาตรการและการดำเนินการต่างๆ เพื่อควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น การห้ามบริโภคบนทาง การห้ามขายหรือห้ามบริโภคในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน การห้ามขายหรือบริโภคในรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ การห้ามขายหรือบริโภคในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ การแสดงรูปแบบของข้อความคำเตือนประกอบภาพสัญลักษณ์หรือภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้ต้องอาศัยความรู้ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมและภาคนโยบาย ซึ่งได้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่เข้มแข็งร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย

สำหรับการ การประชุมวิชาการสุราระดับชาติครั้งที่ 10 มีการบรรยายพิเศษ 3 หัวข้อ ได้แก่ 1) ข้อแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข สำหรับบุคคลที่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2) มาตรการป้องกันอุตสาหกรรมสุราในการแทรกแซงการออกนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของรัฐ (Countermeasures for alcohol industry influence on alcohol control policy) 3) การขับเคลื่อนสังคมไทยเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรอบสิบปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมนานาทรรศน์ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ, มาตรการควบคุมการเข้าถึงสุราของเยาวชน, มาตรการคัดกรองและบำบัดรักษา , ภาษีสุรา เครื่องมือของรัฐในการสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชน , มาตรการระดับชุมชนและบทบาทของภาคประชาชน , มาตรการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และมาตรการควบคุมการตลาดและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการอภิปรายถึงพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 : ประเทศไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร

ยกย่ององค์การอนามัยโลก ‘องค์กรต้นแบบจัดงานไร้แอลกอฮอล์’

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

ยกย่ององค์การอนามัยโลก ‘องค์กรต้นแบบจัดงานไร้แอลกอฮอล์’ thaihealth

ไทย-ประชาคมโลก ยกย่ององค์การอนามัยโลกเป็นองค์กรต้นแบบจัดงานไร้แอลกอฮอล์ หวังลดปัญหาปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและสังคมจากเหล้า เสนอทุกงานรื่นเริงยุติการจำหน่ายน้ำเมา

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ภายในงานประชุมระดับโลกว่าด้วยการป้องกันการบาดเจ็บและการส่งเสริมความปลอดภัย ครั้งที่ 13 (Safety 2018 – The 13th World Conference on Injury Prevention and Safety Promotion) จัดโดย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดร.แดเนียล เคอร์เตซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศ รับมอบหนังสือจากเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา (Alcohol Watch) และตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อแสดงความชื่นชมและเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกในฐานะผู้นำทางด้านสุขภาพโลก เป็นแบบอย่างของผู้นำสุขภาพโลกในการจัดประชุมที่ “ปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท” ในทุกๆ การประชุม รวมทั้งการประชุมต่อไปในอนาคต ตลอดจนหวังว่าองค์การอนามัยโลกจะให้ความสำคัญ กับปัญหาผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลักดันให้มีมาตรการทางนโยบายระดับโลกในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดปัญหาและปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ สังคม อันเกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกับความขันแข็งในมาตรการควบคุมผลกระทบจากการสูบบุหรี่

ยกย่ององค์การอนามัยโลก ‘องค์กรต้นแบบจัดงานไร้แอลกอฮอล์’ thaihealth

ดร.แดเนียล กล่าวว่า ขอขอบคุณเครือข่ายและเห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่ม Alcohol Watch และเครือข่ายเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากสุรา องค์การอนามัยโลกไม่เคยนิ่งนอนใจเรื่องปัญหาจากการบริโภคแอลกอฮอล์ และที่ผ่านมาได้สนับสนุนการทำงานเพื่อลดปัญหาจากแอลกอฮอล์ และการพัฒนานโยบายแอลกอฮอล์อย่างเต็มที่

ด้าน นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ภาคีเครือข่ายมีความต้องการให้งานรื่นเริงประจำปีของทุกจังหวัดในประเทศไทยยุติการจำหน่ายแอลกอฮอล์ เนื่องจากพบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่มาจากเมาแล้วขับ โดยเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาเริ่มรณรงค์ให้งดการจำหน่ายเครื่องดื่มในงานการแสดงช้างประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ พบว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงทุกปี จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่าหากไม่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ผศ.ดร. แคธธารีน สเตตัน (Asst. Prof. Catherine Staton) จาก Duke Global Health Institute ผู้เข้าร่วมประชุม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดความรุนแรงและการบาดเจ็บทุกรูปแบบ ตลอดจนการเกิดโรคไม่ติดต่อ ทั้งยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าไม่มีปริมาณที่ปลอดภัยในการบริโภคแอลกอฮอล์ ตลอดจนเป็นบ่อเกิดของโรคไม่ติดต่อ นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

“เราสามารถลดความสูญเสียเหล่านี้ได้ ผ่านการผลักดันนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมตระหนักถึงบทบาทนำขององค์การอนามัยโลก ในฐานะผู้ปกป้องสุขภาพของประชาคมโลก และเป็นต้นแบบที่ดีทางสุขภาวะ ขอเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกพิจารณาเสนอนโยบายให้ “การจัดประชุมด้านสุขภาพหรือการประชุมที่องค์การอนามัยโลกร่วมจัด จะต้องไม่มีการเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้ทรัพยากรขององค์การอนามัยโลก” โดยเพิ่มเติมในคำแถลงการณ์กรุงเทพ (Bangkok Statement) เพราะนโยบายนี้จะช่วยปรับกระบวนทัศน์ของสังคมไปสู่การส่งเสริมสุขภาพทั้งยังเป็นบรรทัดฐานอันดีต่อประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกสืบต่อไป” ผศ.ดร. แคธธารีน

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ thaihealth

รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ ชวนถ่ายรูปหน้าตัวเองกับหยดน้ำตาสีดำลงโซเชียล พร้อมแฮชแท็ก #เจ็บแต่ไม่ยอม โดยลุกขึ้นสู้เคียงข้างกัน ก้าวผ่านเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้านโพลตอกสังคมไทยผลิตซ้ำ-หล่อหลอมความรุนแรง อำนาจชายเป็นใหญ่ ฝังรากผ่านสื่อละคร มองผู้หญิงแค่วัตถุทางเพศ เตรียมชงกระทรวงศึกษาฯ เพิ่มหลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  ซินดี้ สิรินยา บิชอฟ  และเพื่อนนักแสดง นำทีมรวมพลังผู้ถูกกระทำความรุนแรง ทำกิจกรรมรณรงค์ในแคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล พร้อมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์ผู้ที่เคยถูกกระทำ โดยภายในงานมีการนำผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรง และเครือข่ายกว่าร้อยชีวิต วาดหยดน้ำตาสีดำที่ใบหน้า ร่วมเดินรณรงค์และทำ flash mob รวมพลคนเจ็บแต่ไม่ยอม    

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ thaihealth

นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิง อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 36.2   เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ร้อยละ 38.4 เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย ร้อยละ 10.4 ตลอดจนเคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง ร้อยละ 7.8  นอกจากนี้ยังเห็นการตอกย้ำสะท้อนความรุนแรงทางเพศ ผ่านสื่อละคร เช่น “ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ ทำให้ละครน่าสนใจ”  มีผู้เห็นด้วยถึงร้อยละ 44.7 “นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” ร้อยละ 39.0 “สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” ร้อยละ 32.1 และ“ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้” ร้อยละ 25.3

นางสาวจรีย์  กล่าวว่า ประโยคหรือข้อความ ที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ “สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” ร้อยละ 89.2 รองลงมา “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า เรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง” ร้อยละ 77.0 “ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว”    ร้อยละ 62.8 “ผู้ชายเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า และมีภาวะความเป็นผู้นำ” ร้อยละ 61.6 “ครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันหรือหย่าร้าง จะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา” ร้อยละ 57.4  ซึ่ง ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร  แต่ในความเป็นจริงนี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังแบบแผนตีกรอบความเป็นผู้หญิง ความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการบ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคม  ผลิตซ้ำทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ปัญหา อดทนๆกันไปเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ thaihealth

ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวน และช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอมที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่  ซึ่งเป็นรากเหง้าของทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และงานรณรงค์ในวันนี้หวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการชวนกันกลับมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ให้ถึงเวลาปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอกย้ำการบ่มเพาะแบบเดิมๆ ให้เปลี่ยนใหม่เป็นการออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที” นางสาวจรีย์  กล่าว

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ thaihealth

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้อยากสะท้อนว่า เมื่อผู้หญิงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง  ต้องหยุดโทษตัวเองหรือเลิกคิดว่ามันเป็นเพราะเราเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากตัวเองสร้างพลังให้ตัวเอง แน่นอนว่าบางเรื่องอาจละเอียดอ่อนซับซ้อนเปราะบางในครอบครัว  แต่เราต้องสร้างทางเลือกอื่นให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการมีข้อมูลในมือ ต้องค้นหาเสาะแสวง เพื่อที่จะมีความรู้ สร้างทางเลือกเพราะคนที่ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นอยู่ในมือจะเสียเปรียบ

"อยากให้หยุดมายาคติเรื่องโทษผู้หญิงด้วยกันเอง หยุดโทษตัวเอง เพราะสังคมไม่ควรมีสถานการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นและสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกคนคอยฟัง คอยช่วยสนับสนุน พร้อมเป็นพลังใจ แคมเปญ#เจ็บแต่ไม่ยอม เราอยากบอกว่าอย่าพยายามอยู่ในสถานการณ์เป็นเหยื่อหรือเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อ เราควรแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นสู้ แน่นอนว่ามันเคยเจ็บ แต่เจ็บต้องไม่ยอม เราต้องสร้างพลังบวก เชื่อมั่นในตัวเองเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เห็นคุณค่าในตัวเอง  แต่เราต้องการลุกขึ้นก้าวผ่านมันไปให้ได้ ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง  แล้วมองหาตัวช่วย มีองค์กรหน่วยงานจำนวนมากที่พร้อมจะเข้ามายืนเคียงข้างเรา อย่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รวมไปถึงกลไกของรัฐเช่น 1300" นางแบบสาว ระบุ

“เจ็บแต่ไม่ยอม” ยุติความรุนแรงต่อสตรีฯ thaihealth

ขณะที่เค (นามสมมติ) บอกเล่าประสบการณ์ที่เคยเผชิญความรุนแรงและการคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาวตน ในวัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีของตน หรือพ่อแท้ๆของเด็กโดยมีสติครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือนหลังเกิดเหตุ ลูกจึงตัดสินใจบอก ซึ่งช็อคมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฎิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม  จนสุดท้ายเธอตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านาย และได้ไปแจ้งความ และตำรวจก็ไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว  แต่เธอยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด โดยมีทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาช่วย  แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป ทุกวันนี้ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง ในตอนแรกรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาจะกลับมา  แต่ตอนนี้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายที่พักใหม่แล้ว  แต่คงต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก  เราเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น  เปรียบเหมือนคนที่จะจมน้ำ  ก็ต้องช่วยตัวเองก่อนในเบื้องต้น  ตั้งหลักให้ดีแล้วจึงค่อยๆมองหาขอนไม้หรือตัวช่วย เพื่อมายืนเคียงข้างเรา

ด้านวี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว โดยสามีของตนเอง ซึ่งอยู่กันมาได้ระยะหนึ่งก็บังคับให้เธอไปขายบริการทางเพศตอนกลางคืน  โดยวิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน  หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก  ในช่วงแรกของการแต่งงานก็ไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติอะไร  แต่เมื่อย้ายที่ทำงานมาในจังหวัดทางชายฝั่งตะวันออก พฤติกรรมสามีก็เปลี่ยนไป ดื่มเหล้า พูดจาลามก หรือบังคับให้ตนดูรูปคลิปโป๊  และบังคับให้ไปเร่ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูกอีก  จนสุดท้ายตนก็ทนไม่ได้ จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียล จนมาพบหน่วยงานช่วยเหลือคือมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็เลยเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องของตนจนมีเจ้าหน้าที่โทรมาหา และให้ความช่วยเหลือดูแล  จนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้  และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว  อยู่ในคุกโดนโทษ 7 ปี  จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนให้ตั้งสติ  หนักแน่น  อย่ายอมให้ถูกกระทำ หรืออดทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง  หรือกลัวเสียงติฉินนินทา  เพราะมันจะยิ่งเลวร้าย  แน่นอนเราเจ็บ แต่เราจะไม่ยอมอีกต่อไป