ลงนามความร่วมมือ เตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชน

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ลงนามความร่วมมือ เตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชน thaihealth

สสส.-กรมเด็กฯ-สมาคมวางแผนครอบครัวฯ ลงนามความร่วมมือ 3 ปี นำร่องสถานสงเคราะห์ 5 แห่งเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคม เน้นพัฒนาทักษะชีวิต/อาชีพ ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน พึ่งพิงตนเองได้ พร้อมขยายผลสร้างกลไกเสริมสร้างศักยภาพครอบคลุมสถานสงเคราะห์อีก 16 แห่ง

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็กของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข ระหว่างกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.)

ดร.สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็ก(สถานสงเคราะห์) ตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปี จำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ มีเด็กในความอุปการะ 6,513 คน เด็กในสถานสงเคราะห์มีความหลากหลาย เช่น เด็กกำพร้า พิการ ครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่พร้อมด้านสภาพแวดล้อมและไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของเด็ก เด็กติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น บางรายมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อทางสังคมได้ง่าย เมื่อออกสู่โลกภายนอก จึงมักพบปัญหาร่วมของเด็ก 2 เรื่อง คือ ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดแรงบันดาลใจและการตั้งเป้าหมายในชีวิต และขาดการฝึกฝนทักษะชีวิตในหลายๆ ด้าน ซึ่งการแก้ปัญหา ดย.ได้ดำเนินตามแผนกลยุทธ์กรมกิจการเด็กและเยาวชน ฉบับที่ 1 ( พ.ศ.2560 – 2564 ) ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนตามช่วงวัย โดยเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มุ่งให้เกิดวินัยและคุณธรรม มีความรับผิดชอบเรื่องการดูแลสุขภาพทางเพศ และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษา การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ดย. ได้กำหนดให้มีนโยบายการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก ในสถานรองรับเด็กนำร่อง ทั้ง 5 แห่ง 1.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด 2.สถานสงเคราะห์เด็กหญิงอุดรธานี 3.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา  4.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ 5.สถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี  ตามเป้าหมายของโครงการ เพื่อพัฒนาสู่เป็นต้นแบบในการจัดสวัสดิการด้านเด็กและเยาวชนและเป็นศูนย์การเรียนรู้ และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ ทั้ง 16 แห่ง ในประเภทสถานรองรับเด็กอายุ 6 – 18 ปี  ทั้งหญิงและชาย จำนวน 2,620 คน รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพในเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตนเอง ผ่านระบบและกลไกการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ที่ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกสถานสงเคราะห์ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสนับสนุนโครงการเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข โดยมุ่งหวังที่จะเกิดการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก โดยเน้นผลลัพธ์ที่ตัวเด็กและเยาวชน เกิดสถานรองรับเด็กต้นแบบ ที่สามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ  ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงาน ในระบบบริการหลักของสถานรองรับให้มีความรู้ความสามารถในการเตรียมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคม ที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี และสนับสนุนเกิดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กและเยาวชนคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมภายนอก และมีความพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ด้าน ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.) กล่าวว่า สวท. ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเด็กเยาวชนออกสู่สังคม โดยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ เพื่อลดภาวะที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ช่วยให้มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต มีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สำหรับโครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยเน้น 3 เรื่อง คือ 1. พัฒนากระบวนการและชุดความรู้สำหรับการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็กนำร่องทั้ง 5 แห่งให้เป็นต้นแบบเพื่อการขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ จนครบ 16 แห่ง2.พัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในระบบบริการหลักของสถานรองรับเด็ก 3. สนับสนุนให้สถานสงเคราะห์เป้าหมาย 5 แห่ง เป็นสถานสงเคราะห์เปิด โดยดำเนินการให้สถานรองรับเด็กทำงานแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เกิดนวัตกรรม เครื่องมือเทียบระดับ (BENCHMARKING) จำนวน 2 ชุด (คู่มือเทียบระดับและคู่มือระบบคุณภาพสถานสงเคราะห์) ที่ครอบคลุมเรื่องการประเมินตนเอง (SELF-ASSESSMENT TOOLS) และคู่มือการพัฒนาบุคคลากรในระบบบริการหลัก (PROGRAMMING TOOLS) 5 โปรแกรม และมีบุคลากรดูแลเด็กที่มีศักยภาพตามตัวชี้วัดในระบบหลักทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนรู้ ,ด้านการดูแลสวัสดิภาพ และความปลอดภัย, ด้านนันทนาการ และด้านการศึกษาและวิชาชีพ

 

 

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” thaihealth

สสส.  จับมือเครือข่าย ตอกย้ำค่านิยมปีใหม่ไม่ให้เหล้า ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” ปลื้ม คนไทยได้เหล้าเป็นของขวัญลดลง จากเดิม ร้อยละ 21 ชี้สถิติอุบัติเหตุช่วงข้ามปี 2560 เหล้าเป็นตัวการร่วม ร้อยละ 35 แนะ เลือกสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและปัญญา อาทิ หนังสือ อุปกรณ์ออกกำลังกาย อาหารปลอดสารพิษ สินค้าชุมชน

วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่  เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และภาคเครือข่าย กว่า 100 คน  จัดกิจกรรมรณรงค์ปีใหม่ไม่ให้เหล้า ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า”  โดยขบวนพลังมด (เด็กเล็ก) รวมพลังชวนพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ไม่ให้ ไม่รับ ของขวัญที่มีเหล้า และการแสดงต่างๆ อาทิ แรพสดเพลงของขวัญดีๆไม่มีเหล้า กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ 4 Concept ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า และบูธกิจกรรม เล่นเกม มอบของที่ระลึก

เภสัชกรสงกรานต์  ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า สคล.ไม่สนับสนุนการให้เหล้าหรือเครื่องดื่มมึนเมาเป็นของขวัญ และการจัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สู่การสร้างสิ่งดีๆช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ทุกคนต่างหาของขวัญมอบให้แก่กัน โดยกิจกรรมครั้งนี้เน้นสื่อสาร 4 คอนเซปที่เป็นทางเลือก ได้แก่ 1.การให้หนังสือ คือ การให้ปัญญา ซึ่งหนังสือจะช่วยให้สัมพันธภาพในครอบครัวกลับคืนมา เพราะผลกระทบจะไม่มากเท่าโซเชียลมีเดีย 2.สินค้าที่สนับสนุนการออกกำลังกาย เช่น อุปกรกีฬา เสื้อผ้ารองเท้า ซึ่งเป็นเทรนสุขภาพ 3.สินค้าที่เป็นพืชผักปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี และ4.สินค้าโอท็อป สินค้าชุมชนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนรายได้ให้ท้องถิ่น หวังว่าทั้ง 4 คอนเซปนี้  จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการให้อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เหล้า ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ทางภาคีเครือข่าย ยังได้เชิญชวนเด็กๆวัยใส มาเป็นพลังมด เพื่อเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองลดละเลิกเหล้า เป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูก และพลังมดเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ให้เหล้า ไม่รับเหล้าเป็นของขวัญด้วย 

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” thaihealth

นางสาวรุ่งอรุณ  ลิ้มฬหะภัณ  รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศอันดับต้นๆของโลก จากอุบัติภัยบนท้องถนน เนื่องด้วยเหตุเมาแล้วขับ จากสถิติช่วงเทศกาล มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน มากกว่าช่วงปกติถึง 2.5 เท่า หรือเฉลี่ย87รายต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่เฉลิมฉลอง ระหว่างวันที่ 30-31 ธ.ค.60 การดื่มเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนถึงร้อยละ 35 นอกจากนี้ข้อมูล WHO ยืนยันว่า เหล้าเป็นสาเหตุของโรคมากกว่า 200 ชนิด รวมถึง ความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศ

“ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฯ จัดกิจกรรมรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 และประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มผู้ที่ให้เหล้าเป็นของขวัญลดลงทุกปี ซึ่งในยุคนี้ ไม่มีใครให้เหล้ากันแล้ว โดยจะพบว่า ผู้ที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ30.5 เมื่อรณรงค์ “ให้เหล้า = แช่ง” พบว่าปี2560 ผู้ที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ9 และหวังว่ากิจกรรมนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ให้เหล้าเป็นของขวัญ ทั้งนี้การจัดจำหน่ายกระเช้าของขวัญสำเร็จรูปที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมอยู่ด้วย เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551  มาตรา 30 (5) เข้าข่ายบังคับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

ขณะที่ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า การให้หนังสือคือการให้อาหารสมองแก่คนที่คุณรักและคือการส่งความปารถนาดีอย่างแท้จริง   ยิ่งในยุคที่ผู้คนอยู่ในโลกสังคมออนไลน์  ติดกับโซเชียลมีเดีย  ใช้เวลาเกือบทั้งหมดกับหน้าจอสมาร์ทโฟนทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว  จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้กับการอ่านจากหนังสือกันเลย   เราจึงเห็นภาวะความเครียดในสังคมมีมากขึ้นอารมณ์ที่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดของผู้คนรุนแรงขึ้น   ความรุนแรงในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในสถานศึกษา  ในชุมชนก็พร้อมที่จะแสดงตัวออกมาในทุกเงื่อนเวลา    แต่ในอีกด้านหนึ่งเราจะพบว่าการให้เวลากับการอ่านหนังสือดีๆซักเล่ม  กลับสร้างคุณค่ามากมายให้กับชีวิต  หนังสือช่วยให้เกิดจินตนาการมากมาย  ช่วยให้เกิดความรู้ที่ผ่อนคลาย   เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่ถูกกระตุ้น  รุกเร้าหรือตีกรอบมากเหมือนสื่อออนไลน์    หลายคนที่นอนไม่หลับก็ใช้วิธีการอ่านหนังสือเพื่อผ่อนคลายและทำให้หลับง่ายขึ้น    

“การให้ของขวัญด้วยหนังสือจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ   และแน่นอนที่สุดเป็นการให้ที่ไม่สร้างผลกระทบให้กับใคร  ไม่ต้องมีใครมาเดือดร้อนต่างจากกระเช้าของขวัญที่มีเหล้าแน่นนอน ที่ สำคัญปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้การซื้อหนังสือสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดี  จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน” นางสุชาดา กล่าว

เตือน 28 เส้นทาง อุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เตือน 28 เส้นทาง อุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่ thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมทางหลวง เตือน 28 เส้นทาง เกิดอุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะผู้ขับขี่ใช้เกียร์ต่ำบริเวณทางลาดชัน และขับขี่ด้วยความระมัดระวังในช่วงฝนตก

นายอภิสิทธิ์ พรหมเสน รองอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานกรรมการศูนย์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยช่วงเทศกาล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทางหลวงทั่วประเทศพบว่ามีบริเวณทางลาดชันที่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งนั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 12 เส้นทาง และ เส้นทางที่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งในช่วงฝนตก จำนวน 16 เส้นทาง เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ปลอดภัยทางหลวงได้รณรงค์ให้ผู้ขับขี่ใช้เกียร์ต่ำบริเวณทางลาดชันและช่วงฝนตกให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง

สำหรับเส้นทางลาดชัน 12 เส้นทางประกอบด้วย 

ทางหลวง 118 เชียงใหม่-ดอยนาแก้ว (โค้งปางแฟน) จ.เชียงใหม่ กม.ที่ 42+000 – 52+000
ทางหลวง ทล. 109 แม่สรวย-ห้วยป่าไร่ จ.เชียงราย กม.ที่ 14+200 – 18+500
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยสน) จ.ตาก กม.ที่ 47+830 – 51+705
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยคา) จ.ตาก กม.ที่ 51+885 – 54+885
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยรวก) จ.ตาก กม.ที่ 64+900 – 70+000
ทางหลวง ทล. 11 นาอิน – ชัยมงคล (เขาขาด) จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 282+225 – 291+115
ทางหลวง ทล. 11 บึงหลัก – หนองน้ำเขียว (เขาพลึง) จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 349+199 – 351+740
ทางหลวง ทล. 12 น้ำดุก – ห้วยซำมะคาว (สะพานห้วยตอง) จ.เพชรบูรณ์ กม.ที่ 374+400 – 377+400
ทางหลวง ทล. 12 น้ำดุก – ห้วยซำมะคาว (ห้วยซำมะคาว) จ.เพชรบูรณ์ กม.ที่ 416+300 – 420+345,
ทางหลวง ทล. 304 สี่แยกกบินทร์บุรี – วังน้ำเขียว (โค้งศาลโทน) จ.ปราจีนบุรี กม.ที่ 200+160 – 212+000
ทางหลวง ทล. 323 ท่าขนุน – เจดีย์สามองค์ (เนินช้างร้อง) จ.กาญจนบุรี กม.ที่ 263+826 – 267+126
ทางหลวง ทล. 4 เขาพับผ้า – พัทลุง (เขาพับผ้า) จ.พัทลุง กม.ที่ 1133+665 – 1138+865

สำหรับเส้นทางที่มีอุบัติเหตุบ่อย ช่วงฝนตก มี 16 เส้นทาง ประกอบด้วย 

ทางหลวง ทล.11 ปางมะโอ – ป่าขาม จ.ลำปาง กม.ที่ 425+000 – 427+000
ทางหลวง ทล.120 ปากบอก – แม่เฮียว จ.ลำปาง กม.ที่ 25+450 – 27+800
ทางหลวง ทล.1184 แม่อาว – ดอนมูล จ.ลำพูน กม.ที่ 34+900 – 38+800
ทางหลวง ทล.11 หนองน้ำเขียว – ปางเคาะ จ.แพร่ กม.ที่ 365+560 – 370+000
ทางหลวง ทล.101 ร้องกวาง – ห้วยแก๊ต จ.แพร่ กม.ที่ 277+360 – 295+500
ทางหลวง ทล.222 ท่ากกแดง – บึงกาฬ จ.บึงกาฬ กม.ที่ 109+950 – 114+000
ทางหลวง ทล.11 บึงหลัก – หนองน้ำเขียว จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 350+150 – 350+800,
ทางหลวง ทล.4 เขาพับผ้า – พัทลุง จ.พัทลุง กม.ที่ 1160+100 – 1173+000
ทางหลวง ทล.41 ควนรา – หัวเตย จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 146+000 – 147+600
ทางหลวง ทล.41 ถ้ำพรรณรา – ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กม.ที่ 281+800 – 290+000
ทางหลวง ทล.41 สี่แยกโพธิ์ทอง – พัทลุง จ.พัทลุง กม.ที่ 366+850 – 370+000
ทางหลวง ทล.401 ช่องชาลี – ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 110+900 – 113+300
ทางหลวง ทล.401 บางกุ้ง – เขาหัวช้าง จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 186+300 – 188+700,
ทางหลวง ทล.4 ตรัง – เขาพับผ้า จ.ตรัง กม.ที่ 1124+600 – 1140+000
ทางหลวง ทล.406 ค่ายรวมมิตร – ย่านซื่อ จ.สตูล กม.ที่ 55+700 – 58+500
ทางหลวง ทล.410 ตะบิงติงงี – บ่อหิน จ.ยะลา กม.ที่ 74+500 – 99+200

สำหรับช่วงการรณรงค์จะติดตั้งป้ายรณรงค์ทางลาดชันเพิ่มเติมบริเวณเฉพาะทิศทางขาลงทางลาด ระยะทาง 100 เมตร ก่อนจุดเริ่มต้นทางลาดชัน ในส่วนของป้ายรณรงค์ฝนตกขับขี่ด้วยความระมัดระวังจะติดตั้งที่ระยะทุกๆ 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ขับขี่ระมัดระวัง หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อได้ ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

“วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

วันที่ 23 ธันวาคม 2561 มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการควบคุมยาสูบ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล เพื่อครอบครัวไทย ในชื่อเครือข่ายครอบครัวเดิน-วิ่งการกุศล  เพื่อครอบครัวไทย ครั้งที่ 7 “ วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่”  Run for smoke free family โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวและประชาชนทั่วไปได้ออกกำลังกายและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างความสามัคคี สร้างสัมพันธภาพอันดีในครอบครัว และมุ่งรณรงค์ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่  เพื่อให้ครอบครัวเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่และยาเสพติด

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

นายสุจิตต์ ไตรพิทักษ์  กรรมการบริหารแผนคณะที่  4 (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านครอบครัว) สสส. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ให้ข้อมูลว่า เป็นโอกาสอันดีที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวได้จัดกิจกรรมเครือข่ายครอบครัวเดิน-วิ่งการกุศล  เพื่อครอบครัวไทย ครั้งที่ 7 “ วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่”  Run for smoke free family ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะร่วมมือขับเคลื่อนโครงการบ้านปลอดบุหรี่ เพราะบ้านเป็นสถานที่ส่วนบุคคลที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของกฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ที่จะบังคับได้ การสูบบุหรี่ในบ้าน หรือบริเวณบ้าน จะทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง ดังนั้นการร่วมกันรณรงค์ ผลักดันให้ครอบครัวเห็นความสำคัญของการทำให้บ้าน ให้ครอบครัวปลอดบุหรี่ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวทั้งด้านสุขภาพกาย  สุขภาพจิตความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมการเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก เยาวชน

ด้านนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัน ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งตัวผู้สูบเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะต่อตัวเด็ก เช่น มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด ติดเชื้อในหูชั้นกลาง และมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมองช้ากว่าเด็กทั่วไป เป็นต้น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) พบว่า ในปัจจุบันมีเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 87.5 ที่ต้องอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 1 คนที่สูบบุหรี่ และคนกลุ่มนี้ร้อยละ 70 ระบุว่า ตนเองมักสูบบุหรี่ในบ้านหรือในขณะที่มีเด็กอยู่ด้วย ซึ่งสมาชิกที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุดก็คือพ่อของเด็กๆ นั่นเอง แน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับสัมผัสควันบุหรี่มือสองในบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยยืนยันได้จากการตรวจพบสารโคตินินในปัสสาวะของทารกที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 คน ถึงร้อยละ 40.7 และในจำนวนนี้ร้อยละ 3.4 มีปริมาณโคตินินเทียบได้กับที่ตรวจพบในผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

และกล่าวต่อว่า แม้ว่า “พ่อ” จะเป็นบุคคลที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุด แต่ยังมี “พ่อ” อีกถึงร้อยละ 45.8 ที่มีความกังวลใจต่อผลกระทบทางสุขภาพของลูกที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ความพยายามอย่างมากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของตนเอง เช่น ไปสูบนอกตัวบ้าน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในที่ที่มีสมาชิกในบ้านทำกิจกรรมอยู่ อีกร้อยละ 54.6 มีความคิดที่จะเลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 56.0 เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่

“มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า เด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านมีความเสี่ยงที่จะเติบโตกลายเป็นคนติดบุหรี่มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านถึง 3 เท่า หากต้องการลดปัญหาการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชน โดยไม่ให้เด็กก้าวเข้ามาเป็นนักสูบหน้าใหม่ ต้องเน้นการทำให้พ่อแม่-ผู้ปกครองตระหนักถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ของตนเองต่อปัญหาสุขภาพของลูกหลาน และการเป็นแบบอย่างของพ่อแม่-ผู้ปกครองโดยการไม่สูบบุหรี่ให้ลูกหลานเห็นด้วยการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย สำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สามารถโทรติดต่อได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร 1600 โทรฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

บอล & ยอด เพราะรัก(สุขภาพ)จึงทำ

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก: ngthai.com/แฟ้มภาพ

บอล & ยอด เพราะรัก(สุขภาพ)จึงทำ thaihealth

ถ้าพูดถึงรายการที่โด่งดังในตอนนี้ ซึ่งหลายคนรู้จักเป็นอย่างดีกับรายการ ‘หนังพาไป’ ที่พาผู้ชมออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อไปงานเทศกาลหนัง ร่วมกับพิธีกรคู่หูดูโอ้ ที่นำเสนอผลงานในรูปแบบความบันเทิง สนุก กระตุกต่อมคิด สร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้ชมกล้าฝันและทำให้สำเร็จ และในวันนี้ทั้งยอดและบอลก็มาเผยการดูแลสุขภาพของตัวเองให้ทราบกันด้วย

เวลาทำงานหนักแบบนี้  ดูแลตัวเองอย่างไร?

บอล & ยอด เพราะรัก(สุขภาพ)จึงทำ thaihealth

       นายพิศาล แสงจันทร์ (ยอด) เล่าว่า ผมเป็นคนที่ทำงานตัดต่อเยอะ ค่อนข้างต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งคิดไม่ออก เกิดภาวะเครียด รวมทั้งเริ่มมีอาการปวดหลัง ไม่มีเวลาพักเลย  พอนานวันขึ้นร่างกายเริ่มฟ้องว่าไม่ไหว รู้สึกเหมือนไม่สดชื่น  ขาดแรงบันดาลใจ และ “รู้สึกตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเติมเต็มความสุข ไม่อย่างนั้นร่างกายพังแน่นอน” นี่คือประโยคที่ผมพูดกับตัวเองแล้วหยิบรองเท้าผ้าใบ 1 คู่ พร้อมพาตัวเองออกไปสวนสาธารณะ แล้วเริ่มเดินช้าๆ ไปรอบๆ เส้นทาง ในขณะนั้นสมองก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น เห็นผู้คนมีรอยยิ้มทักทายเรา เรารู้สึกดี ยิ้ม สวัสดี ทักทาย คนแปลกหน้าที่เจอในวันนั้น หลากหลายคน  สิ่งเหล่านี้มันเป็นคำถามย้อนกลับมาหาผมว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมานอกจากทำงานแล้ว ผมทำอะไรให้ตัวเองบ้าง หลังจากนั้นความคิดผมเปลี่ยนเริ่มออกมาวิ่งในทุกครั้งที่มีมีเวลา

       “หลายคนอาจไม่รู้ว่าการวิ่งออกกำลังกายมันส่งผลดีขนาดไหน ถ้าคุณไม่ได้ลงมือทำเอง ซึ่ง ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องบอกว่านอกจากสุขภาพดีขึ้นแล้ว มัน คือ สิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้ผม คิดงานออก ไม่เครียด มีแรงบันดาลใจมากขึ้น ทุกวันนี้ผมมีเพื่อนหลากหลายกลุ่ม หลายอาชีพที่พากันไปหาแรงบันดาลใจด้วยการวิ่ง และผมก็ชอบวิธีการนี้มากๆ เพราะมันเป็นเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ถ้าผมรักตัวเองผมต้องรักร่ายกายของผมด้วย” พิศาล เล่าด้วยรอยยิ้ม

บอล & ยอด เพราะรัก(สุขภาพ)จึงทำ thaihealth

       ‘นอกเหนือจากการทำงาน มนุษย์ทุกคนย่อมหลงลืมไปว่าเราใช้ร่างกายหนักเกินไปรึเปล่านายทายาท เดชเสถียร (บอล) เน้นย้ำว่า คนเราเกิดมาไม่ได้ใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว ต้องให้พื้นที่ร่างกายได้พักบ้าง การพักไม่ใช่แค่การนอนนิ่งๆ แต่ต้องเติมสิ่งดีๆ ลงไป มันเป็นกฎทั่วไป ‘เมื่อเอาออกก็ต้องเติมเต็มเข้าไป’ เพื่อให้เกิดความสมดุล ดังนั้นถ้าผมจะบอกว่าให้ทุกคนมาออกกำลังกายแบบผม คงยากที่ผมจะเปลี่ยนใคร แต่ถ้าผมบอกว่า อยากให้คุณอย่าเอาเปรียบร่างกายมากจนเกินไป ใช้เขาแล้ว ก็ควรคืนให้เขาบ้าง แบบนี้ พอมีความเป็นไปได้ไหม ที่คุณจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง พาร่างกายออกมาสูดอากาศที่บริสุทธิ์ในสวนสาธารณะ ไม่อยากวิ่ง ก็ลองเดินช้าๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องนับก้าว คุณจะรู้เลยว่า คุณจะตกหลุมรักการทำแบบนี้แบบผม  ด้วยความคิดว่าถ้าไม่ได้ทำเหมือนในหนึ่งวันคุณขาดอะไรไป สุดท้ายคุณมารู้ตัวอีกที คือ คุณขาดการออกกำลังกายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

       “เมื่อทุกอย่างมันเกิดจากความรัก สิ่งที่เราทำลงไปมันจะไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะผมเองก็ยินดีที่จะออกกำลังกายให้ได้ในทุกๆ วัน กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับในสิ่งที่ดี และไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองจนเกินไป เท่านี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น” ทายาท เล่าทิ้งท้าย

       เห็นได้ว่า เคล็ดลับการดูแลสุขภาพของพิธีกรทั้ง 2 คนไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก เป็นพื้นฐานที่ใครก็ทำได้ สิ่งง่ายๆ ที่ สสส.แนะนำส่งเสริมให้คนไทยหันมาออกกำลังกายที่เพียงพอ กินผักผลไม้ให้ได้ 400 กรัม ต่อวัน เท่านี้ก็ทำให้สุขภาพแข็งแรงได้

วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง  thaihealth

“พล.อ.อนันตพร” วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง “สังคมไทยไร้ความรุนแรง-SE-สังคมผู้สูงอายุ” วอนอย่างมองแค่วาระการเมือง มุ่งสานต่อกลไกพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นประธานการประชุมสรุปผลงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อการพัฒนาสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 2 ปี (ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ 2.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ 3.ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย 4.ด้านการออมเพื่อการเกษียณอายุ และ 5.ด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมมอบโล่ห์รางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย (Building a Good Society Award) จำนวน 20 รางวัล และเกียรติบัตรรางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย จำนวน 18 รางวัล

โดย พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่มีจุดอ่อนและจุดแข็งต่างกัน แต่สามารถเติมเต็มการทำงานร่วมกันได้ อาทิ การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ ที่มีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม. เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งรัฐมีจุดแข็งคือการใช้กฎหมายเป็นตัวนำ เป็นข้อบังคบ และมีฐานข้อมูลคนพิการ แต่มีบุคลากรน้อยและไม่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอาชีพให้ตรงความต้องการตลาดแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนมีประสบการณ์ในการช่วยฝึกอาชีพ พัฒนาศักยภาพ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคนพิการได้ ขณะที่ภาคประชาสังคมก็ทำหน้าที่เป็นข้อต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนพิการที่อยู่ในพื้นที่ และเข้าใจความต้องการของคนพิการ รวมถึงภาคการศึกษาวิชาการ ทำหน้าที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมทางสังคมต่างๆ เมื่อเกิดข้อติดขัดก็ใช้เวทีการประชุมคณะทำงานฯ เป็นเวทีกลางในการพิจารณาวางแนวทางในการแก้ไข ซึ่งแต่ละประเด็นถือว่ามีความคืบหน้าและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่คณะทำงานฯ จะเน้นและให้ความสำคัญในการสร้าง 3 เรื่อง คือ 1.การสร้างสังคมไทยไร้ความรุนแรง โดยเฉพาะการปรับเจตคติของสังคม ไม่ให้มองความรุนแรงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ผู้ถูกกระทำไม่กล้าร้องทุกข์ ทั้งที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 และมีกระบวนการช่วยเหลือพร้อมอยู่แล้ว 2.การสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ซึ่งเป็นการนำ “ผลกำไร” มาบวกกับ “การสร้างประโยชน์แก่สังคม” และให้เกิดความยั่งยืนในตัวเอง โดยเฉพาะกับคนพิการและผู้สูงอายุ และ 3.การสร้างสังคมสูงอายุ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องเดินหน้าต่อไป และทำให้เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้มองเรื่องเหล่านี้เป็นวาระทางการเมือง หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพียงแต่รัฐบาลนี้ได้ยกระดับและสร้างกลไกคณะทำงานขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น ดังนั้นแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่หากเครือข่ายยังร่วมกันเดินหน้าต่อไปก็จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป” พล.อ.อนันตพร กล่าว

วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง  thaihealth

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาช่วยให้เกิดการแก้ไข ทำความเข้าใจต่อประเด็นข้อจำกัด หรือการหนุนเสริมรายละเอียดต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ในส่วนของภาคประชาสังคม จะยังคงหนุนเสริมและร่วมขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาสังคม ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละองค์กรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังได้เรียนรู้แนวคิดการทำงานในรูปแบบของภาคเอกชน และเป็นภาคีที่จะร่วมกันทำงานพัฒนาสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป สสส. และภาคีเครือข่าย มีการทำงานที่หนุนเสริมและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ พม. อยู่แล้ว ทั้งการขับเคลื่อนประเด็นความรุนแรงในครอบครัว สตรี และผู้สูงอายุ และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พัฒนาระบบและความพร้อมประชาชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งภาคประชาสังคมพร้อมสนับสนุนดำเนินงานต่อเนื่อง

“สำหรับการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม (Social Impact Finance) เพื่อเป็นทางเลือกของการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านการพัฒนาสังคม โดยขณะนี้ได้ศึกษาในระยะที่หนึ่งเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการออกแบบ ดำเนินการ และให้ทุนสนับสนุนโครงการที่เน้นเชิงป้องกัน และให้ความช่วยเหลือแต่แรกเริ่ม เพื่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมทางบวกที่เป็นรูปธรรม และลดค่าใช้จ่ายงบประมาณรัฐในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น  โดยศึกษาใน 3 ประเด็น ได้แก่ คนพิการ เด็กด้อยโอกาส และผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ซึ่งการดำเนินการในช่วงต่อไปจะเป็นการทดลองภายใต้โครงการนำร่องและติดตามประเมินผล เพื่อนำมาสู่การพัฒนารูปแบบและขยายผลในระยะต่อไป โดยคาดหวังว่าแนวทางการดำเนินงานนี้จะสามารถเป็นกลไกพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาสังคมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” ดร.สุปรีดา กล่าว

นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแขงให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบางในสังคม ถือเป็นพันธกิจที่ภาคธุรกิจดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังมีกลไกการทำงานตามแนวทางสานพลังประชารัฐ ได้ช่วยให้การประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ  ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีความเข้มแข็งและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น  ทำงานครอบคลุมในหลายมิติ อาทิ ทั้งการใช้ศักยภาพของแต่ละธุรกิจเข้าไปช่วยหนุนเสริมการพัฒนาสังคม  รวมถึงความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนต่างๆ ร่วมกับภาครัฐ  เป็นต้น  โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มต่างๆ และที่ผ่านมาการดำเนินงานคืบหน้าไปมาก ในส่วนหอการค้าไทยและบริษัทเอกชนในเครือข่ายประชารัฐ  ได้ขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการจนปัจจุบันภาคธุรกิจจ้างงานคนพิการ (ม.33, ม.35) ถึง 50,182 อัตรา เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 13,163 อัตรา ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ไม่เพียงช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ สร้างความสุขให้กับผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น  แต่ยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกด้วย

เปิดงานขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่นที่บุรีรัมย์

ที่มา:ผู้จัดการออนไลน์

เปิดงานขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่นที่บุรีรัมย์ thaihealth

แฟ้มภาพ

แรงงานนอกระบบเป็นฐานของกำลังแรงงานทั้งหมดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นนของผู้ที่มีงานทำ ทางรัฐบาลและกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญ โดยการส่งเสริมให้มีการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย พัฒนาให้มีความเข้มเข็งมากขึ้น สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจมากขึ้น

          นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดงานการขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่น “INFORMAL LABUR FAIR 2018” แรงงานนอกระบบ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ที่ห้องประชุมสนามฟุตบอลช้างอารีน่า อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายแรงงานนอกระบบในท้องถิ่น ตลอดทั้งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจสถานการณ์ด้านแรงงานนอกระบบ กฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คนนายวิวัฒน์ เปิดเผยว่า แรงงานนอกระบบเป็นฐานของกำลังแรงงานทั้งหมดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นนของผู้ที่มีงานทำ ทางรัฐบาลและกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญ โดยการส่งเสริมให้มีการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย พัฒนาให้มีความเข้มเข็งมากขึ้น สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจมากขึ้น เช่นสำนักงานประกันสังคมส่งเสริมให้ได้รับสิทธิประโยชน์ หลักประกันทางสังคมตามมาตรา 40 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดูในเรื่องของสภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยในการทำงานจากเครื่องมือ เครื่องใช้และเครื่องจักร

 

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

สสส.-กพย. ภาคีเครือข่าย ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี “เป็นหวัดเจ็บคอ ไม่ง้อยา” หลังพบคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ปีละ 88,000 ราย แนะลดใช้ยาโดยไม่จำเป็น

วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ลานใบไม้ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กลุ่มใบไม้ในเมือง และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดกิจกรรม ใบไม้รักษ์โลก Episode 3 : “ยา อย่า Yah!!” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรีย เนื่องในสัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ประจำปี 2561 โดยมี ทพ.ศิริเกียรติ   เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. เป็นประธานเปิดงาน

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

ทพ.ศิริเกียรติ กล่าวว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาราวปีละ 700,000 คน และหากไม่เร่งแก้ไขปัญหา ในปี 2593 คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจะสูงถึง 10 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศในแถบเอเชียจะมีคนเสียชีวิตมากที่สุด คือ 4.7 ล้านคน สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มีการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณปีละ 80,000 ราย เสียชีวิตประมาณปีละ 38,000 ราย คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท จากสถานการณ์ข้างต้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 โดยมีเป้าหมายภายในปี 2564 คือ (1) การป่วยจากเชื้อดื้อยาลดลงร้อยละ 50 (2) การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ (3) ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และ (4) ประเทศไทยมีระบบจัดการ การดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

“เพื่อเป็นการสนองยุทธศาสตร์ที่ 5 ในการส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน สสส. กพย. และภาคีเครือข่าย จึงมุ่งรณรงค์สร้างความเข้าใจเพื่อลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่จำเป็น  โดยเฉพาะโรคหวัดเจ็บคอ ซึ่งมีผลการวิจัยชัดเจนว่า กว่าร้อยละ 80 เกิดจากเชื้อไวรัส  ความรู้และความตระหนักในเรื่องนี้จึงนับเป็นด่านแรกที่สามารถป้องกันการใช้ยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่สมเหตุสมผลได้ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย หรือ Antibiotic Awareness Week เป็นกิจกรรมที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสำคัญ โดยมีมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่จัดงานขึ้นในปีนี้ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ตอบสนองการป้องกันปัญหาดังกล่าว ด้วยการณรงค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพราะประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีความเข้าใจผิดว่าเป็นหวัดเจ็บคอ ต้องกินยาต้านแบคทีเรียถึงจะหาย แต่ความจริงแล้วการกินยาต้านแบคทีเรียเมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ นอกจากไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น ยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นในร่างกาย หากวันข้างหน้ามีอาการป่วยหนักจากการติดเชื้อในอวัยวะที่สำคัญ จะทำให้ยาใช้ไม่ได้ผล ส่งผลอันตรายถึงชีวิต

ด้าน นางสาวแววรัตน์ ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการสายงานบุคคลและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวถึงการให้ความสนับสนุนของบริษัท ยิบอินซอย จำกัด ว่า ทางบริษัทฯ มีความยินดีแบ่งปันพื้นที่ลานใบไม้ ซึ่งถือเป็นลานกิจกรรมที่นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการจัดงานภายในของบริษัทฯ แล้ว ยังแบ่งปันพื้นที่ให้หน่วยงาน หรือบุคคลทั่วไปที่มีแนวคิดและสนใจทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ได้เข้ามาร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ ร่วมกัน สำหรับกิจกรรมใบไม้รักษ์โลก episode3 ตอน ยา อย่า Yah! ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. นี้ ได้ถูกออกแบบเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วไป ให้เกิดความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยการแนะนำช่องทางการเข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัย ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง ลดการพึ่งพายาต้านแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะ โดยจะมีวิทยากรทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ความรู้และประสบการณ์ตรง ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบปลอดภัยเพื่อนำมาประกอบอาหาร และการปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเอง ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งวัน                   

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team content www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข thaihealth

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข

“กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไป” วลีเด็ดจาก อาจารย์ยิ่งศักดิ์ พิธีกรและพ่อครัวฝีปากกล้าที่ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ปัจจุบันหันมาทำอาหารเพื่อสุขภาพ เพียงเพราะประโยคที่ว่า “ทุกคนจะไม่ทุกข์ หากไม่เห็นใครสักคนในบ้านป่วย”

อาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ พิธีกร-พ่อครัว และประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ มองว่าตนเคยเป็นต้นเหตุในการเชิญชวนให้ผู้ที่ชมรายการอาหาร เอร็ดอร่อยไปกับการรับประทาน "อาหารสไตล์ยิ่งศักดิ์" ที่รสชาติจัดจ้าน แต่หลังจากที่สุขภาพเริ่มแย่ลง น้ำหนักและไขมันในตัวเองเพิ่มขึ้นจึงหันมารักษาสุขภาพ และเริ่มหันมาสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

“เพราะคุณแม่ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตวันเว้นวัน จึงต้องจำกัดอาหารที่รับประทาน เลยหันมาทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะดูแลคนป่วยจริง ๆ เราจะป่วยด้วยกันหมดทั้งบ้าน และถ้าประเทศชาติมีคนป่วยเป็นโรคไตจำนวนมาก ไม่นานคนไทยทั้งประเทศก็จะป่วยตามกันไปด้วย” อาจารย์ยิ่งศักดิ์ เล่าว่า ทุกคนจะไม่รู้สึกทุกข์ หากไม่เห็นใครสักคนในบ้านป่วย ดังนั้นเมื่อคุณแม่ป่วย จึงหันมาดูแลสุขภาพของคุณแม่ และของตัวเอง โดยการเลือกทานอาหารที่ดี พยายามเลือกอาหารที่ไม่รสจัด ไม่เค็มจัด ไม่หวานจัด ไม่มันจัด และพยายามเพิ่มผักสดเข้าสู่ร่างกายให้มากที่สุด เพราะผักคือสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกาย

แต่สำหรับใครที่ติดการรับประทานอาหารรสจัดจนยากที่จะลด อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ได้แนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้ลดอาหารรสชาติจัดจ้าน และยังสร้างความสุขไปพร้อมกันด้วยได้ คือ "การทำความเข้าใจ" โดยจะต้องไม่บังคับให้ตัวเองเลิก เพราะจะทำให้เกิดความทุกข์ แต่ให้ทำความเข้าใจใหม่ว่า หากรับประทานอาหารรสชาติจัดจ้านจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย เพียงปรับความเข้าใจก็จะสามารถทำให้ลดอาหารรสจัดได้ และยังมีความสุขในการเลือกรับประทานอาหารอีกด้วย

อาจารย์ยิ่งศักดิ์ เล่าว่า แม้ว่าในช่วงแรกจะยากแต่หากค่อย ๆ ทำไปจะเริ่มชิน และเมื่อกลับมาทานอาหารรสชาติจัดจ้านอีกครั้งจะรู้สึกว่าไม่อร่อยเหมือนเดิม รู้สึกว่าเค็มไป รสชาติจัดเกินไป นั่นเพราะลิ้นได้ปรับสภาพให้ชินกับการรับประทานอาหารที่ไม่รสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

การไม่รับประทานอาหารรสจัด การลดเค็ม ลดโซเดียม รวมไปถึงการทานผักให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมต่อวัน เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนของ สสส. ที่มุ่งหวังจะเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี ทั้งด้านกาย จิต ปัญญา และสังคม เพราะสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องดูแลเอาใส่ใจ การรับประทานอาหารที่ดีไม่หวาน มัน เค็มจนเกินไป เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้อาจารย์ยิ่งศักดิ์ได้ฝากทิ้งท้ายถึงการเลือกรับประทานอาหารว่า “อย่าทานอาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด มันจัดนะครับ”

ฮอร์โมนหิว จัดการได้

ที่มา : พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล เครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส.

ฮอร์โมนหิว จัดการได้ thaihealth

ในการทำสงครามกับพุง เราต้องทำความรู้จักกับฮอร์โมนสำคัญสองตัว ตัวหนึ่งคือ ฮอร์โมนหิว และอีกตัวคือ ฮอร์โมนอ้วน วันนี้เรามารู้จักเจ้าตัวพี่ฮอร์โมนหิวกันก่อนนะคะ ฮอร์โมนหิวนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่เป็นทางการว่าเกรลิน

เกรลินถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งสองมือไปหาอาหารเข้าปาก ก่อนมื้ออาหารจะเป็นช่วงเวลาที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อรับประทานอาหารไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงประมาณ 3 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย วิธีการที่จะจัดการกับความหิว คือ พยายามควบคุมเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป ซึ่งทำได้ง่ายๆ ตามทิปต่อไปนี้

1.เพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จพช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลินได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเช้า

2.เลี่ยงอาหารไขมันสูง พบว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง ส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้น

3.อย่านอนดึก การนอนไม่พอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวเก่งขึ้นด้วย

4.รับประทานมื้อเล็กแต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่บ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง

5.หาทางจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย นวด นั่งสมาธิ ฟังเพลง ในเวลาที่เรามีความเครียดหรือวิตกกังวล เกรลินจะถูกผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราหิวง่ายในยามเครียด