จัดหางานหนองบัวลำภู แนะวิธีทำงานต่างแดนอย่างถูกต้อง

ที่มา :  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

จัดหางานหนองบัวลำภู แนะวิธีทำงานต่างแดนอย่างถูกต้อง thaihealth

แฟ้มภาพ

จัดหางานหนองบัวลำภู แนะการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง

ด้วยกรมการจัดหางานมีนโยบายส่งเสริมให้แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศตามกระบวนการเดินทางไปอย่างถูกต้องซึ่ง การเดินทางไปทำงานต่างประเทศมี 5 วิธีคือ รัฐ โดยกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงานบริษัทจัดหางานจัดส่งการแจ้งการเดินทางไปทำงานด้วยตนเองตามมาตรา  48 นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศและนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศฐจัดส่ง

นางสาวกตพร  สองเมืองสุข  จัดหางานจังหวัดหนองบัวลำภู  กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศขอให้ประชาชนคนหางานที่มีความประสงค์จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบขั้นตอนวิธีการของการเดินทางไปทำงานต่างประเทศที่ถูกต้องได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหนองบัวลำภูศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภูชั้น2ตำบลลำภูอำเภอเมืองหนองบัวลำภูจังหวัดหนองบัวลำภูโทรศัพท์0-4231-6733ต่อ19ในวันและเวลาราชการ

ดูแลเด็กใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้ถูกสุนัข แมว กัดข่วน

ที่มา: สำนักโรคติดต่อทั่วไป / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

ดูแลเด็กใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้ถูกสุนัข แมว กัดข่วน thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  เตือนผู้ปกครองระมัดระวังและดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ป้องกันและลดความเสี่ยงการถูกสัตว์กัดหรือข่วน โดยเฉพาะที่สาธารณะที่มีฝูงสุนัขจรจัด จากข้อมูลปี 2561 พบผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 520,000 ราย และกว่าร้อยละ 30 เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี หากถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการรักษาและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่ฝูงสุนัขจรจัดกัดเด็กวัย 7 ขวบ ในจังหวัดทางภาคใต้ บาดเจ็บและเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล นั้น กรมควบคุมโรค ได้ทบทวนข้อมูลรายงานเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวในหลายปีที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.ผู้ที่ถูกกัดหรือทำร้ายส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 2.สุนัขเหล่านี้อาศัยอยู่ตามชายหาด มักอยู่กันเป็นฝูง และมีพฤติกรรมหวงถิ่น  และ 3.ปัญหาสุนัขจรจัดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มักเกิดจากเจ้าของสุนัขที่ไม่สามารถเลี้ยงสุนัขได้ เช่น ย้ายที่อยู่ สุนัขออกลูกมากเกินที่จะเลี้ยงได้ ทำให้ปล่อยสุนัขไว้ตามที่ต่างๆ 

          จากรายงานการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์โดยกรมปศุสัตว์พบว่า ในปี 2561 พบสุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 1,400 ตัว กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เกือบครึ่งเป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของและไม่ทราบประวัติ  นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ในปี 2561 มีจำนวนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 520,000 ราย และกว่าร้อยละ 30 เป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี

           นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำประชาชนให้ระมัดระวังและดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ป้องกันและลดความเสี่ยงการถูกสัตว์กัดหรือข่วน โดยเฉพาะที่สาธารณะที่มีฝูงสุนัขจรจัด รวมถึงสัตว์เลี้ยงในบ้าน เนื่องจากสัตว์ไม่คุ้นชินอาจจะทำอันตรายแก่เด็กได้ สำหรับผู้เลี้ยงสุนัข ควรเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ เลี้ยงในรั้วรอบขอบชิด หากพาออกข้างนอกควรใส่สายจูง และต้องนำสุนัขไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี ทำหมันถาวรเมื่อไม่ต้องการให้สุนัขเพิ่มจำนวน และไม่นำไปปล่อยให้เป็นภาระของสังคม หากในพื้นที่มีสุนัขจรจัด ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสุนัขเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สุนัขจรจัดควรเป็นความรับผิดชอบของคนในสังคม เช่น การพาสุนัขไปฉีดวัคซีน ระบุเจ้าของหรือมีการรับเลี้ยงจะดีที่สุด

           หากถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีหลายๆ ครั้ง ประมาณ 10 นาที ใส่ยาเบตาดีน เพื่อลดการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากฉีดวัคซีนแล้วควรไปตามนัดทุกครั้ง และควรสังเกตสุนัขว่ามีอาการผิดปกติหรือตายใน 10 วันหรือไม่ ภายหลังสุนัขตัวนั้นไปกัดข่วนคน ต้องรีบไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สำหรับคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ขอให้ยึดหลัก “คาถา 5 ย.” ดังนี้ 1.อย่าแหย่ ให้สัตว์โมโห 2.อย่าเหยียบ บริเวณลำตัว ขา หรือหางของสัตว์ 3.อย่าแยก สัตว์ที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า 4.อย่าหยิบ อาหารขณะสัตว์กำลังกิน และ 5.อย่ายุ่ง กับสัตว์ที่ไม่รู้จักคุ้นเคย เพราะสัตว์เหล่านี้อาจกัดหรือข่วนได้  สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

 

กินเจียมอยู่เจียม ต้นเหตุสำคัญสูงวัยภาวะขาดอาหาร

ที่มา :  ไทยโพสต์

กินเจียมอยู่เจียม ต้นเหตุสำคัญสูงวัยภาวะขาดอาหาร thaihealth

แฟ้มภาพ

เมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะร่างกาย สังคมและเศรษฐกิจ อันอาจนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการได้

ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงวัย โรงพยาบาลศิริราช ได้เขียนบทความเตือนบรรดาผู้สูงอายุ ตลอดจนลูกหลานที่มีผู้สูงวัยอยู่ในครอบครัว ให้หมั่นสังเกตดูแลภาวะการขาดอาหารของผู้สูงอายุด้วย มิเช่นนั้น อาการอาจจะรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้

คุณหมอระบุว่า ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอาจจะเป็นอุปสรรคในการไปซื้อหาอาหารข้างนอก หรือแม้แต่การจะประกอบอาหารด้วยตัวเอง การที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก ก็ปล่อยปละละเลยในเรื่องอาหารการกิน จนถึงปัญหาที่ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง เพราะรายได้ลดลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ ผู้สูงอายุบางรายหันเข้าหาเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือปัญหาทางจิตใจ เมื่อผู้สูงอายุดื่มสุรามาก ทำให้ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากแอลกอฮอล์ ทำให้มีอาการเบื่อหน่าย และขาดสารอาหารอย่างอื่นที่จำเป็น ที่สำคัญ เช่น วิตามินบี 1 กรดโฟลิก เป็นต้น

นอกจากนั้น โรคประจำตัวเรื้อรังที่มักพบในผู้สูงอายุ ก็ทำให้มีอาการเบื่ออาหารหรือทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ  ผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มที่มีการขาดอาหารได้ง่ายกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ ทั้งนี้ การสังเกตง่ายๆ ว่าผู้สูงอายุอยู่ในภาวะขาดอาหารหรือไม่นั้น เช่น จะแลดูผอมลง แก้มตอบ กล้ามเนื้อขมับทั้งสองข้างเล็กลง ตาลึกลง กล้ามเนื้อแขนขาก็อาจจะเล็กลง

"โดยธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยชรา ผู้สูงอายุอาจมีน้ำหนักลดได้บ้าง แต่ไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวเดิมในเวลา 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการลดลงของเนื้อเยื่อพวกกล้ามเนื้อ กระดูก ปริมาณน้ำในร่างกาย และอื่นๆ แต่ถ้าน้ำหนักลดมากเกินร้อยละ 5 จากน้ำหนัก เดิม เช่น น้ำหนักเดิม 60 กิโลกรัม แต่ลดลงเหลือ 56 กิโลกรัม ภายในเวลา 6 เดือน มักจะมีสาเหตุที่เป็นความผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์ครับ" ศ.นพ.ประเสริฐระบุ

ส่วนการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามแค่กินให้อิ่ม นั่นคือ

กินอาหารให้ได้สัดส่วน ครบ 5 หมู่ รวมถึงอาหารที่มีกากเส้นใย
กินอาหารที่มีกากให้เพียงพอ เช่น ผัก ผลไม้
กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาที่มีกระดูก งาดำ ถั่วเหลือง
ดื่มน้ำ 2 ลิตรต่อวัน เลี่ยงการดื่มน้ำมากตอนก่อนนอนในกรณีที่ต้องตื่นมา ปัสสาวะบ่อย
กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ เมล็ดพืช ถั่ว

ศธ.ออกกฎฯ “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” รักษาโอกาสทางการศึกษา

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

ศธ.ออกกฎฯ “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” รักษาโอกาสทางการศึกษา thaihealth

สสส.-สพฐ. หนุนนโยบายเด็กท้องต้องได้เรียน หวั่นแม่วัยรุ่นเกือบแสนคนพลาดโอกาสทางการศึกษาด้านผลการศึกษาใน ตปท. ชี้ หากเด็กในห้องพบเห็นเพื่อนท้อง จะเกิดการตื่นตัวดูแลป้องกันตัวเองมากขึ้น

วันที่ 28 มกราคม 2562 ที่ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ในการอภิปรายห้องย่อย หัวข้อ “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” ภายในการประชุมระดับชาติ สุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 3 จัดโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงาน องค์กรภาคีที่เกี่ยวข้อง

ศธ.ออกกฎฯ “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” รักษาโอกาสทางการศึกษา thaihealth

นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์                   รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงให้สถานศึกษาทุกระดับที่มีเด็กตั้งครรภ์ ต้องไม่ให้เด็กออกจากสถานศึกษา โดยต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสมและต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า การให้เด็กตั้งครรภ์เรียนร่วมกับเด็กทั่วไป เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ แต่ผลการศึกษาในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่า เด็กคนอื่นๆ จะเกิดความตื่นตัวมากขึ้นในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันจะเกิดความรู้สึกเห็นใจเพื่อนที่กำลังท้อง และให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีในขณะที่เรียนร่วมกัน

ในปี 2560 มีวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีที่คลอดบุตรมากถึง 84,578 คน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ต้องไม่ให้สถานศึกษาบีบบังคับให้เด็กกลุ่มนี้ลาออก เพราะที่ผ่านมามีการร้องเรียนว่ามีสถานศึกษาบางแห่งพยายามใช้วิธีการต่างๆ ที่ทำให้เด็กตั้งครรภ์ต้องลาออกหรือย้ายที่เรียนไปเอง อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและวิชาชีพ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. และ 5 กระทรวงหลัก ได้ร่วมมือกันสนับสนุนพัฒนาแนวทางดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ใน 20 จังหวัดนำร่อง หนึ่งในนั้นคือ “จังหวัดนครราชสีมา” ที่มีระบบดูแลช่วยเหลือ โดยมีจุดเน้นให้เด็กต้องได้เรียนอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปด้วย หากมีกรณีวัยรุ่นไม่พร้อมจะเรียนต่อในเวลาเรียนปกติ ก็จะจัดการเรียนการสอนให้ในวันเสาร์และอาทิตย์ ท้ายสุดหากจะย้ายสถานศึกษา จะมีระบบให้คำปรึกษาแก่นักเรียนและผู้ปกครอง และส่งต่อระหว่างสถานศึกษาแบบพี่น้อง” นพ.วิวัฒน์ กล่าว

ศธ.ออกกฎฯ “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” รักษาโอกาสทางการศึกษา thaihealth

ด้าน นายภิญโญ ภูศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสังเวช กรุงเทพฯ สังกัด สพฐ. กล่าวว่า ทางโรงเรียนมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ตั้งครรภ์ตามกฎกระทรวง ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้เรียน อย่างเช่น เคยมีกรณีที่ มีเด็กชั้น ม.ต้นตั้งครรภ์ ภายหลังการปรึกษาหารือร่วมกัน ผู้ปกครองและเด็กมีความประสงค์จะเรียนต่อ ทางโรงเรียนจึงจัดระบบการเรียนการสอนภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยครูและเพื่อนสนิท แต่เมื่อเด็กมีอายุครรภ์มากขึ้น จะต้องเปลี่ยนวิธีการให้เด็กกลับไปเรียนที่บ้าน โดยมีผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการรับส่งมอบงานแทน

หัวใจสำคัญของการเยียวยาสภาพจิตใจเด็ก คือการตีวงจำกัดคนที่รับรู้เรื่องนี้ให้แคบที่สุด เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกอับอาย ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอนเป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ต้องไม่ปฏิบัติใดๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองเด็กให้ได้เรียนต่อเนื่องโดยไร้ความกังวล” นายภิญโญ กล่าว

ที่เธอเห็น ค่าฝุ่นมันขึ้นมา

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กรมฝนหลวงฯ และศูนย์ข้อมูล สสส. หนังสือชีวิตติดฝุ่นอันตราย

ที่เธอเห็น ค่าฝุ่นมันขึ้นมา thaihealth

สถานการณ์ปัจจุบัน ฝุ่นละออง PM2.5 ทางกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) รายงานล่าสุดในวันที่ 21 ม.ค.2562 ระบุ จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า อากาศลอยตัวไม่ดี มีสภาพอากาศปิด ลมสงบ ความเร็วลมส่วนใหญ่ต่ำกว่า 1.8 กม./ชม. มีหมอกในตอนเช้า ไม่มีฝน ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล คุณภาพอากาศในภาพรวมอยู่ในระดับ "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" 

ด้านกรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการทำฝนเทียมอีกครั้ง หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน น่าจะเกิดฝนตกในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลได้ในช่วงค่ำ ส่วนกลาโหมนำโดรนบินทดสอบโปรยละอองน้ำในพื้นที่สวนจตุจักร พบช่วยลดปริมาณฝุ่นพิษได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะชาวกรุงที่ต้องประสบกับฝุ่นในตอนนี้ เมื่อฝุ่นละอองเต็มเมืองจนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน จากปัญหาฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่เข้าใจว่าคืออะไรนั้น แท้จริงแล้ว คือ ฝุ่นที่มีขนาดละเอียดมาก ขนาดเทียบเท่ากับแบคทีเรีย หรือเล็กเกินกว่าที่ขนจมูกของเราจะกรองได้ ซึ่งฝุ่นละอองระดับนี้ระบบป้องกันในร่างกายไม่สามารถดักจับได้ดีนัก ทำให้มีโอกาสเข้าสู่ร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งปอด และหากจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อฝุ่นละออง มลภาวะต่างๆ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ถูกต้อง คือ การดูแลตนเอง ซึ่งเป็นสิ่ง สสส.เน้นย้ำเสมอ หากเรามีสุขภาพแข็งแรง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคภัย และเกิดการเจ็บป่วยได้ยากขึ้น

จากสถานการณ์ฝุ่นที่ต้องเจอในปัจจุบัน การดูแลตนเองเป็นเรื่องสำคัญ ทางกรมควบคุมมลพิษ จึงออกมาตรการให้ประชาชนหันมารู้จักวิธีการป้องกันตนเอง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำไว้ มี 5 มาตรการ "หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด" คือ

1.หลีกการสัมผัสฝุ่นละออง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้

2.ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด ป้องกันฝุ่นละออง หมั่นทำความสะอาดบ้านทุกวัน

3.ใช้หน้ากากที่มีประสิทธิภาพ ในการกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอนได้

4.เลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงาน นานกว่า 12 ชั่วโมงในที่โล่งแจ้ง

5.ลดการใช้รถยนต์และการเผาขยะ ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น หายใจติดขัด แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติ ให้รีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลโดยเร็ว

กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำวิธีการใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ดังนี้

1.เลือกใช้หน้ากากอนามัยกันฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนที่ได้มาตรฐาน

2. ควรสวมหน้ากากให้กระชับกับใบหน้า กดส่วนที่เป็นโลหะให้กระชับแน่นกับสันจมูก

 3. เลือกขนาดที่เหมาะ ครอบได้กระชับกับจมูก และใต้คาง ควรแนบกับกับใบหน้า

4. ควรทิ้ง เมื่อพบว่าหายใจลำบาก หรือ ภายในหน้ากากสกปรก

5. หากเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนหน้ากากอันใหม่ทุกวัน

6. ถ้าสวมใสแล้วมีอาการมึนงงหรือ คลื่นไส้ควรหลบไปอยู่ที่ที่ปลอดมลพิษอากาศ ถอดหน้ากากออกและปรึกษาแพทย์

นอกจากการรู้จักการป้องกันตัวเองวิธีการใส่ผ้าอนามัยที่ถูกต้องแล้ว การรู้จักประเภทของฝุ่นสาเหตุของฝุ่นนั้นก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราควรรู้เช่นกัน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดค่าฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกินมาตรฐานนั้น เกิดจากอะไรเพราะโดยทั่วไปแล้วฝุ่นละอองในอากาศมีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา จะเป็นฝุ่นที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ทั้งในรูปแบบที่เรามองเห็นและมองแทบไม่เห็นอย่างฝุ่นละอองหรือฝุ่นที่มองเห็นเป็นสีดําอย่างเขม่า หมอกควัน ซึ่งฝุ่นเหล่านี้แยกย่อยออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1.ฝุ่นละอองรวม (Total SuspendedParticulate : TSP) มีอนุภาคขนาดเล็ก เกิดขึ้นตามภายในและนอกอาคาร โดยฝุ่นชนิดนี้ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน ฟืน แกลบ จะมีสารพิษที่เป็นอินทรีย์สาร และอนินทรีย์สารเป็นส่วนประกอบ

2.ฝุ่นหยาบ (Particutate Matter : PM10) มีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เช่น ฝุ่นที่เกิดจากถนนที่ไม่ได้ ลาดยาง หรือโรงงานบดหิน เป็นต้น

3.ฝุ่นละเอียด (Particulate Matter : PM 2.5) มีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เกิดจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม

เห็นไหมว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากฝีมือขอมนุษย์เกือบทั้งสิ้น หากทุกคนมีความตระหนักรู้และร่วมกันปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะช่วยลดปัญหามลพิษอากาศได้ อาทิ เลี่ยงการใช้รถยนต์ถ้าไม่จำเป็น งดการเผาขยะมลพิษต่างๆในที่โล่ง ทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่ใช้สอยอยู่เสมอ เท่านี้ก็เป็นการกระทำง่ายๆ ที่เราจะสามารถช่วยให้ประเทศไทยกลับมามีอากาศที่ดีขึ้นอีกครั้ง

ถึงแม้วันนี้ปัญหาฝุ่นจะยังอยู่กับเรา แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือ การป้องกันและดูแลตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่เป็นผู้สร้างมลพิษ เท่านี้ก็อากาศก็จะดีห่างไกลโรคภัยได้

ใช้พลังบวกปะทะพลังลบ เอาความทุกข์ออกจากใจ

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ผู้ให้สัมภาษณ์ : ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์
ภาพประกอบโดย : นัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th

ใช้พลังบวกปะทะพลังลบ เอาความทุกข์ออกจากใจ  thaihealth

ใช้พลังบวกปะทะพลังลบ เอาความทุกข์ออกจากใจ
โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์

ในหลายครั้งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะที่เศร้าหมอง หรือมีความทุกข์ มักเป็นเรื่องที่ยากที่เราจะกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง แต่เมื่อเราผ่านมันไปได้และมองย้อนกลับไปจะมองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องตลก แต่ตราบใดที่เรายังติดอยู่ภาวะเศร้าหมอง ก็ยากที่จะหลุดออกมา…

วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอนำเสนอเคล็ดลับในการสร้างพลังบวกและขจัดพลังลบให้กับผู้อ่าน เพื่อให้มีพลังด้านบวกในการทำงาน และขจัดพลังลบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต โดยเคล็ดลับนี้ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์ ได้แนะนำเอาไว้ว่า

ใช้ภาษาที่เป็นบวก มีงานวิจัยออกมาเยอะมากว่า ทุกครั้งที่เราพูดในเรื่องที่เป็นลบ จะส่งผลกับเคมีในเลือด และทำให้เลือดเป็นกรด เมื่อไหร่ที่เราจดจ่อกับเรื่องด้านลบ ก็เปรียบเสมือนว่าเรากำลังวางยาพิษให้กับจิตใจของตัวเองและทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอตามที่เราพูดออกไป
หากไม่ล้มเลิกก็ไม่ล้มเหลว หากวันนี้ทำไม่ได้ให้บอกกับตัวเองว่าพรุ่งนี้เริ่มใหม่ ต้องให้กำลังใจตัวเอง และอย่ารู้สึกผิด เพราะการรู้สึกผิดที่ล้มเหลวจะยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดมากกว่าเดิม หากเราทำพลาดต้องอย่าดราม่า อย่าไปให้ความสำคัญ
มองข้อผิดพลาดให้เป็นเรื่องบวก หรือมองให้เป็นข้อดี มองเป็นการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้เราถามกับตัวเองว่า จะเรียนรู้อะไรกับเหตุการณ์นี้ มันมีข้อดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนำข้อดีนั้นมาเป็นแหล่งพลังงานให้กับตนเอง

แต่หากเรารู้สึกท้อแท้หดหู่ ออกจากความคิดแย่ ๆ ไม่ได้ 'ครูเงาะ' ก็ได้แนะนำเคล็ดลับเอาไว้ ดังนี้

อย่าหลอกตัวเอง ถ้าเศร้าต้องยอมรับว่าเศร้า ถ้าอยากร้องไห้ต้องร้อง แต่เมื่อร้องไห้เสร็จ เศร้าเสร็จจะต้องจบ และเจริญสติให้กับตัวเอง ใช้สติอยู่กับปัจจุบัน เพราะสติคือฐานทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลง คนเราเปลี่ยนได้หากมีสติ อยู่กับปัจจุบัน หากช่วงไหนไม่เศร้าก็ไม่ต้องเศร้า ไม่จำเป็นต้องเศร้าตลอดเวลาก็ได้ ให้อยู่กับลมหายใจปัจจุบัน
เปลี่ยนร่างกาย ทำให้ร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เป็นบวก ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
ย้ายโฟกัส เปลี่ยนไปโฟกัสในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่อนุญาตให้ตัวเองคิดในเรื่องที่เศร้า หากปัญหาเป็นเรื่องที่แก้ได้ให้โฟกัสกับการแก้ปัญหา แต่หากเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ให้โฟกัสในเรื่องอื่น
เลือกคำพูดที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อให้เราได้เรียนรู้อะไร เราโชคดีอย่างไรทีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา และเหตุการณ์นี้ทำให้เราเติบโตได้อย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะหายเศร้าหรือหายทุกข์ในทันที แต่จะต้องค่อย ๆ ทำ และหมั่นฝึกสร้างพลังบวกอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ตนเองมีวัคซีนต้านเศร้า เมื่อถึงจุดนั้นปัญหาเล็กน้อยจะไม่สามารถทำอะไรเราได้

อ่านบทความ   พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ ได้ที่ http://llln.me/6O2qB9q

 

 

เมนูอาหารที่ผสมผสานกันแบบแปลกๆ แต่ถ้าได้ลองอาจติดใจก็ได้นะ

การผสมผสานนั้นทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่ แต่บางครั้งก็ต้องพิจารณาว่า สิ่งใดที่ควรหรือไม่ควรนำมาไว้ด้วยกัน

 

ชม 19 ภาพการมิกซ์แอนด์แมตช์ของ “อาหาร” ที่เห็นแล้วจะทำให้คุณหายหิวในทันที

 

กล้วยจิ้มซอสมะเขือเทศ

 

แครอทราดนูเทลล่า

 

ข้าวกับคุกกี้

 

ซุปชีสเบอร์เกอร์

 

พายแอปเปิ้ลเพิ่มชีส

 

มันเทศและมาร์ชแมลโลว์

 

เฝอบรอกโคลีและคีนัว

 

คอนเฟลกชีส

 

ชีโตสราดนม

 

ฮอทด็อกใส่แยม

 

แพนเค้กไส้กรอก

 

แอปเปิ้ลโรยเกลือและพริกไทย

 

ขนมปังข้าวโพด

 

กล้วยแฮมชีส

 

เพิ่มชีส

 

พิซซ่ากล้วย

 

คลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

แซนด์วิชองุ่น

 

รวมมิตร

 

CC 2019 

เช็กดวงกับ "ซินแสเป็นหนึ่ง" แนะวิธีปรับฮวงจุ้ย เคล็ดไม่ลับเสริมดวงให้เฮง

ซินแสเป็นหนึ่ง

          เปิดคลิป ซินแสเป็นหนึ่ง ทำนายทิศทางดวงปี 2561 พร้อมเผยเคล็ดลับรับปีจอ กับวิธีปรับฮวงจุ้ยบ้าน, โต๊ะทำงาน, กระเป๋าสตางค์ เคล็ดไม่ลับเรียกทรัพย์ให้ร่ำรวย..

          การเช็กดวง โชคชะตา เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตถือเป็นของคู่กันกับคนไทย ยิ่งช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงต้นปี เหล่าบรรดาโหราจารย์ทั้งหลายต่างออกมาทำนายทายทัก หรือแนะนำเคล็ดลับเสริมดวงชะตาต่าง ๆ เช่นเดียวกับ เพจเฟซบุ๊ก ตรวจดวงชะตา ด้วยลายเซ็น ของซินแสเป็นหนึ่ง หมอดูชื่อดัง ที่ได้มีการอัดคลิปทำนายทิศทางดวงปี 2561 พร้อมกับเผยกลเม็ดเคล็ดไม่ลับ แนะนำการปรับฮวงจุ้ยบ้าน โต๊ะทำงาน รวมถึงกระเป๋าเงิน เพื่อเสริมสิริมงคลและเรียกทรัพย์

          ทั้งนี้ ซินแสเป็นหนึ่ง เผยว่า ในปี 2561 นี้ ธุรกิจด้านความงามจะไปได้ดี วงการทีวีจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนรวยจากการทำธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้นชัดเจน และสำหรับธุรกิจออนไลน์ก็จะมาแรง


ซินแสเป็นหนึ่ง

          – สีเสริมทรัพย์ในปี 2561 คือ สีแดง สีม่วง สีเหลืองหรือสีส้ม

          – ตัวเลขมาแรงคือ เลข 8

          – ต้นไม้เสริมทรัพย์ ให้ปลูกหน้าบ้าน หรือบริษัท คนเกิดปีชวด มะแม มะเส็ง มะโรง ให้ปลูกต้นส้ม, ปีมะเมีย กุน จอ ระกา ให้ปลูกต้นชวนชม, ปีฉลู วอก ขาล เถาะ ปลูกต้นโป๊ยเซียน

          – การปรับฮวงจุ้ยบ้านให้รุ่งเรือง
ควรวางพรมเช็ดเท้าไว้ทุกจุดในบ้าน ให้เปลี่ยนเป็นสีใดสีหนึ่ง คือ สีแดง
สีส้ม สีเหลือง หรือม่วง จะกระตุ้นเงินเข้ามา ส่วนห้องนั่งเล่น
ให้หาหมอนอิงมาเสริมบนโซฟา และห้องนอน ให้พลิกฟูกที่นอนเสริมรักให้ยั่งยืน
และให้หารูปปั้นหมา ตุ๊กตาหมามาวางในบ้านเพื่อช่วยเสริมในปีจอ

          – การปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ควรทำความสะอาดใหม่หมด เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายพลัง ให้หานาฬิกาที่มีเข็มมาวางที่โต๊ะด้านซ้ายมือ เพื่อช่วยเคลื่อนไหวทางการเงินที่ดี

          – สำหรับผู้บริหาร ให้หารูปปั้นสุนัขมาวางไว้ในห้องทำงาน ด้านหลังซ้ายหรือขวาก็ได้ เพื่อเสริมความซื่อสัตย์ในเรื่องของลูกน้อง และจะไม่โดนหักหลัง

          – กระเป๋าเงินเสริมทรัพย์ ปี 2561 ให้ใช้กระเป๋า สีแดง สีส้ม และสีม่วง เพื่อเป็นการกระตุ้นทรัพย์ หรือสิ่งดี ๆ เข้ามา ซึ่งหากผู้ชายไม่กล้าใช้สีดังกล่าว แนะนำให้ใช้ใช้สีดำหรือสีเทาแทนได้ สำหรับเคล็ดลับในกระเป๋า ให้หาแบงก์ร้อย 8 ใบ ขอให้เลขท้ายเป็นเลข 8 ใส่ หน้าสุดของกระเป๋า จะช่วยดึงดูดทรัพย์ หมุนเวียนการเงินดี ช่วยความเจริญรุ่งเรือง

          ทั้งนี้ สามารถรับชมคลิปแบบเต็ม ๆ ได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก ตรวจดวงชะตา ด้วยลายเซ็นต์

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ตรวจดวงชะตา ด้วยลายเซ็นต์

บันได 8 ขั้น สู่การเลิกบุหรี่

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

บันได 8 ขั้น สู่การเลิกบุหรี่ thaihealth

แฟ้มภาพ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุหรี่ และการเลิกบุหรี่ เหตุที่ทำให้การเลิกบุหรี่เป็นเรื่องยากนั้น มีสาเหตุที่สำคัญ 2 อย่างคือ การติดเพราะร่างกายต้องการ และการติดเพราะสูบจนเป็นนิสัยจริงๆ แล้ว การติดบุหรี่ของคนเรามักจะประกอบด้วยทั้ง 2 องค์-ประกอบ ดังนั้น การเลิกบุหรี่ จึงจำเป็นต้องกำจัดสาเหตุทั้ง 2 อย่างออกไปให้ได้พร้อมๆ กัน

เลิกบุหรี่ด้วยบันได 8 ขั้น

การเลิกบุหรี่ต้องอาศัยกำลังใจ ความเข้มแข็ง และตั้งใจจริง ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่คิดจะเลิกบุหรี่วันไหนก็แล้ว แต่ ที่ถือเป็นวันดีสำหรับคุณ ลองปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้ เพราะจะช่วยให้คุณไม่หวนกลับไปหาบุหรี่อีกเลย

ทิ้งบุหรี่ที่มีอยู่ให้หมด หาให้ทั่วว่าซุกซ่อนบุหรี่ไว้ที่ไหนบ้าง พบแล้วโยนทิ้งให้หมดไม่เหลือแม้กระทั่งมวนเดียว ไม่ว่าจะมีราคาแพงแค่ไหนก็อย่าเสียดายเป็นอันขาด
ที่เขี่ยบุหรี่ก็ทิ้งไปด้วย กรณีที่เสียดายเพราะเป็นเครื่องตกแต่งราคาแพง อาจจะยกให้คนอื่นไป หรือนำไปเก็บไว้ในที่ที่คุณแน่ใจว่าจะไม่มองเห็นหรือหยิบออกมาได้โดยง่าย
เปลี่ยนทรงผม จะได้ดูว่าเรากำลังจะเป็นคนใหม่
ทำความสะอาดบ้านและเครื่องเรือนทั้งหมด รวมทั้งเสื้อผ้าก็นำมาซักให้สะอาด ให้กลิ่นบุหรี่หมดไป จริงอยู่คนสูบบุหรี่จะไม่ได้กลิ่นเหล่านี้หรอก เพราะความเคยชิน แต่เมื่อเลิกแล้ว คุณจะได้กลิ่นบุหรี่
ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพราะจะ ช่วยชำระล้างนิโคตินออกจากร่างกาย และยังช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ด้วย
ลดปริมาณสารกาเฟอีนในชาและกาแฟ โดยก่อนการเลิกบุหรี่จะต้อง พยายามลดปริมาณสารกาเฟอีนนี้ให้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยดื่มในแต่ละวัน
ออกกำลังกาย เพราะนอกจาก จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้เราเอาใจออกห่างจากบุหรี่ได้ด้วย
หาเพื่อนที่มีความต้องการจะเลิกบุหรี่ด้วยกันสักคน แล้วเลิกพร้อมกันเพื่อที่จะได้เป็นที่ปรึกษา คอยเตือนและคอยให้กำลังใจกัน หรืออาจจะเป็น การหาแรงบันดาลใจอื่น เช่น เลิกเพื่อลูก เลิกเพื่อบิดามารดา หรือคนรักก็ได้  

ออก ‘เที่ยว’ สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลประกอบ : เว็บไซต์ เที่ยวราชบุรี.com และ emagtravel.com

ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และเว็บไซต์ thailandtourismdirectory.go.th / chillpainai.com และ paiduaykan.com 

ออก \'เที่ยว\' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ใกล้เข้ามาแล้วกับงานวิ่งสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “สสส. จอมบึงมาราธอน 2019” ที่จะจัดขึ้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นประจำทุกปี นอกจากเหล่านักวิ่งจะต้องเตรียมความพร้อมฟิตซ้อมก่อนลงสู่สนามในวันจริงแล้ว ในบางท่านอาจกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้ ๆ ที่พอให้แวะไปเก็บบรรยากาศได้อีกด้วย

เพราะ ‘ราชบุรี’ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดสำคัญที่ซ่อนสถานที่และเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และยังเป็น 1 ใน 55 จังหวัดที่ถูกจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่หากได้มาแล้วจะได้เก็บเกี่ยวทั้งบรรยากาศในการท่องเที่ยว ประสบการณ์และการเรียนรู้วิถีชุมชนจากทั้ง 9 อำเภอไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำเขางู เมืองโบราณคูบัว ตลาดน้ำดำเนินสะดวก วัดขนอนหนังใหญ่ อุโบสถทองคำร้อยล้านวัดพระศรีอาร์ย อุทยานบ้านปลาและสวนผีเสื้อมนชิดา น้ำตกเก้าโจน อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม เป็นต้น

แต่ในเมื่อแลนด์มาร์คงานวิ่งของเราตอกเสาลงหมุดอยู่ที่ อ.จอมบึง วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยไปเยือน อย่าง อำเภอจอมบึง มาฝากเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากนั่งรถนาน ๆ เดินทางง่าย ๆ หรือผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติในช่วงสุดสัปดาห์ค่ะ

ถ้ำเขาบิน

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ถ้ำเขาบิน หมู่ที่  11 ต.หินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี บนถนนสายราชบุรี–จอมบึง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีความสวยงามจากหินงอกหินย้อยที่ส่องแสงตกกระทบกับแสงสีของไฟได้อย่างชัดเจน มียอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 272 เมตร เนื้อที่ภายในถ้ำประมาณกว่า 5 ไร่ เมื่อเข้าไปในถ้ำได้ประมาณ 50 เมตร จะมีทางแยกเป็น 2 ทาง ทางด้านซ้ายจะเป็นทางเข้าก้นถ้ำ มีความลึก 300 เมตร ส่วนทางด้านขวาจะเป็นทางอ้อมไปตามสันเขา ก้นถ้ำลึกประมาณ 200 เมตร

ภายในถ้ำเขาบินจะแบ่งออกเป็น 8 ห้องใหญ่ คือ 1) โถงอาคันตุกะ 2) ศิวะสถาน 3) ธารอโนดาต 4) สกุณชาติคูหา 5) เทวสภาสโมสรสถาน 6) กินนรทัศนาหรือกินนรีทัศนา 7) พฤกษาหิมพานต์ และ 8) อุทยานทวยเทพ ที่น่าสนใจคือชื่อที่ใช้เรียกแต่ละห้องนั้นมาจากเรื่องเล่าและความเชื่อ ดังนั้นหากอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องหาวันไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะ

ถ้ำเขาบิน เปิดให้บริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น. มีค่าเข้าชมท่านละ 20 บาท สอบถามข้อมูล โทร. 032-391-397

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง เขาประทับช้าง ตั้งอยู่เชิงเขาประทับช้าง ตรงข้ามปากทางเข้าถ้ำเขาบิน อยู่ห่างจากตังจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร มีพื้นที่อยู่ในเขต ต.ดินกอง อ.เมือง และ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง เป็นสวนป่าที่รวบรวมพรรณไม้ในวรรณคดีหายากให้หลายชินไว้อย่างร่มรื่น ยิ่งในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน จะเป็นช่วงไฮไลท์ที่ควรมาเป็นอย่างมาก เพราะจะมีดอกอรพิมสีขาวบริสุทธิ์บานสะพรั่ง เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนและศึกษาธรรมชาติพันธุ์ไม้อย่างที่สุด

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ “พฤกษานานาพรรณ” ทั้งหมด 13 สถานี ตลอดเส้นทาง 900 เมตร จะได้ผ่านแปลงพรรณไม้ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย เช่น พืชสมุนไพร พรรณไม้ประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่า อย่าง เสือ กวาง เก้ง เป็นต้น โดยใช้เวลาในการเดินศึกษารวมประมาณ 45 นาที

และในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนของทุกปี สวนพฤกษศาสตร์ฯ จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดกิจกรรมวิ่งและขี่จักรยานเสือภูเขาชมสวนมวลไม้อีกด้วย

ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง ตั้งอยู่ที่ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี อยู่ห่างจากตังจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เรียกได้ว่าบรรยากาศที่นี่แตกต่างจากที่อื่น เพราะตั้งอยู่ในช่องว่างระหว่างเขา ในพื้นที่ราว 26 ไร่ถูกจัดแสดงพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิดเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อม ๆ ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่ที่นี่มาจากการบริจาคหรือถูกจับยึดมาได้แล้วนำมาอภิบาลและขยายพันธุ์ โดยผู้เข้าชมสามารถซื้ออาหารไปให้สัตว์ต่าง ๆ ได้

ทางเข้าศูนย์ฯ อยู่ตรงข้ามกับถ้ำเขาบิน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-16.00 น. ไม่มีค่าเข้าชม ข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 032-211025 ต่อ 807

ถ้ำจอมพล

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ถ้ำจอมพล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ในบริเวณสวนรุกขชาติจอมพล อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง มีค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท ในอดีตที่แห่งนี้มีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงประพาสและทอดพระเนตรถ้ำจอมพล ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โดยตรงปากถ้ำจะมีพระอักษร จ.ป.ร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ 5 โดยย่อ และเลข 114 หมายถึงปีที่เสด็จประพาสและทรงพระอักษร พระราชทานนามถ้ำว่า “ถ้ำจอมพล” โปรดเกล้าให้ช่างสลักศิลาตามอักษร  แล้วทรงฉายพระรูปที่ปากถ้ำนั้น

ภายในถ้ำจอมพล จะมี 9 บริเวณสำคัญ นั่นคือ 1) ธารศิลา 2) จุลคูหา 3) พิชิตชล 4) สร้อยระย้า 5) ผาวิจิตร 6) แส้จามรี 7) ถ้ำมัสยาสถิต 8) ธารเนรมิต 9) บรมอาส์น จุดที่ 9 นี้เองที่ใกล้เคียงกับพระพุทธไสยาสน์ ที่จะมีหินย้อยเหมือนรูปกระถาง แนะนำว่าหากมาถึงจุดในช่วงประมาณ 13.15 (บางข้อมูลแนะนำช่วง 14.00-14.30 น.) จะมีแสงส่องลงมาจากถ้ำตกกระทบกับพื้นหินและกระทบโดนกับพระพุทธรูปในแนวเฉียงพอดี ซึ่งช่วงที่แสงนี้งดงามน่ามามากที่สุดคือช่วงเมษายนและสิงหาคม

สวนรุกขชาติ

สวนรุกขชาติ ตั้งอยู่บริเวณหน้าถ้ำจอมพล ถือเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม ประชาชนในพื้นที่มักใช้บริเวณนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ความความร่มรื่น สามารถศึกษาพันธุ์ต้นไม้ต่าง ๆ เช่น มะกอก ต้นเสี้ยน มะเดื่อ ชงโค ก้ามปู หน่อไม้ มะขามป้อน สะเดา หางนกยูง ตะขบ เล็บเหนี่ยว กล้วยเต่า สมอ มะหาก เป็นต้น

ถ้ำจอมพลและสวนรุกขชาติ จึงถือเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติให้แก่สถานศึกษาทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ จะได้เรียนรู้การเกิดของหินจนกลายเป็นหินงอกหินย้อยที่มีรูปร่างสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาสัตว์ต่าง ๆ ทั้งภายในถ้ำและภายนอกถ้ำ อย่าง ลิง กระรอก กระแต ค้างค้าง และนกอีกกว่า 50 ชนิด

นอกจากนี้ ในวันที่ 20 มกราคม 2562 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง “สสส.จอมบึงมาราธอน 2019” งานวิ่งแห่งปีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี จนได้รับขนานนามว่า "ใครไม่เคยวิ่งสนามจอมบึง ไม่ใช่นักวิ่งที่แท้จริง" โดยจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน 3 ระยะ คือ ระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร และระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ผู้สนใจสามารถรอชมภาพบรรยากาศกิจกรรมได้ทางเว็บไซต์ thaihealth.or.th แฟนเพจ สสส. และแฟนเพจจอมบึงมาราธอนนะคะ