ออก ‘เที่ยว’ สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลประกอบ : เว็บไซต์ เที่ยวราชบุรี.com และ emagtravel.com

ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และเว็บไซต์ thailandtourismdirectory.go.th / chillpainai.com และ paiduaykan.com 

ออก \'เที่ยว\' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ใกล้เข้ามาแล้วกับงานวิ่งสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “สสส. จอมบึงมาราธอน 2019” ที่จะจัดขึ้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นประจำทุกปี นอกจากเหล่านักวิ่งจะต้องเตรียมความพร้อมฟิตซ้อมก่อนลงสู่สนามในวันจริงแล้ว ในบางท่านอาจกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้ ๆ ที่พอให้แวะไปเก็บบรรยากาศได้อีกด้วย

เพราะ ‘ราชบุรี’ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดสำคัญที่ซ่อนสถานที่และเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และยังเป็น 1 ใน 55 จังหวัดที่ถูกจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่หากได้มาแล้วจะได้เก็บเกี่ยวทั้งบรรยากาศในการท่องเที่ยว ประสบการณ์และการเรียนรู้วิถีชุมชนจากทั้ง 9 อำเภอไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำเขางู เมืองโบราณคูบัว ตลาดน้ำดำเนินสะดวก วัดขนอนหนังใหญ่ อุโบสถทองคำร้อยล้านวัดพระศรีอาร์ย อุทยานบ้านปลาและสวนผีเสื้อมนชิดา น้ำตกเก้าโจน อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม เป็นต้น

แต่ในเมื่อแลนด์มาร์คงานวิ่งของเราตอกเสาลงหมุดอยู่ที่ อ.จอมบึง วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยไปเยือน อย่าง อำเภอจอมบึง มาฝากเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากนั่งรถนาน ๆ เดินทางง่าย ๆ หรือผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติในช่วงสุดสัปดาห์ค่ะ

ถ้ำเขาบิน

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ถ้ำเขาบิน หมู่ที่  11 ต.หินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี บนถนนสายราชบุรี–จอมบึง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีความสวยงามจากหินงอกหินย้อยที่ส่องแสงตกกระทบกับแสงสีของไฟได้อย่างชัดเจน มียอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 272 เมตร เนื้อที่ภายในถ้ำประมาณกว่า 5 ไร่ เมื่อเข้าไปในถ้ำได้ประมาณ 50 เมตร จะมีทางแยกเป็น 2 ทาง ทางด้านซ้ายจะเป็นทางเข้าก้นถ้ำ มีความลึก 300 เมตร ส่วนทางด้านขวาจะเป็นทางอ้อมไปตามสันเขา ก้นถ้ำลึกประมาณ 200 เมตร

ภายในถ้ำเขาบินจะแบ่งออกเป็น 8 ห้องใหญ่ คือ 1) โถงอาคันตุกะ 2) ศิวะสถาน 3) ธารอโนดาต 4) สกุณชาติคูหา 5) เทวสภาสโมสรสถาน 6) กินนรทัศนาหรือกินนรีทัศนา 7) พฤกษาหิมพานต์ และ 8) อุทยานทวยเทพ ที่น่าสนใจคือชื่อที่ใช้เรียกแต่ละห้องนั้นมาจากเรื่องเล่าและความเชื่อ ดังนั้นหากอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องหาวันไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะ

ถ้ำเขาบิน เปิดให้บริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น. มีค่าเข้าชมท่านละ 20 บาท สอบถามข้อมูล โทร. 032-391-397

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง เขาประทับช้าง ตั้งอยู่เชิงเขาประทับช้าง ตรงข้ามปากทางเข้าถ้ำเขาบิน อยู่ห่างจากตังจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร มีพื้นที่อยู่ในเขต ต.ดินกอง อ.เมือง และ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง เป็นสวนป่าที่รวบรวมพรรณไม้ในวรรณคดีหายากให้หลายชินไว้อย่างร่มรื่น ยิ่งในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน จะเป็นช่วงไฮไลท์ที่ควรมาเป็นอย่างมาก เพราะจะมีดอกอรพิมสีขาวบริสุทธิ์บานสะพรั่ง เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนและศึกษาธรรมชาติพันธุ์ไม้อย่างที่สุด

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ “พฤกษานานาพรรณ” ทั้งหมด 13 สถานี ตลอดเส้นทาง 900 เมตร จะได้ผ่านแปลงพรรณไม้ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย เช่น พืชสมุนไพร พรรณไม้ประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่า อย่าง เสือ กวาง เก้ง เป็นต้น โดยใช้เวลาในการเดินศึกษารวมประมาณ 45 นาที

และในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนของทุกปี สวนพฤกษศาสตร์ฯ จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดกิจกรรมวิ่งและขี่จักรยานเสือภูเขาชมสวนมวลไม้อีกด้วย

ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง ตั้งอยู่ที่ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี อยู่ห่างจากตังจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เรียกได้ว่าบรรยากาศที่นี่แตกต่างจากที่อื่น เพราะตั้งอยู่ในช่องว่างระหว่างเขา ในพื้นที่ราว 26 ไร่ถูกจัดแสดงพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิดเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อม ๆ ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่ที่นี่มาจากการบริจาคหรือถูกจับยึดมาได้แล้วนำมาอภิบาลและขยายพันธุ์ โดยผู้เข้าชมสามารถซื้ออาหารไปให้สัตว์ต่าง ๆ ได้

ทางเข้าศูนย์ฯ อยู่ตรงข้ามกับถ้ำเขาบิน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-16.00 น. ไม่มีค่าเข้าชม ข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 032-211025 ต่อ 807

ถ้ำจอมพล

ออก 'เที่ยว' สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี thaihealth

ถ้ำจอมพล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ในบริเวณสวนรุกขชาติจอมพล อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง มีค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท ในอดีตที่แห่งนี้มีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงประพาสและทอดพระเนตรถ้ำจอมพล ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โดยตรงปากถ้ำจะมีพระอักษร จ.ป.ร. เป็นอักษรพระปรมาภิไธย ของรัชกาลที่ 5 โดยย่อ และเลข 114 หมายถึงปีที่เสด็จประพาสและทรงพระอักษร พระราชทานนามถ้ำว่า “ถ้ำจอมพล” โปรดเกล้าให้ช่างสลักศิลาตามอักษร  แล้วทรงฉายพระรูปที่ปากถ้ำนั้น

ภายในถ้ำจอมพล จะมี 9 บริเวณสำคัญ นั่นคือ 1) ธารศิลา 2) จุลคูหา 3) พิชิตชล 4) สร้อยระย้า 5) ผาวิจิตร 6) แส้จามรี 7) ถ้ำมัสยาสถิต 8) ธารเนรมิต 9) บรมอาส์น จุดที่ 9 นี้เองที่ใกล้เคียงกับพระพุทธไสยาสน์ ที่จะมีหินย้อยเหมือนรูปกระถาง แนะนำว่าหากมาถึงจุดในช่วงประมาณ 13.15 (บางข้อมูลแนะนำช่วง 14.00-14.30 น.) จะมีแสงส่องลงมาจากถ้ำตกกระทบกับพื้นหินและกระทบโดนกับพระพุทธรูปในแนวเฉียงพอดี ซึ่งช่วงที่แสงนี้งดงามน่ามามากที่สุดคือช่วงเมษายนและสิงหาคม

สวนรุกขชาติ

สวนรุกขชาติ ตั้งอยู่บริเวณหน้าถ้ำจอมพล ถือเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม ประชาชนในพื้นที่มักใช้บริเวณนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ความความร่มรื่น สามารถศึกษาพันธุ์ต้นไม้ต่าง ๆ เช่น มะกอก ต้นเสี้ยน มะเดื่อ ชงโค ก้ามปู หน่อไม้ มะขามป้อน สะเดา หางนกยูง ตะขบ เล็บเหนี่ยว กล้วยเต่า สมอ มะหาก เป็นต้น

ถ้ำจอมพลและสวนรุกขชาติ จึงถือเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติให้แก่สถานศึกษาทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ จะได้เรียนรู้การเกิดของหินจนกลายเป็นหินงอกหินย้อยที่มีรูปร่างสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาสัตว์ต่าง ๆ ทั้งภายในถ้ำและภายนอกถ้ำ อย่าง ลิง กระรอก กระแต ค้างค้าง และนกอีกกว่า 50 ชนิด

นอกจากนี้ ในวันที่ 20 มกราคม 2562 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง “สสส.จอมบึงมาราธอน 2019” งานวิ่งแห่งปีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี จนได้รับขนานนามว่า "ใครไม่เคยวิ่งสนามจอมบึง ไม่ใช่นักวิ่งที่แท้จริง" โดยจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน 3 ระยะ คือ ระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร และระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ผู้สนใจสามารถรอชมภาพบรรยากาศกิจกรรมได้ทางเว็บไซต์ thaihealth.or.th แฟนเพจ สสส. และแฟนเพจจอมบึงมาราธอนนะคะ

เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด

เรื่องโดย : น.ส.อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลประกอบจาก : เฟซบุ๊กแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน / หนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดย สสส.

ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / แฟ้มภาพ

เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด thaihealth

“และเจ้าหญิงกับเช้าชาย ก็ได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข” บทสรุปที่ลงเอยด้วยความสุข ของนิทานวัยเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มักจะได้อ่านให้ลูกฟังบ่อยๆ แน่นอนว่าเด็กๆ มักจะต้องเติบโตมาพร้อมกับนิทาน หรือหนังสือ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะอ่านให้ฟังหรือตัวเขาเป็นผู้อ่านเอง เด็กก็จะจินตนาการและผจญภัยไปกับเรื่องราวที่ได้อ่าน และเป็นอีกส่วนที่เติมเต็มความสุขเล็กๆ ในชีวิตของเราเอง

เพราะการอ่านสร้างจินตนาการได้อย่างดีเยี่ยม ที่มากไปกว่านั้น การอ่านเป็นการเตรียมสมองส่วนหน้าของเด็ก ให้เติบโตเป็นสมองที่มีประสิทธิภาพ เฉลียวฉลาด สามารถคิดเชิงวิเคราะห์และมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชื่อดัง ได้กล่าวไว้

เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด thaihealth

“การอ่านมีเวลาวิกฤตของตัวเอง” เมื่อเริ่มอ่านช้าจะไม่ทันการ เพราะทุกๆ ครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรือเด็กได้อ่านหนังสือ เซลล์สมองก็จะยื่นแขนงประสาทไปแตะกัน เป็นจุดเชื่อมต่อเส้นประสาทเกิดเป็นวงจร เกิดการพัฒนา Executive Functions & Self-regulation หรือ EF ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้าที่ควบคุมจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง การพัฒนาด้าน EF นี่เอง เด็กสามารถพัฒนาตั้งแต่ 0-25 ปี แต่จะเติบโตมากที่สุดคือช่วง 3-6 ปี

จิตแพทย์ชื่อดัง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมช่วงเสวนา “การอ่านกับการพัฒนาทักษะสมอง EF” ในงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ในช่วง 2 ขวบปีแรก ทุกๆ คำที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง สมองของเขาจะจินตนาการในทุกครั้ง แม้ว่าจะอ่านนิทานซ้ำๆ แต่เขาจะวาดภาพใหม่ในทุกวัน ช้าง 7 วันที่แล้ว กับช้างวันนี้ก็ไม่เหมือนกัน

“เด็กจะผจญภัยในจิตใต้สำนึกตัวเอง หนังสือนิทานมีทั้งสดชื่นแจ่มใส มีผู้ร้าย มีตัวโกง มีพ่อใจร้าย มีพ่อมด มีด้านมืด ไม่ต้องกลัวที่เล่าเรื่องราวความน่ากลัวให้ลูกฟัง เพราะร้อยละ 99 ของนิทานประกอบภาพสำหรับเด็ก ศิลปินได้ใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์ให้เหมาะกับเด็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน วันละ 30 นาที จะเป็นการระบายของเสียออกจากใจลูกด้วย” นพ.ประเสริฐ อธิบาย

สิ่งที่เด็กๆ ต้องการจากหนังสือ แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่แค่ได้เห็นภาพสวยๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ค่อยเปิดให้ดู “ความใกล้ชิดพ่อแม่” ต่างหาก คือสิ่งที่เด็กต้องการแท้จริง แต่สิ่งที่จะได้ตามมาจากหนังสือนิทานที่แฝงไปด้วยข้อคิด คำสอน และการเรียนรู้มากมาย คือ ระบบตัวเลข ระบบสี การจัดกลุ่ม ฐานวิธีคิด รวมไปถึงการเรียนรู้เรื่องความตาย ซึ่งเป็นการเล่าที่ละมุนและละเอียดอ่อนที่สุด ดังนั้นเด็กก่อน 9 ขวบ จะได้รู้ว่าความตายคืออะไร รู้จักการไม่หวงคืน และการตายที่เกิดเป็นวัฏจักร “นิทานได้จึงได้พาเด็กเปลี่ยนผ่าน และเติบโตขึ้น ลิ้มรสความตาย ลิ้มรสความชั่วร้ายอย่างละมุนละม่อม”

 ว่ากันว่า ทุกครั้งที่เด็กได้อ่านและเริ่มต้นมันด้วยความสุข จะกระตุ้นสมองหลั่งสารแห่งการเรียนรู้ที่เรียกว่า “โดพามีน” ออกมาทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้สมองจดจำง่าย สนุกที่จะเรียนรู้ และไม่รู้สึกเบื่อ “การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสมองและศักยภาพของมนุษย์ ฐานการรักการอ่านจะหนักแน่นมั่นคงได้ต้องเริ่มที่บ้าน” สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ให้ความคิดเห็น

กุญแจสู่การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย หรือทำให้การอ่านเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนนั้นต้องเริ่มจาก การให้การอ่านนำมาซึ่งความสุข ความเพลิดเพลินแก่คนอ่าน แล้วจึงค่อยๆ ยกระดับความเพลิดเพลิน เป็นการพัฒนาปัญญา ต้องบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก เพื่อสร้างวันที่มีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัวให้เกิดขึ้น เพราะการอ่านหนังสือเป็นสายใยเชื่อมร้อยหัวใจของทุกคน

 

เทคนิคที่จะทำให้เด็กเริ่มต้นรักการอ่าน หนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดย สสส. เผยเคล็ดลับเอาไว ดังนี้ 

1. อ่านเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ สนุกสนาน เด็กจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ

2. รู้จักเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ก่อนนอน

3. ระหว่างที่ลูกเล่นอยู่ใกล้ ๆ พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกเห็น และถ้าตอนไหนน่าสนใจ ควรอ่านออกเสียงดังให้ลูกได้ยินเพื่อให้เขามีส่วนร่วม หรือใช้หนังสือปริศนาคำทายดึงความสนใจ

4. ลองอ่านเรื่องแปลกใหม่ที่เขายังไม่เคยเจอหรือได้ยินจากโรงเรียน

5. สังเกตเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ แล้วอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่านให้ฟัง

6. อ่านหนังสือที่ลูกชอบ แล้วตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้ความคิด ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยแอบสอดแทรกความคิดเห็นและอธิบายสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

7. เล่าเรื่องผิด ๆ ถูก ๆ ในบางตอนของหนังสือเล่มโปรด ช่วยกระตุ้นสมองของลูกให้ทำงาน ทั้งทางด้านความคิดและความทรงจำ รวมถึงฝึกการใช้ภาษาในการโต้แย้งกับพ่อแม่

8. แต่งเรื่องนิทานขึ้นมาเองบ้าง โดยลองให้ลูกเป็นตัวเอก เพราะเด็กเล็กมักจะชอบฟังเรื่องที่มีตัวเขาเป็นผู้แสดง หรืออาจจะแต่งเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย

9. อ่านหนังสือกับลูกทุกวันและพยายามชวนคุยถึงรูปภาพ สี รูปร่าง จำนวน และคำต่าง ๆ ในหนังสือ หรือหากหนังสือไม่มีภาพ พ่อแม่อาจใช้งานศิลปะง่าย ๆ เช่น แป้งปั้น หรือสีแท่งโต ๆ วาดภาพ ขณะที่อ่านและคุยกับลูก

ยิ่งเด็กอ่านเยอะ ก็จะยิ่งสร้างเสริมจินตนาการที่พร้อมจะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป ดังเช่น วลีอมตะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ "จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้"

WHO ชมไทย ออกกฎหมายบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

WHO ชมไทย ออกกฎหมาpบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ’ thaihealth

ดร.พูนาม เคตราปาล ซิงห์

WHO ร่อนจดหมายถึง “บิ๊กตู่” ชมรัฐบาลไทย ออกกฎหมายลูกบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ สำเร็จชาติแรกในเอเชีย และเป็นประเทศที่ 11 ของโลก

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ดร.พูนาม เคตราปาล ซิงห์ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก (WHO-SEARO) ได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลไทยในประเด็นการบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต พ.ศ. 2561 หรือประกาศซองบุหรี่แบบเรียบ ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 กันยายน 2562

ดร.พูนาม กล่าวว่า ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ จนกระทั่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ออกมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ และจะเป็นผู้นำให้ประเทศที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงอื่นๆ เดินหน้าพัฒนามาตรการที่คุ้มค่าที่สุด “best buy” นี้ ของ WHO ในการควบคุมกำกับอุตสาหกรรมยาสูบ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง โดยเชื่อมั่นว่ามาตรการซองบุหรี่แบบเรียบนี้จะช่วยปกป้องสุขภาพประชากรไทยจากพิษภัยของบุหรี่ได้ในระยะยาว

WHO ชมไทย ออกกฎหมาpบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ’ thaihealth

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิควบคุมยาสูบ และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 11 ของโลกที่ออกมาตรการนี้ โดยความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย ในส่วนของ สสส. ได้สนับสนุนการสร้างสังคมไร้ควันบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ 1 ซอง จะทำให้ชีวิตของผู้สูบบุหรี่สั้นลงประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที หรือ สูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้ชีวิตสั้นลงไป 7 นาที  ซึ่งมาตรการบุหรี่ซองเรียบ เป็นการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบที่ทางองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นไม่ให้เข้าสู่วงจรนักสูบ ซึ่งประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้กฎหมายบุหรี่ซองเรียบ ตั้งแต่ปี 2555 หลังจากประกาศใช้แล้วพบว่า บุหรี่ซองเรียบทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง 0.2% ต่อปี ซึ่งหากซองบุหรี่แบบเรียบส่งผลต่อการสูบบุหรี่เช่นเดียวกับในออสเตรเลีย ในปัจจุบันประเทศไทยมีคนสูบบุหรี่ซอง 5.9 ล้านคน ดังนั้นการที่กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบมีผลบังคับใช้ จึงคาดว่าจะสามารถลดคนสูบบุหรี่ในประเทศได้ถึง 111,794 คนต่อปี

ศ.นพ.ประกิต  กล่าวต่อว่า บุหรี่ซองเรียบมีข้อดีคือ 1.ลดความดึงดูดของผลิตภัณฑ์ 2.ป้องกันการใช้ซองบุหรี่เป็นพื้นที่โฆษณา 3.ป้องกันการใส่ข้อความชวนเชื่อ เช่น มีอันตรายน้อยกว่า และ 4.ทำให้ภาพคำเตือนมีความชัดเจนใหญ่ขึ้น โดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้ดำเนินการสำรวจความเห็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาจำนวน 1,239 คน จากทั่วประเทศ พบว่า ซองบุหรี่แบบเรียบจะส่งผลให้ไม่อยากซื้อบุหรี่มากกว่าซองบุหรี่แบบเดิมถึง 57% และทำให้เห็นอันตรายจากการสูบบุหรี่มากกว่าซองบุหรี่แบบเดิมถึง 47.5% สำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่เคยสูบบุหรี่ มีความมั่นใจที่จะไม่กลับไปสูบบุหรี่เพิ่ม 3.61 เท่า

ฝึกสมาธิสำหรับมือใหม่

ที่มา : Postcard : มือใหม่หัดฝึกสมาธิ by SOOK สสส.

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ฝึกสมาธิสำหรับมือใหม่ thaihealth

สำหรับยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบ อย่างยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้จิตใจว้าวุ่นส่งผลให้หลาย ๆ คนควบคุมสติตัวเองได้ยากขึ้น วันนี้เรามีวิธีการทำสมาธิเบื้องต้นสำหรับ’มือใหม่’ ที่เป็นวิธีที่ไม่ยากและสามารถเลือกทำได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม

การนั่งสมาธิ

1. นั่งหลังตรง วางมือและเท้าตามสบาย หันหน้าตรง

2. หายใจเข้าให้เต็มปอด หายใจออกทีละนิด

3. ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 3 – 4 นาที

4. เมื่อหายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกให้รู้ว่าหายใจออก

การนอนสมาธิ

1. นอนราบ หลับตา วางแขนไว้ข้างลำตัว ปลายเท้าแยกเล็กน้อย ให้ขาผ่อนคลาย

2. หายใจเข้ารู้สึกถึงท้องพองขึ้น หายใจออกรู้สึกถึงท้องที่ยุบ ให้รู้สึกถึงร่างกายทุกส่วนที่สัมผัสพื้น

3. ทำใจให้ว่าง คลายกังวล หายใจออกให้รู้สึกว่า ตัวจมดิ่งไปที่พื้นเรื่อยๆ

การเดินสมาธิ

1. เดินอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป

2. ประสานลมหายใจ ให้สอดคล้องกับการเดิน เช่น หายใจเข้า 3 ก้าว หายใจออก 4 ก้าว

3. ปล่อยความคิด และอารมณ์ไปกับพื้นดิน มีสมาธิอยู่กับการเดิน

วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถทำตามได้ มาเริ่มต้นฝึกสมาธิกันเถอะ

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ให้สัมภาษณ์โดย ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย 

ข้อมูลบางส่วนจาก งานวิจัย เรื่อง บทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊คต่อการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กของสำนักข่าวออนไลน์ และ เรื่อง จริยธรรมนักข่าวพลเมืองในการนำเสนอข่าวเด็กผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ภาพโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

เป็นที่ฮือฮา ไม่แพ้ข่าวหน้าหนึ่งหรือข่าวดราม่าบนโลกออนไลน์ เมื่อเหล่าสถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรต่างๆ ที่กำกับดูแลเรื่องการทำงานของสื่อ ออกมาติเตียน หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวที่ ‘ละเมิดสิทธิเด็ก’ นับว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบในหลายๆ ด้านทั้งต่อตัวเด็กเอง ครอบครัว รวมถึงสังคม

จะว่าไป เราจะเห็นข่าวประเภทนี้อยู่เป็นประจำ จนหลายคนเคยชิน นำไปสู่การเพิกเฉย และกลายเป็นเรื่องปกติในที่สุด แต่แท้จริงแล้ว ข่าวเด็กที่นำเสนอออกไปกลับส่งผลกระทบมหาศาล จนหลายฝ่ายต้องเร่งทำความเข้าใจ ยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ ที่นอกจากสื่อกระแสหลักแล้ว สื่อพลเมืองอย่างประชาชนทั่วไป เมื่ออำนาจสื่ออยู่ในมือ ก็สามารถแชร์ อัพโหลดข้อมูล ขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงมีอุปกรณ์มือถือ  และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ยิ่งมีการละเมิดสิทธิมากขึ้น

ล่าสุด เกิดการพูดคุยประเด็นดังกล่าวผ่านเวทีเสวนา เรื่อง “สื่อ” ข่าวเด็กอย่างไร? ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิ ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ร่วมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจร่วมกันถึงผลกระทบและแนวทางปฏิบัติในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวน้อยที่สุด

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

เด็ก หมายถึง คนที่มีอายุยังน้อย ผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซึ่งอายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)  ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้กำหนดสิทธิพื้นฐานของเด็กไว้ 4 ประการ ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา  สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง  และสิทธิในการมีส่วนร่วม

จากคำนิยามข้างต้น เป็นสิ่งที่การันตีว่า เด็ก ต้องได้รับความคุ้มครองและปกป้อง การนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับเด็กจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากกว่าข่าวประเภทอื่นๆ นั่นเอง

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

จากงานวิจัยเรื่อง บทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊คต่อการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กของสำนักข่าวออนไลน์ โดย ปาจารีย์  ปุรินทวรกุล  ซึ่งเป็นการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนจากสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน โดยการสนับสนุนจาก สสส. พบว่า การนำเสนอข่าวเด็กของสื่อมวลชนในปัจจุบันโดยเฉพาะการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์  ยังมีการแสดงบทบาทหน้าที่ตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ในรูปแบบบทบาทหน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา  คือ การไม่ทำหน้าที่  และการทำหน้าที่ในทางที่ผิด  ด้วยการละเมิดสิทธิเด็ก  โดยประเด็นที่มีปริมาณสูงสุด 3 อันดับแรก คือ การทารุณกรรมต่อจิตใจเด็ก  การไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็ก  และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กที่จะทำให้เสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง สิทธิประโยชน์ 

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

“เด็กจะเกิดภาวะ เครียด วิตกกังวลอย่างรุนแรง ปวดศีรษะ  ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือบางราย เด็กอาจฝันร้าย นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และอาจจบด้วยการฆ่าตัวตาย เป็นต้น”  ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย  เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว  การฟื้นฟูเยียวยาในเด็กเป็นเรื่องที่ยากมาก หากเกิดขึ้นแล้ว เด็กจะไม่ปกติ จึงต้องอาศัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นจิตบำบัด โดยใช้ระยะเวลานานมาก เป็นการปรับสภาพความคิด ให้กลบความเครียด ขั้นต่อมา คือ การใช้ยา และขั้นสุดท้าย คือการเยียวยาด้วยกระบวนการทางสังคม โดยไม่ไปตอกย้ำและกระทำซ้ำอีก

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

ทำอย่างไร หากต้องนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็ก ?

            เทียนทิพย์ เดียวกี่ ได้ระบุแนวทางจริยธรรมในการนำเสนอข่าวเด็กของนักข่าวพลเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสม 4 ด้าน ประกอบด้วย เนื้อหา รูปภาพ เสียง และการได้มาของข่าว โดยผ่านงานวิจัยเรื่อง จริยธรรมนักข่าวพลเมืองในการนำเสนอข่าวเด็กในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้นักข่าวพลเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ปฏิบัติสอดคล้องตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณที่เหมาะสม  10 ประการ  คือ

ด้านเนื้อหา

1. ในกรณีที่เป็นข่าวด้านลบ นำเสนอ ชื่อ-สกุล ของเด็กเป็นนามสมมุติ หากเป็นข่าวด้านบวก สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

2. นำเสนอที่อยู่ของเด็ก ให้กว้าง ไม่ลงรายละเอียด ที่สามารถรู้ได้ว่าเด็กเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ใด เช่น ตำบล หมู่บ้าน บ้านเลขที่

3.ไม่เปิดเผยตัวตนและข้อมูลของญาติ หรือ หรือ ผู้ที่สามารถทำให้ทราบได้ว่าเด็กเป็นใครอย่างชัดเจนโดย ชื่อ ให้ใช้เป็นนามสมมุติ และ ที่อยู่ ให้ระบุให้กว้างๆ

4.พึงระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษาที่รุนแรง ไม่อธิบายรายละเอียดแบบเจาะลึก ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ให้เกิดความอับอาย

5.นำเสนอเนื้อหา ข้อมูลให้ถูกต้อง ไม่เต้าข่าว

ด้านรูปภาพ

6.หากเป็นข่าวด้านลบ ห้ามเผยแพร่ภาพของ เด็ก โดยตรง หรือภาพที่ทำให้เกิดความอับอาย ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ต้องใช้ภาพตัวแทน ,ใช้มุมกล้อง หรือนำเสนอวิธีอื่น เช่น กราฟิกหรือ การ์ตูน เป็นต้น หากเป็นข่าวด้านบวก สามารถเปิดเผยข้อมูล และภาพเด็กได้

7.หากเป็นข่าวด้านลบ ปิดบังใบหน้า และข้อมูลของญาติ หรือ ผู้ที่สามารถทำให้ทราบได้ว่าเด็กเป็นใครอย่างชัดเจน

ด้านเสียง

8.เสียงสัมภาษณ์ของเด็ก พึงดัดแปลง ไม่ให้รู้ว่าเป็นเสียงของเด็กคนใด ห้ามนำเสนอเสียงสัมภาษณ์จริง

ด้านการได้มาของข่าว

9.หลีกเลี่ยงคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกหรือกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็ก

10.ถามความสมัครใจของเด็ก ก่อนสัมภาษณ์ หากเด็กอยู่ในวัยที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ ต้องถามความสมัครใจจากผู้ปกครอง

ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่อประเภทต่างๆ การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งในปัจจุบัน ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล การโพสต์ การแชร์ จึงจำเป็นต้องใช้สติ และไตร่ตรองถึงผลกระทบที่ตามมา อยากให้สื่อช่วยกันปกป้องและไม่ละเมิดสิทธิเด็ก โดยการนำเสนอสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ไม่แชร์และเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวในภายหลัง เพียงเท่านี้ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดี และใช้โซเชียลอย่างมีความสุข

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ผู้ให้สัมภาษณ์ : ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์
ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th /แฟ้มภาพ

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’
โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์

ในช่วงต้นปี หลายคนที่กำลังจะตั้งเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเอง ก็คงกำลังสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจเพื่อดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ แต่หลายครั้งความตั้งใจนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นั่นอาจเป็นเพราะว่า เป้าหมายที่ตั้งนั้นอยู่ไกลเกินตัว

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้พูดคุยเรื่องการตั้งเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จ กับ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์

“เราเอาความฝันไปบอกคนที่เขาพูดกับเราว่า เธอทำไม่ได้หรอก คนเหล่านี้เรียกว่า ‘เพลี้ยความฝัน’ เราจะไม่เล่าให้เพลี้ยฝันฟัง ควรจะเล่าให้ ‘ปุ๋ยความฝัน’ ฟัง ที่พูดแล้วพร้อมซัพพอร์ตเรา พาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มทำเหมือนกัน” หนึ่งในประโยคระหว่างที่สนทนากับครูเงาะ

ถ้าหากอยู่กับคนที่มีแนวโน้มด้านทัศนคติ มีความมุ่งมั่นในทิศทางคล้ายๆ กัน หรือมีวิธีคิดแนวเดียวกัน ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายเราไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งหลักในการตั้งเป้าหมายของครูเงาะ เรียกว่า “กฎ SVM”

S คือการตั้งเป้าหมายให้เป็น S.M.A.R.T. Goal ดังนี้

S = Specific ต้องตั้งเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไม่เลื่อนลอย เช่น ปีใหม่จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องระบุให้ชัดว่า ด้านไหนของชีวิตที่อยากให้ดีขึ้น  
M = Measurable ต้องสามารถวัดผลได้ เช่น จะตั้งใจลดความอ้วน ต้องเปลี่ยนเป็น ปีนี้อยากลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล เป็นต้น
A = Attainable ต้องทำสำเร็จได้จริงในระยะเวลาที่กำหนด ดูแล้วมีความเป็นไปได้ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่เริ่มฝึกวิ่งก็เป็นไปได้ยาก
R = Relevant ต้องเกี่ยวพันธ์กับตัวเรา เช่น หากเราอยากให้ลูกเรียนเก่งและเป็นคนดี เราต้องตั้งเป้าว่า ฉันจะเป็นแม่ที่สามารถสนับสนุนลูกและเข้าใจลูก
T = Time – bound ต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน ว่าอยากให้เป้าหมายของเราดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

V คือ Value หรือคุณค่า การตั้งเป้าหมายหรือที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ มักจะไม่ได้แนบคู่กับคุณค่าที่สำคัญในชีวิต เช่น หลายคนอยากลดความอ้วนเพราะอยากสวย อยากผอมเหมือนดารา แต่พอเจออาหารที่ชอบอยู่ตรงหน้าก็จะมีความคิดที่ว่า ฉันไม่ใช่ดารา ฉันอยากจะกินอาหารตรงหน้า หรือ อยากมีบ้านในฝันเพราะมันสวยดี แต่พอทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยก็จะรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราอยู่แบบเดิมก็ไม่เสียหาย ซึ่งนี่คือปัญหาของการตั้งเป้าหมาย แต่หากเรา ‘ตั้งเป้าหมายโดยการแนบไปกับคุณค่าของชีวิต’  เช่น อยากลดความอ้วนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและอยู่กับลูกไปนาน ๆ ฉันจะซื้อบ้านเพื่อให้คนที่ฉันรักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมีความสุข จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

ครูผู้มากประสบการณ์ เล่าต่อว่า “เราต้องถามตัวเองว่าอะไรคือเป้าหมายหลักของชีวิต แล้วลองดูว่า Goal ที่เราตั้งเอาไว้จะสามารถสนองเป้าหมายของเราได้หรือไม่ โดยวิธีการเช็ค ให้คอยถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร ลดความอ้วนเพื่ออะไร อยากสวยเพื่ออะไร ให้ถามไปจนกว่าเราจะมั่นใจว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่”

M คือ Massive Action หมายถึงการตั้งเป้าหมายโดยใช้กฎ 80 – 20 โดยเลือกข้อที่ทำน้อยแต่ได้มาก เราทำเพียง 20 แต่ได้ถึง 80 โดยจะต้องศึกษาเรียนรู้มิเช่นนั้นอาจจะไม่สำเร็จตามคาด เช่น หากเราอยากลดความอ้วนโดยใช้วิธีการออกกำลังกาย นั่นหมายถึง การทำมากแต่ได้น้อย เพราะการออกกำลังกายส่งผลต่อน้ำหนักเพียง 30% ถ้ายังคงกินเหมือนเดิมก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงคนนึง แต่เป้าหมายในการลดน้ำหนักไม่ได้ผล ดังนั้นเราต้องตั้งเป้าหมายโดยศึกษาเรียนรู้ และตั้งให้อยู่ในกฎความเป็นไปได้

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

กฎอีกข้อของการตั้งเป้าหมายที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ ครูเงาะ ยังแนะนำ ‘กฎ AB2C’

A = Adjustable หมายถึง ต้องปรับเปลี่ยนได้ ยืดหยุ่นได้ หากใช้แผนแรกแล้วล้มเหลว จะต้องสามารถปรับแผนใหม่ได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
B = Baby Step หมายถึง ให้ค่อย ๆ ลงมือทำทีละเล็กน้อย เพื่อให้จิตใจเราชินกับคำว่าสำเร็จ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน ให้ค่อย ๆ ปรับ 2 วันต่อสัปดาห์ก่อน เป็นต้น
C = Commit หมายถึง การให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ควรหาภาพที่เราต้องการประสบความสำเร็จมาแปะเอาไว้ในห้อง และเล่าให้คนที่พร้อมจะสนับสนุนเราฟัง ไม่ควรเล่าให้คนที่ชอบค้านหรือแย้งฟัง ควรพาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มเดียวกับเรา
C = Celebrate หมายถึงการเฉลิมฉลอง ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น เก็บนาฬิกาเรือนที่ชอบเอาไว้ใส่ในวันที่ทำสำเร็จ ซึ่งคำว่าสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการบรรลุเป้า แต่เป็นการรักษาวินัยก็สามารถฉลองให้กับตนเองได้

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าระหว่างทางที่ทำตามเป้าหมาย ยังมี “จิตตัวโกง” ที่เหมือนอุปสรรคที่ขัดขวางเป้าหมายของเราอยู่ ครูเงาะ เตือนไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว รักษาวินัยได้สม่ำเสมอ เราจะมีจิตตัวโกงซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจที่ดีงาม เช่น เมื่อเช้าออกกำลังกายเยอะ ตอนเย็นก็สามารถกินจุได้ นี่คือจิตตัวโกงที่จะซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จ ซึ่งหากเรารักษาวินัย หรือทำตามเป้าได้ ให้บอกกับตัวเองว่า ทำดีแล้ว ทำต่อไป ยังพัฒนาได้อีก ให้สั่งจิตตัวเองเพื่อที่จิตตัวโกงจะไม่มาคุกคาม

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

รู้อย่างนี้แล้วเรามาลองตั้งเป้าหมายให้กับปี 2562 โดยใช้การตั้งเป้าแบบ SVM และ AB2Cเพื่อให้เป้าหมายของเราไม่เลื่อนลอย แต่เป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงกันเถอะครับ ทั้งนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขออวยพรคนไทยทุกคนให้มีสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคมที่ดี

สวัสดีปีใหม่ครับ

“ก ข ค ง” เคล็ดลับดูแลสุขภาพ ฉบับ ก้อย นฤมล

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่  Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก สสส.

“ก ข ค ง” เคล็ดลับดูแลสุขภาพ ฉบับ ก้อย นฤมล  thaihealth

นับว่าเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอีกท่านหนึ่ง สำหรับ ก้อย-นฤมล พงษ์สุภาพ ที่หลายคนคุ้นตากันตามหน้าจอโทรทัศน์ ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอเป็นที่รู้จักในนามนางเอกละครพื้นบ้านอย่าง แก้วหน้าม้า ซึ่งนับเป็นเรื่องแรกๆ ที่ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการบันเทิงไทยก็ว่าได้

จากนางเอก เมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบัน ก้อย เป็นคุณแม่ลูกสอง แต่ก็ยังคงไม่ละทิ้งงานในวงการบันเทิง เรายังเห็นเธอโลดแล่นอยู่เป็นประจำ และเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา ประกอบกับมลภาวะในแต่ละวันที่บั่นทอนสุขภาพ เธอจะดูแลสุขภาพอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ด้วยหน้าที่ทั้งนักแสดงและบทบาทของแม่ ก้อย เล่าว่า เธอต้องพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เยอะที่สุด ซึ่งมันก็ยาก แต่ต้องพยายามทำให้ได้ และพยายามดูแลเรื่องอาหารการกิน สิ่งสำคัญเลยคือ ต้องตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพราะว่ามีลูกแล้ว และเราเป็นนักแสดง ก็ปฏิบัติตาม ก ข ค ง ที่ ทาง สสส. รณรงค์เลย คือ ก กินน้อย ข ขยับบ่อย ค คลายเหล้า และ ง งดบุหรี่  ซึ่งเราก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด และดีที่มีคู่มือ ก ข ค ง แบบนี้ เราได้เอาไปอ่าน จะได้รู้และปฏิบัติตาม เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าหลายคนหันมารักษาสุขภาพกันมากขึ้น หันมาออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

เธอ เล่าต่อว่า แรงบันดาลใจในการรักษาสุขภาพ คือ ลูก และคนที่รัก รวมถึงยังจะอยากทำงานแบบนี้ไปนานๆ เธอเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่มีลูก ก่อนหน้านี้แข็งแรงเป็นเด็กสาววัยรุ่น ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องดูแลสุขภาพ ทั้งตนเองและคนในครอบครัว เพราะมีลูก 2 คนแล้ว ถ้าป่วย เช่น ถ้าเป็นหวัด ไปสักคนหนึ่ง ใครจะไปส่งลูก นี่คือแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพของเธอ

“ อยากให้ดูแลสุขภาพกันนะคะ ไม่ว่าจะปีนี้หรือปีไหน อยากให้ทำทุกวัน เพราะว่าสุขภาพถ้ามันเสียไปแล้วมันกู้กลับมาลำบาก  แล้วทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด และเดี๋ยวนี้การออกกำลังกายมันไม่ได้ยาก เปิดยูทูปก็ได้ เปิดดูตามสื่อโซเชียลก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ยากเกินความพยายามของเรา ดังนั้น อยากให้กำลังใจทุกท่าน ให้มีกำลังใจในการออกกำลังกาย มีกำลังใจในการดูแลสุขภาพ มีกำลังใจในการอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ”  ก้อย กล่าวทิ้งท้าย

ปีใหม่นี้ มาร่วมเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนที่ร่างกายจะป่วย หากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ลองนำเคล็ดลับ ก ข ค ง กินน้อย ขยับบ่อย คลายเหล้า และงดบุหรี่ ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยแค่ริเริ่มก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการรักสุขภาพ ตามแบบฉบับ ก ข ค ง กันนะคะ