“มะนาว” คุณแม่มือใหม่ ‘สายตรอง’

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

“มะนาว” คุณแม่มือใหม่ ‘สายตรอง’ thaihealth

“ชีวิตไม่อาจขอนิยามว่าสมบูรณ์แบบ แต่ขอเรียกว่า เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด” ดารานางแบบ และนักกีฬาโลกออนไลน์ขนานนามว่าเธอคือ นักกีฬาที่เซ็กซี่สุดในไทย "มะนาว" – ภรณี ศรีธัญ ที่วิ่งจบฟูลมาราธอน และลงไตรกีฬามาแล้วหลายรายการ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เธอยังได้กลายเป็นคุณแม่มือใหม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และกลับเข้าสู่โลกของการออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว

มะนาว เริ่มต้นเล่าให้ฟังตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ว่า เธอศึกษาข้อมูลตั้งแต่เรื่องการกินอาหารของคุณแม่ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ ควบคู่กับเรื่องการให้นมแม่และพัฒนาการของลูก “อ่านเรื่องนมแม่มาตั้งแต่ตอนตั้งท้อง และรู้ว่านมแม่ดีที่สุด แม้จะมีใครบอกว่า นมผงก็เหมือนนมแม่ แต่มะนาวยืนยันว่าไม่เหมือน ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนกันแน่นอนค่ะ” เธอย้ำ

 ‘นมแม่’ เป็นทั้งทุนสมอง สุขภาพ และอารมณ์ และมีคุณค่าโภชนาการเหนือกว่านมประเภทอื่นๆ มีแลคโตสที่ช่วยทำให้เด็กฉลาด ถึง 7.0 gm/100ml และยังมีสารอาหารกว่า 200 ชนิด และเด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน จะมีพัฒนาการทางสองเพิ่มขึ้น 3.5 จุด (point) นี่คือเหตุผลที่สาวสุดสตรองเลือกที่จะให้นมแม่กับ “น้องโบชิ” ลูกชายวัย 3 เดือน “เราปรึกษาอาจารย์หมอตลอดตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วงแรกน้ำนมไม่ค่อยมี เพราะน้องกินนมครั้งละ 4 ออนซ์ แต่ก็ไม่เคยท้อ พยายามปั๊มนม และให้น้องกินนมแม่บ่อย ๆ และตั้งใจว่าจะให้นมแม่ไปจนกว่านมแม่จะหมด”

 “อะไรที่ดีที่สุด ก็ให้ลูกเถอะ” มะนาวยังเล่าต่อไปว่า อะไรที่เป็นอาหารบำรุงน้ำนมแม่เธอจะกินและดูแลตัวเอง เพื่อให้มีน้ำนมเพียงพอกับลูก ไม่ว่าจะเป็นแกงปลี ขิงชง ผักตำลึง ฟักทอง บวบ เป็นต้น เพราะนอกจากจะบำรุงน้ำนมแล้ว ยังไม่อ้วนด้วย เพราะหลังคลอดไม่นาน เธอก็รับงานถ่ายโฆษณาและวางแผนการกลับมาลงสนามวิ่ง

“มะนาวดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนท้อง และกินโปรตีนจากไข่ นม และเนื้อสัตว์ เสริมด้วยโฟลิกและแคลเซียมตามที่คุณหมอให้ รวมถึงออกกำลังกายไปด้วย แต่ได้รับคำปรึกษาจากคุณหมออยู่ตลอด หลังจากคลอดได้ 30 วัน มะนาวก็เริ่มออกกำลังกายทันที เพราะยังมีโปรแกรมแข่งไตรกีฬาช่วงต้นปี 2562 ด้วย”    

      “มะนาว” คุณแม่มือใหม่ ‘สายตรอง’ thaihealth

‘เหนือชัยชนะคือชนะใจตัวเอง’ เธอ เล่าต่อว่า ดูแลตัวเองดีกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่ส่งผลต่อน้ำนม และจัดตารางออกกำลังกายอย่างมีวินัย โดยอาศัยช่วงที่ลูกหลับ ไปซ้อมวิ่งกับสามี การออกกำลังกายช่วยเรื่องสภาพจิตใจ ไม่เกิดภาวะซึมเศร้า และรูปร่างฟื้นคืนไว แม้ว่าบางครั้งจะเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก ให้นม และอดนอน แต่ก็ต้องเอาชนะตัวเองลุกขึ้นมาออกกำลังกายให้ได้

ด้วยความเป็นคนที่มีเป้าหมายกับทุกเรื่องที่ทำและทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่  ทำให้มะนาวเป็นผู้หญิงที่ มีความสุข มีพลังและสนุกกับการทำสิ่งต่างๆ

“คนเรามี 24 ชม. เท่ากัน อยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำมันหรือเปล่า ซึ่งเราถือว่าเป็นคนโชคดีที่สามี และครอบครัว สนับสนุนในสิ่งที่ทำ และอยากจะทำ ยิ่งเราทำอะไรเยอะๆ ก็ยิ่งมีพลังในการทำสิ่งต่างๆ เราทำทั้งงานถ่ายแบบ โฆษณา ธุรกิจส่วนตัว เลี้ยงลูก ออกกำลังกาย ดูแลสามี – ครอบครัว ทำงานบ้าน ฯลฯ เพราะยิ่งเราโตขึ้น บทบาทและความรักผิดชอบก็มากขึ้น ทั้งหมดอยู่ที่การบริหารเวลา”

“ชีวิตอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะทุกช่วงของชีวิตก็มีปัญหาและอุปสรรค แต่ชีวิตตอนนี้นับว่ามีความสุขที่สุด” มะนาวเล่าทิ้งทาย

การดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ครอบทั้ง 4 มิติ กาย จิต สังคม และปัญญา นับเป็นการดูแลสุขภาวะที่ยั่งยืน เหมือนกับที่ สสส. ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนโครงการด้านสุขภาวะคลอบคลุมทุกช่วงอายุ นับตั้งแต่แรกเกิด วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้สูงอายุ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี

อาหารแปรรูป วายร้ายทำลายไต

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก รามาชาเนล / โครงการรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียม

ภาพโดย: นัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th  และแฟ้มภาพ

อาหารแปรรูป วายร้ายทำลายไต thaihealth

75% ของการเสียชีวิตของคนไทย มาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่ง 22.05 ล้านคน ป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม ซึ่งคนไทยกินเค็มกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำถึง 2 เท่า นั่นคือ ราว ๆ 4,352 มิลลิกรัม/วัน ขณะที่เราไม่ควรกินเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน

สูญเสียกันไปเท่าไหร่กับโรคที่เกิดจากการกินเค็ม? แน่นอนว่ามูลค่านั้นสูงทีเดียว การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มสูงถึง 98,976 ล้านบาท/ปี จากค่ารักษาพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด กับไตวายระยะสุดท้าย

10,000,000 คน คือตัวเลขของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นตัวตั้งส่งผลถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไต ที่ทำงานหนักขึ้น จนเป็น “ไตวายเรื้อรัง” และล้างไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เสียค่าใช้จ่ายต่อปีราว ๆ 200,000 บาท หากรวมค่ายาด้วยก็แตะค่าใช้จ่ายถึง 400,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

เราจึงไม่สามารถปล่อยให้ทีมแพทย์รักษาผู้ป่วยที่เกิดจากติดเค็มได้ฝ่ายเดียว ดังนั้นการป้องกันและให้ความรู้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก โครงการ “ลดเค็ม ลดโรค” ของโครงการรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยการสนับสนุจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการบริโภคโซเดียม และหันกลับมาบริโภคเค็มในระยะที่ปลอดภัย

เครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียม

ไม่ว่าจะเป็น ‘เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส กะปิ และซอสหอยนางรม’ นับเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมผสมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น คือพฤติกรรมของคนไทยที่เพิ่มรสเค็มลงไปในอาหาร เช่น เติมพริกน้ำปลาลงไปในข้าว เติมน้ำปลาลงในก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น จึงไม่แปลกที่ทำให้การบริโภคเค็ม/วัน เกินมาตรฐานของ WHO ไปถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

อาหารแปรรูป วายร้ายทำลายไต thaihealth

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรส

เกลือ 1 ช้อนชา = 2,000 มิลลิกรัม

น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ =  1,160-1,420 มิลลิกรัม

ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ =  690-1,420 มิลลิกรัม

ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ =  1,150 มิลลิกรัม

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ =  1,430-1,490 มิลลิกรัม

ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ =  420- 490 มิลลิกรัม

อาหารแปรรูป วายร้ายทำลายไต thaihealth

นอกจากเครื่องปรุงรสแล้ว อาหารที่คนไทยนิยมกินและมีปริมาณโซเดียมสูงมาก คือ ‘อาหารแปรรูป’ มาดูกันว่า อาหารแปรรูปแต่ละชนิดมีปริมาณโซเดียมอยู่เท่าไหร่

ขนมปัง แผ่น 1 แผ่น = 120-140 มิลลิกรัม
โดนัท 1 ชิ้น = 180 มิลลิกรัม
ซาลาเปา 1 ชิ้น = 200 มิลลิกรัม
ขนมเค้ก 1 ชิ้น =  400 มิลลิกรัม
แหนมย่าง 1 ไม้ = 480 มิลลิกรัม
ลูกชิ้นหมู 15 กรัม = 320 มิลลิกรัม
โบโลน่าหมู 15 กรัม =  410 มิลลิกรัม
หมูแผ่น 30 กรัม =  862 มิลลิกรัม
หมูยอ 2 ช้อนโต๊ะ  =   227 มิลลิกรัม
ไข่เค็ม 1 ฟอง =  300-500 มิลลิกรัม
โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง =  1,900 มิลลิกรัม
น้ำจิ้มข้าวมันไก่ 1 ช้อนโต๊ะ =  214 มิลลิกรัม
น้ำจิ้มสุกี้ 1 ช้อนโต๊ะ = 280 มิลลิกรัม
ซุปก้อน 1 ก้อน = 2,600 มิลลิกรัม
ส้มตำปู 100 กรัม =  2,000 มิลลิกรัม
ต้มยำปลากระป๋อง 100 กรัม =  3,000 มิลลิกรัม
แกงเลียง โซเดียมเฉลี่ย =   800 มิลลิกรัม
บะหมี่น้ำหมูแดง = 1,500 มิลลิกรัม
ก๋วยจั๊บ = 1,450 มิลลิกรัม
ผัดไท = 1,200 มิลลิกรัม

อาหารแปรรูป วายร้ายทำลายไต thaihealth

อาหารที่เรากินเข้าไป เผลอ ๆ แค่เพียง 1 มื้อ ก็ทำให้ปริมาณโซเดียมที่เราควรบริโภคก็เกินแล้ว แต่เราสามารถบอกแม่ค้า พ่อค้าได้ว่า ใส่น้ำปลาเล็กน้อย หรือไม่ใส่เลยก็ได้ ส่วนอาหารแปรรูปนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็เลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้น เกิดจากพฤติกรรมการกินที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง หาก ‘ลดเค็ม’ ลงตั้งแต่วันนี้ พร้อมกับ “ลดหวาน ลดมัน” ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้สุขภาพดี และห่างไกลจากโรคไม่ติอต่อเรื้อรังแน่นอน

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องดูแลตัวเอง

ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี  thaihealth

สสส.ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี เตรียมพร้อมรับมือไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ปี 2564 นักวิชาการชี้อย่าเลียนแบบญี่ปุ่น แนะไทยออกแบบพัฒนานวัตกรรมทางสังคม หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพปรับใช้ให้เหมาะสม นำร่อง “ธนาคารเวลา” หวังเป็นต้นแบบงานจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุ

วันที่ 11 มีนาคม ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนกรสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย สมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และ SASAKAWA PEACE FOUNDATION จัดงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “สังคมสูงวัยไทย – ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand )” โดย นางภรณี  ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูล แนวทางเชิงนโยบาย ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ต่อมาตราการในการเตรียมพร้อมรับมือ สังคมสูงวัยในไทย – ญี่ปุ่น  และเกาหลีใต้ ตลอดจนบทบาทสื่อ คนรุ่นใหม่ และศิลปินผู้สูงวัยที่มีพลังในการสร้างสรรค์ ศิลปะวัฒนธรรม ต่อการสร้างพลังบวก และการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจเพื่อสังคมไทยในโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ และเตรียมพร้อมของสังคมไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต

ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี  thaihealth

นางภรณี กล่าวต่อว่า สถานการณ์สูงอายุไทย ปี 2560 มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.1 ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 โดยจะมีประชากรสูงอายุจะมีถึง 1 ใน 5 และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด อย่างไรก็ตาม พบว่าประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้ ที่ผ่านมา สสส.พยายามสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงอายุของประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม เช่น อัตราการเกิดที่น้อย ส่งผลถึงวัยแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต การแบกรับภาระการดูแลครอบครัวของคนรุ่นใหม่ แม้ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะรวมกันเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงอายุอย่างต่อเนื่องแต่บทเรียนในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงอายุในมิติต่าง ๆ ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นประเด็นน่าสนใจ มีการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น ธนาคารเวลา ศูนย์สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะธนาคารเวลาที่ สสส.ได้ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่นำร่อง 42 พื้นที่ใน 28 จังหวัด เหล่านี้เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์สามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของสังคมไทย

ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี  thaihealth

ดร.คิอิชิโร่  โออิซูมิ ผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึง “ความเหมือนและความต่างของนโยบายและมาตราการต่างๆในการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยในญี่ปุ่นและไทย”ว่า ขณะนี้ประเทศไทยญี่ปุนและไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วและมีแนวโน้มในทิศทางเดียวกันคืออัตราการเด็กเกิดน้อยโดยสัมพันธ์กับระดับรายได้มากจะมีบุตรน้อย การมีค่านิยมการแต่งงานที่เปลี่ยนไป ยิ่งในโลกยุคดิจิตัลจากการสอบถามผู้ชายรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น พบว่าผู้ชาย 60% ตอบว่ามีแฟนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น โดยญี่ปุ่นอายุขัยเฉลี่ยราว 80 ปี คนไทยราว 70 ปี อย่างไรก็ตาม ประชากรหนุ่มสาวคนไทยยังมีเวลาเตรียมตัว หากมีการกำหนดให้ผู้สูงอายุมีอายุ 65 ปีขึ้นไปเหมือนญี่ปุ่น แต่ไทยนิยามให้ผู้สูงอายุต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทำให้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเร็วขึ้น ดังนั้น อยากให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นสูงวัยที่มีความกระปรี้กระเปร่า(Active Ageing) ส่วนการเตรียมการรองรับหรือแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยนั้นญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีนักและกำลังประสบปัญหาเช่นกัน แต่อยากให้นำบางส่วนปรับใช้ เช่นตัวอย่างในภาคประชาสังคมมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นการให้บริการดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน อำนวยความสะดวกในการส่งผู้ดูแลอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของ เป็นต้น

ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี  thaihealth

ดร.คิม ซุง-วอน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวในหัวข้อ “สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของสังคมสูงวัยในเกาหลีใต้” ว่า สังคมเกาหลีใต้และไทยมีเวลา 18 ปี ในการเตรียมความเข้าสู่สังคม ขณะที่ญี่ปุ่นใช้เวลา 25 ปี ถือเป็นรุ่นพี่ที่มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน เกาหลีใต้จึงนำเอาระบบประกันแบบบำนาญที่ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวของญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่างซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีแต่ความเป็นจริงญี่ปุ่นและเกาหลีมีความแตกต่างกันรัฐบาลญี่ปุ่นให้งบประมาณในการอุดหนุนมากกว่าทำให้ได้รับบริการที่คลอบคลุมเพียงพอในการดำเนินชีวิต โดยที่เกาหลีไม่สามารถเลียนแบบได้ เพราะหมายถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากและการเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ ทำให้ผู้สูงอายุของเกาหลีใต้เป็นผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุดในโลก ต้องทำงานเมื่อแก่ชรา พึ่งพิงลูกหลาน และได้รับเงินสวัสดิการจำนวนน้อยนิด ดังนั้น เกาหลีจึงริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ

ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า ในปี 2549 จึงตั้งศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมนขึ้น 4 แห่ง เพื่อทำงานขับเคลื่อนสังคมเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานระหว่างผู้สูงอายุและชุมชน ศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชนจึงเป็นทั้งโรงอาหาร ส่งอาหาร ตรวจสุขภาพ จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ฯลฯ และยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยประสานกับเอกชนหรือร้านค้าในชุมชน ให้บริจาคเป็นบริการต่างๆ เช่น ตัดผม รับประทานอาหารในร้าน คาราโอเกะ โดยการใช้คูปอง ในปี 2558 จึงมีศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชน 454 แห่ง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นผลสำเร็จ

 

 

‘7โรค’ระบาดหน้าร้อน

ที่มา : สยามรัฐ

'7โรค'ระบาดหน้าร้อน thaihealth

สำนักอนามัย กทม. เตือน 7 โรคระบาดหน้าร้อน พร้อมแนะวิธีป้องกัน

นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผอ.สำนักอนามัย กทม. เปิดเผยว่า อากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่โรคอุจจาระร่วง, โรคอาหารเป็นพิษ, โรคบิด, โรคอหิวาตกโรค, โรคไข้ไทฟอยด์หรือโรคไข้รากสาดน้อย ซึ่งจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยร่างกาย ท้องอืดหรือท้องเสียได้, โรคที่เกิดกับสัตว์เลี้ยงในช่วงฤดูร้อน ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ และโรคลมแดด (Heat Stroke)

ทั้งนี้ เชิญชวนประชาชนร่วมป้องกันโรคทางเดินอาหารและน้ำ โดยรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่ปรุงทิ้งไว้นานๆ อาหารมีแมลงวันตอม ล้างผักผลไม้หลายๆ ครั้งภาชนะใส่อาหารและช้อนล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้ล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารหรือปรุงอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาดป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค นำสัตว์เลี้ยงฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างน้อยปีละครั้ง ฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุ 2-4 เดือน สอบถามเพิ่มเติมศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม.ทุกแห่ง โรงพยาบาลใกล้บ้าน และกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กทม.0-2203-2887

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพโดย สสส.

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” thaihealth

สสส. จับมือ สถาบันประสาทวิทยา เครือข่ายพุทธิกา ชี้ ทำบุญได้ด้วยแรงกาย แรงใจ ไม่ต้องใช้เงิน ชวนชาวพุทธสร้างพลังแห่งความดีผ่านงานจิตอาสา มุ่งสู่วิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบพระชนมพรรษา สถาบันประสาทวิทยา ร่วมกับ เครือข่ายพุทธิกา และสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดกิจกรรมเปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” เพื่อนำเสนอแนวคิดเรื่องการสร้างสังคมแห่งการให้เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องบุญในพระพุทธศาสนา ผ่านกิจกรรม “ชิมลองจิตอาสา” รับรู้แนวคิดการแบ่งปันผ่านร้าน “ปันกันอิ่ม”  ให้ธรรมะผ่านร้านหนังสือ “หนุนปัญญา” ภายในงานมีการเสวนา “ชีวิตเปลี่ยนสังคม” และฟังธรรมบรรยายให้ข้อคิดเรื่องฉลาดทำบุญกับการทำงานอาสาสมัครที่ทำแล้วใจเป็นสุขและเกิดประโยชน์ต่อสังคม

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” thaihealth

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ประธานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา กล่าวว่า การทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนาไม่ได้มีแค่การทำทาน แต่ยังรวมถึงการเสียสละเวลา แรงกาย น้ำใจ ความรู้ความสามารถ ความเอื้ออาทรให้แก่ผู้อื่น และผู้รับก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพระสงฆ์ หรือที่วัดเท่านั้น แต่ยังสามารถให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าคน สัตว์ หรือแม้แต่การช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม อาทิ สถานสงเคราะห์ องค์กรมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร  องค์กรการกุศล สถาบันการศึกษา รวมถึงโรงพยาบาล ซึ่งโครงการฯ มีพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อรองรับจิตอาสา ๒ แห่ง คือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสถาบันประสาท หวังว่าจะเป็นพื้นที่ตัวอย่างการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการจิตอาสาเป็นฐานในการสร้างองค์กรสุขภาวะ อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการให้ มีปีติอิ่มใจ นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ยิ่งมีความสุข ซึ่งเกิดจากมีปัญญาประกอบเข้ามา

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” thaihealth

นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” เน้นการทำบุญเพื่อพัฒนาคุณธรรมในจิตใจคน และเชื่อมโยงมิติทางสังคมโดยเปิดให้ร่วมแบ่งปันเวลา ทรัพย์สิน หรือความใส่ใจต่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ในสังคม ให้ได้เรียนรู้ความสุขจากการให้ และนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิด พฤติกรรม เกิดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม รวมทั้งจะช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว และการเสพติดความสุขจากวัตถุ กิจกรรรมจิตอาสา ซึ่งเป็น ๑ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ที่ชื่อว่า “ไวยาวัจมัย” คือ การทำบุญด้วยการขวนขวายรับใช้ โดยผู้อาสาเข้าร่วมจะได้ทำงานอาสา อาทิ ถุงผ้าใส่ยากลับบ้าน ทำอาหารแบ่งปัน พัฒนาสื่อเพื่อผู้ป่วยและญาติ ศิลปะเด็ก โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่ตัวอย่างแห่งการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจิตอาสาเป็นฐานในการสร้างองค์กรสุขภาวะ 

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” thaihealth

พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า  กิจกรรม “ฉลาดทำบุญ วิถีสร้างสุข” วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการปลุกเร้าพลังแห่งความดีผ่านกระบวนการจิตอาสา เพื่อเป็นพื้นที่ตัวอย่างการเรียนรู้เรื่องการทำบุญรูปแบบใหม่ในสังคมไทย อันจะนำไปสู่สังคมแห่งการแบ่งปันอย่างกว้างขวางในอนาคต 

เปิดตัว “โครงการวิถีฉลาดทำบุญเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคม” thaihealth

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า นับเป็นโอกาสในการส่งเสริมวิถีสุขภาวะผ่านกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งถือเป็นช่องทางหลัก (pathway) ของการพัฒนาสุขภาวะ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจและวิสัยทัศน์ของแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. ที่ต้องการส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมไทยมีสุขภาวะ โดยเฉพาะการมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ นำสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

เมารถ เมาเรือ ทำอย่างไร

ที่มา : SOOK Magazine No.63

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เมารถ เมาเรือ ทำอย่างไร thaihealth

เพราะอาการเมารถ เมาเรือ หรือแม้กระทั่งเมาเครื่องบินไม่ใช่เรื่องน่าสนุก และใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับอาการแบบนี้ก็รู้สึกเพลียจนทำให้การเดินทางกร่อยได้

อาการหลักของการเมารถ เมาเรือ คือ คลื่นไส้และอาเจียน สาเหตุเพราะ

1. การเคลื่อนไหวแบบตัวอยู่กับที่แต่สิ่งแวดล้อมมีการเคลื่อนที่ เช่น การนั่งรถ การโดยสารเครื่องบิน

2. การดูภาพเคลื่อนไหวที่ใกล้ลูกตา เช่น ดูภาพยนตร์ที่จออยู่ใกล้ลูกตามาก

3. ความเร็วสูงของการเคลื่อนที่ของสิ่งแวดล้อม เช่น ขับรถเร็วมาก

4. การถ่ายเทอากาศไม่ดี มีกลิ่นไม่ดี รวมถึงกลิ่นควันต่าง ๆ เช่น ควันเครื่องยนต์ ควันบุหรี่

5. การนั่งในตำแหน่งด้านหลังของพาหนะ โดยเฉพาะตำแหน่งที่มองไม่เห็นภาพภายนอก

การป้องกันเมารถเมาเรือ ทำได้โดยเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่ได้กล่าวข้างต้นรวมทั้งป้องกันและดูแลตนเอง ดังนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอทั้งก่อนและระหว่างเดินทาง

2. ไม่ปล่อยให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ

3. ไม่อดอาหาร

4. ไม่กินอาหารหนัก อาหารไขมันสูง ควรกินอาหารที่ย่อยง่าย และอาหารรสไม่จัด

5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

6. ไม่สูบบุหรี่

7. ใส่เสื้อผ้าหลวมสบาย ไม่รัดแน่น

8. เปลี่ยนที่นั่งในพาหนะมานั่งด้านหน้าที่มองเห็นภาพข้างทางได้ นั่งในตำแหน่งที่อากาศถ่ายเทได้ดีไม่อบอ้าว ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีควันบุหรี่

9. นั่งหน้าตรง ตัวตรง มองตรง

10. หายใจเข้าออกลึก ๆ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่กลัว ไม่เครียด

11. ไม่อ่านหนังสือ เล่นเกม ใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวีขณะอยู่ในพาหนะ

12. เตรียมถุงสำหรับใส่อาเจียนให้พร้อม

13. กินยาแก้เมารถเมาเรือล่วงหน้าก่อนการเดินทางประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข
ภาพโดย สสส.

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน ด้านสภาเด็กฯ ประกาศเจตนารมณ์ต้อง “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” โพลล์ชี้โจ๋ไทย 42% อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมากที่สุด พร้อมขอช่วยเปิดพื้นที่เรียนรู้ “ปิดเทอมสร้างสรรค์”

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจกรรมชั้น LG สยามสแควร์วัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีแสดงนโยบายด้านเด็ก และเยาวชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “มุมมอง NEW GEN พรรคการเมือง กับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยมีผู้แทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค พรรคอนาคตใหม่, น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เกิดขึ้นเพราะเชื่อในศักยภาพของเด็กและเยาวชน ที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กเยาวชน เข้าถึง รวมถึงตำแหน่งงานตามความสนใจ ผ่าน www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.Com หรือ Happyschoolbreak.com เพื่อ ให้เด็กเยาวชนใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียน มาเปิดโลกการเรียนรู้ ค้นหาตัวตน สร้างเสริมศักยภาพ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะในทุกด้าน

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

“ผลสำรวจของยูรีพอร์ต ที่สำรวจเด็กและเยาวชน 1,882 คน พบ เกือบครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย และ 35% เห็นว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย โดยเยาวชน 12% ไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากไม่ทราบช่องทางการเข้าถึง ทั้งนี้ข้อเสนอของเยาวชน 42% อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็ก และเยาวชนมากที่สุด จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีครั้งนี้ เพื่อส่งต่อข้อมูล สะท้อนความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้รับฟังแนวคิด นโยบายของผู้สมัครทั้ง 5 ท่าน ที่จะนำความคิด ความเห็นไปแปลงเปลี่ยนเป็นนโยบาย และทำให้คำว่า “นโยบาย” เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง” ดร.สุปรีดา กล่าว

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

ด้าน นายธีระศักดิ์ เพ็งยิ้ม ผู้ช่วยประธานสภาพเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และน.ส.ศิริโชค เทพมณี สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “แสดงพลังเด็กเยาวชน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทย” ว่า สภาเด็กและเยาวชนฯ เป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ 8,780 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต  ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ โดยมีผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา ภายใต้แนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” รวมทั้งทำให้เรื่องของการพัฒนาเด็ก และเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสนบสนุนให้เกิดกิจกรรมดีๆ ในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทุกด้าน

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

น.ส เยาวภา บุรพลชัย  พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงการจัดกิจกรรม ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ว่า ต้องผลักดันค่ายเยาวชน เพราะส่วนตัวช่วงเป็นเด็กมีโอกาสไปค่ายกิจกรรมกีฬา ทำให้สร้างแรงบันดาลใจให้และสนใจเรื่องกีฬาให้กับตัวเองอย่างมาก ดังนั้น หากจัดค่ายกิจกรรมที่หลากหลายแล้วให้เด็กมีโอกาสเลือกไปค่ายตามที่สนใจไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ สิ่งแวดล้อมหรืออื่น ๆ ที่ทำแล้วไม่หนัก แต่มีความรู้ หรือในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กแว้นก็จัดให้มีสถานที่ในการแข่งและเสริมความรู้เรื่องเครื่องจักรกล เป็นต้น เชื่อว่าจะทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าต้องเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แย่อย่างไร ถ้าเขาเห็นคุณค่าตนเองก็จะไม่เข้าไปยุ่ง ที่สำคัญ ต้องให้หน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และดึงพ่อแม่มาร่วมให้ได้ใช้เวลากับลูกด้วย

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

ทางด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ว่า จะต้องแยกตามความต้องการเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กปฐมวัยและอนุบาลต้องมุ่งให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เข้าใจเรื่องความสามัคคี ให้มีโอกาสใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เพิ่มสถานที่สร้างสรรค์ที่ครอบครัวจะใช้เวลาร่วมกัน และเข้าถึงพื้นที่นั้น ๆ ได้ ส่วนระดับประถมศึกษา จะต้องให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยการเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้เรียนรู้ เปลี่ยนค่านิยมจากเดิมที่คิดว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตจะต้องเรียนเก่งให้เป็นการประสบความสำเร็จในชีวิตมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นกับสิ่งที่ชอบและถนัด ในพื้นที่ออนไลน์ควรส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อที่เนื้อหาสร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจ ส่วนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องทำให้เห็นอนาคต เช่น โครงการฝึกทำงานจริง และมีสัญญาว่าจ้างรอ

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

"ไม่ใช่แค่ปิดเทอมสร้างสรรค์แต่ต้องเน้นที่เวลาว่างสร้างสรรค์ที่สามารถจัดให้มีได้ทุกวันและทำอย่างต่อเนื่อง ให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามที่ชอบ” ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บอกเล่าถึงความสำคัญของปิดเทอมสร้างสรรค์ว่า ต้องเปิดโอกาสให้เด็กรับรู้ว่ามีพื้นที่ที่เขาสามารถไปทำกิจกรรมที่สนใจที่ไหนบ้าง ซึ่งพปชร.จะสนับสนุนให้พื้นที่ในกทม.มี 50 สวนสาธารณะที่พร้อมให้เด็กไปทำกิจกรรม และ 50 พื้นที่สร้างสรรค์ ส่วนในกลุ่มเด็กโตขึ้นจัดกิจกรรม เช่น จิตสาธารณะ ฝึกงาน เรียนรู้สตาร์ทอัพต่าง ๆ เป็นต้น

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

ขณะที่ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงช่วงปิดเทอมในต่างประเทศ ที่เมื่อเด็กมีเวลาว่างจะไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่าง ๆ หรือหากสนใจดนตรีก็จะไปดูคอนเสิร์ต แต่สิ่งเหล่านี้ขาดไปในสังคมไทย จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีศูนย์การเรียนรู้ที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการและไม่มีสอนในร.ร. เช่น  การแสดง การเต้น โดยให้ใช้พื้นที่ของร.ร.ในการสอนสิ่งเหล่านี้ในวันเสาร์-อาทิตย์และให้เด็กเลือกเรียนได้ตามที่สนใจ และภาครัฐควรจัดประกวดสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กโดยไม่ต้องรอให้ภาคเอกชนดำเนินการ

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน thaihealth

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงช่วงเวลาปิดเทอมว่า ควรมีพื้นที่สร้างสรรค์ที่หลากหลายและเข้าถึงทุกกลุ่มอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณและออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ของตนเอง ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และตามช่วงวัย เช่น เด็กเล็กอาจให้มีสนามเด็กเล่น เด็กโตอาจมีห้องสมุดที่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ช่วงม.ต้นอาจมีกิจกรรมแนะแนวอาชีพเพื่อให้ค้นพบตัวเอง โดยอาจจะให้เด็กไปเข้าร่วมฝึกฝนอาชีพที่สนใจเป็นเวลา 1 วัน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของอาชีพนั้น ๆ

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ผู้ให้สัมภาษณ์ : นายสุรชัย ศรีนรจันทร์, น.ส.ณัชชา ศรีชมภู และเอกจิต สว่างอารมย์
ภาพประกอบโดย : นัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และfacebook : Media for health project

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน

หากคนวัยทำงานสามารถมีปิดเทอมได้ หลายคนอาจจะคิดถึงวันหยุดอันแสนสบาย นอนอยู่บ้าน ไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่สุดท้ายก็กลับมาสู่วันทำงานแบบไม่เต็มใจ เพราะวันหยุดไม่ได้เติมเต็มอะไรให้กับชีวิต

เมื่อพูดถึง ‘ปิดเทอม’ ภาพที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดคือ ความสะดวกสบายบนขนส่งมวลชนสาธารณะ ไม่ต้องแออัด เพราะเด็กน่าจะนอนอยู่บ้าน เล่นอินเทอร์เน็ต ไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนสมัยนี้กลับมีความคิดสร้างสรรค์กว่านั้น

จากการเก็บข้อมูลสำรวจความคิดเห็นบนหน้าเฟซบุ๊ก สสส. ตั้งแต่วันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2562 พบว่า ปิดเทอมใหญ่ เด็กและเยาวชนอยากเข้าค่ายอาสา เข้าค่ายเสริมสร้างประสบการณ์มากที่สุด 45% รองลงมาคืออยากทำงานพิเศษ 24% และอยากท่องเที่ยว 22% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการถอดบทเรียนรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มวัยของ สสส. ที่พบว่า กิจกรรม 3 อันดับแรกที่เด็กสนใจ ได้แก่ เข้าค่าย 45% ท่องเที่ยว/ทัศนศึกษา 22.4%  และกิจกรรมกีฬา 21.9% ตามลำดับ

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

การเข้าค่ายในวัยเด็กอาจเห็นภาพของลูกเสือเนตรนารี พอโตขึ้นช่วงปิดเทอมมาอาจมีค่ายธรรมมะ ค่ายจิตอาสา ค่ายวิชาการ ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์ ฯลฯ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานทำให้ไม่มีปิดเทอมและการเข้าค่ายอีกต่อไป การหยุดในแต่ละครั้งต้องอาศัยวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันลาพักร้อนหรือลาป่วย จากวัยรุ่นก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ทำให้ความสดใสในชีวิตเริ่มหายไป และวันว่างก็หมดไปกับการนอนพักอยู่บ้าน

วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอนำเสนอประสบการณ์การปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ ฉบับวัยทำงาน ที่จะปลุกให้ผู้ใหญ่อย่างเรากลับมามีความสดใสและพลังเต็มร้อยอีกครั้ง ผ่านวัยทำงานทั้งสามคนที่จะมาบอกเล่าถึงการเข้าค่ายในวัยผู้ใหญ่ ที่เปลี่ยนวันหยุดอันแสนจะธรรมดา ให้กลายเป็นวันหยุดที่อัศจรรย์วันหนึ่ง 

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

เพราะสังคมในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสังคมเมือง การออกค่ายอาสาในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นผู้คนที่หลากหลาย จึงเป็นจุดที่ทำให้ ‘พี่เอสดี้’ สุรชัย ศรีนรจันทร์ กลับมาเข้าค่ายอีกครั้ง หลังจากเรียนจบไปหลายปี 

“พี่กลับมาเข้าค่ายโดยผันตัวเองเป็นผู้จัด ภายใต้ชมรมศิษย์เก่าของคณะฯ เพื่อชวนเพื่อนเก่าให้มาเจอกัน มันเป็นกิจกรรมที่มากกว่าการนัดกินข้าว กินเลี้ยง ที่พอจบก็แยกย้ายกัน เพราะการชวนมาทำค่ายอาสา ด้วยกันคือการพากลุ่มคนที่มีหัวใจเดียวกัน มาร่วมกันพัฒนาสังคมชนบทด้วยกัน”

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

นอกจากนี้ ‘พี่เอสดี้’ ยังฝากถึงกลุ่มจิตอาสาที่นำของไปบริจาคแก่ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลว่า “อยากให้ถามความต้องการของพวกเขาก่อนว่าต้องการอะไร เพราะหากนำเสื้อผ้าของคนเมืองไปให้ก็จะไม่สร้างประโยชน์ การมีจิตอาสาในการมอบของให้ควรสร้างประโยชน์ให้เขาได้จริง ๆ” 

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

 “การไปค่ายอาสา คือการที่เราไปโดยสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ไปทำประโยชน์ให้คนอื่น” ‘พี่เก้า’ ณัชชา ศรีชมภู เล่าถึงเมื่อครั้งที่เคยไปค่ายอาสาพัฒนาชนบทของมหาวิทยาลัยว่า เดิมทีตนต้องการหาอะไรทำในวันหยุด จึงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ายอาสา ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้รู้ว่าการทำสิ่งที่มีประโยชน์ด้วยใจ ได้เติมเต็มชีวิต เติมเต็มความสุข และเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่ดี

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

‘พี่เก้า’ บอกกับเราอีกว่า แม้ว่าพี่จะเรียนจบมาหลายปีแล้ว ก็ยังคงหาเวลาว่างไปค่ายอาสาฯ ใช้วันหยุดพักผ่อนของตัวเองเพื่อไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เพราะมันคือการเพิ่มพลังบวกให้กับตัวเอง นอกจากนี้การได้เป็นผู้ให้คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมในหัวใจอีกด้วย

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

‘พี่จู้’ เอกจิต สว่างอารมย์ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนว่า การที่ตนไปเข้าค่ายอาสาเป็นเพราะต้องการไปเที่ยวในที่ใหม่ ๆ เปิดมุมมองใหม่ ๆ จึงได้ใช้วันหยุดไปกับการไปค่ายอาสาฯ ในวัย 32 ปี และได้รับบทบาทเป็นผู้ดูแลและประสานงานค่าย จากที่เดิมทีตั้งใจจะเป็นเพียงผู้เข้าร่วมธรรมดา การไปค่ายอาสาฯ ในช่วงวันหยุด ‘พี่จู้’ มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดค่ายให้เด็กและเยาวชน ผ่านโครงการนักสื่อสารสุขภาวะ (Media for health Project) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาเยาวชนสู่การเป็น ‘นักสื่อสารสุขภาวะ’ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส.

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

“พี่มองว่า ‘ค่าย’ คือตัวเลือกหนึ่งที่จะทำให้เด็กมีกิจกรรมดี ๆ เพิ่มในวันหยุด ถือเป็นหนึ่งตัวเลือกให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมทำในวันว่าง” 'พี่จู้' เล่าให้ฟังว่า การสร้างค่ายเพื่อผลิตเด็กและเยาวชนให้เป็นนักสื่อสารเพื่อผลิตสื่อสุขภาพนั้น ถือเป็นการผลิตคนรุ่นใหม่สร้างสื่อเพื่อสื่อสารในภาษาเดียวกับคนรุ่นเดียวกัน เพราะกลุ่มเด็กและเยาวชนจะสามารถแปลงเนื้อหาได้โดนใจมากกว่า และในอนาคตเด็กเหล่านี้จะเติบโตอย่างมีคุณภาพและกลายเป็นผู้นำสร้างกิจกรรม ดี ๆ ขึ้นต่อไป

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

การเข้าค่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงวันหยุดหรือปิดเทอมของเด็กและเยาวชน แต่ในกลุ่มคนวัยทำงานก็สามารถไปร่วมกิจกรรมค่ายอาสาได้ทั้งที่มีวันหยุดไม่กี่วัน จากเรื่องเล่าของ 'พี่เก้า พี่เอสดี้ และพี่จู้' แสดงให้เห็นแล้วว่า การเข้าค่ายในวัยเด็กเป็นการปลูกฝังจิตอาสาให้พวกเขา และความรักในการทำค่ายยังติดอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้

ปิดเทอมใหญ่ในวัยทำงาน thaihealth

‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มได้มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ และพื้นที่สร้างสรรค์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

นอกจากเด็กและเยาวชนแล้ว โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ยังได้รวบรวมพื้นที่ที่มีกิจกรรมดี ๆ ที่วัยทำงานสามารถเข้าร่วมได้ ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอชวนมาเยี่ยมชมพื้นที่สร้างสรรค์ และร่วมกันทำกิจกรรมในวันหยุดไป เพื่อตามหาฝัน ค้นหาตัวตน แบ่งปันสังคม สนุก ฝึกฝน เปิดโลกเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยสามารถค้นหาพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ได้ที่ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com

'เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด'

เรื่องที่มักเข้าใจผิด เกี่ยวกับน้ำตาล

ที่มา : SOOK Magazine No.61

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด เกี่ยวกับน้ำตาล thaihealth

รสหวานของน้ำตาลเป็นรสชาติที่ผู้คนติดใจ และหลาย ๆ คนก็น่าจะทราบว่าถ้ารับประทานมากเกินไปจะไม่ดีต่อร่างกาย แต่ก็มีเรื่องที่มักเข้าใจผิด เกี่ยวกับน้ำตาลด้วยเช่นกัน

1. น้ำตาลทำให้ฟันผุ สาเหตุที่แท้จริงคือ แบคทีเรียที่อยู่ตามช่องฟันของเรากินน้ำตาลเข้าไปแล้วปล่อยของเสียออกมา ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรด กรดนี้จะทำลายสารเคลือบฟันทำให้ฟันผุ

2. น้ำผึ้งรักษาเบาหวานได้ ที่จริงแล้วน้ำผึ้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้ทันที และให้แคลอรีสูงกว่าน้ำตาลทรายขาว (ในปริมาณเท่ากัน) จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

3. น้ำตาลเป็นสาเหตุหลักของความอ้วน หลายคนเข้าใจว่าความอ้วนและน้ำตาล คือเหตุและผลของกันและกัน แต่ความอ้วนที่แท้จริงเกิดจากการที่ร่างกายได้รับแคลอรีมากเกินกว่าที่จำเป็นต้องใช้

4. น้ำตาลคือสาเหตุหลักของเบาหวาน อินซูลิน คือฮอร์โมนที่ดูดซึมน้ำตาลเก็บไว้ใช้ แต่เราจะเป็นเบาหวานเมื่อร่างกายผลิตอินซูลินไม่พอ

เพื่อที่จะได้จัดสรรความหวานให้อยู่ในภาวะสมดุล และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรรับประทานหวานแต่พอดี