รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี ‘เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา’

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี ‘เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา’ thaihealth

กพย. จับมือ สสส. รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี “เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา” ผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ภาคประชาชนตามยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ที่ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระรามที่ 4 กรุงเทพฯ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และ สสส. จัดกิจกรรมสัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ประจำปี 2561

​ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ระหว่างวันที่ 12 – 18 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ในส่วนของประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ให้การสนับสนุน กพย. ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6  โดยเน้นความสำคัญของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลทั้งในคนและในการเกษตร เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกโรค ไม่ถูกวิธี ได้สร้างปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นวิกฤต โดยในปีนี้เน้นรณรงค์สร้างความเข้าใจในโรคหวัดเจ็บคอ เนื่องจากพบว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดว่าเป็นหวัดเจ็บคอ ต้องกินยาต้านแบคทีเรียถึงจะหาย

​“สังคมไทยยังมีความเชื่อผิดๆว่าเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ จะต้องกินยาต้านแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะ ซึ่งนิยมเรียกกันอย่างไม่ถูกต้องว่ายาแก้อักเสบ ในทางวิชาการมีผลการวิจัยชัดเจนว่า ไข้หวัดมากกว่า 80% เกิดจากเชื้อไวรัส การกินยาต้านแบคทีเรียนอกจากไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกาย หากวันหนึ่งข้างหน้าเกิดป่วยหนัก จากติดเชื้อในอวัยวะที่สำคัญ จะทำให้ยาใช้ไม่ได้ผล ส่งผลให้อาจเสียชีวิตได้ อย่างที่เรามักได้ยินข่าวผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่บ่อยๆ” ผู้จัดการ กพย. กล่าว

รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี ‘เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา’ thaihealth

ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาได้กลายเป็นวิกฤติระดับโลกแล้ว องค์การอนามัยโลกจึงต้องจัดให้มีสัปดาห์รณรงค์ทั่วโลก รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และยังทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมถึงปีละ 46,000 ล้านบาท จึงได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 เพื่อระดมกำลังจากทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียอย่างพร่ำเพรื่อ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2564 ที่จะลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลง 50%

รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี ‘เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา’ thaihealth

“การใช้ยาต้านแบคทีเรียทุกครั้ง เป็นต้นเหตุสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา  พฤติกรรมการใช้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่จำเป็น จึงยิ่งซ้ำเติมวิกฤติเชื้อดื้อยาให้รุนแรงมากขึ้น ในยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาเชื้อดื้อยา จึงกำหนดให้มียุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน ซึ่งมี สสส. และ กพย.เป็นองค์กรร่วมขับเคลื่อนภารกิจนี้ โดยที่ผ่านมา สสส. กพย. กระทรวงสาธารณสุข และหลายหน่วยงาน ได้รณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียใน 3 อาการ คือ ไข้หวัด ท้องเสีย และแผลสด แต่จากการสำรวจล่าสุด พบว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และยังคงมีพฤติกรรมใช้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่จำเป็นอยู่มาก” ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เสริมว่า สำหรับในปีนี้ กพย.และ สสส. เน้นการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านวลีที่ว่า “เป็นหวัดเจ็บคอไม่ง้อยา” โดยมีการรณรงค์ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงได้จัดให้มีการประกวดเต้นประกอบเพลง “อย่าพึ่ง” ซึ่งได้นักแต่งเพลงมืออาชีพที่เคยแต่งเพลงให้ศิลปินอย่างเช่นเดอะสตาร์ มาแต่งเพลงให้ โดยผู้ที่สนใจสื่อความรู้และรายละเอียดการประกวด สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://atb-aware.thaidrugwatch.org หรือที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thai.antibiotic.awareness ​​

อย่าให้ความเครียดลดอายุ

ที่มา : http://talkaboutsex.thaihealth.or.th

อย่าให้ความเครียดลดอายุ thaihealth

ผลวิจัยล่าสุดจากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐ รายงานว่า ความเคร่งเครียดในการทำงานทำร้ายสุขภาพเท่ากับการเป็นคนสูบบุหรี่มือสอง

รายงานได้รวบรวมเคสกว่า 228 รายพบว่า การทำงานมากๆ จะเพิ่มปัญหาสุขภาพและ มีโอกาสพบแพทย์มากขึ้น 35% นอกจากนี้การทำงานนานๆ ทำให้ชีวิตสั้นลงเกือบ 20%และคนที่สะสมความเครียดเป็นเวลานานหรือมีความกังวลอยู่เสมอว่าจะตกงาน ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพมากถึง 50% โจเอล โกห์ (Joel Goh)ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาคบริหารธุรกิจ โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การวิจัยนี้จะช่วยให้เจ้าของบริษัทตระหนักถึงวิธีการทำงานของพนักงาน เพราะการทำงานหนักไม่ทำให้งานมีประสิทธิภาพเสมอไป นอกจากนี้เขายังแนะนำวิธีลดความเครียดไว้ ดังนี้

เขียนออกมา จากคำแนะนำของนักจิตวิทยาที่ว่าเราควรเขียนสิ่งที่รู้สึกลงบนกระดาษเพราะนอกจาก จะได้ระบายความเครียดแล้วเรายังได้เห็นปัญหาและเห็นทางแก้ไขมากขึ้น

ตรวจสอบความเป็นจริง งานวิจัยของฮาร์วาร์ดแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความเครียดมากที่สุด คือคนที่กังวลว่าจะตกงาน ดังนั้นจงกล้าถามตัวเองว่างานที่ทำอยู่เป็นอย่างไร เสี่ยงต่อการถูกไล่ออกหรือไม่ หรืออาจจะถามมุมมองจากผู้ร่วมงานที่ไว้ใจได้เพื่อหาความคิดเห็นจากผู้ที่มองเข้ามา

ถามตัวเองว่ารักงานไหม นักจิตวิทยาจากลอสแองเจลิส โจอันนา ริพาลี (JoannaLipari) กล่าวว่า ผู้ป่วยที่เธอดูแลจะมีความเครียดกับงานน้อยลงเมื่อพวกเขารักงานที่ทำ และเมื่อรักงานแล้ว ความสุขในการทำงานก็จะตามมาส่งผลให้เครียดน้อยลงตามมา

ตั้งลิมิตของตัวเอง หากเจ้านายต้องการให้คุณทำงานวันละ 10 ชม. แทน 8 ชม. ตามปกติ คุณควรบอกเขาว่า “ไม่” และอธิบายว่าใน 8 ชม. นั้นคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน นอกจากนี้อย่าหลงลืมว่างานไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตของคุณ แต่สุขภาพของคุณต่างหากที่เป็นชีวิต

 

 

เรื่องของคนรักวิ่งใน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018”

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

เรื่องของคนรักวิ่งใน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018” thaihealth

ผ่านไปแล้วสำหรับงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018” (ThaiHealth Day Run 2018)  โดยปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 โดยความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย เป็นกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพระดับชาติที่ร่วมสร้างการมีกิจกรรมทางกายในทุกกลุ่มวัย รวมถึงในปีนี้ยังได้มีการผลักดันงานวิ่งที่มีมาตรฐานตามหลักของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ หรือ International Association of Athletics Federations (IAAF)

ทันกระแสสุขภาพวันนี้ ได้รวบรวมความรู้สึกของเหล่านักวิ่งที่มาร่วมวิ่งในงาน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018” รวมถึงประสบการณ์การเริ่มต้นวิ่งที่น่าสนใจ และเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังคิดเริ่มต้นออกมาวิ่ง มาฝากกันค่ะ

เพราะทุกคนต่างมีความตั้งใจในการทำอะไรสักอย่างในชีวิตอยู่แล้ว และเมื่อใดที่เป้าหมายชัดเจน มีแรงบันดาลใจมากพอ เมื่อนั้นเราก็จะเกิดแรงฮึดหรือความตั้งใจที่จะทำเป้าหมายนั้นให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับหนุ่มคนนี้ นายธันวารัตน์ คำจริง วัย 26 ปี หนุ่มที่หลงรักการวิ่งมาราธอน ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ให้ได้ในงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน” และในปีนี้เขาก็ทำได้สำเร็จ

ธันวารัตน์ เล่าให้ฟังว่า ร่วมวิ่งกับงาน ไทยเฮลท์ เดย์ รัน ครั้งนี้เป็นปีที่ 3 โดยปีที่ผ่านมาเข้าเส้นชัยระยะ 10 กม. อยู่ในลำดับ 3 ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจเช่นกันเพราะมันคือผลของความพยายาม และก็คิดทันทีว่าจะต้องพยายามมากขึ้นอีกเพื่อคว้าที่ 1 ให้ได้ซักครั้งใน ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018

เรื่องของคนรักวิ่งใน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018” thaihealth

การมีวินัยในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญหลายคนพอซ้อมมากๆ เริ่มท้อแล้วก็หยุดวิ่งไปก็มี แต่สำหรับตนมองว่ามันคือ ความท้าทายของชีวิต

ตนเริ่มต้นสนใจเรื่องการวิ่งตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ซึ่งคิดว่าเป็นกีฬาที่ทำได้ง่าย พอวิ่งบ่อยมากขึ้นก็เริ่มอยากลองวิ่งระยะไกล และเริ่มศึกษาการวิ่งระยะไกลที่ถูกต้อง เริ่มจัดตารางการซ้อม เพราะเชื่อว่า ความตั้งใจจะสำเร็จได้ก็ย่อมเกิดจากการวางแผนที่ดี เนื่องจากสมองของมนุษย์ไม่สามารถจดจำรายละเอียดอะไรได้หมดทุกอย่าง การสร้างตารางสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันคือ สิ่งที่ช่วยได้เป็นอย่างดี

ทำไมต้องมาวิ่งกับ งานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน” ?

“เพราะเป็นสนามที่นักวิ่งทุกคนต้องมาวิ่ง และยังถือเป็นก้าวแรกของคนที่อยากจะเข้าสู่วงการวิ่ง เพราะจะเห็นว่ามีคนทุกเพศทุกวัยที่หันมาออกกำลังกาย ตั้งแต่เด็ก วัยเยาวชน ไปจนถึงวัย 60 ปีขึ้นไป หลายคนเริ่มวิ่งกันครั้งแรกในงานนี้ และหลังจากนั้นพวกเขาก็วิ่งกันมาเรื่อย ๆ”

รู้สึกอย่างไร? เมื่อรู้ว่าตนวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกในงาน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018”

“มีความสุขและภูมิใจในตนเองที่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ และเข้าใจถึงคำที่คนมักพูดว่า…ถ้าคนเราพยายามทำอะไรอย่างเต็มที่ สิ่งนั้นก็จะสำเร็จได้จริง… และหากถามว่าได้ที่ 1 แล้วปีหน้าจะยังมาวิ่งอีกหรือไม่ คำตอบคือ ก็จะยังมาวิ่งในทุกปี เพราะการวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

มาที่กลุ่มเพื่อนที่ชวนกันมาวิ่ง โดย พิสนีย์ ศรีสวัสดิ์ วัย 27 ปี อาสาเป็นตัวแทนของกลุ่มเล่าให้ว่า ตนเริ่มสนใจเรื่องการวิ่งตั้งแต่ตอนที่พี่ตูน บอดี้สแลม ออกมาวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว อีกเหตุผลที่หันมาวิ่งคือ อยากสุขภาพดี จึงชวนเพื่อนมาวิ่งด้วยกันในงาน “ไทยเฮลท์ เดย์ รัน 2018” สำหรับเหตุผลที่เลือกวิ่งงานนี้ เพราะหลายคนแนะนำว่า ถ้าอยากเริ่มต้นวิ่ง ต้องวิ่งที่งานนี้ และทราบมาว่าในปีนี้ได้มีการปรับมาตรฐานการจัดงานให้เป็นไปตามสากลอีกด้วย

“จากการได้เข้าร่วมรู้สึกได้ว่างานมีมาตรฐานที่ดีจริง ทั้งเรื่องของระบบการจัดการ เจ้าหน้าที่ดูแลเป็นอย่างดี เลือกสถานที่ได้ดี การเดินทางมาวิ่งไม่ยาก ตลอดระยะทางมีน้ำดื่มเพียงพอ มีเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดทางทำให้อุ่นใจได้หากเกิดเหตุอะไรขึ้น โดยรวมแล้วประทับใจมาก หากใครกำลังอยากเริ่มต้นวิ่งมาราธอน ไทยเฮลท์ เดย์ รัน เป็นสนามที่ต้องมาลองสัมผัสค่ะ” พิสนีย์ กล่าว

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลการจัดงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ในปีต่อไปได้ที่  facebook/thaihealthdayrun

 

 

วิธีกำจัดเชื้อราหลังน้ำท่วม

ที่มา : หมอชาวบ้าน

วิธีกำจัดเชื้อราหลังน้ำท่วม thaihealth

แฟ้มภาพ

อันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ที่มาในช่วงน้ำท่วมที่เห็นเด่นชัดที่เกิดขึ้นคือ เชื้อราที่เกิดตามผนังอาคารบ้านเรือน

เชื้อราจัดเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตอาหารเองได้ แต่ได้รับอาหารจากการสร้างเอนไซม์ย่อยสลายวัสดุอาศัยแล้วดูดซึมเข้าสู่เซลล์ เซลล์ของเชื้อรามักรวมกันเป็นเส้นใย โครงสร้างเส้นใยของเชื้อราไม่ซับซ้อน ไม่มีระบบท่อลำเลียงน้ำ ทำให้เชื้อราต้องอาศัยความอับชื้นจากสิ่งแวดล้อมในการเจริญเติบโต

ดังนั้น สภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราคือสภาวะที่อากาศไม่ระบายและมีความชื้นสูง เชื้อราส่วนใหญ่แพร่กระจายพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สปอร์จะลอยผ่านอากาศ และเมื่อสปอร์ตกลงบนพื้นผิวที่เปียกหรือมีความชื้น เชื้อราจะเริ่มเจริญเติบโต ดังเช่นในสภาวะน้ำท่วมขังภายในอาคารบ้านเรือนที่ปิดมิดชิด เป็นอีกสภาวะหนึ่งที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณของเชื้อรา

ความเสียหายและอันตรายจากเชื้อรา

วัสดุที่เชื้อราอาศัยเจริญอยู่จะเสื่อมสภาพจากการที่ถูกเชื้อราย่อยไปเป็นอาหาร
เส้นใยของเชื้อราที่เจริญอยู่ที่ผิววัสดุต่างๆ เมื่อรวมกันเป็นจำนวนมากจะปรากฏให้เห็นด้วยตาเปล่า หรือทำให้เกิดสีที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นบนวัสดุนั้นๆ
ชิ้นส่วนหรือสปอร์ที่เชื้อราสร้างขึ้นเพื่อแพร่กระจายพันธุ์เมื่อฟุ้งกระจายไปในอากาศอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะกับระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหลและอาจเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้หากร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคไต ทำให้เกิดอันตรายรุนแรง เชื้อราสามารถกระตุ้นอาการหอบในคนที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก หลอดลม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน และแพ้เป็นผื่นลมพิษได้

วิธีควบคุมและกำจัดเชื้อราหลังน้ำท่วม

1. ควรจะมีการสำรวจดูว่าบริเวณใดมีเชื้อราเกิดขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีน้ำท่วมขังนานกว่า ๒ วันขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดเชื้อราขึ้นได้แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บริเวณที่มักมีเชื้อราซ่อนอยู่ ได้แก่ ใต้พื้น บริเวณฝ้าเพดาน ท่อน้ำที่รั่วซึม หรือใต้วอลเปเปอร์โดยเฉพาะวัสดุบุผนังที่เป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่เรียกว่าไวนิล จะแห้งแต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะเก็บกักความชื้นไว้ข้างใต้ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี  

การสำรวจดูเชื้อราอาจทำได้ 2 ทาง คือ ดูด้วยตา จะเห็นได้จากรอยเปื้อน หรือมีเส้นใยขึ้น และวิธีการดมกลิ่น กลิ่นเชื้อราจะเหม็นอับทึบ หรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน หากสงสัยให้ปฏิบัติดังนี้ สิ่งใดที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้งไป ถ้าเป็นสิ่งของที่ทำด้วยผ้า หากต้มได้ต้องฆ่าเชื้อด้วยการต้มน้ำร้อนก่อนจึงนำมาใช้อีก

2. รีบทำความสะอาดพื้นและผนังโดยการขัดล้างให้เร็วที่สุด ก่อนลงมือทำความสะอาดควรแต่งกายให้มิดชิด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมรองเท้าบู๊ต สวมถุงมือยาง สวมหน้ากากอนามัย ใส่แว่นตา เพื่อป้องกันเชื้อและของเหลวมาสัมผัสบริเวณร่างกาย ระหว่างทำความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้แห้งโดยเร็ว หลักการและวิธีทำความสะอาดเพื่อกำจัดเชื้อรา

ควรแยกพื้นที่ที่จะทำความสะอาดให้อยู่ในวงจำกัดในมุมหนึ่งของบ้านและควรทำนอกอาคารถ้าเป็นไปได้
ในกรณีที่วัสดุนั้นๆ ยากแก่การทำความสะอาดหรือมีรูพรุนมาก มีเชื้อรามาก ให้คัดแยกวัสดุนั้นทิ้งไป และในการทิ้งต้องห่อด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของสปอร์เชื้อรา
เริ่มแรกควรล้างด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน แล้วตามด้วยน้ำยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา

 

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา รุ่น iRabbit 4 ใบพัด 550 มล

iRabbit 990 Baht

เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา รุ่น iRabbit 4 ใบพัด 550 มล

สวัสดี..เราชื่อ iRabbit  🤗
เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา USB ชาร์จ
แบบ 4 ใบพัด เรามาแล้วนะ ตามคำเรียกร้อง 💋

 

– ปั่นน้ำแข็งป่น ปั่นน้ำแข็งหลอดไซส์เล็กได้จ้า
– โถแก้ว แท้ ไม่เหมือนใคร ทนสารเคมีและโปร่งแสง และไม่มีส่วนประกอบของสาร BPA
– ล้างทำความสะอาดง่าย
– ความเร็ว: 22,000 รอบต่อนาที
– แบตเตอรี่ในตัว ความจุ 4,000 mAh
– ช่อง USB ชาร์จไฟ
– กระบอกความจุ 550 ml.
– ชาร์จแบตเตอรี่ 1 รอบ สามารถใช้งานได้ 20 ครั้ง
– ใบมีดทำจากสแตนเลสมีความทนทานสูง

🍉🍎🍌🍒🍅🍓🍊🍋🍈
สินค้าพร้อมส่ง
สีชมพู ฟ้า ม่วง
ราคาพิเศษ 990 บาท (จากราคาปกติ 1250 บาท)

 

ร้านนี้ นำเข้าเอง ขายเอง ได้ของชัวร์จร้า **
พร้อมบริการเก็บเงินปลายทาง จ่ายเงินหน้าบ้าน
� จัดส่งฟรี KerryExpress

สนใจสั่งซื้อ
ทาง Inbox https://www.facebook.com/messages/t/1026728994103633
ทาง Line https://line.me/R/ti/p/%40minijuicerthailand
@MiniJuicerThailand

http://www.เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา.com

#เก็บเงินปลายทาง #จ่ายเงินหน้าบ้าน เมื่อได้รับสินค้า
#เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา #สินค้าพร้อมจัดส่ง
#คนรักสุขภาพ #หนุ่มสาวออฟฟิต #สมูทตี้

 

 

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ภาพโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ / แฟ้มภาพ

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน thaihealth

“เสียงหายใจหอบที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับโถมแรงสุดท้ายที่มีใส่สปีตเต็มฝ่าเท้า มุ่งพาตัวเองเข้าเส้นชัย” นี่คือพฤติกรรมของนักวิ่งเกือบทุกคนที่กำลังแข่งขันกับตัวเอง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจ บรรยากาศแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติของเทรนการวิ่งที่กำลังมาแรงในช่วงปี 2560 -2561 ที่ผ่านมา

ตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า จำนวนนักวิ่งเพิ่มอย่างก้าวกระโดดจาก 5 ล้านคนในปี 2549 เป็น 15 ล้านคน ในปี 2560 นับว่าเป็นยุค “รันนิ่งบูม” ของประเทศไทยเลยทีเดียว ไม่ว่าจากกระแสของภาพยนตร์เรื่อง รัก 7 ปี ดี 7 หน ตอน 42.195 หรือช่วงที่พี่ตูน บอดี้สแลม ออกมาวิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุด เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาล ก็เป็นการกระตุ้นให้คนไทยออกมาวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ การแข่งขัน ตามกระแส หรือใดๆ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับชีวิตตัวเองมากขึ้น

แน่นอนว่า เมื่องานวิ่งในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นการเชิญชวนให้คนออกมาวิ่งกันมากขึ้นด้วย อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายจาก สสส. อดีตประธานสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และผู้ริเริ่มจัดงานวิ่ง จอมบึงมาราธอน  บอกเราว่า ภายใน 1 ปี ประเทศไทยมีการจัดกิจกรรมวิ่งมากกว่า 1,000 รายการ เฉลี่ยสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20 งาน ซึ่งมีผู้จัดและองค์กรมากมายที่จัดงานวิ่งขึ้น โดยมีความรับผิดชอบ ความสามารถในการจัดงานวิ่งที่แตกต่างกัน

ทำไมต้องมีมาตรฐานงานวิ่ง

เมื่อกระแสการวิ่งได้รับความนิยม และมีงานวิ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 งาน ทั่วประเทศไทยนั้น ทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาคีด้านการวิ่งที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันถอดบทเรียน และองค์ความรู้จากการจัดงานวิ่ง  โดยยึดหลักการของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ หรือInternational Association of Athletics Federations (IAAF) จนเกิดเป็น “คู่มือการจัดกิจกรรมงานวิ่งเพื่อสุขภาพ”

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน thaihealth

มาตรฐานงานวิ่ง 1S 2F http://llln.me/SBEDTqO

ประเด็นหลักที่ต้องการจะสื่อสาของมาตรฐานการจัดงานวิ่ง คือ Safe – Fair – Fun : วิ่งปลอดภัย ยุติธรรม และสนุกสนาน Safe (ความปลอดภัย) เช่น 1. การปิดถนน การจราจร ความปลอดภัยของพื้นผิวถนน 2. การแพทย์และพยาบาล การประกันอุบัติเหตุ การให้ความรู้กับนักวิ่งหน้าใหม่ เพื่อให้นักวิ่งตระหนักและเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรง การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) การป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อช่วยเหลือทั้งตัวนักวิ่งเองและผู้อื่น 3. น้ำดื่ม เพราะร่างกายเราขาดน้ำไม่ได้ ยิ่งวิ่งระยะไกลและอุณหภูมิของอากาศที่สูง ทำให้ผู้จัดจำเป็นต้องเตรียมน้ำให้พร้อมสำหรับนักวิ่ง เป็นต้น

Fair (ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน) โดยการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข่าวสารทั้งหมดเกี่ยวกับงานวิ่งที่จัด การรับสมัครที่เป็นระบบและมีการบันทึกข้อมูลของนักวิ่ง ในวันแข่งขันมีการปล่อยตัวนักวิ่งตรงเวลา มีระบบการจับเวลาที่เป็นมาตรฐาน โดยนักวิ่งสามารถทราบผลการวิ่งได้ทันทีที่เข้าเส้นชัย หรือนักวิ่งแนวหน้าที่ได้รับรางวัลก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการและมีความยุติธรรมในผลการแข่งขัน

Fun (ความสนุกสนาน) โดยหลักการของนานาชาติ อนุญาตให้มีการสร้างสีสัน การแสดงประจำท้องถิ่น และนักวิ่งแฟนซี เพื่อสร้างความบันเทิงระว่างเส้นทางวิ่ง ซึ่งเป็นการสร้างความสนุกสนานและให้กำลังใจนักวิ่งด้วย

มุมมองของนักวิ่งถึงมาตรฐานงานวิ่งประเทศไทย

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน thaihealth

ออม – ปวันรัตน์ พันธ์นิกุล

ปี 2555 เป็นปีแรกของการเข้าสู่วงการวิ่งอย่างเต็มตัวของ ออม –  ปวันรัตน์ พันธ์นิกุล ร่วมพูดคุยกับทีมเว็บไซต์ สสส. ว่า ก่อนหน้านี้ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการจัดงานวิ่งของแบรนด์เสื้อกีฬายี่ห้อหนึ่งที่เธอชอบ จึงลงสมัครวิ่งและด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานของการวิ่ง ทำให้เธออยู่ในวงการวิ่งนับจากนั้นเป็นต้นมา

มันเป็นยุคของรันนิ่งบูมจริงๆ ในระยะสองปีหลังที่ผ่านมานี้ จากเมื่อก่อนที่มีงานวิ่งไม่กี่งานใน 1 เดือน กลายเป็นว่าปัจจุบันภายใน 1 อาทิตย์มีงานวิ่ง 2-3 งาน และเส้นทางวิ่งที่จัดในกรุงเทพฯ ก็จะเหมือนเดิม ในส่วนของผู้จัดงานวิ่งก็เยอะขึ้นจากเดิม หลายๆ องค์กรก็เลือกที่จะจัดงานวิ่ง เพราะคิดว่าน่าจะได้กำไร และยังเป็นช่องทางของอาชีพใหม่ๆ ด้วย และที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ก็พบว่า มีงานวิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2561 1,000 กว่างาน จากเดิมในปี 2558 มีงานวิ่งประ มาณ 500 งาน ซึ่งเห็นถึงการเติบโตขึ้นเยอะมาก

ในมุมมองของนักวิ่งและนักการตลาดที่เฝ้ามองการเติบโตของวงการวิ่งที่ผ่านมา ออม ให้ความเห็นว่า  การจัดงานวิ่งไม่ใช่แค่อยากจัดแล้วได้ทำ แต่มันคือการมองแบบใส่ใจรายละเอียดให้เหมือนการจัดอีเว้นท์ใหญ่ ไม่ใช่แค่ดูเส้นทาง เสื้อ เหรียญ จุดให้น้ำ ฯลฯ  แต่ต้องดูให้ครอบคลุมและต้องมีแผนสำรอง A B C รองรับเสมอ เพื่ออุดช่องว่าง หรือปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือ เรามีคนนับหมื่นคนในงานวิ่งและความปลอดภัยต้องเป็นหลัก รวมไปถึงการเห็นใจผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย

ราวๆ ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอยังได้เข้าร่วมวิ่งในเรซ EvaAirMarathon 2018 ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ได้มีโอกาสเห็นการจัดการงานวิ่งที่เป็นระบบ เธอแลกเปลี่ยนให้ฟังว่า ทางเรซการแข่งขันจะให้ข้อมูล และรายละเอียดของการแข่งขัน กฎ กติกา การปิดถนน สิ่งที่นักวิ่งควรทราบ อย่างชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนสมัครเข้าร่วมแข่งขัน และยังแจก Race Information สำหรับนักวิ่งทุกคนอย่างละเอียดในวันรับ Race kits 

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน thaihealth

 “เราได้รับ Race Information รวมถึงกระเป๋าสำหรับฝากของที่เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยข้อมูลที่อยู่ใน Race Information เราได้อ่านครบ เพราะคือกฎ กติกา รายละเอียดทั้งหมดของงาน ทำให้เราสามารถวางแผนการวิ่ง ซึ่งบอกถึงจุดอำนวยความสะดวก เช่น รู้ว่ามีจุดน้ำ จุดอาหาร และการเปิดปิดไฟจราจรที่จุดไหน เวลาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะนักวิ่ง แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนใช้รถใช้ถนน เพื่อได้วางแผนการจราจรด้วย รวมไปถึงการห้ามขาย BIB และถ้านักวิ่งมาไม่ทันในเวลาปล่อยตัว หลังจากนั้น 15 นาที จะไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ผู้จัดได้บอกทั้งหมดในหน้าเว็บไซต์ ก่อนการรับสมัครวิ่งเรียบร้อยแล้ว”

ในฝั่งประเทศไทยบ้านเราเอง อยากให้ผู้จัดงานเตรียมข้อมูลตามความจริงให้พร้อมทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนสมัครวิ่ง ถ้ามี Race Information ที่ดี นักวิ่งจะรู้ว่าเราเหมาะกับสนามนี้ไหม เราจะต้องซ้อมยังไง และถ้าปิดถนนวิ่งจริงๆ ก็อยากปิดให้ได้ 100 % และชี้แจงเรื่องการเปิด – ปิดเส้นทางให้พร้อม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งนักวิ่ง ผู้ใช้รถใช้ถนน  และควรมีมาตรฐานของการจัดงานวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน มีมาตรฐานกลางที่เหมือนกัน คำนึงถึงความปลอดภัยของนักวิ่ง และถ้าทำได้ชัดเจน สื่อสารถึงนักวิ่งตั้งแต่ต้น จะทำให้ปัญหาเรื่องการจัดงานวิ่งลดลง

Safe – Fair – Fun วิ่งปลอดภัย ยุติธรรมและสนุกสนาน thaihealth

จูน – พรมณี คุณสิริประภารัตน์

ด้านสาวสวยขาแรงของวงการวิ่งอีกคนหนึ่ง จูน – พรมณี คุณสิริประภารัตน์ แลกเปลี่ยนถึงบรรยากาศงานวิ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ที่เข้าสู่วงการวิ่งว่า ช่วงนั้นงานวิ่งยังไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จักเล่าให้ฟังว่า ค่าสมัครไม่ได้แพงเหมือนปัจจุบัน แค่ 250 บาทก็สมัครวิ่งได้แล้ว  และมีคนลงงานวิ่งไม่เยอะแบบนี้ 

“ตอนนั้นเราก็เลือกลงงานวิ่งตามเพื่อนๆ แต่เพียงแค่ดูว่า งานนั้นๆ มีน้ำให้เรากินทุก 2 กิโลเมตรหรือเปล่า เพราะน้ำสำคัญสำหรับเรามาก ส่วนงานวิ่งที่หักค่าใช้จ่ายและมอบเป็นการกุศลเราก็ว่ายิ่งดีเลย เพราะเราชอบทำบุญแบบนี้อยู่แล้ว ทำให้เราได้อะไรที่มากกว่าคำว่าสุขภาพ”

จูน แลกเปลี่ยนถึงกระแสงานวิ่งในปัจจุบันต่อว่า งานวิ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมมาก เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 4-5 งาน และมีองค์กรหรือผู้จัดมากมายที่จัดงาน จริงๆ แล้วการจัดงานวิ่ง 1 งาน มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจมากมาย ซึ่งไม่ใช่การยึดมาตรฐานเดิมที่เราเคยจัด แต่เมื่อเรารับสมัครนักวิ่งจำนวนมากขึ้น ก็ต้องยกระดับการดูแลนักวิ่ง และมาตรฐานอื่นๆ ให้มากขึ้นตาม ไม่สามารถยึดการจัดการแบบเดิมในขณะที่รับนักวิ่งจำนวนมากได้

“เราเคยลงงานวิ่งที่เป็นนานาชาติ แต่มีเรื่องการไม่ยุติธรรมในเรื่องผลการแข่งขัน โดยไม่ได้แจ้งนักวิ่งให้ทราบชัดเจน ทำให้เราพลาดอันดับไป จริงๆ ควรแจ้งนักวิ่งให้ราบชัดเจนถึงกติกา การมอบรางวัล ฯลฯ จะเขียนชัดเจนเลยก็ได้ เราจะได้เตรียมตัวและวางแผนในการแข่งขัน”

จากที่เราเคยลงงานวิ่งเพราะเสื้อสวย เหรียญสวย ปัจจุบันนี้เราเลือกลงงานวิ่งโดยมองเรื่องการจัดงานก่อนว่า มีการดูแลนักวิ่งอย่างไร มีระบบการขจัดงานแบบไหน มีความรับผิดชอบดูแลนักวิ่งโดยให้ข้อมูลตั้งแต่ก่อนสมัครหรือไม่ เรื่องความปลอดภัย การปิดถนน การพยาบาล และเรื่องของน้ำที่ต้องมีทุกๆ 2 กม. มีหรือไม่

เราอยากให้งานวิ่งโดยเฉพาะงานที่ระบุว่าเป็นระดับนานาชาติ มีการยกระดับและมีมาตรฐานการจัดการที่ชัดเจน และถ้ามี มี Race Information ที่ชัดเจนทั้งก่อนรับสมัคร และย้ำอีกครั้งวันรับ BIB ก็จะทำให้นักวิ่งเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าเขาจะอ่านหรือไม่อ่าน แต่อย่างน้อยทางผู้จัดก็ได้แจ้งรายละเอียด กฎ กติกาที่ชัดเจนแล้ว เพื่อยกระดับงานวิ่งที่รองรับทั้งคนไทยและคนต่างชาติด้วย

ถ้าประเทศไทยมีการจัดงานวิ่งที่มีมาตรฐานเดียวกัน ก็เชื่อแน่ว่าจะร่วมกันยกระดับงานวิ่งในประเทศไทยไปสู่ระดับนานาชาติได้อีกหลายงาน ผู้จัดหรือองค์กรสามารถดาวน์โหลดคู่มือมาตรฐานงานวิ่งได้ที่ ข้อปฏิบัติที่ดีในการจัดกิจกรรมวิ่งประเภทถนน http://llln.me/Vvu5LWW และ คู่มือการจัดกิจกรรมวิ่งประเภทถนนของ IAAF http://llln.me/SdfNF7j

สธ.เร่งพัฒนาระบบงานเก็บ “อวัยวะ”

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

สธ.เร่งพัฒนาระบบงานเก็บ

แฟ้มภาพ

          สธ.เร่งพัฒนาระบบงานเก็บ "อวัยวะ" หวังให้ไปถึงผู้รอรับบริจาคเร็วขึ้น เหตุอวัยวะส่วนใหญ่กว่า 90% มาจาก รพ.สังกัด สธ. แต่การผ่าตัดปลูกถ่ายมักทำใน ร.ร.แพทย์ และ รพ.เอกชน หวังพัฒนาระบบบริจาคอวัยวะแบบไร้รอยต่อ

           นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดงานสัมมนา "ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมก้าวสู่ยุคใหม่ ของการบริจาคอวัยวะ" ว่า การเปลี่ยนอวัยวะ คือ ทางเลือกสุดท้ายของผู้ป่วยที่อวัยวะ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอดไม่ทำงาน เมื่อได้รับการเปลี่ยนปลูกถ่ายแล้วก็สามารถกลับมาเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ครอบครัวได้อีกมาก โดยเฉพาะโรคไตที่เห็นภาพชัดว่าค่าใช้จ่ายในการล้างไตนั้นสูงมาก ปีหนึ่งรัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าล้างไตผู้ป่วยผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ปีละอย่างน้อย 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากเราสามารถเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยได้ก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน

          นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุมผู้บริหาร สธ. ได้รับรายงานว่า การเปลี่ยนอวัยวะให้กับผู้ป่วยในช่วง 2 ปีมานี้เพิ่มขึ้น แค่การเปลี่ยนไตอย่างเดียวในปีงบระมาณ 2559-2560 ก็อยู่ที่ 1,392 ราย โดยกว่า 75% ทำที่โรงเรียนแพทย์ รองลงมา คือ รพ.เอกชน 18.46% และ รพ.ในสังกัด สธ. 6.45% ซึ่งแม้การปลูกถ่ายอวัยวะใน รพ.สังกัด สธ.จะน้อย แต่ก็เป็นแหล่งที่มาได้ซึ่งอวัยวะบริจาคจำนวนมาก เช่น ปีงบประมาณ 2561 มีการปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้ป่วยทั้งหมด 589 ราย ในจำนวนนี้เป็นการเปลี่ยนไต 478 ราย โดยแหล่งที่มาของอวัยวะนั้นมาจาก รพ.ในสังกัด สธ. 90.3% เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทุกอย่างคือการทำงานร่วมกัน ที่ต้องทำให้ไร้รอยต่อ เข้มแข็ง ทราบว่าตอนนี้ทีมที่ไปรับอวัยวะอาจจะยังมีปัญหาเพราะการเดินทาง แต่ก็พยายามปรับปรุงและทำงานเป็นทีมเพื่อให้อวัยวะที่ได้นั้นไปถึงผู้รับอย่างรวดเร็ว และยอมรับว่าทาง สธ.เองอาจจะยังมีปัญหาในงานเก็บอวัยวะซึ่งต้องพัฒนาต่อไปเช่นกัน

          นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคอวัยวะเพื่อปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยมานาน ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาการรับบริจาค และปลูกถ่ายอวัยวะ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย จัดประชุมเสวนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในงานการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เพื่อค้นหาปัญหาของการบริจาคอวัยวะและแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น การร่วมมือยกระดับการบริจาคอวัยวะให้อยู่ในมาตรฐานสากล และยกระดับสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย

การป้องกันอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง

ที่มา : หนังสือบ้านปลอดบุหรี่

การป้องกันอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง thaihealth

แฟ้มภาพ

บุหรี่มีสารเคมีหลายร้อยชนิด เมื่อเกิดการเผาไหม้ จะทำให้เกิดสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด โดยมีสารก่อมะเร็งกว่า70 ชนิด ซึ่งมีพิษอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงคนใกล้ชิดที่ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง

การป้องกันอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง

1.ทำให้ที่ทำงาน บ้านและรถปลอดบุหรี่

2.ขอร้องให้คนอย่าสูบบุหรี่ใกล้คุณ และลูกหลานคุณ

3.เรียกร้องให้สถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนของลูกคุณเป็นที่ปลอดบุหรี่

4.เลือกใช้ภัตตาคาร  ร้านอาหาร  และสถานที่สาธารณะที่ปลอดบุหรี่

5.สอนลูกหลานให้หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสอง

6.หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสอง ถ้าคุณหรือลูกคุณมีโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือหากคุณตั้งครรภ์

 

แถลงการณ์กรุงเทพ ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัยห่างไกลการบาดเจ็บ

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

แถลงการณ์กรุงเทพ ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัยห่างไกลการบาดเจ็บ thaihealth

สธ. – สพฉ. – สสส. – WHO พร้อมผู้แทนองค์กรนานาชาติ ร่วมประกาศแถลงการณ์กรุงเทพ ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัย ห่างไกลการบาดเจ็บ ความรุนแรงอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อธงเจ้าภาพจัดประชุม Safety 2020 ให้ออสเตรเลีย

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ที่ห้องภิรัช 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีประกาศแถลงการณ์กรุงเทพ (Bangkok Statement) ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัย ห่างไกลการบาดเจ็บและความรุนแรงอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของสมัชชาอนามัยโลก 2562 ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมทำพิธีปิดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการป้องกันการบาดเจ็บและการส่งเสริมความปลอดภัย ครั้งที่ 13 (Safety 2018 – The 13th  World Conference on Injury Prevention and Safety Promotion)

แถลงการณ์กรุงเทพ ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัยห่างไกลการบาดเจ็บ thaihealth

นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า รูปแบบการประชุมโลก Safety 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เกิดขึ้นจากการทบทวนหารือถึงความก้าวหน้าในการป้องกันการบาดเจ็บและการส่งเสริมความปลอดภัยหลังจากการประชุมโลกครั้งที่ 12 ที่ประเทศฟินแลนด์ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในครั้งนี้คือการประสานงานที่เข้มแข็งขึ้นของทั้งภาครัฐและภาคสังคม เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการบาดเจ็บและความรุนแรง โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ประกอบไปด้วย องค์การอนามัยโลก (WHO) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดร.แดเนียล เคอร์เตส ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การบาดเจ็บและความรุนแรงเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันแก้ไขได้ ทั้งการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน การจมน้ำ บาดแผลไฟไหม้ การล้ม การโดนยาพิษ การใช้ยาเกินขนาด การฆ่าตัวตายและการฆาตกรรม ความรุนแรงในชุมชน ความรุนแรงต่อผู้หญิง เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ปัญหาทั้งหมดยังคงมีผลต่อด้านสาธารณสุข และท้าทายการพัฒนาที่สำคัญของประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง โดยเฉพาะแนวโน้มเป้าหมายด้านความปลอดภัยทางถนนของ SDG เป้าหมายที่ 3.6 และ 11.2 ที่อาจจะไม่บรรลุผล แต่หากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก คณะกรรมการสหประชาชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น เพิ่มความพยายามในการดำเนินการตามมติสมัชชาแห่งสหประชาชาติ A / RES / 72/271 ในเรื่องการปรับปรุงความปลอดภัยบนท้องถนนทั่วโลก เป้าหมาย SDG ก็อาจสัมฤทธิ์ผลได้

แถลงการณ์กรุงเทพ ก้าวหน้าสู่โลกที่ปลอดภัยห่างไกลการบาดเจ็บ thaihealth

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า วิธีการสนับสนุนงานป้องกันการบาดเจ็บและความรุนแรงที่สำคัญคือ การเสริมสร้างความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลระดับชาติ ที่ติดตามความคืบหน้าของการส่งเสริมความปลอดภัย และสนับสนุนการวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาประกอบการตัดสินใจในการผลักดันให้เกิดนโยบายความปลอดภัย ทั้งนี้ สสส. ได้บรรจุแผนจัดการความปลอดภัยและปัจจัยเสี่ยงทางสังคม เพื่อมุ่งตอบสนองเป้าประสงค์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดยสนับสนุนการดำเนินงานตามทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน (ปี 2554-2563) ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ด้วยการส่งเสริมการพัฒนานโยบายสาธารณะใหม่ เช่น การลดความเร็วของการขับขี่ในเขตเมือง การเพิ่มโทษผู้ดื่มแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมฐานข้อมูลการกระทำผิดซ้ำ ส่งเสริมให้เกิดมาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนน มาตรการองค์กรส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ยกระดับความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ และที่สำคัญคือการสานพลังเชื่อมภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาชน รัฐ เอกชน และท้องถิ่นในระดับอำเภอและพื้นที่ เพื่อนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาประกอบการตัดสินใจในการผลักดันให้เกิดนโยบายความปลอดภัย และร่วมสนับสนุนการรณรงค์สื่อสารไปยังสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรม

กระซิบบอกเคล็ดลับในแบบฉบับ “จ๊ะจ๋า”

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

กระซิบบอกเคล็ดลับในแบบฉบับ “จ๊ะจ๋า”    thaihealth

แฟ้มภาพ

พริมรตา เดชอุดม หรือ จ๊ะจ๋า นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถอีกหนึ่งคนของวงการบันเทิงไทย แม้ว่างานด้านแสดงละคร พิธีกร ฯลฯ จะมากมายขนาดไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่จ๊ะจ๋าให้ความสนใจอย่างมากคือ การออกกำลังกาย กินอาหาร และการดูแลสุขภาพจิตใจ

            จากที่เธอเป็นไม่ชอบการออกกำลังกาย แล้วอะไรถึงทำให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้นั้น “จ๊ะจ๋า” เล่าให้ฟังว่า จากที่ตนเองได้ทำรายการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลตัวเองเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องออกกำลังกาย กินอาหาร รวมไปถึงการนอนหลับ และการขับถ่าย เพราะคนสมัยนี้ทำงานหนักขึ้น ทำกิจกรรมมากขึ้น จนลืมไปว่าร่างกายต้องการพักผ่อน  ซึ่งแต่ก่อนตนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะการเป็นนักแสดง เวลาที่จะตื่น กิน นอน เป็นเวลานั้นนับว่าเป็นเรื่องยาก ทำให้นาฬิการ่างกายของเรามันรวนเร

“เดิมทีจ๊ะจ๋าเป็นคนไม่ค่อยถูกกับการออกกำลังกาย ยอมเดินช๊อปปิ้งบนรองเท้าส้นสูงดีกว่าใส่ผ้าใบออกกำลังกาย แต่พออายุขึ้นเลข 3 ร่างกายเราไม่ได้เหมือนวัยรุ่นอีกต่อไป ไปทำกิจกรรมอะไรก็เหนื่อยง่าย จ๊ะจ๋าจึงเริ่มมองหากิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง  ที่ต้องมีความสนุกสนาน และได้แต่งตัวสวยๆ จึงค้นพบว่า “การเต้น” เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเต้นได้ประมาณ 2 เดือน สิ่งที่เริ่มเห็น คือ ร่างกายสดชื่นขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนแต่ก่อน” จ๊ะจ๋า เล่าให้ฟัง

            ในส่วนของการเลือกกินอาหาร จ๊ะจ๋ามองว่าเป็นสิ่งสำคัญเท่าๆ กับการออกกำลังกาย  “You are what you eat” แปลว่า กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น หรืออีกความหมายหนึ่งคือ "คุณจะเป็นอะไรตามสิ่งที่คุณกินเข้าไป"  เมื่อเวลาอยู่ในกองถ่าย อาหารที่เรากินส่วนใหญ่จะมีแต่คาร์โบไฮเดรต จ๊ะจ๋าเลยต้องเน้นกินผัก เพื่อให้ร่างกายไม่หนักเกินไป สำหรับเคล็ดลับการกินอาหารของตนเอง คือ การกินตามช่วงเวลา คือ 1.ช่วงเช้า กินทุกอย่างที่มี สะสมพลังงานให้เราอยู่ได้ตลอดทั้งวัน 2.ช่วงกลางวัน ลดปริมาณอาหารลงครึ่งหนึ่ง และ 3.ช่วงเย็น เน้นกินผัก หรือ เนื้อปลา และไม่เน้นกินคาร์โบไฮเดรต

นอกจากสุขภาพกายแล้ว จ๊ะจ๋ายังกระซิบบอกเคล็ดลับการดูแลสุขภาพใจของตนเองเพิ่มว่า ตนเองอยู่ในวงการบันเทิง เจอกระแสข่าวมากมาย บางครั้งทำให้หงุดหงิด ไม่สบายใจ แต่ตนเองมีอยู่คำหนึ่งที่พยายามทำมาตลอด คือ การปล่อยวาง ดูเหมือนง่ายแต่ทำยากมาก แต่ก็ต้องทำให้ได้ ส่วนวิธีการปล่อยวางนั้น ตนมองว่าเมื่อใดที่เราทุกข์ เราต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าไปคิดถึงมัน อย่างไปยึดติดกับมัน และในทางตรงกันข้ามเมื่อใดที่เรามีความสุข ก็อย่าไปหลงระเริงอยู่กับปัจจุบัน คิดแต่สิ่งที่ดี มองโลกในแง่บวก และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์

“เมื่อมีเวลาว่าง จ๊ะจ๋าจะทำกิจกรรมจิตอาสา เพราะทุกครั้งที่เราทำจิตอาสาให้กับคนอื่นๆ เวลาเรามองตาเขาเราสัมผัสและรับรู้ได้ เราเห็นเขามีความสุข ซึ่งตรงนี้มันทำให้เราอิ่มใจ และได้มีความสุขตอบแทนกลับคืนมา การทำจิตอาสาทำได้ไม่ยาก แค่เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ ซึ่งจ๊ะจ๋าเองเป็นนักแสดง เป็นพิธีกร ก็เริ่มทำทำจิตอาสาจากงานที่ทำ เช่น การช่วยเหลือน้องๆ รุ่นใหม่ ให้คำแนะนำการแสดง การวางตัว แค่นี้ก็ถือว่าเป็นจิตอาสาแล้ว และก็ดีใจที่ สสส. ได้สนับสนุนงานด้านจิตอาสาและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ค่ะ” จ๊ะจ๋า บอกเล่าเคล็ดลับทิ้งท้าย