วิ่งเติมใจ

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

วิ่งเติมใจ thaihealth

                การออกกำลังกายสำหรับคนพิการฟังดูคงเป็นเรื่องยากในความคิดของใครหลายๆ คน ที่จริงแล้วกลับมีกลุ่มนักวิ่งคนพิการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางสายตา ทางการได้ยิน และคนพิการแขนขา ที่ได้กลุ่ม “อาสาวิ่งด้วยกัน” มีแนวคิดในการจัดกิจกรรมพาผู้พิการวิ่งออกกำลังกาย โดยเปิดรับสมัคร “ไกด์รันเนอร์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาสาพาคนพิการวิ่ง และเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนพิการได้แสดงดึงศักยภาพของตัวเองออกมา ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นจริง เกิดการยอมรับ และสร้างความรู้สึกภูมิใจ ในความสามารถของตน และเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไป

วิ่งเติมใจ thaihealth

                “ถึงแม้ร่างกายจะพิการใช้งานไม่เต็มที่ แต่การอยากมีสุขภาพที่ดีมันดึงผมให้มาอยู่ในเส้นทางแห่งการวิ่ง” เสียงสะท้อนในมุมมองนักวิ่งคนพิการ นายอานันท์ ฉันทันต์ (พี่เล็ก) เล่าว่า การได้ออกมาวิ่งถือเป็นการระเบิดตัวเองจากภายในเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับ ครั้งแรกที่ได้ลงสู่สนามวิ่งได้ชวนพี่ชายฝาแฝดไปด้วย ซึ่งตอนแรกพี่ชายก็ งงๆ ว่า เอ๊ะ!! จะวิ่งจริงหรอ แต่สุดท้ายพี่ชายก็ยอมมาเป็นไกด์รันเนอร์ให้ เชื่อไหม…การวิ่งครั้งนั้นได้สร้างทัศคติให้ตนอย่างมาก จากเมื่อก่อนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม วันนี้ได้มีเพื่อนมีสังคมนักวิ่งทั้งคนพิการ และนักวิ่งทั่วไปที่อยู่ด้วยกันอย่างไม่รู้สึกแตกต่าง ระหว่างทางมันเกิดคำตอบให้ตัวเองว่า เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้พาตัวเองเข้าสู่ลู่วิ่ง ได้ทำอะไรดีๆ เพื่อสุขภาพ คือ ความสุขที่ตนได้

                “นอกจากนี้ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายอย่างชัดเจน คือ ระบบขับถ่ายที่ดีขึ้นมากขับถ่ายหมุนเวียนสะดวก อาการภูมิแพ้ที่มักเกิดขึ้นเวลาที่อากาศเปลี่ยนก็หายไป ส่วนการเตรียมตัวในการวิ่งทุกครั้ง คือการเติมในส่วนที่ขาด เช่นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต อาหารที่เหมาะกับการวิ่ง ช่วงเวลาการซ้อมใน 1 สัปดาห์  อยู่ที่ 3-4 ครั้ง กระตุ้นให้ร่างกายทำงานเหมือนคนปกติมากขึ้น ทุกวันนี้ไม่ชอบการอยู่บ้านเฉยๆ เจอใครก็ชวนให้ออกมาลองวิ่ง จนตอนนี้มีกลุ่มเพื่อนที่วิ่งเยอะมาก อยากเชิญชวนให้ออกมาวิ่งนอกจากจะสนุกสุขภาพดีขึ้นแล้วยังเป็นการให้ คือให้กำลังใจสร้างแรงผลักดันให้นักวิ่งคนพิการส่งต่อสุขภาพไปอย่างไม่สิ้นสุด” นายอานันท์ เล่าด้วยรอยยิ้ม

วิ่งเติมใจ thaihealth

                บางครอบครัว มีสมาชิกที่เป็นพี่น้องพิการ และไม่พิการอยู่ร่วมกัน การทำกิจกรรมต่างๆ ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ ซึ่งกิจกรรมการวิ่ง ถือเป็นสิ่งที่สามารถกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบให้แน่นแฟ้นขึ้น ดังเช่น นายอานนท์ ฉันทันต์ (พี่ใหญ่) พี่ชายของพี่เล็ก ซึ่งเป็นไกด์รันเนอร์ ให้กับน้องชายฝาแฝดของตน เล่าว่า เส้นทางของการเป็นนักวิ่ง  ไกด์รันเนอร์  มันเกิดจากน้องชายของตนบอกว่า “อยากวิ่ง ให้พาไปวิ่งหน่อย” ซึ่งน้องชายของตนพิการขานั่งวีลแชร์ จึงเกิดคำถามย้อนกับมาที่ตนเองว่าแล้วเราจะต้องทำอย่างไรในการดูแลน้องของตนเองในระหว่างทางวิ่ง  ซึ่งก็ได้มาพบกลุ่ม อาสาวิ่งด้วยกัน ที่ช่วยสอนการเป็นไกด์รันเนอร์ ซึ่งมีวิธีการดูแลนักวิ่งที่แตกต่างกันตามลักษณะของคนพิการ เช่น ทางสายตา แขนขา ก็ต้องเรียนรู้วิธีการวิ่งร่วมกันอย่าง กลุ่มนักวิ่งด้วยกันก็จะมีนัดวิ่งด้วยกันอยู่บ่อยๆ ทั้งแบบ กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่บ้าง มีนัดรวมตัวกันไปวิ่งงานอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการวิ่งในแต่ละครั้งหากร่างกายเราไม่พร้อมเราก็ไม่สามารถดูแลคู่วิ่งของเราได้

                “การวิ่งในแต่ละครั้งสำหรับตน คือ การได้เก็บประสบการณ์มากขึ้น ใกล้ชิดกับน้องชายมีเรื่องให้คุยกัน มีกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน รางวัลของการวิ่งในแต่ละครั้งสำหรับตนและน้องชาย คือ การชนะใจตนเองพาตัวเองเข้าไปหาเส้นชัยด้วยหยาดเหงื่อแห่งการทุ่มเทที่สู้ฝึกซ้อมร่วมกันมา รอยยิ้มของเพื่อนร่วมทางเป็นแรงผลักเป็นกำลังใจกันระหว่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตนถือว่า การนอนอยู่บ้านเฉยๆ คงไม่ได้พบสิ่งดีๆ แบบนี้แน่นอน” นายอานนท์ เล่าทิ้งท้าย

วิ่งเติมใจ thaihealth

                สุดท้ายการวิ่งสามารถนำชีวิตใหม่มาสู่ตัวผู้วิ่งได้เสมอ เริ่มง่ายๆ เพียงแค่ก้าวออกมาวิ่ง แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นคนพิการ หรือไม่พิการ ก็ล้วนแต่มีศักยภาพ สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็น อาสาไกด์รันเนอร์ให้คนพิการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน Facebook fan page : วิ่งด้วยกัน มินิมาราธอน หรือโทร 086-069-5652 อีเมล  info@klongdinsor.com และมาร่วมระเบิดพลังกันในงานวิ่งที่จะพาคุณไปหาคำตอบของการมีสุขภาพดี ในงาน Thaihealth Day run 2018 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 เปิดรับสมัครแล้ว ที่ www.thaijogging.org

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลจาก : ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับ สร้างสุข ปีที่ 10 ฉบับที่ 150
ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / แฟ้มภาพ

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

เคยจินตนาการไหมว่า หากโลกเราไม่ใช่ดวงดาวสีฟ้าแล้ว จะเป็นดวงดาวสีอะไร? สำหรับผม ผมอยากให้มันเป็นสีสวยงามแบบนี้ตลอดไป แต่ในอนาคตคงไม่ใช่ เพราะด้วยมลพิษทางอากาศที่พวกเราชาวโลกช่วยกันสร้างขึ้น มันทำลายชั้นบรรยากาศ และก่อให้เกิดผลเสียต่อทุกฝ่าย

ยานพาหนะต่าง ๆ ทุกวันนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพลังงานการเผาไหม้ของน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ ที่จะปล่อยสารพิษต่าง ๆ หลายชนิดออกมาทางท่อไอเสียสู่อากาศ โดยเฉพาะ ‘รถยนต์’ ตัวการสำคัญในการก่อให้เกิดผลเสียต่ออากาศ

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การคมนาคมที่คล่องแคล่วว่องไวเป็นปัจจัยอันสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 5.6 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง 31 ธ.ค. 2560) ยังไม่นับรวมผู้คนที่เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ที่โดยสารด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ทำให้ตอนเช้าก่อนเข้าทำงานและตอนเย็นหลังเลิกงานมีการจราจรหนาแน่น ซึ่งความหนาแน่นนี้เองเป็นตัวการในการสร้างมลพิษทางอากาศที่รุนแรงกว่าในบริเวณที่มีการจราจรคล่องตัว ทำให้มหานครแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งเมืองที่สร้างมลพิษให้กับโลกของเรา

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

และในปีนี้วันรณรงค์ลดการใช้รถส่วนบุคคล หรือ World Car Free Day กรุงเทพมหานครได้จัดงานภายใต้คำขวัญ “เดินทางร่วมกัน วันพาหนะส่วนรวม” เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้รถขนส่งมวลชนกันมากขึ้น อีกทางหนึ่งในการช่วยลดมลพิษให้กับโลกนั่นคือการปั่นจักรยานในการเดินทางระยะสั้น ๆ ซึ่งการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อมลภาวะ และช่วยรักษาให้โลกใบนี้ของเรามีสีฟ้าที่สวยงามได้อีกด้วย

การรักษาให้โลกของเรามีสีฟ้าสวยงามด้วยการไม่สร้างมลพิษให้กับโลก เริ่มได้จากตัวเองโดยการหันมาใช้รถขนส่งมวลชน หรือปั่นจักรยาน โดยในวันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอนำข้อควรรู้ก่อนปั่นจักรยานมาฝากกันครับ

ข้อควรรู้ก่อนปั่นจักรยาน

จักรยานเหมาะสำหรับการเดินทางในระยะสั้น ประมาณ 1-5 กิโลเมตร
ผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว เมื่อปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ แบบไม่เร่งรีบ จะไม่รู้สึกเหนื่อยในระยะ 5 กิโลเมตรแรก
อาการเหนื่อย ไม่สบายตัว จะเกิดขึ้นเมื่อปั่นจักรยานเร็ว ในช่วงเวลาประมาณ 16-30 นาทีแรก แต่หลังจากเหนื่อยได้ที่แล้ว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน มีผลทำให้ร่างกายคลายเครียด
ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะต้องปั่นจักรยานวันละ 30 นาทีทุกวัน หรือวันเว้นวัน ติดต่อกัน 1-3 เดือน เพื่อให้กล้ามเนื้อขาได้พัฒนา
ผู้ที่เริ่มปั่นจักรยาน หากหยุดพัก ยืดเส้นยืดสายทุก ๆ 5 กิโลเมตร จะทำให้ปั่นจักรยานต่อเนื่องไปได้ถึง 20 กิโลเมตรในเวลา ครึ่งชั่วโมง ถึงสองชั่วโมง
การเลือกจักรยานให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือลักษณะการปั่น จะช่วยทำให้การปั่นเป็นไปอย่างสนุกสนานมากขึ้น
กฎ กติกา สัญญาณ และมารยาทในการปั่นจักรยาน เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ปั่นเอง และไม่รบกวนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ไม่สร้างความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน
การแต่งรถจักรยานควรเน้นไปที่ความปลอดภัยอุปกรณ์ที่จำเป็น และต้องทำให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ ทั้งเบรก ไฟหน้าแสงสีขาวส่องเห็นพื้นทาง ไฟท้ายแสงสีแดง หรือติดวัตถุสะท้อนแสงที่มีสีแดง
การแต่งตัวที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น เสื้อสะท้อนแสง สนับเข่า สนับแขน หมวกกันน็อค จะทำให้เกิดความปลอดภัยในการปั่นจักรยานมากขึ้น

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การปั่นจักรยานทุกวัน แม้จะเป็นเพียงระยะทางใกล้ ๆ ก็ทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเรา โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจแจ่มใส การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพที่ดีให้กับผู้ปั่นจักรยาน นอกเหนือจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว การปั่นจักรยานเป็นประจำยังมีประโยชน์อีกมาก เช่น

การปั่นจักรยานเป็นประจำควบคุมน้ำหนัก ป้องกันอ้วน ลดความเสี่ยงมะเร็ง
การปั่นจักรยานนอกจากช่วยควบคุมน้ำหนัก ป้องกันการมีน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนแล้ว ผู้หญิงที่เดินทางด้วยการเดินหรือปั่นจักรยานอย่างน้อยวันละ 30 นาทีจะมีความเสี่ยงที่เป็นมะเร็งเต้านมลดลงอย่างมากด้วย
การปั่นจักรยานเป็นประจำทำให้จิตใจแจ่มใส ความคิดแหลมคม
การได้ปั่นจักรยาน เดิน หรือออกกำลังกายอื่นใดครั้งละเพียง 30 นาทีสามารถทำให้คุณไวต่อการตอบสนองมากขึ้น ความทรงจำดีขึ้น และมีคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น จากผลการสำรวจพบว่าคนที่ใช้จักรยานเดินทางในชีวิตประจำวัน มีสุขภาพจิตโดยรวมดีขึ้น
การปั่นจักรยานเป็นประจำ ช่วยชดเชยการกินที่มากเกินไป
หากปั่นจักรยานเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้รักษาน้ำหนักตัวเอาไว้ได้  ร่างกายของคนที่ได้ออกกำลังกายทุกวันสามารถใช้ผลของการออกกำลังกายมาชดเชยผลเสียจากการกินที่จนมากเกินไป
การปั่นจักรยานเป็นประจำทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น
จากการศึกษาในประเทศนอร์เวย์พบว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ 30 นาทีส่งผลคนเหล่านั้นมีอายุยืนยาวออกไปได้อีกมากถึง 5 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับคนสูงอายุที่ไม่มีกิจกรรมทางกายใด ๆ ขณะที่การศึกษาในประเทศไต้หวันพบว่า การได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพียงวันละ 15 นาที มีผลสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการทำให้มีอายุขัยยาวออกไปอีก 3 ปี ทั้งที่เมื่อเริ่มทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างพ้นวัยหนุ่มสาวมาหมดแล้วและไม่มีใครที่เป็นนักกีฬาอีกด้วย

พักรถ เพิ่มปั่น ลดมลพิษ thaihealth

การออกกำลังกายไม่มีคำว่าสายเกินไป ซึ่งการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้ดวงดาวสีฟ้าดวงนี้มีสีที่สวยงามไปอีกหลายพันปี

หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองเริ่มที่วันนี้ โดยการปั่นจักรยานกลับบ้านดูสิ แต่อย่าลืมศึกษากฎ กติกา ข้อบังคับการใช้จักรยานบนท้องถนนให้ดีก่อนล่ะ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณ และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกับคุณ

สุขภาพดี มีได้ แค่สร้างจากตัวคุณ

 

อ่านบทความเกี่ยวกับการปั่นจักรยานได้ที่

คู่มือปั่นจักรยานสำหรับประชาชน http://llln.me/sgZC0ZK
กฎ 12 ข้อในการขี่จักรยานเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน http://llln.me/NcFJlAI
13 ข้อควรบอกต่อ วิธีป้องกันจักรยานถูกขโมย http://llln.me/l7UYtZV
7 สิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ใช้จักรยาน http://llln.me/Y867wQa
13ที่ ห้ามจอดจักรยาน http://llln.me/ww2iggg
เรื่องต้องรู้ เพื่อความปลอดภัยปั่นจักรยาน http://llln.me/RKSvlxQ
เสื้อผ้าแบบไหนใส่ “ปั่นจักรยาน” สบาย http://llln.me/zuFKqo4
อย่าปล่อยให้ ‘ขาดน้ำ’ เรื่องสำคัญของนักปั่น http://llln.me/tWyuAjQ
ดูแลจักรยานอย่างไร ให้ใช้ได้ น้าน-นาน http://llln.me/7xpkKaw

ซูเปอร์โพล เผย ปชช.พอใจ รพ.รัฐรักษาโรคเฉพาะทาง

ที่มา :  เดลินิวส์

ซูเปอร์โพล เผย ประชาชนพอใจ รพ.รัฐรักษาโรคเฉพาะทาง  thaihealth

แฟ้มภาพ

ซูเปอร์โพล  เผยผลสำรวจ ประชาชน  ปลื้ม โรงพยาบาลรัฐรักษาโรคเฉพาะทางดี

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทย 1,125 คน เรื่อง "ความพอใจต่อบริการ รพ." ศึกษาระหว่างวันที่ 10-18 ก.ย. พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการพื้นฐานของ รพ. รัฐกับเอกชน ว่า ไม่แตกต่างกัน คิดเป็นร้อยละ 42.9  พอใจ รพ.เอกชนมากกว่า ร้อยละ 30.1 พอใจ รพ.รัฐมากกว่า ร้อยละ 27.0 ส่วนความพึงพอใจต่อความสามารถรักษาโรคเฉพาะทางพบว่า ร้อยละ 52.4 พอใจ รพ.รัฐมากกว่า ส่วนร้อยละ 31.8 พอใจ พอ ๆ กัน ไม่แตกต่าง และร้อยละ 15.8 พอใจ รพ.เอกชนมากกว่า

ทั้งนี้จากการสำรวจยังพบด้วยว่าประชาชน ร้อยละ 53.7 พอใจจะแนะนำคนอื่นให้ใช้บริการ รพ. ที่เข้ารับการรักษาครั้งล่าสุด เหตุผลเพราะ หมอดี จ่ายยาดี ร้อยละ  64.9 พยาบาลดี พนักงานดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยแก้ปัญหา ติดตามผล ร้อยละ 61.3  เทคโนโลยีทันสมัย รวดเร็ว ถูกต้องไม่ผิดพลาด ร้อยละ 57.8  ราคา ค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 55.2 ความสะอาด อากาศถ่ายเท ร้อยละ 53.6 ทำเลที่ตั้ง ระยะทาง เดินทางสะดวก ร้อยละ 48.8 รักษาความลับคนไข้ ไม่พูดอาการคนไข้ในที่แจ้ง ในลิฟต์ ทางเดิน ร้อยละ 45.1 อาหาร รพ. ร้อยละ 40.5 มีการแสดงดนตรี ผ่อนคลาย ร้อยละ 36.7  และ อื่น ๆ เช่น ที่จอดรถ ระบบส่งต่อคนไข้ บริการธนาคาร ร้านอาหาร เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 12.4 อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่พอใจแต่ไม่แนะนำคนอื่นให้มาใช้บริการ ร้อยละ 34.1 และไม่พอใจ รพ.ที่เข้ารับการรักษาครั้งล่าสุด ร้อยละ 12.2

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความพอใจและความผูกพัน ของผู้ใช้บริการต่อ รพ. ขึ้นอยู่กับพนักงาน (Employee) อันดับแรกได้แก่ คุณหมอดี จ่ายยาดี คนไข้ติดคุณหมอ เป็นปัจจัยสำคัญหลักของความผูกพันจนแนะนำคนอื่นไป รพ. นั้น ๆ รองลงมา คือ พยาบาลดี พนักงานดี ก็เป็นเรื่องของ คนเช่นกัน ดังนั้น การพัฒนาคนเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก จนอาจจะไม่ต้องลงทุนมากกับการประชาสัมพันธ์เพราะการ บอกต่อ ๆ กันของผู้ใช้บริการในโลกโซเชียล มีเดียและปากต่อปาก จะกลายเป็นเครื่องมือที่ดีทำให้ธุรกิจบริการของ รพ.ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อันตรายจากความอ้วน

ที่มา : หมอชาวบ้าน

อันตรายจากความอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

ความอ้วนเมื่อเข้ามาเยือนใครแล้ว ความคล่องแคล่วว่องไวเริ่มหาย การหาเสื้อผ้าใส่เริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของคนอ้วน เนื่องเพราะคนที่อ้วนเกินไปนั้นย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แม้ว่าไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันไขมันมากเกินไปนั้น จะก่อใก้เกิดผลเสียอย่างแน่นอน มีการกำหนดว่า ปริมาณไขมันในร่างกายสำหรับผู้ชายไม่ควรมีมากกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัว อันตรายที่เกิดจากความอ้วนนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน คือ

คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานถึงร้อยละ 20 จะมีโอกาสหัวใจวายมากขึ้นถึง 3 เท่า
ผู้ที่อ้วนมากจะมีปัญหาทางเพศสัมพันธ์ก็ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง หากไม่ทราบวิธีแก้ไข ความสุขทางเพศจะน้อยลงมาก
คนอ้วนจะมีโรคความดันเลือดสูงได้มากกว่า
คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า
คนอ้วนจะประสบอุบัติเหตุได้บ่อยกว่า เพราะคนอ้วนมักจะอุ้ยอ้ายและคล่องแคล่วน้อยกว่า โอกาสพลาดพลั้งจึงมากกว่า
คนอ้วนเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนผอม
คนอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินถึงร้อยละ 40 ถ้าเป็นผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งมดลูก รังไข่ และเต้านมได้มากขึ้น ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่และต่อมลูกหมากได้มากกว่า
เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจร่างการ แพทย์จะตรวจร่างกายของคนผอมได้ง่าย เพราะในคนอ้วนนั้นไขมันจะมาบดบังทำให้ฟังหรือคลำหาสิ่งที่ผิดปกติได้ยาก
คนอ้วนจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับข้อได้มากกว่า โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และที่ตัวเท้าเอง เพราะข้อเหล่านี้จะต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะยืนหรือเดินก็ตาม
10. เมื่อคนอ้วนต้องเป็นผู้ป่วย การพยาบาลดูแลรักษาจะมีความยุ่งยากมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นโรคที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้ เช่น อัมพาต จะเพิ่มปัญหาให้กับผู้ดูแลอีกมากมายทีเดียว
คนอ้วนจะเกิดเส้นเลือดขอดได้มากกว่า
หญิงที่อ้วนมากจะตั้งครรภ์ได้ยากกว่า และจะมีปัญหาเกี่ยวกับการคลอดมากกว่าด้วย “ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การที่มีไขมันมากเกินนั้น จะก่อไห้เกิดผลเสียได้”

การออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก ไม่มีอันตรายใดๆ มีแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีด้วย แต่ว่าต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นกิจวัตรประจำวันจึงจะได้ผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วยไขมันที่สะสมจึงจะละลายหายไป กล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะเข้ามาแทนที่ การออกกำลังกายมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน บางคนก็เดินเพื่อลดความอ้วน บางคนก็วิ่ง หรือเล่นกีฬา 

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”   thaihealth

แฟ้มภาพ

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน” ชวนคนพิการและคนไม่พิการออกวิ่งไปด้วยกัน จัด 7 จังหวัดทั่วประเทศ กรุงเทพฯ จัดใหญ่ 16 มี.ค. 2562 ต่างชาติเอาอย่าง“บัลแกเรีย”จัดวิ่งด้วยกัน

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบริษัท กล่องดินสอ จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “วิ่งด้วยกัน ครั้งที่ 4 เดอะแชมป์เปี้ยน” งานวิ่งที่เปิดโอกาสให้คนพิการและไม่พิการได้วิ่งไปด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่คนพิการและคนไม่พิการสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยในกรุงเทพฯ จะจัดงานวันที่ 10 มี.ค. 2562 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ และใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน อุดรธานี ชลบุรี ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนก.ย. – ธ.ค. 2561

เปิดตัว “วิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 เดอะ แชมป์เปี้ยน”   thaihealth

นางภรณี ภู่ประเสริฐ  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนโครงการด้วยกัน เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้คนพิการมีสุขภาวะดีใน 4 มิติ คือ กาย สังคม เศรษฐกิจ และปัญญา โดยเฉพาะ “วิ่งด้วยกัน” เป็นการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการทำงานของสสส. ที่มุ่งเน้นการสร้างกระแสการตื่นตัว สร้างองค์ความรู้ และการผลักดันนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพ ในประชาชนทุกช่วงวัย ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากคนพิการที่มาร่วมวิ่งและคนไม่พิการที่มาเป็นไกด์รันเนอร์ นอกจากจะสร้างเสริมสุขภาพดีให้กับคนพิการแล้ว ยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคนพิการ ได้เห็นศักยภาพของคนพิการที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกาย ช่วยให้คนพิการและไม่พิการเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชน แสดงให้เห็นถึงทิศทางของสังคมไทยที่เริ่มเปิดโอกาสในคนพิการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างเท่าเทียม

น.ส. บุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯสนับสนุนนโยบายความหลากหลายและความเป็นเอกภาพ(Diversity and Inclusion) โดยให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมของมนุษย์ ปราศจากการแบ่งแยกใดๆ และด้วยเป้าหมายของงานวิ่งด้วยกัน คือ การเปิดโอกาสให้คนพิการได้ออกกำลังกาย และได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนไม่พิการได้อย่างเสมอภาค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทฯ จึงให้การสนับสนุนกิจกรรมวิ่งด้วยกันนี้ มาอย่างต่อเนื่อง และปีนี้นับเป็นที่ 3 ที่บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุน และทุกปีพนักงานของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จะร่วมเป็นไกด์รันเนอร์วิ่งคู่กับคนพิการและเป็นอาสาสมัครในงานอีกด้วย

นายนวคุณ พจน์ชพรกุล ผู้จัดกิจกรรมจากบริษัท กล่องดินสอ จำกัด กล่าวว่า จากปีแรกที่มีนักวิ่งพิการเข้าร่วมไม่กี่ร้อยคน ในงานวิ่งด้วยกันปีนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งพิการเข้าร่วมอย่างน้อย 1,500 คน ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน อุดรธานี กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เดือนก.ย.ถึงธ.ค. 2561 สำหรับงานวิ่งด้วยกันครั้งที่ 4 ของกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 10 มี.ค. 2562 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ นอกจากนักวิ่งไทยแล้ว ปีนี้ยังมีเครือข่ายจากประเทศในทวีปยุโรปได้แก่ สาธารณรัฐบัลแกเรีย ที่ส่งนักวิ่งพิการและไกด์รันเนอร์เข้าร่วมกิจกรรมในงานนี้ด้วย ซึ่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมาสาธารณรัฐบัลแกเรียได้มีการจัดกิจกรรมวิ่งด้วยกันและมีตัวแทนนักวิ่งพิการและไกด์รันเนอร์ไทยเดินทางไปเข้าร่วม นับเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและการกีฬา

นายมาโนช รุ่งเรืองอเนกคุณ นักวิ่งพิการทางการเห็น แชมป์ระยะ 10 กิโลเมตร ประเภทนักวิ่งพิการทางการเห็นงานวิ่งด้วยกัน ปี 2561 เล่าประสบการณ์การเข้ามาร่วมวิ่งด้วยกันว่า “เมื่อตอนตามองไม่เห็นช่วงแรกไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนเพราะกลัวอันตราย จะไปก็แค่ไปทำงานและกลับบ้าน และจะมีเพื่อนหรือคุณแม่พาไปเสมอ แต่เมื่อได้มาเริ่มวิ่งกับกลุ่มวิ่งด้วยกัน ทำให้มั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าเดินทางคนเดียว และรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ทั้งที่เป็นคนพิการด้วยกันและคนไม่พิการ อย่างแนน (นางสาวจันทนี รัตนะบรรเจิด) ซึ่งเป็นไกด์รันเนอร์ที่พาฝึกซ้อมเป็นประจำที่ช่วยให้ได้แชมป์ของงานวิ่งด้วยกันในครั้งที่ผ่านมา ในครั้งนี้ผมก็ตรียมตัวซ้อมเป็นอย่างดีเพื่อรักษาแชมป์เอาไว้ให้ได้”

ติดตามข้อมูลได้ที่ เฟซบุ๊คเพจ วิ่งด้วยกัน Fanpage (facebook.com/run2gether) หรือโทรสอบถามข้อมูลที่เบอร์ 086-069-5652

 

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : แฟนเพจ eztofit โดย “โค้ชเป้ง” สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’ thaihealth

เพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ อย่ามัวทำตามความคิดเดิม ลองคิดดู ลองหาทางสู้กับฝน…

ช่วงนี้บ้านเราฝนตกแทบทุกวัน และเชื่อว่าสำหรับหลายคนอาจแทบจะไม่เคยวิ่งออกกำลังกายกลางฝน เพราะฝนตกเมื่อไหร่ยกเลิกโปรแกรมทันที แต่ความจริงคุณสามารถวิ่งในวันที่ฝนตกได้ ถ้าคุณเตรียมตัวดีพอ ดั่งสุภาษิตสวีเดนที่บอกว่า ไม่มีวันที่อากาศไม่ดีถ้าเราเตรียมตัวมาดี

วิ่งตากฝนแล้วจะป่วยจริง?

เรื่องนี้ โค้ชเป้งสาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ข้อมูลว่า อุณภูมิร่างกายที่ลดลงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราป่วย แต่เมื่อเรากำลังวิ่งในระดับที่พอเหมาะอุณภูมิร่างกายก็สูงจะขึ้น ดังนั้นหากเรามีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะป่วยก็มีน้อย สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ ควรฝึกควบคุมความเร็วขณะวิ่งเพราะหากวิ่งช้าไปร่างกายไม่อบอุ่นมากพออาจทำให้ป่วยได้ และเมื่อวิ่งเสร็จควรรีบอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า ดื่มน้ำอุ่นๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงของการป่วยได้

5 เทคนิค เตรียมพร้อมก่อนต้องวิ่งสู้ฝน

ทำอย่างไร? ถ้าต้อง ‘วิ่งสู้ฝน’ thaihealth

1. วอร์มอัพก่อนออกไปวิ่ง   เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อม

2. การเลือกเสื้อผ้า ควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นในขณะที่วิ่งตากฝน แต่ในขณะเดียวกันต้องบางเบาพอที่จะระบายอากาศและความชื้นได้ดี ควรเป็นเสื้อผ้าที่ผลิตมาเพื่อออกกำลังกายโดยเฉพาะ อาจมีเสื้อคลุมกันลม กันน้ำ หรือเสื้อกันฝน อีกสักชั้น และควรใส่เสื้อสีเข้มสีสด เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน  หลีกเลี่ยงถุงเท้าเเบบผ้า เพราะจะอมน้ำ ควรเลือกถุงเท้าสำหรับวิ่งดีกว่า บางเบา ไม่กักน้ำ เเละเเห้งเร็ว

3. ทาปิโตรเลียมเจล ตามผิวหนังกับผิวหนังบริเวณข้อพับต่างๆ ป้องกันการเสียดสีตามข้อพับ เมื่อผ้าเปียกความชื่น ลดการเกิดแผลถลอกจากการเสียดสีของเสื้อการผิวหนัง

4. ใส่หมวก และแว่น สำหรับนักวิ่ง เพื่อป้องกันน้ำเข้าตา อาจจะเพิ่มความปลอดภัยโดยการติดไฟกระพริบบริเวณศรีษะ เพื่อให้ทัศนะวิสัยชัดเจน

5. อย่าลืมเตรียมป้องกันอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคลงในถุงกันน้ำ ไม่ควรใช้หูฟังขณะฝนตกเพราะอาจเกิดอันตรายได้

โค้ชเป้ง ย้ำอีกว่า ไม่ว่าจะเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทไหนสิ่งสำคัญอันดับ 1 คือ ความปลอดภัย หากสังเกตดูว่าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เช่น ฝนตกหนักมาก รวมไปถึงฟ้าแลบฟ้าร้อง ก็ควรหยุดแต่โดยดีเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

ทั้งนี้ ในอีกประมาณ 10 สัปดาห์ ข้างหน้า กิจกรรม วิ่งสู่ชีวิตใหม่ หรือ Thaihealth Day Run 2018 ที่ทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่าย ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพดี และสร้างนักวิ่งหน้าใหม่ ซึ่งเชื่อว่าฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจคงจะทำลายความมุ่งมั่นของเหล่านักวิ่งไม่ได้อย่างแน่นอน เตรียมใจและกายให้พร้อมและออกวิ่งไปด้วยกัน ในวันที่ 11 พ.ย. 2561 ณ สนามศุภชลาศัย สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครวิ่งได้ที่ https://www.facebook.com/runfornewlife

 

แนะ 10 วิธีขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ

ที่มา: สปริงนิวส์

แนะ 10 วิธีขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ thaihealth

แฟ้มภาพ

          กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี ถนนเปียกลื่นและอาจมีน้ำขัง เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ ขอให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ลดความเร็ว หลีกเลี่ยงการแซง

          นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายในช่วงฝนตกหนัก โดยเฉพาะการขับขี่ยานพาหนะ เนื่องจากฝนที่ตกลงมาจะทำให้ถนนเปียกลื่น และทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ดี รวมถึงฝนที่ตกหนักอาจทำให้ถนนบางช่วงมีน้ำท่วมขังได้  แนะนำผู้ขับขี่ควรปฏิบัติ 10 วิธีขับขี่ปลอดภัย

          1.ปฏิบัติตามกฎจราจร ขณะเดินทางทุกครั้ง เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ

          2.ตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง เช่น สภาพของล้อรถ และผ้าปัดน้ำฝน

          3.จอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย เมื่อต้องขับรถขณะฝนตกหนัก หรือทัศนวิสัยไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์ไม่ควรขับขี่ขณะมีฝนฟ้าคะนอง

          4.เปิดไฟหน้ารถเสมอ โดยเปิดไฟต่ำ เพื่อช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ บนถนนได้ชัดเจนขึ้น และให้รถคันอื่นมองเห็นรถได้จากระยะไกล

          5.เปิดใบปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วของใบปัดน้ำฝนให้สัมพันธ์กับความแรงและปริมาณฝนตก

          6.ลดความเร็ว เพื่อเพิ่มความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ

          7.ให้ทิ้งระยะห่างจากคันหน้า เพราะสภาพถนนที่เปียกลื่น ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น

          8.หลีกเลี่ยงการแซง แต่หากจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ระยะทางข้างหน้า

          9.รถลื่นไถลหรือเหินน้ำ ห้ามเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันที เพราะอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ ควรลดความเร็ว ใช้เกียร์ต่ำ จนกว่ารถจะทรงตัวได้ แล้วจึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ

          10.เมื่อต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขัง ให้หยุดประเมินสถานการณ์ หากระดับน้ำลึกสูงกว่าขอบประตูรถ ไม่ควรขับฝ่าไป ควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น

          นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้อีกภัยอันตรายที่ประชาชนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือการถูกฟ้าผ่า โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนฟ้าคะนอง ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง ควรหลบในตัวอาคารที่ติดตั้งสายล่อฟ้า ไม่ควรใช้โทรศัพท์ และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เพราะกระแสไฟจากฟ้าผ่าอาจไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเกิดการเสียหาย และเป็นอันตรายต่อตัวเรา สำหรับการช่วยเหลือผู้ถูกฟ้าผ่าต้องช่วยอย่างรวดเร็ว โดยประเมินความปลอดภัยของที่เกิดเหตุ และโทรขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพ โทร. 1669 แจ้งข้อมูลผู้ถูกฟ้าผ่าและสถานที่เกิดเหตุ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังที่ปลอดภัย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

 

“มิว เอ็มบีโอ” ใช้หลักความสุขนำทางชีวิต

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihelth.or.th

ภาพประกอบจากเพจแฟนคลับ

“มิว เอ็มบีโอ” ใช้หลักความสุขนำทางชีวิต thaihealth

ดารานักแสดงวัยรุ่นชายของค่าย เอ็มบีโอ (MBO) ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่กำลังโด่งดังและถูกกล่าวถึงในกลุ่มวัยรุ่นสาวๆ คงไม่พ้นหนุ่มน้อยหน้าใสสไตล์เกาหลี อย่าง “ชิษณุชา ตันติเมธ” หรือ “มิว” ซึ่งมีผลงานเพลงทั้ง “เวทมนตร์” “ไม่เคยคิดแค่เพื่อน” รวมถึงพระเอกซีรีย์เรื่อง “#เป็ดIDOL”

ความรับผิดชอบกับการเรียนและงานที่ทำ รวมถึงดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง เป็นความมุ่งมั่นของหนุ่ม “มิว”  ที่เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนานาชาติ ด้วยการเรียนที่ค่อนข้างหนัก รวมถึงงานที่รับผิดชอบในวงการบันเทิงทำให้ต้องจัดเวลาและดูแลตัวเองเป็นพิเศษ

“พื้นฐานความรับผิดชอบและใส่ใจสุขภาพมาจากฐานคิดและการปลูกฝังจากครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ได้ปลูกฝังและทำให้ผมเห็นเป็นแบบอย่างมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อจะคอยย้ำอยู่เสมอให้มีวินัยในการเรียน รับผิดชอบต่องาน ส่วนคุณแม่จะคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขภาพ” มิว เล่าให้ฟัง

“มิว เอ็มบีโอ” ใช้หลักความสุขนำทางชีวิต thaihealth

หากจัดเวลาจากการเรียนและการทำงานได้แล้วนั้น เหล่าบรรดาแฟนคลับจะเห็น มิว วิ่งออกกำลังกายตามถนนเส้นพระราม 4 และฟิตเนสใกล้บ้าน รวมถึงเล่นบาสเกตบอล เพื่อดูแลตัวเองให้มีรูปร่างที่ดีและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนี้ด้านอาหารการกินคุณแม่จะเข้ามาช่วยดูแล โดยเน้นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่เน้นการกินรสชาติที่หวาน มัน หรือเค็ม จนเกินไป นับเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่มีส่วนช่วยในการดูแลให้ลูกมีความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี หรือ Happy Body นั่นเอง

แม้ว่าเส้นทางในวงการบันเทิงจะทำให้ มิว ทำงานหนักและมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง แต่ทุกๆ ครั้งที่จัดเวลาได้ มิว จะให้เวลากับครอบครัวเป็นอันดับแรกเสมอ โดยมิวจะออกเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวและดูแลสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างดี เพราะการบริหารเวลาเพื่อความสุขของครอบครัว (Happy Family) เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งสำหรับมิว   

“มีความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำ” เป็นคติที่ มิว ใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะการเล่นดนตรีและการแต่งเพลง ซึ่งเขามุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างมาก จนผลงานล่าสุดอย่างเพลง เวทมนตร์ ที่เจ้าตัวเขียนด้วยตนเองได้ขึ้นสู่หลักล้านวิวในยูทูปแล้วแม้เพียงจะปล่อยซิงเกิ้ลออกมาได้ไม่นาน และความมุ่งมั่นตั้งใจที่มีต่อการแสดง ทำให้ซีรีย์เรื่อง “#เป็ดIDOL” โดนใจเหล่าบรรดาเหล่าวัยรุ่นทั้งประเทศ

การดำเนินชีวิตโดยใช้ “ความสุข” เป็นหลักพื้นฐานในการดำเนินชีวิตจะช่วยสร้างสมดุลให้กับ  โลก 3 ใบที่ทับซ้อนกัน นั่นคือ โลกของตัวเอง ครอบครัว และสังคม เหมือนกับที่ สสส. เรียกว่า ความสุขทั้ง 8 ประการ หรือ Happy 8 ซึ่งเป็นวิถีสร้างสุขเพื่อตัวเองและคนรอบข้าง

เลี้ยงลูกต้องใช้ ”ความเข้าใจ” สไตล์ พ่อตุลย์

เลี้ยงลูกต้องใช้ ”ความเข้าใจ” สไตล์ พ่อตุลย์  thaihealth

หลายคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเพจ ‘แม่นุ่น’ ที่เปิดขึ้นโดย วิทวัส โลหะมาศ หรือ พ่อตุลย์ เพื่อเล่าเรื่องราวการป่วยของ แม่นุ่น สุพัฒชา ศรีสุวรรณ ที่ได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มาเป็นเวลากว่า 4ปี และได้เสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา

ภายหลังจากแม่นุ่นจากไป พ่อตุลย์ จึงต้องปรับบทบาท จากผู้นำครอบครัวที่คอยทำงานหาเงิน มาทำหน้าที่  ‘คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว’ ที่เป็นทั้งพ่อและแม่เพื่อเติมเต็มไม่ให้ลูกทั้ง 2 คน ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีวันนี้มีคำแนะนำดีๆ ว่าอะไรที่เป็นส่วนสำคัญในการเลี้ยงลูกของพ่อตุลย์ มาฝากค่ะ

พ่อตุลย์ เล่าว่า “การสูญเสียคนที่เรารักไป เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องเสียใจ แต่การเดินไปข้างหน้า เพื่อคนที่ยังอยู่ข้างๆเราก็เป็นสิ่งสำคัญ”  โดยก่อนแม่นุ่นจะเสียชีวิต ได้ฝากความหวังไว้ว่าอยากให้พ่อทำหน้าที่แทนแม่ได้ทุกอย่าง จึงเริ่มพาลูกไปดูแม่เข้ารับการรักษาเพื่อให้เด็กวัยนี้เข้าใจความเจ็บป่วย และทำใจรับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และพยายามทำงานให้น้อยลง เอาเวลาที่มีส่วนใหญ่มาทำกิจกรรมกับลูกอย่างเต็มที่

อาการป่วยของแม่นุ่นเป็นบทเรียนในการดูแลสุขภาพร่างกายของทุกคนในครอบครัว การพาลูกไปตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ควรทำ ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกาย สนับสนุนในสิ่งที่ลูกอยากทำ เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด

พ่อตุลย์ ย้ำว่า เรื่องความสัมพันธ์กับลูก เป็นหนึ่งในปัญหาของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เด็กที่อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวนั้นอาจจะวิตกกังวล พ่อหรือแม่จึงควรให้ความมั่นใจแก่ลูกว่าได้วางแผนรับมือที่จะเลี้ยงดู ปกป้อง ให้ความมั่นคงปลอดภัย และมอบความรักให้เขารู้สึกว่าการขาดพ่อหรือแม่ไปไม่ใช่เรื่อง

ความรัก และความเข้าใจเป็นส่วนผสมของการเลี้ยงดูลูก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือครอบครัวที่สมบูรณ์ครบทั้งพ่อและแม่ ความรัก และเข้าใจเป็นสิ่งที่ไม่ควรขาดหาย เพราะเมื่อเรามีความรักและเข้าใจต่อกัน ครอบครัวก็จะมีความมั่นคงและอบอุ่นอยู่เสมอครับ

นอกจากนี้ การมีเครื่องมือ หรือแอปพลิเคชั่น ที่ช่วยสื่อสารกับลูก ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการเลี้ยงลุกยุคนี้ ซึ่งล่าสุด สสส. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวแอปพลิเคชั่น Teen’s Mind ที่รวบรวมแนวทางการสื่อสารกับลูกในสถานการณ์ต่าง ๆ จากข้อมูลของนักวิชาการด้านวัยรุ่นแนะนำ และยังสามารถแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากครอบครัวอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวที่ทางช่วยให้คุณสื่อสาร ให้คำปรึกษากับเด็กช่วงวัยรุ่นได้อย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพ

ซึ่งผู้สนใจแอปพลิเคชั่น Teen’s Mind สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฉี่หนู อันตรายแค่ไหนถามใจดู

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th  

ข้อมูลบางส่วนจาก: หนังสือรู้ทันโรค และภัยสุขภาพสำหรับประชาชน

ภาพประกอบโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

ฉี่หนู อันตรายแค่ไหนถามใจดู thaihealth

                ช่วงสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมขังแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเขตเมือง หรือชนบท ต่างก็อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั้งสิ้น การป้องกันรักษาสุขภาพ และรู้จักวิธีการสังเกตอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

                โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งมากับช่วงเวลาที่มีน้ำขัง หรือเกิดน้ำท่วมในประเทศไทย  และพบมากในกลุ่มชาวไร่ ชาวนา ทำฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มพนักงานทำความสะอาดท่อประปา คนที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ รวมถึงสัตวแพทย์

ฉี่หนู อันตรายแค่ไหนถามใจดู thaihealth

                สาเหตุของโรค มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวขนาดเล็ก ชื่อเลปโตไปร่าอินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งเชื้อสามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนหลังจากถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อ และเป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุกร โค กระบือ สุนัข โดยที่สัตว์อาจจะไม่มีอาการแต่สามารถปล่อยเชื้อได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตสัตว์

                อาการของโรค จะแตกกันออกไป ระยะฟักตัวของโรคอาจจะเร็วภายใน 2 วัน หรือนานถึง 26 วัน หรือจะอยู่ในช่วงสัปดาห์ 5-14 วัน ผู้ที่ติดเชื้อหรือได้รับเชื้ออาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยจนกระทั่งรุนแรง เริ่มด้วยมีไข้เฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ ตาแดง คลื่นไส้ และปวดท้อง ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจมีอาการมีจุดเลือดออกตามเพดานปาก หรือผิวหนังได้ ส่วนการปวดศรีษะของผู้ที่เป็นโรคฉี่หนูนั้นจะมีอาการรุนแรงเฉียบพลัน ปวดเบ้าตาและกลัวแสงร่วมด้วย การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมักจะรุนแรงโดยเฉพาะที่หลัง ต้นขาและน่องได้

นอกจากนี้ยังพบภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

1.ตาและตัวเหลือง

2.ไตวาย

3.ภาวะเลือดออก เช่น เลือดออกใต้ผิวหนัง เยื่อบุตา ทางเดินอาหาร

4.ปอดอักเสบ

 5.กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

6.ม่านตาอักเสบ

7.เยื่อหุ้มสมอง เส้นประสาทอักเสบ และอาการทางจิต

8.ในผู้ป่วยหญิงมีครรภ์ อาจทำให้แท้งบุตร หรือทารกในครรภ์เสียชีวิตได้

ฉี่หนู อันตรายแค่ไหนถามใจดู thaihealth

ดังนั้นหากรู้วิธีการสังเกตอาการแล้วสิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องตัวเองให้ห่างไกลจากโรคฉี่หนู ซึ่งการป้องกันมีดังนี้

1.กำจัดหนูพร้อมๆ กัน

2.หากจำเป็นต้องอยู่บริเวณน้ำขัง หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยง ควรสวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อผ้าปิดมิดชิด

3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค

4.หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่

5.หลีกเลี่ยงไม่ไปสัมผัสปัสสาวะ โค กระบือ หนู สุกร และแหล่งน้ำที่สงสัยว่าจะปนเปื้อนเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนโดยไม่มีภาชนะปกปิด

6.หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำ หรือต้องลุยน้ำลุยโคลนเป็นเวลานานๆ

7.รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว เมื่อแช่หรือย่ำลงไปในแหล่งน้ำสงสัยอาจปนเปื้อน

8.กินอาหารสุกใหม่ อาหารที่เหลือใส่ภาชนะปิดมิดชิด ผักผลไม้ ควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาทำอาหาร

ฉี่หนู อันตรายแค่ไหนถามใจดู thaihealth

                เน้นย้ำว่า “ฉี่หนู” ระบาดมากในฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมของทุกปี มีโอกาสที่น้ำจะท่วมตามที่ต่างๆ ได้มากกว่าเดือนอื่น ดังนั้นการป้องกันโรคทุกชนิดต้องมีพื้นฐานสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่ง สสส. ได้ผลักดันให้เกิดกิจกรรรมทางกาย ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ มาโดยตลอด เพื่อให้ประชาชนมีพื้นฐานสุขภาวะที่ดีในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขห่างไกลจากโรคต่างๆ