เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด

เรื่องโดย : น.ส.อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลประกอบจาก : เฟซบุ๊กแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน / หนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดย สสส.

ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th / แฟ้มภาพ

เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด thaihealth

“และเจ้าหญิงกับเช้าชาย ก็ได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข” บทสรุปที่ลงเอยด้วยความสุข ของนิทานวัยเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มักจะได้อ่านให้ลูกฟังบ่อยๆ แน่นอนว่าเด็กๆ มักจะต้องเติบโตมาพร้อมกับนิทาน หรือหนังสือ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะอ่านให้ฟังหรือตัวเขาเป็นผู้อ่านเอง เด็กก็จะจินตนาการและผจญภัยไปกับเรื่องราวที่ได้อ่าน และเป็นอีกส่วนที่เติมเต็มความสุขเล็กๆ ในชีวิตของเราเอง

เพราะการอ่านสร้างจินตนาการได้อย่างดีเยี่ยม ที่มากไปกว่านั้น การอ่านเป็นการเตรียมสมองส่วนหน้าของเด็ก ให้เติบโตเป็นสมองที่มีประสิทธิภาพ เฉลียวฉลาด สามารถคิดเชิงวิเคราะห์และมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชื่อดัง ได้กล่าวไว้

เมื่อเด็ก ‘รักการอ่าน’ จะได้อะไรมากกว่าที่คิด thaihealth

“การอ่านมีเวลาวิกฤตของตัวเอง” เมื่อเริ่มอ่านช้าจะไม่ทันการ เพราะทุกๆ ครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรือเด็กได้อ่านหนังสือ เซลล์สมองก็จะยื่นแขนงประสาทไปแตะกัน เป็นจุดเชื่อมต่อเส้นประสาทเกิดเป็นวงจร เกิดการพัฒนา Executive Functions & Self-regulation หรือ EF ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้าที่ควบคุมจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง การพัฒนาด้าน EF นี่เอง เด็กสามารถพัฒนาตั้งแต่ 0-25 ปี แต่จะเติบโตมากที่สุดคือช่วง 3-6 ปี

จิตแพทย์ชื่อดัง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมช่วงเสวนา “การอ่านกับการพัฒนาทักษะสมอง EF” ในงานมหกรรมการอ่านแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ในช่วง 2 ขวบปีแรก ทุกๆ คำที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง สมองของเขาจะจินตนาการในทุกครั้ง แม้ว่าจะอ่านนิทานซ้ำๆ แต่เขาจะวาดภาพใหม่ในทุกวัน ช้าง 7 วันที่แล้ว กับช้างวันนี้ก็ไม่เหมือนกัน

“เด็กจะผจญภัยในจิตใต้สำนึกตัวเอง หนังสือนิทานมีทั้งสดชื่นแจ่มใส มีผู้ร้าย มีตัวโกง มีพ่อใจร้าย มีพ่อมด มีด้านมืด ไม่ต้องกลัวที่เล่าเรื่องราวความน่ากลัวให้ลูกฟัง เพราะร้อยละ 99 ของนิทานประกอบภาพสำหรับเด็ก ศิลปินได้ใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์ให้เหมาะกับเด็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน วันละ 30 นาที จะเป็นการระบายของเสียออกจากใจลูกด้วย” นพ.ประเสริฐ อธิบาย

สิ่งที่เด็กๆ ต้องการจากหนังสือ แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่แค่ได้เห็นภาพสวยๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ค่อยเปิดให้ดู “ความใกล้ชิดพ่อแม่” ต่างหาก คือสิ่งที่เด็กต้องการแท้จริง แต่สิ่งที่จะได้ตามมาจากหนังสือนิทานที่แฝงไปด้วยข้อคิด คำสอน และการเรียนรู้มากมาย คือ ระบบตัวเลข ระบบสี การจัดกลุ่ม ฐานวิธีคิด รวมไปถึงการเรียนรู้เรื่องความตาย ซึ่งเป็นการเล่าที่ละมุนและละเอียดอ่อนที่สุด ดังนั้นเด็กก่อน 9 ขวบ จะได้รู้ว่าความตายคืออะไร รู้จักการไม่หวงคืน และการตายที่เกิดเป็นวัฏจักร “นิทานได้จึงได้พาเด็กเปลี่ยนผ่าน และเติบโตขึ้น ลิ้มรสความตาย ลิ้มรสความชั่วร้ายอย่างละมุนละม่อม”

 ว่ากันว่า ทุกครั้งที่เด็กได้อ่านและเริ่มต้นมันด้วยความสุข จะกระตุ้นสมองหลั่งสารแห่งการเรียนรู้ที่เรียกว่า “โดพามีน” ออกมาทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้สมองจดจำง่าย สนุกที่จะเรียนรู้ และไม่รู้สึกเบื่อ “การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสมองและศักยภาพของมนุษย์ ฐานการรักการอ่านจะหนักแน่นมั่นคงได้ต้องเริ่มที่บ้าน” สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ให้ความคิดเห็น

กุญแจสู่การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย หรือทำให้การอ่านเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนนั้นต้องเริ่มจาก การให้การอ่านนำมาซึ่งความสุข ความเพลิดเพลินแก่คนอ่าน แล้วจึงค่อยๆ ยกระดับความเพลิดเพลิน เป็นการพัฒนาปัญญา ต้องบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก เพื่อสร้างวันที่มีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัวให้เกิดขึ้น เพราะการอ่านหนังสือเป็นสายใยเชื่อมร้อยหัวใจของทุกคน

 

เทคนิคที่จะทำให้เด็กเริ่มต้นรักการอ่าน หนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์ โดย สสส. เผยเคล็ดลับเอาไว ดังนี้ 

1. อ่านเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ สนุกสนาน เด็กจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ

2. รู้จักเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ก่อนนอน

3. ระหว่างที่ลูกเล่นอยู่ใกล้ ๆ พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกเห็น และถ้าตอนไหนน่าสนใจ ควรอ่านออกเสียงดังให้ลูกได้ยินเพื่อให้เขามีส่วนร่วม หรือใช้หนังสือปริศนาคำทายดึงความสนใจ

4. ลองอ่านเรื่องแปลกใหม่ที่เขายังไม่เคยเจอหรือได้ยินจากโรงเรียน

5. สังเกตเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ แล้วอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่านให้ฟัง

6. อ่านหนังสือที่ลูกชอบ แล้วตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้ความคิด ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยแอบสอดแทรกความคิดเห็นและอธิบายสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

7. เล่าเรื่องผิด ๆ ถูก ๆ ในบางตอนของหนังสือเล่มโปรด ช่วยกระตุ้นสมองของลูกให้ทำงาน ทั้งทางด้านความคิดและความทรงจำ รวมถึงฝึกการใช้ภาษาในการโต้แย้งกับพ่อแม่

8. แต่งเรื่องนิทานขึ้นมาเองบ้าง โดยลองให้ลูกเป็นตัวเอก เพราะเด็กเล็กมักจะชอบฟังเรื่องที่มีตัวเขาเป็นผู้แสดง หรืออาจจะแต่งเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย

9. อ่านหนังสือกับลูกทุกวันและพยายามชวนคุยถึงรูปภาพ สี รูปร่าง จำนวน และคำต่าง ๆ ในหนังสือ หรือหากหนังสือไม่มีภาพ พ่อแม่อาจใช้งานศิลปะง่าย ๆ เช่น แป้งปั้น หรือสีแท่งโต ๆ วาดภาพ ขณะที่อ่านและคุยกับลูก

ยิ่งเด็กอ่านเยอะ ก็จะยิ่งสร้างเสริมจินตนาการที่พร้อมจะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป ดังเช่น วลีอมตะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ "จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้"

WHO ชมไทย ออกกฎหมายบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

WHO ชมไทย ออกกฎหมาpบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ’ thaihealth

ดร.พูนาม เคตราปาล ซิงห์

WHO ร่อนจดหมายถึง “บิ๊กตู่” ชมรัฐบาลไทย ออกกฎหมายลูกบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ สำเร็จชาติแรกในเอเชีย และเป็นประเทศที่ 11 ของโลก

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ดร.พูนาม เคตราปาล ซิงห์ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก (WHO-SEARO) ได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลไทยในประเด็นการบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต พ.ศ. 2561 หรือประกาศซองบุหรี่แบบเรียบ ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 กันยายน 2562

ดร.พูนาม กล่าวว่า ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ จนกระทั่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ออกมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ และจะเป็นผู้นำให้ประเทศที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงอื่นๆ เดินหน้าพัฒนามาตรการที่คุ้มค่าที่สุด “best buy” นี้ ของ WHO ในการควบคุมกำกับอุตสาหกรรมยาสูบ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง โดยเชื่อมั่นว่ามาตรการซองบุหรี่แบบเรียบนี้จะช่วยปกป้องสุขภาพประชากรไทยจากพิษภัยของบุหรี่ได้ในระยะยาว

WHO ชมไทย ออกกฎหมาpบังคับใช้ ‘ซองบุหรี่แบบเรียบ’ thaihealth

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิควบคุมยาสูบ และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 11 ของโลกที่ออกมาตรการนี้ โดยความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย ในส่วนของ สสส. ได้สนับสนุนการสร้างสังคมไร้ควันบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ 1 ซอง จะทำให้ชีวิตของผู้สูบบุหรี่สั้นลงประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที หรือ สูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้ชีวิตสั้นลงไป 7 นาที  ซึ่งมาตรการบุหรี่ซองเรียบ เป็นการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบที่ทางองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นไม่ให้เข้าสู่วงจรนักสูบ ซึ่งประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้กฎหมายบุหรี่ซองเรียบ ตั้งแต่ปี 2555 หลังจากประกาศใช้แล้วพบว่า บุหรี่ซองเรียบทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง 0.2% ต่อปี ซึ่งหากซองบุหรี่แบบเรียบส่งผลต่อการสูบบุหรี่เช่นเดียวกับในออสเตรเลีย ในปัจจุบันประเทศไทยมีคนสูบบุหรี่ซอง 5.9 ล้านคน ดังนั้นการที่กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบมีผลบังคับใช้ จึงคาดว่าจะสามารถลดคนสูบบุหรี่ในประเทศได้ถึง 111,794 คนต่อปี

ศ.นพ.ประกิต  กล่าวต่อว่า บุหรี่ซองเรียบมีข้อดีคือ 1.ลดความดึงดูดของผลิตภัณฑ์ 2.ป้องกันการใช้ซองบุหรี่เป็นพื้นที่โฆษณา 3.ป้องกันการใส่ข้อความชวนเชื่อ เช่น มีอันตรายน้อยกว่า และ 4.ทำให้ภาพคำเตือนมีความชัดเจนใหญ่ขึ้น โดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้ดำเนินการสำรวจความเห็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาจำนวน 1,239 คน จากทั่วประเทศ พบว่า ซองบุหรี่แบบเรียบจะส่งผลให้ไม่อยากซื้อบุหรี่มากกว่าซองบุหรี่แบบเดิมถึง 57% และทำให้เห็นอันตรายจากการสูบบุหรี่มากกว่าซองบุหรี่แบบเดิมถึง 47.5% สำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่เคยสูบบุหรี่ มีความมั่นใจที่จะไม่กลับไปสูบบุหรี่เพิ่ม 3.61 เท่า

ฝึกสมาธิสำหรับมือใหม่

ที่มา : Postcard : มือใหม่หัดฝึกสมาธิ by SOOK สสส.

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ฝึกสมาธิสำหรับมือใหม่ thaihealth

สำหรับยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบ อย่างยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้จิตใจว้าวุ่นส่งผลให้หลาย ๆ คนควบคุมสติตัวเองได้ยากขึ้น วันนี้เรามีวิธีการทำสมาธิเบื้องต้นสำหรับ’มือใหม่’ ที่เป็นวิธีที่ไม่ยากและสามารถเลือกทำได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม

การนั่งสมาธิ

1. นั่งหลังตรง วางมือและเท้าตามสบาย หันหน้าตรง

2. หายใจเข้าให้เต็มปอด หายใจออกทีละนิด

3. ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 3 – 4 นาที

4. เมื่อหายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกให้รู้ว่าหายใจออก

การนอนสมาธิ

1. นอนราบ หลับตา วางแขนไว้ข้างลำตัว ปลายเท้าแยกเล็กน้อย ให้ขาผ่อนคลาย

2. หายใจเข้ารู้สึกถึงท้องพองขึ้น หายใจออกรู้สึกถึงท้องที่ยุบ ให้รู้สึกถึงร่างกายทุกส่วนที่สัมผัสพื้น

3. ทำใจให้ว่าง คลายกังวล หายใจออกให้รู้สึกว่า ตัวจมดิ่งไปที่พื้นเรื่อยๆ

การเดินสมาธิ

1. เดินอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป

2. ประสานลมหายใจ ให้สอดคล้องกับการเดิน เช่น หายใจเข้า 3 ก้าว หายใจออก 4 ก้าว

3. ปล่อยความคิด และอารมณ์ไปกับพื้นดิน มีสมาธิอยู่กับการเดิน

วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถทำตามได้ มาเริ่มต้นฝึกสมาธิกันเถอะ

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ให้สัมภาษณ์โดย ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย 

ข้อมูลบางส่วนจาก งานวิจัย เรื่อง บทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊คต่อการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กของสำนักข่าวออนไลน์ และ เรื่อง จริยธรรมนักข่าวพลเมืองในการนำเสนอข่าวเด็กผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ภาพโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และแฟ้มภาพ

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

เป็นที่ฮือฮา ไม่แพ้ข่าวหน้าหนึ่งหรือข่าวดราม่าบนโลกออนไลน์ เมื่อเหล่าสถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรต่างๆ ที่กำกับดูแลเรื่องการทำงานของสื่อ ออกมาติเตียน หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวที่ ‘ละเมิดสิทธิเด็ก’ นับว่ามีความรุนแรงและส่งผลกระทบในหลายๆ ด้านทั้งต่อตัวเด็กเอง ครอบครัว รวมถึงสังคม

จะว่าไป เราจะเห็นข่าวประเภทนี้อยู่เป็นประจำ จนหลายคนเคยชิน นำไปสู่การเพิกเฉย และกลายเป็นเรื่องปกติในที่สุด แต่แท้จริงแล้ว ข่าวเด็กที่นำเสนอออกไปกลับส่งผลกระทบมหาศาล จนหลายฝ่ายต้องเร่งทำความเข้าใจ ยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ ที่นอกจากสื่อกระแสหลักแล้ว สื่อพลเมืองอย่างประชาชนทั่วไป เมื่ออำนาจสื่ออยู่ในมือ ก็สามารถแชร์ อัพโหลดข้อมูล ขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงมีอุปกรณ์มือถือ  และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ยิ่งมีการละเมิดสิทธิมากขึ้น

ล่าสุด เกิดการพูดคุยประเด็นดังกล่าวผ่านเวทีเสวนา เรื่อง “สื่อ” ข่าวเด็กอย่างไร? ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิ ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ร่วมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจร่วมกันถึงผลกระทบและแนวทางปฏิบัติในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวน้อยที่สุด

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

เด็ก หมายถึง คนที่มีอายุยังน้อย ผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซึ่งอายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)  ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้กำหนดสิทธิพื้นฐานของเด็กไว้ 4 ประการ ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา  สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง  และสิทธิในการมีส่วนร่วม

จากคำนิยามข้างต้น เป็นสิ่งที่การันตีว่า เด็ก ต้องได้รับความคุ้มครองและปกป้อง การนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับเด็กจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากกว่าข่าวประเภทอื่นๆ นั่นเอง

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

จากงานวิจัยเรื่อง บทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊คต่อการนำเสนอข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กของสำนักข่าวออนไลน์ โดย ปาจารีย์  ปุรินทวรกุล  ซึ่งเป็นการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนจากสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน โดยการสนับสนุนจาก สสส. พบว่า การนำเสนอข่าวเด็กของสื่อมวลชนในปัจจุบันโดยเฉพาะการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์  ยังมีการแสดงบทบาทหน้าที่ตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ในรูปแบบบทบาทหน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา  คือ การไม่ทำหน้าที่  และการทำหน้าที่ในทางที่ผิด  ด้วยการละเมิดสิทธิเด็ก  โดยประเด็นที่มีปริมาณสูงสุด 3 อันดับแรก คือ การทารุณกรรมต่อจิตใจเด็ก  การไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็ก  และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กที่จะทำให้เสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง สิทธิประโยชน์ 

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

“เด็กจะเกิดภาวะ เครียด วิตกกังวลอย่างรุนแรง ปวดศีรษะ  ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือบางราย เด็กอาจฝันร้าย นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และอาจจบด้วยการฆ่าตัวตาย เป็นต้น”  ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย  เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว  การฟื้นฟูเยียวยาในเด็กเป็นเรื่องที่ยากมาก หากเกิดขึ้นแล้ว เด็กจะไม่ปกติ จึงต้องอาศัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นจิตบำบัด โดยใช้ระยะเวลานานมาก เป็นการปรับสภาพความคิด ให้กลบความเครียด ขั้นต่อมา คือ การใช้ยา และขั้นสุดท้าย คือการเยียวยาด้วยกระบวนการทางสังคม โดยไม่ไปตอกย้ำและกระทำซ้ำอีก

ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก  thaihealth

ทำอย่างไร หากต้องนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็ก ?

            เทียนทิพย์ เดียวกี่ ได้ระบุแนวทางจริยธรรมในการนำเสนอข่าวเด็กของนักข่าวพลเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสม 4 ด้าน ประกอบด้วย เนื้อหา รูปภาพ เสียง และการได้มาของข่าว โดยผ่านงานวิจัยเรื่อง จริยธรรมนักข่าวพลเมืองในการนำเสนอข่าวเด็กในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้นักข่าวพลเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ปฏิบัติสอดคล้องตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณที่เหมาะสม  10 ประการ  คือ

ด้านเนื้อหา

1. ในกรณีที่เป็นข่าวด้านลบ นำเสนอ ชื่อ-สกุล ของเด็กเป็นนามสมมุติ หากเป็นข่าวด้านบวก สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

2. นำเสนอที่อยู่ของเด็ก ให้กว้าง ไม่ลงรายละเอียด ที่สามารถรู้ได้ว่าเด็กเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ใด เช่น ตำบล หมู่บ้าน บ้านเลขที่

3.ไม่เปิดเผยตัวตนและข้อมูลของญาติ หรือ หรือ ผู้ที่สามารถทำให้ทราบได้ว่าเด็กเป็นใครอย่างชัดเจนโดย ชื่อ ให้ใช้เป็นนามสมมุติ และ ที่อยู่ ให้ระบุให้กว้างๆ

4.พึงระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษาที่รุนแรง ไม่อธิบายรายละเอียดแบบเจาะลึก ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ให้เกิดความอับอาย

5.นำเสนอเนื้อหา ข้อมูลให้ถูกต้อง ไม่เต้าข่าว

ด้านรูปภาพ

6.หากเป็นข่าวด้านลบ ห้ามเผยแพร่ภาพของ เด็ก โดยตรง หรือภาพที่ทำให้เกิดความอับอาย ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ต้องใช้ภาพตัวแทน ,ใช้มุมกล้อง หรือนำเสนอวิธีอื่น เช่น กราฟิกหรือ การ์ตูน เป็นต้น หากเป็นข่าวด้านบวก สามารถเปิดเผยข้อมูล และภาพเด็กได้

7.หากเป็นข่าวด้านลบ ปิดบังใบหน้า และข้อมูลของญาติ หรือ ผู้ที่สามารถทำให้ทราบได้ว่าเด็กเป็นใครอย่างชัดเจน

ด้านเสียง

8.เสียงสัมภาษณ์ของเด็ก พึงดัดแปลง ไม่ให้รู้ว่าเป็นเสียงของเด็กคนใด ห้ามนำเสนอเสียงสัมภาษณ์จริง

ด้านการได้มาของข่าว

9.หลีกเลี่ยงคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกหรือกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็ก

10.ถามความสมัครใจของเด็ก ก่อนสัมภาษณ์ หากเด็กอยู่ในวัยที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ ต้องถามความสมัครใจจากผู้ปกครอง

ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือสื่อประเภทต่างๆ การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งในปัจจุบัน ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล การโพสต์ การแชร์ จึงจำเป็นต้องใช้สติ และไตร่ตรองถึงผลกระทบที่ตามมา อยากให้สื่อช่วยกันปกป้องและไม่ละเมิดสิทธิเด็ก โดยการนำเสนอสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ไม่แชร์และเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวในภายหลัง เพียงเท่านี้ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ดี และใช้โซเชียลอย่างมีความสุข

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’

เรื่องโดย : ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th
ผู้ให้สัมภาษณ์ : ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์
ภาพประกอบโดย : ณัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th /แฟ้มภาพ

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’
โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์

ในช่วงต้นปี หลายคนที่กำลังจะตั้งเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเอง ก็คงกำลังสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจเพื่อดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ แต่หลายครั้งความตั้งใจนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นั่นอาจเป็นเพราะว่า เป้าหมายที่ตั้งนั้นอยู่ไกลเกินตัว

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้พูดคุยเรื่องการตั้งเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จ กับ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์

“เราเอาความฝันไปบอกคนที่เขาพูดกับเราว่า เธอทำไม่ได้หรอก คนเหล่านี้เรียกว่า ‘เพลี้ยความฝัน’ เราจะไม่เล่าให้เพลี้ยฝันฟัง ควรจะเล่าให้ ‘ปุ๋ยความฝัน’ ฟัง ที่พูดแล้วพร้อมซัพพอร์ตเรา พาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มทำเหมือนกัน” หนึ่งในประโยคระหว่างที่สนทนากับครูเงาะ

ถ้าหากอยู่กับคนที่มีแนวโน้มด้านทัศนคติ มีความมุ่งมั่นในทิศทางคล้ายๆ กัน หรือมีวิธีคิดแนวเดียวกัน ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายเราไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งหลักในการตั้งเป้าหมายของครูเงาะ เรียกว่า “กฎ SVM”

S คือการตั้งเป้าหมายให้เป็น S.M.A.R.T. Goal ดังนี้

S = Specific ต้องตั้งเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไม่เลื่อนลอย เช่น ปีใหม่จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องระบุให้ชัดว่า ด้านไหนของชีวิตที่อยากให้ดีขึ้น  
M = Measurable ต้องสามารถวัดผลได้ เช่น จะตั้งใจลดความอ้วน ต้องเปลี่ยนเป็น ปีนี้อยากลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล เป็นต้น
A = Attainable ต้องทำสำเร็จได้จริงในระยะเวลาที่กำหนด ดูแล้วมีความเป็นไปได้ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่เริ่มฝึกวิ่งก็เป็นไปได้ยาก
R = Relevant ต้องเกี่ยวพันธ์กับตัวเรา เช่น หากเราอยากให้ลูกเรียนเก่งและเป็นคนดี เราต้องตั้งเป้าว่า ฉันจะเป็นแม่ที่สามารถสนับสนุนลูกและเข้าใจลูก
T = Time – bound ต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน ว่าอยากให้เป้าหมายของเราดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

V คือ Value หรือคุณค่า การตั้งเป้าหมายหรือที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ มักจะไม่ได้แนบคู่กับคุณค่าที่สำคัญในชีวิต เช่น หลายคนอยากลดความอ้วนเพราะอยากสวย อยากผอมเหมือนดารา แต่พอเจออาหารที่ชอบอยู่ตรงหน้าก็จะมีความคิดที่ว่า ฉันไม่ใช่ดารา ฉันอยากจะกินอาหารตรงหน้า หรือ อยากมีบ้านในฝันเพราะมันสวยดี แต่พอทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยก็จะรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราอยู่แบบเดิมก็ไม่เสียหาย ซึ่งนี่คือปัญหาของการตั้งเป้าหมาย แต่หากเรา ‘ตั้งเป้าหมายโดยการแนบไปกับคุณค่าของชีวิต’  เช่น อยากลดความอ้วนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและอยู่กับลูกไปนาน ๆ ฉันจะซื้อบ้านเพื่อให้คนที่ฉันรักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมีความสุข จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

ครูผู้มากประสบการณ์ เล่าต่อว่า “เราต้องถามตัวเองว่าอะไรคือเป้าหมายหลักของชีวิต แล้วลองดูว่า Goal ที่เราตั้งเอาไว้จะสามารถสนองเป้าหมายของเราได้หรือไม่ โดยวิธีการเช็ค ให้คอยถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร ลดความอ้วนเพื่ออะไร อยากสวยเพื่ออะไร ให้ถามไปจนกว่าเราจะมั่นใจว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่”

M คือ Massive Action หมายถึงการตั้งเป้าหมายโดยใช้กฎ 80 – 20 โดยเลือกข้อที่ทำน้อยแต่ได้มาก เราทำเพียง 20 แต่ได้ถึง 80 โดยจะต้องศึกษาเรียนรู้มิเช่นนั้นอาจจะไม่สำเร็จตามคาด เช่น หากเราอยากลดความอ้วนโดยใช้วิธีการออกกำลังกาย นั่นหมายถึง การทำมากแต่ได้น้อย เพราะการออกกำลังกายส่งผลต่อน้ำหนักเพียง 30% ถ้ายังคงกินเหมือนเดิมก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงคนนึง แต่เป้าหมายในการลดน้ำหนักไม่ได้ผล ดังนั้นเราต้องตั้งเป้าหมายโดยศึกษาเรียนรู้ และตั้งให้อยู่ในกฎความเป็นไปได้

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

กฎอีกข้อของการตั้งเป้าหมายที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ ครูเงาะ ยังแนะนำ ‘กฎ AB2C’

A = Adjustable หมายถึง ต้องปรับเปลี่ยนได้ ยืดหยุ่นได้ หากใช้แผนแรกแล้วล้มเหลว จะต้องสามารถปรับแผนใหม่ได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
B = Baby Step หมายถึง ให้ค่อย ๆ ลงมือทำทีละเล็กน้อย เพื่อให้จิตใจเราชินกับคำว่าสำเร็จ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน ให้ค่อย ๆ ปรับ 2 วันต่อสัปดาห์ก่อน เป็นต้น
C = Commit หมายถึง การให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ควรหาภาพที่เราต้องการประสบความสำเร็จมาแปะเอาไว้ในห้อง และเล่าให้คนที่พร้อมจะสนับสนุนเราฟัง ไม่ควรเล่าให้คนที่ชอบค้านหรือแย้งฟัง ควรพาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มเดียวกับเรา
C = Celebrate หมายถึงการเฉลิมฉลอง ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น เก็บนาฬิกาเรือนที่ชอบเอาไว้ใส่ในวันที่ทำสำเร็จ ซึ่งคำว่าสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการบรรลุเป้า แต่เป็นการรักษาวินัยก็สามารถฉลองให้กับตนเองได้

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าระหว่างทางที่ทำตามเป้าหมาย ยังมี “จิตตัวโกง” ที่เหมือนอุปสรรคที่ขัดขวางเป้าหมายของเราอยู่ ครูเงาะ เตือนไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว รักษาวินัยได้สม่ำเสมอ เราจะมีจิตตัวโกงซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจที่ดีงาม เช่น เมื่อเช้าออกกำลังกายเยอะ ตอนเย็นก็สามารถกินจุได้ นี่คือจิตตัวโกงที่จะซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จ ซึ่งหากเรารักษาวินัย หรือทำตามเป้าได้ ให้บอกกับตัวเองว่า ทำดีแล้ว ทำต่อไป ยังพัฒนาได้อีก ให้สั่งจิตตัวเองเพื่อที่จิตตัวโกงจะไม่มาคุกคาม

พิชิตปีใหม่ด้วยการ ‘ตั้งเป้าหมายให้แม่นยำ’ thaihealth

รู้อย่างนี้แล้วเรามาลองตั้งเป้าหมายให้กับปี 2562 โดยใช้การตั้งเป้าแบบ SVM และ AB2Cเพื่อให้เป้าหมายของเราไม่เลื่อนลอย แต่เป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงกันเถอะครับ ทั้งนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขออวยพรคนไทยทุกคนให้มีสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคมที่ดี

สวัสดีปีใหม่ครับ

“ก ข ค ง” เคล็ดลับดูแลสุขภาพ ฉบับ ก้อย นฤมล

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่  Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจาก สสส.

“ก ข ค ง” เคล็ดลับดูแลสุขภาพ ฉบับ ก้อย นฤมล  thaihealth

นับว่าเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอีกท่านหนึ่ง สำหรับ ก้อย-นฤมล พงษ์สุภาพ ที่หลายคนคุ้นตากันตามหน้าจอโทรทัศน์ ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอเป็นที่รู้จักในนามนางเอกละครพื้นบ้านอย่าง แก้วหน้าม้า ซึ่งนับเป็นเรื่องแรกๆ ที่ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการบันเทิงไทยก็ว่าได้

จากนางเอก เมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบัน ก้อย เป็นคุณแม่ลูกสอง แต่ก็ยังคงไม่ละทิ้งงานในวงการบันเทิง เรายังเห็นเธอโลดแล่นอยู่เป็นประจำ และเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา ประกอบกับมลภาวะในแต่ละวันที่บั่นทอนสุขภาพ เธอจะดูแลสุขภาพอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ด้วยหน้าที่ทั้งนักแสดงและบทบาทของแม่ ก้อย เล่าว่า เธอต้องพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เยอะที่สุด ซึ่งมันก็ยาก แต่ต้องพยายามทำให้ได้ และพยายามดูแลเรื่องอาหารการกิน สิ่งสำคัญเลยคือ ต้องตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพราะว่ามีลูกแล้ว และเราเป็นนักแสดง ก็ปฏิบัติตาม ก ข ค ง ที่ ทาง สสส. รณรงค์เลย คือ ก กินน้อย ข ขยับบ่อย ค คลายเหล้า และ ง งดบุหรี่  ซึ่งเราก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด และดีที่มีคู่มือ ก ข ค ง แบบนี้ เราได้เอาไปอ่าน จะได้รู้และปฏิบัติตาม เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าหลายคนหันมารักษาสุขภาพกันมากขึ้น หันมาออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

เธอ เล่าต่อว่า แรงบันดาลใจในการรักษาสุขภาพ คือ ลูก และคนที่รัก รวมถึงยังจะอยากทำงานแบบนี้ไปนานๆ เธอเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่มีลูก ก่อนหน้านี้แข็งแรงเป็นเด็กสาววัยรุ่น ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องดูแลสุขภาพ ทั้งตนเองและคนในครอบครัว เพราะมีลูก 2 คนแล้ว ถ้าป่วย เช่น ถ้าเป็นหวัด ไปสักคนหนึ่ง ใครจะไปส่งลูก นี่คือแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพของเธอ

“ อยากให้ดูแลสุขภาพกันนะคะ ไม่ว่าจะปีนี้หรือปีไหน อยากให้ทำทุกวัน เพราะว่าสุขภาพถ้ามันเสียไปแล้วมันกู้กลับมาลำบาก  แล้วทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมด และเดี๋ยวนี้การออกกำลังกายมันไม่ได้ยาก เปิดยูทูปก็ได้ เปิดดูตามสื่อโซเชียลก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ยากเกินความพยายามของเรา ดังนั้น อยากให้กำลังใจทุกท่าน ให้มีกำลังใจในการออกกำลังกาย มีกำลังใจในการดูแลสุขภาพ มีกำลังใจในการอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ”  ก้อย กล่าวทิ้งท้าย

ปีใหม่นี้ มาร่วมเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนที่ร่างกายจะป่วย หากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ลองนำเคล็ดลับ ก ข ค ง กินน้อย ขยับบ่อย คลายเหล้า และงดบุหรี่ ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยแค่ริเริ่มก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการรักสุขภาพ ตามแบบฉบับ ก ข ค ง กันนะคะ

ลงนามความร่วมมือ เตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชน

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ลงนามความร่วมมือ เตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชน thaihealth

สสส.-กรมเด็กฯ-สมาคมวางแผนครอบครัวฯ ลงนามความร่วมมือ 3 ปี นำร่องสถานสงเคราะห์ 5 แห่งเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคม เน้นพัฒนาทักษะชีวิต/อาชีพ ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน พึ่งพิงตนเองได้ พร้อมขยายผลสร้างกลไกเสริมสร้างศักยภาพครอบคลุมสถานสงเคราะห์อีก 16 แห่ง

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็กของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข ระหว่างกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.)

ดร.สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็ก(สถานสงเคราะห์) ตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปี จำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ มีเด็กในความอุปการะ 6,513 คน เด็กในสถานสงเคราะห์มีความหลากหลาย เช่น เด็กกำพร้า พิการ ครอบครัวยากจน ครอบครัวไม่พร้อมด้านสภาพแวดล้อมและไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของเด็ก เด็กติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น บางรายมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อทางสังคมได้ง่าย เมื่อออกสู่โลกภายนอก จึงมักพบปัญหาร่วมของเด็ก 2 เรื่อง คือ ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดแรงบันดาลใจและการตั้งเป้าหมายในชีวิต และขาดการฝึกฝนทักษะชีวิตในหลายๆ ด้าน ซึ่งการแก้ปัญหา ดย.ได้ดำเนินตามแผนกลยุทธ์กรมกิจการเด็กและเยาวชน ฉบับที่ 1 ( พ.ศ.2560 – 2564 ) ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนตามช่วงวัย โดยเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มุ่งให้เกิดวินัยและคุณธรรม มีความรับผิดชอบเรื่องการดูแลสุขภาพทางเพศ และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษา การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ดย. ได้กำหนดให้มีนโยบายการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก ในสถานรองรับเด็กนำร่อง ทั้ง 5 แห่ง 1.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด 2.สถานสงเคราะห์เด็กหญิงอุดรธานี 3.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา  4.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ 5.สถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี  ตามเป้าหมายของโครงการ เพื่อพัฒนาสู่เป็นต้นแบบในการจัดสวัสดิการด้านเด็กและเยาวชนและเป็นศูนย์การเรียนรู้ และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ ทั้ง 16 แห่ง ในประเภทสถานรองรับเด็กอายุ 6 – 18 ปี  ทั้งหญิงและชาย จำนวน 2,620 คน รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพในเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตนเอง ผ่านระบบและกลไกการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ที่ได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกสถานสงเคราะห์ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสนับสนุนโครงการเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข โดยมุ่งหวังที่จะเกิดการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก โดยเน้นผลลัพธ์ที่ตัวเด็กและเยาวชน เกิดสถานรองรับเด็กต้นแบบ ที่สามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ  ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงาน ในระบบบริการหลักของสถานรองรับให้มีความรู้ความสามารถในการเตรียมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคม ที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี และสนับสนุนเกิดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กและเยาวชนคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมภายนอก และมีความพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ด้าน ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.) กล่าวว่า สวท. ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเด็กเยาวชนออกสู่สังคม โดยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ เพื่อลดภาวะที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ช่วยให้มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต มีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข สำหรับโครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยเน้น 3 เรื่อง คือ 1. พัฒนากระบวนการและชุดความรู้สำหรับการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็กนำร่องทั้ง 5 แห่งให้เป็นต้นแบบเพื่อการขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ จนครบ 16 แห่ง2.พัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในระบบบริการหลักของสถานรองรับเด็ก 3. สนับสนุนให้สถานสงเคราะห์เป้าหมาย 5 แห่ง เป็นสถานสงเคราะห์เปิด โดยดำเนินการให้สถานรองรับเด็กทำงานแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เกิดนวัตกรรม เครื่องมือเทียบระดับ (BENCHMARKING) จำนวน 2 ชุด (คู่มือเทียบระดับและคู่มือระบบคุณภาพสถานสงเคราะห์) ที่ครอบคลุมเรื่องการประเมินตนเอง (SELF-ASSESSMENT TOOLS) และคู่มือการพัฒนาบุคคลากรในระบบบริการหลัก (PROGRAMMING TOOLS) 5 โปรแกรม และมีบุคลากรดูแลเด็กที่มีศักยภาพตามตัวชี้วัดในระบบหลักทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนรู้ ,ด้านการดูแลสวัสดิภาพ และความปลอดภัย, ด้านนันทนาการ และด้านการศึกษาและวิชาชีพ

 

 

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” thaihealth

สสส.  จับมือเครือข่าย ตอกย้ำค่านิยมปีใหม่ไม่ให้เหล้า ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” ปลื้ม คนไทยได้เหล้าเป็นของขวัญลดลง จากเดิม ร้อยละ 21 ชี้สถิติอุบัติเหตุช่วงข้ามปี 2560 เหล้าเป็นตัวการร่วม ร้อยละ 35 แนะ เลือกสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและปัญญา อาทิ หนังสือ อุปกรณ์ออกกำลังกาย อาหารปลอดสารพิษ สินค้าชุมชน

วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่  เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และภาคเครือข่าย กว่า 100 คน  จัดกิจกรรมรณรงค์ปีใหม่ไม่ให้เหล้า ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า”  โดยขบวนพลังมด (เด็กเล็ก) รวมพลังชวนพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ไม่ให้ ไม่รับ ของขวัญที่มีเหล้า และการแสดงต่างๆ อาทิ แรพสดเพลงของขวัญดีๆไม่มีเหล้า กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ 4 Concept ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า และบูธกิจกรรม เล่นเกม มอบของที่ระลึก

เภสัชกรสงกรานต์  ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า สคล.ไม่สนับสนุนการให้เหล้าหรือเครื่องดื่มมึนเมาเป็นของขวัญ และการจัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สู่การสร้างสิ่งดีๆช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ทุกคนต่างหาของขวัญมอบให้แก่กัน โดยกิจกรรมครั้งนี้เน้นสื่อสาร 4 คอนเซปที่เป็นทางเลือก ได้แก่ 1.การให้หนังสือ คือ การให้ปัญญา ซึ่งหนังสือจะช่วยให้สัมพันธภาพในครอบครัวกลับคืนมา เพราะผลกระทบจะไม่มากเท่าโซเชียลมีเดีย 2.สินค้าที่สนับสนุนการออกกำลังกาย เช่น อุปกรกีฬา เสื้อผ้ารองเท้า ซึ่งเป็นเทรนสุขภาพ 3.สินค้าที่เป็นพืชผักปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี และ4.สินค้าโอท็อป สินค้าชุมชนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนรายได้ให้ท้องถิ่น หวังว่าทั้ง 4 คอนเซปนี้  จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการให้อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เหล้า ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ทางภาคีเครือข่าย ยังได้เชิญชวนเด็กๆวัยใส มาเป็นพลังมด เพื่อเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองลดละเลิกเหล้า เป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูก และพลังมดเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ให้เหล้า ไม่รับเหล้าเป็นของขวัญด้วย 

ชูแนวคิด “ของขวัญดีๆไม่มีเหล้า” thaihealth

นางสาวรุ่งอรุณ  ลิ้มฬหะภัณ  รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศอันดับต้นๆของโลก จากอุบัติภัยบนท้องถนน เนื่องด้วยเหตุเมาแล้วขับ จากสถิติช่วงเทศกาล มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน มากกว่าช่วงปกติถึง 2.5 เท่า หรือเฉลี่ย87รายต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่เฉลิมฉลอง ระหว่างวันที่ 30-31 ธ.ค.60 การดื่มเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนถึงร้อยละ 35 นอกจากนี้ข้อมูล WHO ยืนยันว่า เหล้าเป็นสาเหตุของโรคมากกว่า 200 ชนิด รวมถึง ความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศ

“ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายฯ จัดกิจกรรมรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 และประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มผู้ที่ให้เหล้าเป็นของขวัญลดลงทุกปี ซึ่งในยุคนี้ ไม่มีใครให้เหล้ากันแล้ว โดยจะพบว่า ผู้ที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ30.5 เมื่อรณรงค์ “ให้เหล้า = แช่ง” พบว่าปี2560 ผู้ที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ9 และหวังว่ากิจกรรมนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ให้เหล้าเป็นของขวัญ ทั้งนี้การจัดจำหน่ายกระเช้าของขวัญสำเร็จรูปที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมอยู่ด้วย เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551  มาตรา 30 (5) เข้าข่ายบังคับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

ขณะที่ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า การให้หนังสือคือการให้อาหารสมองแก่คนที่คุณรักและคือการส่งความปารถนาดีอย่างแท้จริง   ยิ่งในยุคที่ผู้คนอยู่ในโลกสังคมออนไลน์  ติดกับโซเชียลมีเดีย  ใช้เวลาเกือบทั้งหมดกับหน้าจอสมาร์ทโฟนทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว  จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้กับการอ่านจากหนังสือกันเลย   เราจึงเห็นภาวะความเครียดในสังคมมีมากขึ้นอารมณ์ที่ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดของผู้คนรุนแรงขึ้น   ความรุนแรงในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในสถานศึกษา  ในชุมชนก็พร้อมที่จะแสดงตัวออกมาในทุกเงื่อนเวลา    แต่ในอีกด้านหนึ่งเราจะพบว่าการให้เวลากับการอ่านหนังสือดีๆซักเล่ม  กลับสร้างคุณค่ามากมายให้กับชีวิต  หนังสือช่วยให้เกิดจินตนาการมากมาย  ช่วยให้เกิดความรู้ที่ผ่อนคลาย   เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่ถูกกระตุ้น  รุกเร้าหรือตีกรอบมากเหมือนสื่อออนไลน์    หลายคนที่นอนไม่หลับก็ใช้วิธีการอ่านหนังสือเพื่อผ่อนคลายและทำให้หลับง่ายขึ้น    

“การให้ของขวัญด้วยหนังสือจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ   และแน่นอนที่สุดเป็นการให้ที่ไม่สร้างผลกระทบให้กับใคร  ไม่ต้องมีใครมาเดือดร้อนต่างจากกระเช้าของขวัญที่มีเหล้าแน่นนอน ที่ สำคัญปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้การซื้อหนังสือสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดี  จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน” นางสุชาดา กล่าว

เตือน 28 เส้นทาง อุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เตือน 28 เส้นทาง อุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่ thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมทางหลวง เตือน 28 เส้นทาง เกิดอุบัติเหตุบ่อยช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะผู้ขับขี่ใช้เกียร์ต่ำบริเวณทางลาดชัน และขับขี่ด้วยความระมัดระวังในช่วงฝนตก

นายอภิสิทธิ์ พรหมเสน รองอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานกรรมการศูนย์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยช่วงเทศกาล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทางหลวงทั่วประเทศพบว่ามีบริเวณทางลาดชันที่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งนั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 12 เส้นทาง และ เส้นทางที่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งในช่วงฝนตก จำนวน 16 เส้นทาง เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ปลอดภัยทางหลวงได้รณรงค์ให้ผู้ขับขี่ใช้เกียร์ต่ำบริเวณทางลาดชันและช่วงฝนตกให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง

สำหรับเส้นทางลาดชัน 12 เส้นทางประกอบด้วย 

ทางหลวง 118 เชียงใหม่-ดอยนาแก้ว (โค้งปางแฟน) จ.เชียงใหม่ กม.ที่ 42+000 – 52+000
ทางหลวง ทล. 109 แม่สรวย-ห้วยป่าไร่ จ.เชียงราย กม.ที่ 14+200 – 18+500
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยสน) จ.ตาก กม.ที่ 47+830 – 51+705
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยคา) จ.ตาก กม.ที่ 51+885 – 54+885
ทางหลวง ทล. 12 แม่ละเมาะ – ตาก (ดอยรวก) จ.ตาก กม.ที่ 64+900 – 70+000
ทางหลวง ทล. 11 นาอิน – ชัยมงคล (เขาขาด) จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 282+225 – 291+115
ทางหลวง ทล. 11 บึงหลัก – หนองน้ำเขียว (เขาพลึง) จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 349+199 – 351+740
ทางหลวง ทล. 12 น้ำดุก – ห้วยซำมะคาว (สะพานห้วยตอง) จ.เพชรบูรณ์ กม.ที่ 374+400 – 377+400
ทางหลวง ทล. 12 น้ำดุก – ห้วยซำมะคาว (ห้วยซำมะคาว) จ.เพชรบูรณ์ กม.ที่ 416+300 – 420+345,
ทางหลวง ทล. 304 สี่แยกกบินทร์บุรี – วังน้ำเขียว (โค้งศาลโทน) จ.ปราจีนบุรี กม.ที่ 200+160 – 212+000
ทางหลวง ทล. 323 ท่าขนุน – เจดีย์สามองค์ (เนินช้างร้อง) จ.กาญจนบุรี กม.ที่ 263+826 – 267+126
ทางหลวง ทล. 4 เขาพับผ้า – พัทลุง (เขาพับผ้า) จ.พัทลุง กม.ที่ 1133+665 – 1138+865

สำหรับเส้นทางที่มีอุบัติเหตุบ่อย ช่วงฝนตก มี 16 เส้นทาง ประกอบด้วย 

ทางหลวง ทล.11 ปางมะโอ – ป่าขาม จ.ลำปาง กม.ที่ 425+000 – 427+000
ทางหลวง ทล.120 ปากบอก – แม่เฮียว จ.ลำปาง กม.ที่ 25+450 – 27+800
ทางหลวง ทล.1184 แม่อาว – ดอนมูล จ.ลำพูน กม.ที่ 34+900 – 38+800
ทางหลวง ทล.11 หนองน้ำเขียว – ปางเคาะ จ.แพร่ กม.ที่ 365+560 – 370+000
ทางหลวง ทล.101 ร้องกวาง – ห้วยแก๊ต จ.แพร่ กม.ที่ 277+360 – 295+500
ทางหลวง ทล.222 ท่ากกแดง – บึงกาฬ จ.บึงกาฬ กม.ที่ 109+950 – 114+000
ทางหลวง ทล.11 บึงหลัก – หนองน้ำเขียว จ.อุตรดิตถ์ กม.ที่ 350+150 – 350+800,
ทางหลวง ทล.4 เขาพับผ้า – พัทลุง จ.พัทลุง กม.ที่ 1160+100 – 1173+000
ทางหลวง ทล.41 ควนรา – หัวเตย จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 146+000 – 147+600
ทางหลวง ทล.41 ถ้ำพรรณรา – ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กม.ที่ 281+800 – 290+000
ทางหลวง ทล.41 สี่แยกโพธิ์ทอง – พัทลุง จ.พัทลุง กม.ที่ 366+850 – 370+000
ทางหลวง ทล.401 ช่องชาลี – ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 110+900 – 113+300
ทางหลวง ทล.401 บางกุ้ง – เขาหัวช้าง จ.สุราษฎร์ธานี กม.ที่ 186+300 – 188+700,
ทางหลวง ทล.4 ตรัง – เขาพับผ้า จ.ตรัง กม.ที่ 1124+600 – 1140+000
ทางหลวง ทล.406 ค่ายรวมมิตร – ย่านซื่อ จ.สตูล กม.ที่ 55+700 – 58+500
ทางหลวง ทล.410 ตะบิงติงงี – บ่อหิน จ.ยะลา กม.ที่ 74+500 – 99+200

สำหรับช่วงการรณรงค์จะติดตั้งป้ายรณรงค์ทางลาดชันเพิ่มเติมบริเวณเฉพาะทิศทางขาลงทางลาด ระยะทาง 100 เมตร ก่อนจุดเริ่มต้นทางลาดชัน ในส่วนของป้ายรณรงค์ฝนตกขับขี่ด้วยความระมัดระวังจะติดตั้งที่ระยะทุกๆ 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ขับขี่ระมัดระวัง หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อได้ ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

“วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

วันที่ 23 ธันวาคม 2561 มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการควบคุมยาสูบ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล เพื่อครอบครัวไทย ในชื่อเครือข่ายครอบครัวเดิน-วิ่งการกุศล  เพื่อครอบครัวไทย ครั้งที่ 7 “ วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่”  Run for smoke free family โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวและประชาชนทั่วไปได้ออกกำลังกายและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างความสามัคคี สร้างสัมพันธภาพอันดีในครอบครัว และมุ่งรณรงค์ให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่  เพื่อให้ครอบครัวเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่และยาเสพติด

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

นายสุจิตต์ ไตรพิทักษ์  กรรมการบริหารแผนคณะที่  4 (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านครอบครัว) สสส. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ให้ข้อมูลว่า เป็นโอกาสอันดีที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวได้จัดกิจกรรมเครือข่ายครอบครัวเดิน-วิ่งการกุศล  เพื่อครอบครัวไทย ครั้งที่ 7 “ วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่”  Run for smoke free family ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะร่วมมือขับเคลื่อนโครงการบ้านปลอดบุหรี่ เพราะบ้านเป็นสถานที่ส่วนบุคคลที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของกฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ที่จะบังคับได้ การสูบบุหรี่ในบ้าน หรือบริเวณบ้าน จะทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง ดังนั้นการร่วมกันรณรงค์ ผลักดันให้ครอบครัวเห็นความสำคัญของการทำให้บ้าน ให้ครอบครัวปลอดบุหรี่ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวทั้งด้านสุขภาพกาย  สุขภาพจิตความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมการเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก เยาวชน

ด้านนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัน ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งตัวผู้สูบเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะต่อตัวเด็ก เช่น มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด ติดเชื้อในหูชั้นกลาง และมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมองช้ากว่าเด็กทั่วไป เป็นต้น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) พบว่า ในปัจจุบันมีเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 87.5 ที่ต้องอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 1 คนที่สูบบุหรี่ และคนกลุ่มนี้ร้อยละ 70 ระบุว่า ตนเองมักสูบบุหรี่ในบ้านหรือในขณะที่มีเด็กอยู่ด้วย ซึ่งสมาชิกที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุดก็คือพ่อของเด็กๆ นั่นเอง แน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับสัมผัสควันบุหรี่มือสองในบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยยืนยันได้จากการตรวจพบสารโคตินินในปัสสาวะของทารกที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 คน ถึงร้อยละ 40.7 และในจำนวนนี้ร้อยละ 3.4 มีปริมาณโคตินินเทียบได้กับที่ตรวจพบในผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ

 “วิ่งเพื่อบ้านปลอดบุหรี่” งานวิ่งดีๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อครอบครัว thaihealth

และกล่าวต่อว่า แม้ว่า “พ่อ” จะเป็นบุคคลที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุด แต่ยังมี “พ่อ” อีกถึงร้อยละ 45.8 ที่มีความกังวลใจต่อผลกระทบทางสุขภาพของลูกที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ความพยายามอย่างมากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของตนเอง เช่น ไปสูบนอกตัวบ้าน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในที่ที่มีสมาชิกในบ้านทำกิจกรรมอยู่ อีกร้อยละ 54.6 มีความคิดที่จะเลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 56.0 เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่

“มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า เด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านมีความเสี่ยงที่จะเติบโตกลายเป็นคนติดบุหรี่มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านถึง 3 เท่า หากต้องการลดปัญหาการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชน โดยไม่ให้เด็กก้าวเข้ามาเป็นนักสูบหน้าใหม่ ต้องเน้นการทำให้พ่อแม่-ผู้ปกครองตระหนักถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ของตนเองต่อปัญหาสุขภาพของลูกหลาน และการเป็นแบบอย่างของพ่อแม่-ผู้ปกครองโดยการไม่สูบบุหรี่ให้ลูกหลานเห็นด้วยการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย สำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สามารถโทรติดต่อได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร 1600 โทรฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว