ชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน  thaihealth

แฟ้มภาพ

สสส. ชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน ชี้! สร้างสุขภาพได้จริงหลังกินต่อเนื่อง 21 วัน ตั้งเป้าคนไทยกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 50% ในปี 64

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนโครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพในสำนักงาน จัดกิจกรรม “กินผัก สร้างสุข ปี 2” หวังคนทำงานเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยการกินผักผลไม้ พร้อมกิจกรรม Veggie’s Talk โดยอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต่อมไร้ท่อและเบาหวาน นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ผู้แทนสำนักงานต้นแบบ และผู้แทนกลุ่ม Veggies Lovers บอกเล่าประสบการณ์ทดลองรับประทานผักผลไม้ต่อเนื่อง 21 วัน

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส. อยากเห็นคนไทยไร้โรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไต ที่กำลังเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่ต้องการการแก้ไข จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก พบว่า การบริโภคผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. จึงดำเนินการสร้างค่านิยมในการบริโภคผักผลไม้ ควบคู่ไปกับกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านประสบการณ์ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน ให้มีการบริโภคผักและผลไม้ได้อย่างเพียงพอ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคผักและผลไม้ พร้อมตั้งเป้าให้คนไทยหันมากินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 25.9 ในปี 2561 เป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2564

ชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน  thaihealth

นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพในสำนักงาน สสส. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2560 โครงการฯ ได้เข้าไปสนับสนุนองค์กรต้นแบบทั้งภาครัฐและเอกชน 10 แห่ง อบรมให้ความรู้ความเข้าใจ และสาธิตการทำเมนูอาหารจากผักและผลไม้ พร้อมทั้งสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมการกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 21 วัน จนได้ผู้ที่รับประทานผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอรวมทั้งหมดจำนวน 143 ราย โดยทุกคนต้องถอดบทเรียนร่วมกันหลังเข้าร่วมกิจกรรมและการรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละมื้อว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนมีสุขภาพดีขึ้น เช่น ระบบขับถ่าย ผิวพรรณ เป็นต้น รวมไปถึงยังมีองค์ความรู้ในการช่วยให้คนรอบตัวปรับพฤติกรรมในการบริโภคผักผลไม้อีกด้วย ต้องขอบคุณทาง สสส. ที่ให้การสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี จนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ในวันนี้

ชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน  thaihealth

ด้านนางสาวสุดคนึง ตันวัฒนเสรี หนึ่งในกลุ่ม Veggies Lovers ที่เข้าร่วมโครงการ ได้เล่าถึงประสบการณ์ และผลลัพธ์ ให้ฟังว่า หลังจากการเข้าร่วมโครงการ 21 วัน มหัศจรรย์ผักผลไม้ มีสิ่งดีๆ ในเรื่องสุขภาพเกิดขึ้นหลายอย่างที่ชัดเจน ระบบขับถ่ายที่ตรงเวลาอาการท้องผูกที่เคยเป็นได้หายไป ร่ายกายแข็งแรงขึ้นรู้สึกได้จากไข้หวัดที่มักจะเป็นบ่อยๆ เวลาอากาศเปลี่ยน ซึ่งการกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ไม่ยากเลยค่ะ เมื่อจบโครงการก็ยังคงกินผักผลไม้ต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย รับประทานผักมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น เปลี่ยนมาทำอาหารกินเองทุกเช้า ซึ่งโครงการให้ส่งรูปอาหารที่รับประทานเข้าไปในกรุ๊ปไลน์ทุกมื้อทุกวัน ในกลุ่มที่เห็นอาหารก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำอาหารกินเองบ้าง หาเมนูผักกินมากขึ้นตาม ได้บอกเล่าถึงประโยชน์ของการกินผักผลไม้และชวนให้คนรอบข้างหันมากินผักผลไม้ในทุกๆ วัน เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนที่เรารัก

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง “Great Food Good Run 2018”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง

แฟ้มภาพ

“พล.อ.ฉัตรชัย” ผนึก ภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง "Great Food Good Run 2018" วิ่งปลอดภัย กินอาหารปลอดสาร ไร้โรค NCDs ชิงถ้วยรางวัลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี 22 – 23 ธ.ค. ณ สนามศุภชลาศัย

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมสุขภาพและบริโภคอาหารปลอดภัย โครงการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพและบริโภคอาหารปลอดภัย Great Food Good Run 2018 จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในเรื่องการมีกิจกรรมทางกาย พร้อมเลือกบริโภคอาหารที่ดีจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรนวัตกรรม ในวันที่ 22 – 23 ธันวาคม 2561 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ กว่า 14 ล้านคนต่อปี เสียชีวิตกว่า 300,000 คนต่อปี สาเหตุสำคัญเกิดจากการดำเนินชีวิตที่ขาดการมีกิจกรรมทางกาย รับประทานอาหารหวาน มัน เค็มจัด สสส. จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานเพื่อสร้างสังคม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่ง “การวิ่ง” เป็นกิจกรรมทางกายที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์ ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรค NCDs หากคนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะช่วยลดความสูญเสียชีวิตจากโรค NCDs ได้ถึง 11,129 รายต่อปี และลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,977 ล้านบาท

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง

“ที่ผ่านมาการทำงานด้านการป้องกันโรค NCDs ทั้งในเชิงนโยบาย การรณรงค์สร้างความตระหนัก และการจัดการสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยองค์การอนามัยโลกยกให้ประเทศไทยมีการดำเนินงานที่ก้าวหน้าเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 3 ของโลกร่วมกับฟินแลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จจากความร่วมมือในการทำงานนของ สสส.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย อย่างไรก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงาน และภาคีที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้นนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมสุขภาพและบริโภคอาหารปลอดภัย เพื่อรวมพลังรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในเรื่องการออกกำลังกายและการเลือกบริโภคอาหารที่ดี ด้วยสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรนวัตกรรม รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์ขยายช่องทางตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพประเภทสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรนวัตกรรมที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและสามารถขยายตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพอีกด้วย ภายใต้โครงการเดิน – วิ่ง เพื่อสุขภาพ และบริโภคอาหารปลอดภัย Great Food Good Run ที่จะจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับงานเดิน-วิ่ง Great Food Good Run 2018 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ธันวาคม 2561 ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 5 พฤศจิกายน 2561 ที่เว็บไซต์ www.thaijogging.org โดยในวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 มีกิจกรรมจัดแสดงสินค้าและจำหน่ายเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรนวัตกรรม จำนวน 50 บูธ และในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม งานเดิน-วิ่ง Great Food Good Run ชิงถ้วยรางวัลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นี้ แบ่งเป็น 3ระยะ คือ 10 กม.  5 กม. และ 3 กม. นักวิ่งทุกคนจะได้รับเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก และถุงผ้า " Great Food Good Run" ภายหลังเข้าเส้นชัย ผู้สนใจร่วมงานสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 5 พฤศจิกายนนี้ ทาง www.thaijogging.org หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Great Food Good Run รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่สถานสงเคราะห์คนชรา 12 แห่ง ภายใต้การดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนสังคมผู้สูงอายุได้มีสุขภาพที่แข็งแรงที่มาจากการบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์

ผนึกภาคีสุขภาพ ชูงานเดิน-วิ่ง

แค่ ‘วิ่ง’ จะดีอย่างไร?

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ thaihealthcenter.org/exhibitions/run/

ภาพประกอบโดย : นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th และ แฟ้มภาพ

แค่ ‘วิ่ง’ จะดีอย่างไร?  thaihealth

ในวันที่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนตอนเด็กๆ กับวันที่ต้องปวดไมเกรน ยิ่งอากาศเปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อย หรือพาตัวเองไปอยู่ตรงที่มีฝุ่นเยอะๆ ภูมิแพ้ก็มาเยือนแบบไม่ทันรู้ตัวจนทิชชู่พกพาแทบจะหมดห่อ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฉุกคิดว่า ‘ถึงเวลาแล้วรึยัง ที่เราจะเริ่มหันมารักตัวเอง?’

รักตัวเอง ที่ไม่ใช่การปรุงแต่งแต่เพียงภายนอก ไม่ใช่การนึกถึงแต่ตัวเองจนลืมมองคนอื่น แต่ยังรวมถึงการเติมเต็มจากภายใน ทั้งการเติมทักษะความสามารถในส่วนต่างๆ ที่ยังขาด ไม่ว่าจะเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือสายอาชีพ ทำอาหาร เก็บเงิน การควบคุมอารมณ์และจิตใจ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเราเอง ด้วยการเริ่มออกกำลังกาย สะสมไปวันละนิดวันละหน่อย

โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่า คนเราควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เนื่องจากการขาดกิจกรรมทางกายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ทั้ง ความดันโลหิต เบาหวาน มะเร็งชนิดต่างๆ และโรคหัวใจ

ซึ่ง 'การวิ่ง' ก็เป็นหนึ่งแอคทิวิตี้ที่นอกจากจะเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการคาร์ดิโอ เผาผลาญร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเปลี่ยนระบบอวัยวะในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น แถมยังเป็นสิ่งที่เราๆ ต่างก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ขอแค่มีรองเท้า 1 คู่ มีพื้นที่ที่พอให้วิ่งรอบได้ คุณก็สามารถมีสุขภาพดีได้แล้ว

แค่ ‘วิ่ง’ จะดีอย่างไร?  thaihealth

เว็บไซต์ thaihealthcenter.org/exhibitions/run/ ยังกล่าวถึงประโยชน์ของการวิ่งที่อิงจาก ทำไมเราจึงควรวิ่ง” womenshealththailand.com ว่า การวิ่ง เปลี่ยนร่างกายและจิตใจได้อย่างไร ไว้ดังนี้

สุขใจ >> การวิ่งกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน สารเคมีธรรมชาติ ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด และทำให้รู้สึกสุขสบาย

สมองดี >> นักวิจัยจากฟินแลนด์พบว่า หนูทดลองที่วิ่งเก่ง มีผลทดสอบด้านการเรียนรู้สูง และนักวิจัยคาดว่า การทดสอบในมนุษย์ก็น่าจะให้ผลแบบเดียวกัน

หัวใจฟิต >> ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด และหัวใจทำงานดีขึ้น แถมยังช่วยลดไขมันในเลือดด้วย

ชนะภูมิแพ้ >> งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อออกไปวิ่ง 30 นาที พบว่า อาการจาม น้ำมูกไหลลดลง 70%

เบิร์นดี >> เมื่อวิ่งแล้วจะไม่ค่อยหิว และแม้จะหยุดวิ่ง ร่างกายก็ยังคงเบิร์นพลังงานในระดับสูงกว่าปกติไปอีกหลายชั่วโมง

กระดูกแข็งแกร่ง >> พร้อมช่วยลดภาวะกระดูกพรุน

อดทนขึ้น >> การวิ่งช่วยให้มีจิตใจเข้มแข็ง สร้างระเบียบวินัยให้ตัวเอง เพราะการวิ่งให้ถึงเส้นชัยก็คือความสำเร็จเล็กๆ ที่เราสร้างเองได้ง่ายๆ

ป่วยยาก >> เพราะช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น

แค่ ‘วิ่ง’ จะดีอย่างไร?  thaihealth

นอกจากนี้ เว็บไซต์ thaijoggingclub.or.th ยังแนะนำ การวิ่งอย่างไรให้ถูกท่า? เพื่อลดอาการบาดเจ็บเอาไว้ด้วย

ศีรษะ >> ตั้งตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัว ไม่เงย ไม่ก้ม สายตามองไปข้างหน้า จะทำให้กล้ามเนื้อคอผ่อนคลาย

หายใจ >> สูดลมหายใจเข้าเป็น 2-3 ช่วงต่อการหายใจเข้า 1 ครั้ง แล้วปล่อยลมหายใจออก จะทำให้วิ่งได้นานขึ้น

มือและแขน >> กำมือหลวมๆ แขนแกว่งขึ้นลงตามจังหวะแกว่งแขนขึ้น ทำมุม 70-80 องศา แกว่งลงทำมุม 100 องศา

ลำตัว >> ลำตัวเป็นเส้นตรงตั้งแต่ศีรษะลงไปถึงเท้า ทิ้งน้ำหนักตัวและเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

เท้า >> วางเท้าเป็นธรรมชาติ ดัดปลายเท้าให้เป็นเส้นตรงตามทางวิ่ง ไม่เฉเข้าเฉออกนอก ลำตัวไม่จิกลงด้วยปลายเท้า งอเข่าลงเล็กน้อย

แค่ ‘วิ่ง’ จะดีอย่างไร?  thaihealth

อยากวิ่งเพื่อสุขภาพ ต้องทำอย่างไร?

ไม่วิ่งลงปลายเท้า >> เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าแข้ง น่อง และเอ็นร้อยหวายอักเสบได้ง่าย ควรใช้กล้ามเนื้อโคนขามากกว่าปลายเท้า

วิ่งยาวสัปดาห์ละครั้ง >> การวิ่งนานๆ จนปวดกล้ามเนื้อแบบสุดๆ จะทำให้กล้ามเนื้อใช้ 'ไกลโคเจน' จนหมด กล้ามเนื้อจะเริ่มสะสมใหม่ และสะสมได้มากกว่า ทำให้เราวิ่งได้ไกลกว่าเดิม

วิ่งเร็วสัปดาห์ละครั้ง >> จะทำให้เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

ฝึกหายใจด้วยกระบังลม >> เพื่อให้หายใจได้ลึกและยาวขึ้น ฝึกได้โดยการนอนหงาย เอาหนังสือวางบนหน้าท้อง แล้วถ้าหนังสือขยับขึ้นก่อนสูดลมหายใจเข้า ลดลงตอนหายใจออก จะถือว่าใช้ได้

เพราะในหลายๆ โรคก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะบาปบุญ แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นหลัก ดังนั้นหากใครที่ชอบบ่นว่าป่วยออดๆ แอดๆ แถมยังไม่มีเวลาเหลือเฟือ ก็ลองให้ ‘การวิ่ง’ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่ได้นะคะ

สำหรับใครที่ลงทะเบียนงานวิ่งครั้งใหญ่แห่งปี กับงาน Thaihealth Day Run 2018 อย่าลืมเตรียมฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนมาเจอกันจัดในงานวันที่ 11 เดือน 11 ณ สนามศุภชลาศัย นี้

โดยในปีนี้มีความพิเศษตรงที่จัดให้มี คลินิก เดลิเวอรี่ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ 10K โปรแกรมการฝึกวิ่งที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายและออกกำลังกายเป็นประจำ ให้สามารถไปถึงเป้าหมายเดินวิ่ง 10K ได้ สามารถดาวน์โหลด “คู่มือ วิ่ง 10 สัปดาห์ สู่ชีวิตใหม่” ได้ที่ http://llln.me/Y7lov19

‘อุ๋ย บุดด้าเบลส’ ผู้ไม่จมดิ่งกับความทุกข์

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากเว็บไซต์ cleothailand.com

'อุ๋ย บุดด้าเบลส' ผู้ไม่จมดิ่งกับความทุกข์  thaihealth

แร๊พเปอร์แต่งตัวสีจัดตัดกันแดง เหลือง เขียว กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงบุดดาเบลส (Buddhabless)  และหนึ่งในสมาชิกคือ นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย บุดดาเบลส ที่มีฝืมือหลายบทบาท ทั้งนักร้อง แร๊พเปอร์ นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ หรือนักแสดง แต่หนึ่งบทบาทที่ทุกคนเพิ่งคือ ความใฝ่รู้ในธรรมะของอุ๋ย

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เขาเริ่มเดินทางสายธรรม ทั้งการเรียนรู้จากคำสอนและจากการปฏิบัติจริง โดยให้คำนิยามช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ว่า ‘ช่วงเวลาแห่งการทดลองกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้’ เมื่อได้ทดลองจึงได้รู้ผลลัพธ์ เมื่อได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงจึงเป็นแรงผลักดันให้เขารู้จักการจัดการแก้ปัญหาความเครียด ความเศร้า ความกังวลที่ล้วนเกิดขึ้นจากใจ เข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมถึงสอดแทรกเนื้อหาคำสอนต่างๆ ไว้ในเนื้อเพลงที่มีเจตนามุ่งหวังให้คนฟังได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น รวมถึงช่วยยกระดับจิตใจคนฟังไม่ให้จมดิ่งในความเศร้าไปชั่วขณะ

“ผมเป็นคนมีความทุกข์อยู่เรื่อยๆ ในชีวิต ลองทำตามในแบบอื่นๆ แต่สุดท้ายจิตก็กลับมาคิดอีก พอได้ศึกษาธรรมะจึงพบว่าเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผมทุกข์น้อยลง” อุ๋ย เล่าย้อนไปถึงสาเหตุที่ทำให้เริ่มสนใจศึกษา พร้อมให้นิยามว่า ธรรมะเปรียบเสมือนคู่มือชีวิต ที่เกิดจากการลองทำด้วยตัวเองจนเข้าใจคุณค่าของการเกิดและดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับการเข้าใจคุณค่าของการทำงาน หากเข้าใจว่างานมีคุณค่าและทำไปเพื่อสิ่งใด ก็ย่อมเกิดแรงขับเคลื่อนในการทำงานนั้นๆ

จิตใจและร่างกายต้องไปด้วยกัน นอกจากการศึกษาธรรมะ การออกกำลังกายอย่างการเล่นบาสเกตบอลและวิ่งในสวนสาธารณะ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยดึงอารมณ์ทางจิตใจให้กลับมาแจ่มใสและทำให้การแสดงคอนเสิร์ตของดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือ อุ๋ย บุดดาเบลส ยังตัดสินใจเลิกดื่มเหล้า ด้วยเหตุผลที่ว่า หากอยากเปลี่ยนคนอื่นต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เขาเผยว่า “การกระทำทุกสิ่งอยู่ที่ตัวเรา ขึ้นอยู่กับจิตใจว่ามีความหนักแน่นและตั้งใจมากแค่ไหน ถ้าใจบอกว่าไม่ดื่มและเราปฏิเสธไป ยังไงเพื่อนก็ไม่สามารถบังคับเราดื่มได้” ดังนั้นการรวมตัวมีทติ้งกับเพื่อนจึงไม่เป็นปัญหา เพราะเขาจัดการและควบคุมตัวเองได้

ที่สุดแล้ว “อุ๋ย” ยังได้พบมุมมองการใช้ชีวิตที่ต่างไป โดยหันมาใส่ใจคนในครอบครัวมากขึ้นกว่าเก่า เพราะครอบครัวเป็นสถาบันที่เล็กที่สุดที่มีความรักแท้ให้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมฝากข้อคิดไว้ว่า “หากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยที่ไม่ใส่ใจคนในครอบครัว ไม่ทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน อาจเสียใจเมื่อวันที่สายไป”

การดูแลสุขภาพในแบบฉบับของ อุ๋ย บุดดาเบลส จริงๆ ก็เป็นแนวทางเดียวกับ สสส. ซึ่งมุ่งสร้างเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีครบทั้ง 4 มิติ ด้านกาย ใจ สังคม ปัญญา เมื่อมีครบสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ก็ไม่ต้องไปหาจากไหนอีกเลย

ลดเสี่ยงสาร BPA ในพลาสติก

ที่มา : http://talkaboutsex.thaihealth.or.th

ลดเสี่ยงสาร BPA ในพลาสติก  thaihealth

ทราบกันดีว่า Bisphenol A หรือ BPA เป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตพลาสติกใสที่มีความแข็งแรง สามารถป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในอาหารหรือป้องกันการเกิดสนิมจากกระป๋องได้ แต่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

สถาบันป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา รายงานว่า คนอเมริกันมีสาร BPA อยู่ในร่างกายมากกว่าร้อยละ 90ซึ่งคุณหมอ Deborah Ann Mulligan อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัย Nova Southeastern กล่าวว่า "เมื่อ BPA สัมผัสกับอาหารหรือของเหลว แม้จะเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยสารเคมี ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้แล้ว แต่ในปัจจุบันก็นับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวที่เราจะหลีกเลี่ยงมันได้"

ก่อนหน้านี้พบว่าสาร BPA จะเป็นตัวสกัดกั้นการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกาย และล่าสุดได้มีงานวิจัยใหม่ พบว่า สาร BPA มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคอ้วน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด และส่งผลให้มีปัญหาด้านการสืบพันธุ์ และที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือเด็กเล็ก ๆ ที่ระบบการขับสารพิษของร่างกายยังไม่ดีพอ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันลูกน้อยจากสารพิษ และปกป้องครอบครัวของเราจาก BPA อ่านข้อมูลเรื่องน่ารู้กัน

1.ให้ลูกกินนมแม่ อย่างน้อย 12เดือน นอกจากลูกจะได้รับสารอาหารต่าง ๆ แล้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากสาร BPA ขณะเดียวกันคุณแม่เองก็ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมอีกด้วย

2.สังเกตตัวเลขบนฉลาก โดยเฉพาะตัวเลขที่อยู่บนฉลากขวดพลาสติก เนื่องจากขวดนมหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีการรีไซเคิลใหม่ จะมีเลขที่กำกับเอาไว้ 3หรือ 7หลัก และจะมีตัวอักษร PC ติดอยู่บนฉลากด้วย ซึ่งก็อาจมีสาร BPA อยู่ด้วยเช่นกัน

3.จุดหลอมเหลว หรือคุณสมบัติของการทนความร้อน ใช่ว่าพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีจะไม่มีสาร BPA นะคะ เพราะยิ่งของเหลวมีความร้อนมากขึ้น เท่าไร ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มระดับสาร BPA ในภาชนะพลาสติกมากขึ้นเท่านั้น จึงไม่ควรอุ่นอาหารที่บรรจุในภาชนะพลาสติกด้วยไมโครเวฟนะคะ

4.ใช้แก้วแทนพลาสติก โดยเฉพาะเมื่อต้องอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ การใช้แก้วหรือสแตนเลส ย่อมปลอดภัยกว่าพลาสติกแน่นอน

5.หลีกเลี่ยงพลาสติกที่มีรอยร้าวหรือขุ่นมัว โดยเฉพาะภาชนะที่ใช้ใส่อาหารของเด็กทารก

6.อ่านฉลากทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และหากไม่แน่ใจก็ต้องสอบถามพนักงานขายในร้าน เพื่อหลีกเลี่ยงพลาสติกที่มีสาร BPA ปนเปื้อน ยิ่งใกล้ตัวยิ่งไม่ควรมองข้าม ทราบอย่างนี้แล้วอย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ

‘ลีซอ’ แบบอย่างนักกีฬาไม่สูบบุหรี่ก็เท่ห์ได้

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีฉบับนี้ เราได้พูดคุยกับหนึ่งในนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ชื่อดัง ธีรเทพ วิโนทัย หรือ ลีซอ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นศูนย์หน้าอยู่ในสังกัดสโมสรฟุตบอลแบงค็อก ยูไนเต็ด

‘ลีซอ’ แบบอย่างนักกีฬาไม่สูบบุหรี่ก็เท่ห์ได้  thaihealth

ลีซอ เล่าถึงประสบการณ์เรื่องบุหรี่ว่า สำหรับช่วงชีวิตของผู้ชายทุกคนล้วนต้องเคยผ่านวัยอยากรู้อยากลอง โดยในสมัยที่ตนศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาก็พบเห็นคนสูบบุหรี่ ขณะนั้นรู้สึกว่าคนที่สูบบุหรี่มีความมั่นใจ ดูเท่ห์ และรู้สึกอยากที่จะเป็นแบบนั้น แต่พอลองจริงๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ทำให้ไม่อยากสูบ ซึ่งอาจเป็นเพราะคนในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อก็ไม่ได้สูบบุหรี่เช่นกัน ท่านมักจะพูดคุยและให้ความรู้ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต ตลอดจนเรื่องสูบบุหรี่ว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไร และมันยังทำลายสุขภาพของเราอีกด้วย

ลีซอ บอกอีกว่า ในวงการนักกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลมีหลายคนที่แอบสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกฎข้อห้ามของทางสโมสร บางคนสูบมากจนส่งผลต่อศักยภาพของร่างกาย ซึ่งสำหรับตนมองว่า การเป็นนักกีฬาที่ดีจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ผนวกกับความพยายามเรียนรู้สร้างทักษะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นผู้เล่นที่ดีของทีม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน  โดยเคล็ดลับดูแลสุขภาพของตนก็มีหลักการง่ายๆ คือ ‘ออกกำลังกายให้บ่อย กินพอดี และนอนให้เพียงพอ’

“ไม่เพียงแต่เรื่องการสูบบุหรี่เท่านั้น การดื่มสุรา ตลอดจนเรื่องที่ทำลายสุขภาพเป็นสิ่งที่ตนไม่เคยอยากลอง แม้ว่าปัจจุบันตนจะอายุ 32 ปี ก็ยังคงมีร่างกายที่แข็งแรง เชื่อว่าสิ่งที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทองและชื่อเสียงคือ การมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งนี้ ตนยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งล่าสุดก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก “ชมรมนักฟุตบอลปลอดบุหรี่” โดยมี ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง เป็นประธานโครงการ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อปลุกกระแสในช่วงที่ฟุตบอลไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก การที่ชักชวนเหล่านักกีฬาเลิกบุหรี่นอกจากจะเพื่อตัวเขาเองแล้ว ยังสร้างแบบอย่างที่ดีให้สังคมได้ด้วยครับ” ลีซอ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

รอยย่นและรอยตีนกา

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

รอยย่นและรอยตีนกา thaihealth

แฟ้มภาพ

รอยย่นและรอยตีนกานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมเมื่ออายุสูงขึ้นรอยย่นจะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ผิวหนังชั้นนอกที่สัมผัสกับฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆนั้นเป็นส่วนที่เซลล์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด และเป็นส่วนที่ตายอยู่ทุกวัน และนั่นคือส่วนที่เป็นขี้ไคล ที่เราถูออกได้ทุกวัน ชั้นที่อยู่ต่ำลงไปจะสร้างเซลล์ขึ้นมาแทนที่ ต่ำจากชั้นผิวหนังเป็นชั้นไขมัน ถัดจากนั้นจึงเป็นพังผืด กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มกระดูก และกระดูก ในไขมันใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่มีเส้นประสาท หลอดเลือด ที่ส่งสารต่างๆมาเลี้ยงผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเต่งตึง มีน้ำมีนวล บนผิวหนังยังมีรูเหงื่อมากมาย เหงื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้อุณหภูมิกายคงที่ มีรูที่เส้นขนโผล่ขึ้นมา เส้นขนไวต่อการสัมผัสมากจึงช่วยป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ที่เข้ามาสัมผัสกับผิวหนัง เช่น ของมีคม เมื่อแตะถูกเส้นขนทำให้เรารู้สึกตัว หลบหลีกได้ทันการ ข้าง ๆ เส้นขนมีต่อมน้ำมันซึ่งสร้างน้ำมันชะโลมผิวหนังให้ชุ่มชื้น และทำลายเชื้อโรคบนผิวหนัง ผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนใบหน้า จึงมิใช่มีเพียงทำให้ใบหน้าแลดูสวยงามแจ่มใสเท่านั้น แต่การที่ผิวหนังเต่งตึง ยืดหยุ่นปราศจากรอยย่น ยังเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่ดีด้วย

ผิวหนังของใบหน้าที่ถูกลมแดดมากเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยย่นได้ง่าย ผู้ที่ขมวดคิ้ว มุมปากตก ตาละห้อย ย่อมทำให้เกิดรอยตีนกาต่างๆ ตามมุมปากมุมตา และศัตรูที่ร้ายที่สุด ที่ทำให้เกิดรอยย่นเห็นจะเป็นดินสีต่าง ๆ ที่สตรีนิยมพอกอยู่บนใบหน้า

สิ่งที่เกิดจากการพอกเครื่องสำอางที่หนาเกินไป ไม่ว่าครีมรองพื้นหรือแป้งชนิดต่าง ๆ คือ เครื่องสำอางที่มีอณูละเอียด จะไปอุดรูเหงื่อ รูขุมขนต่าง ๆ ทำให้เหงื่อระเหยออกไม่สะดวก อุณหภูมิของใบหน้าจะสูงขึ้น สิ่งสกปรกภายใต้ผิวหนังไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้ ไขมันที่รูขุมขนหลังออกมาไม่ได้ ผลก็คือ ผิวหน้าจะเป็นบ่อเกิดของสิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ เกิดการอักเสบเรื้อรังและติดเชื้อจนมีหนองใต้หัวสิว และถ้ายิ่งไปบีบเล่นเชื้อโรคจะกระจายไปทั่วใต้ผิวหนัง ชนิดที่ว่าเห่อเต็มใบหน้าทีเดียว การเกิดการอักเสบบนใบหน้าบ่อย ๆ และเรื้อรัง ทำให้ผิวหนังสูญเสียการยืดหยุ่นและเกิดพังผืดยึดติดกับไขมัน และพังผืดข้างใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าไม่เรียบ และเมื่อความยืดหยุ่น ความเต่งตึงเสียไป รอยย่นย่อมเกิดขึ้นเต็มหน้า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางเป็นประจำ จึงเป็นการทำลายผิวหน้านั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้แก่เกินวัย ในกรณีที่ต้องทำงานภายใต้ลมแดด วิธีป้องกันไม่ยากนัก ให้ใช้ผ้าปิดหน้า ใส่หมวก และใส่แว่นกันแดด ซึ่งชาวไร่ชาวนารู้จักวิธีใช้กันมาแต่ช้านานแล้ว

การชะลอรอยย่นบนใบหน้า ขั้นแรกจึงเป็นการรักษาใบหน้าให้สะอาดสะอ้าน การล้างหน้าถ้าหน้าไม่มันมากไม่ควรใช้สบู่ เพราะสบู่ จะทำลายสภาพความเป็นกรดของใบหน้า ชำระน้ำมันธรรมชาติให้หมดโดยสิ้นเชิง ขั้นที่สองคือ ให้ยิ้มแย้มอยู่เสมอ หลายท่านเข้าใจผิดว่าการยิ้มทำให้เกิดรอยย่นขึ้น ในทางตรงกันข้าม การยิ้มทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและผ่อนคลายสลับกันไป ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงชะลอรอยย่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขมวดคิ้ว ทำตัวเป็นคนเจ้าทุกข์ต่างหากที่ทำให้เกิดรอยย่นได้ง่าย เพราะกล้ามเนื้อหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลาย การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้ผิวหนังเหี่ยวแห้งได้

การชะลอรอยย่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแก่ให้ปรากฏขึ้นช้าลง จึงทำได้ง่ายโดยอาศัยหลักการเพียง 2 ข้อ คือ ทำให้ใบหน้าสะอาดโดยใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสโดยยิ้มบ่อย ๆ 
วันนี้คุณยิ้มหรือยัง ?

ยโสธร เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ร.9

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ยโสธร เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ร.9  thaihealth

แฟ้มภาพ

          จังหวัดยโสธร เชิญชวนร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมแนะมุ่งมั่นทำความดีเพื่อแผ่นดิน

          นายนิกร  สุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทั้งในจังหวัดยโสธร ร่วมแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2561 โดยยึดแนวปฏิบัติเดิมที่ได้ดำเนินการมาแล้วในปี 2560 เช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีทางศาสนาของศาสนาต่าง ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ในห้วงก่อนหรือหลังวันคล้ายวันสวรรคตโดยในส่วนของจังหวัดยโสธรจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และตักบาตรพระสงฆ์ ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดยโสธรนอกจากนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนสวมเสื้อสีเหลือง อย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 13 ตุลาคม 2561 ด้วย และเน้นย้ำให้คนไทยทุกคนรู้ รัก สามัคคี มุ่งมั่นทำความดี และน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริต่าง ๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืนในชีวิต และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติบ้านเมือง"

รู้ทันใจ – รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์ ‘อุ๊-ช่อผกา’

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihelth.or.th

ภาพประกอบโดย คุณชนาธิป

รู้ทันใจ - รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์  ‘อุ๊-ช่อผกา’ thaihealth

ถ้าพูดถึงพิธีกรหญิงระดับแนวหน้าของไทย แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “อุ๊” ช่อผกา วิริยานนท์ เรียกได้ว่าทั้งหน้าที่พิธีกร และผู้ประกาศข่าว เธอทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นพี่กล่าวถึงในวงการไม่น้อยเลยทีเดียว

ในช่วงหลังๆ ไม่ได้มีโอกาสเห็น อุ๊ –ช่อผกา ในฐานะของคนเบื้องหน้าสักเท่าไหร่นั้น ก็เพราะว่าเธอทำงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคม ภายใต้บริษัทเอยู คอมมิวนิเคชั่น และรับหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ รวมถึงรับงานพิธีกรโทรทัศน์อยู่บ้าง ล่าสุดเธอรับงานรณรงค์ของมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนเพื่อให้เด็กไทยได้กินนมแม่ และการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง  เลยชักชวนเธอมาพูดคุยในมุมมองการทำงาน และการดูแลตัวเอง

เจาะลึกลงไปด้านการขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์และรณรงค์เพื่อสังคม อุ๊-ช่อผกา เล่าให้ฟังว่า อยู่วงการสื่อมาค่อนข้างนาน และการทำงานด้านประชาสัมพันธ์เมื่อก่อนเคยมีลูกค้าให้เราดูแลถึง 15 ราย ส่วนมากเป็นงานสินค้าทั้งหมด และตัวเองไมได้มีความสุขกับงานเลย เพราะการทำงานสินค้าความสำเร็จเป็นความร่ำรวยของคนๆ หนึ่ง แต่เวลาที่ทำงานรณรงค์ความสำเร็จมันคือความก้าวหน้าของมนุษยชาติ สิ่งที่ย้อนกลับมามันไม่ใช่เงิน มันคือความสุขจาการร่วมขับเคลื่อนงาน จึงตัดสินใจรับเฉพาะงานประชาสัมพันธ์เพื่อสังคม โดยถือคติในการทำงานว่า ทำทุกอย่าง ทำเต็มที่ และจริงจัง แต่สำหรับเวลาพักผ่อนก็พักอย่างเต็มที่เช่นกัน

รู้ทันใจ - รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์  ‘อุ๊-ช่อผกา’ thaihealth

“เมื่อเราทำงานเยอะสิ่งสำคัญคือการดูแลกายด้วยการรากฐานความเข็มแข็งทางใจ เวลาที่เราทำงาน มักเป็นคนที่คิดว่าทำอะไรแล้วต้องเป็นเลิศ ต้องสำเร็จทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ เราก็จะเบียดเบียนร่างกายเพราะใจเรามาเกิน100% สิ่งที่ต้องทำในเรื่องของการดูแลกายคือ ตั้งสติดูแลใจเพื่อไม่ให้เบียดเบียนตัวเองมากเกินไป  สำหรับเรื่องกินจะไม่กินอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะ (Junk food) และขนมปัง จะชอบกินผักและผลไม้สด ด้านการออกกำลังกายเมื่อก่อนจะชอบวิ่ง แต่เจอปัญหากล้ามเนื้อข้อเท้าอักเสบเลยหยุดไป ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วจึงกลับมาวิ่ง เราจะอ้างไม่ได้ว่าเราติดงานจึงไม่ออกกำลังกาย เพราะมันเป็นเรื่องของวินัยที่ควรมี” ช่อผกา เล่าให้ฟังอย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้เธอยังแลกเปลี่ยนในเรื่องการดูแลสุขภาพใจให้ฟังต่อว่า ในช่วงที่งานหนักๆ ส่วนใหญ่จะเบียดเบียนการนอนของตนเอง ซึ่งตอนนี้เป็นโรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะ  ที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพออาการเหมือนหัวใจเต้นแร็พ ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้นอนอย่างเพียงพอและลดน้ำหนัก

โรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้เรารู้ว่าสุขภาพดีจะต้องมาจากการเตรียมร่างกาย เราโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มากว่า 15 ปี เราได้ทักษะเรื่องการฟังเสียงหัวใจและความรู้สึกตัวเอง ต้องตั้งสติเวลาที่งานเยอะ โดยเราทำงานเราจะใช้พลังในการทำงานมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว คือทุ่มให้กับงานโดยไม่คิดถึงร่างกายเลย แต่เมื่อร่างกายฟ้องเราต้องหยุดฟัง เราต้องถอยต้องผ่อนและตามดูอารมณ์ที่มันมากไป เช่น สนุกมากไป อยากมากไป และมุ่งมั่นมากไป และเมื่อต้องเจอกับความทุกข์ในขณะที่ทำงานนั้น เราจะมีทักษะที่ฝึกจนชำนาญคือการ กดปุ่มความทุกข์ โดยการให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ เป็นสภาวะของสมาธิที่แรงกล้า และแสดงความเป็นมืออาชีพในการทำงานออกมาได้ และเมื่อถึงเวลาจะต้องพักก็จะปิดสวิทช์ร่างกายเพื่อพักผ่อนทันที โดยพักกาย ใจ และทำสมาธิเพื่อทบทวนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ช่อผกา เล่าทิ้งท้าย

กายและใจนับว่าเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง เมื่อกายแข็งแรงก็ย่อมนำมาสู่จิตใจที่แข็งแรงด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่นับว่าสำคัญคือการฟังเสียงทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นให้ได้ ก็จะทำให้การใช้ชีวิตทุกวันของเรามีความสุข

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0 “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

สสส. – ภาคี ร่วมสร้างเด็กคุณธรรม 5.0 "ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์" ทางเลือกใหม่ Gen Z ลดเสพโซเชียลช่วงปิดเทอม

วันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ค่ายลูกเสือกรุงเทพวันวาน หนองจอก มีนบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิธรรมดี องค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการ “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” (THAILAND SUPER CAMP) ภายใต้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมายด์เซ็ท “คุณธรรมเด็กไทย 5.0” ด้วยการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา รับผิดชอบ หวังดึงเยาวชนออกจากหน้าจอช่วงปิดเทอม และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.  กล่าวว่า ค่ายไทยแลนด์ซุปเปอร์แคมป์ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ให้เยาวชนออกห่างจากหน้าจอ ผ่านกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อลดสถานการณ์เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หวังสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ของประเทศ ให้เป็นคนเก่งและคนดีมีคุณธรรม โดยเฉพาะคุณธรรม 5.0 ซึ่งประกอบด้วยวินัย พอเพียง สุจริต จิตอาสา และความรับผิดชอบ ซึ่งเยาวชน 120 คน จะได้รับการอบรมผ่านกิจกรรมที่ผสานเทคนิคการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เต็มไปด้วยความสนุกและสร้างสรรค์ พร้อมโจทย์ท้าทายให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติภารกิจเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม เป็นระยะเวลา 6 วัน ภายใต้แนวคิด “คุณธรรม 5.0” ส่งผลให้เกิดคนที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศในอนาคต และขยายผลไปจัดโครงการ “THAILAND SUPER SCHOOL” ในระดับภูมิภาคต่อไป

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า ค่าย “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” คือการมุ่งเน้นการพัฒนาอีคิวเพื่อสร้างมายด์เซ็ทคุณธรรม 5.0 เยาวชนมีโอกาสได้ผจญภัยไปกับความคิดของตัวเอง และทำกิจกรรมกลุ่มเรื่องรู้การเป็นผู้ให้ นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อาทิ กิจกรรมสร้างเมืองคุณธรรม ECO KIDS 5.0 ศิลปะเปลี่ยนโลก และปฏิทินความดี 21 วัน เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดการเรียนรู้ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม ผ่านหนังสือคู่มือคุณธรรม super book นอกจากนี้ทางโครงการฯ เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาจิตอาสาที่มีพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในโครงการ “THAILAND SUPER CAMP – Train The Trainer” ซึ่งจัดอบรมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ให้เป็นผู้ดูแลเยาวชนในค่ายพร้อมเรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์กิจกรรมการจัดค่าย “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” ซึ่งจัดขึ้นรุ่น ป.4-ป.6 วันที่ 8-13 ต.ค. 61 และ ม.1-ม.3 วันที่ 15-20 ต.ค 61 ติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊ก thailandsupercamp2018

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ด.ญ. ณัชทิพ ขุนหมื่น หรือน้องเคท จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมค่าย ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์ ซึ่งเป็นการอบรมในรูปแบบที่สนุกไม่น่าเบื่อ และยังได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม โดยเฉพาะเรื่องของวินัย เพราะหากรู้จักการสร้างวินัยในตัวเองแล้ว จะทำให้บริหารทั้งเวลาและกิจกรรมต่างในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ ซึ่งหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมสร้างนาฬิกาวินัย 5.0 “in time” แล้วทำให้มีเป้าหมายในการแบ่งเวลาที่ชัดเจน สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์นอกเหนือจากเล่นมือถือ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในการที่เข้ามาช่วยงานบ้านต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าและสนุกในทุกๆ วัน

ด.ช. ธนยศ สายมาลา หรือน้องพอล จากโรงเรียนอนุบาลผลประสาทวิทยา เล่าว่า นอกจากจะได้เพื่อนใหม่ในค่ายแล้ว ยังได้เรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมโดยการทำกิจกรรมกลุ่ม และสร้างผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ซึ่งทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะฐานกิจกรรม “สร้างเมืองคุณธรรม 5.0” ที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมในการวางแผนสร้างเมืองตามจินตนาการ ซึ่งจะมีวัสดุในการสร้างเมืองและเวลาที่จำกัด ทำให้ทุกคนในทีมต้องช่วยเหลือแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบและแชร์สิ่งที่ตนเองถนัดเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งนี้เองทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความสามารถที่แตกต่างของเพื่อนๆ แต่ละคนที่มีความถนัดไม่เหมือนกัน แต่พอได้ร่วมกันทำงานเป็นทีม ทำให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างดีและประสบความสำเร็จ