สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร

สารต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร

สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นจะต้องต่อสภาพทางด้านร่างกายยังไง

ของกิน” จัดได้ว่าเป็นเหตุหนึ่งที่สำคัญโดยมีหน้าที่สำหรับเพื่อการคุ้มครองการเกิดโรคต่างๆพวกนี้ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยจากงานค้นคว้าทางสถานพยาบาลและก็ระบาดวิทยา (เป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่เก็บข้อมูลที่ได้มาจากคนไม่ใช่น้อยเพื่อใส่ความสมาคมของต้นสายปลายเหตุที่ส่งผลต่อกัน ดังเช่น ต้นสายปลายเหตุเรื่องของกินกับการเกิดเบาหวาน ฯลฯได้รับรองว่า การบริโภคผัก ผลไม้ เมล็ดพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีแล้วก็พืชสมุนไพรต่างๆซึ่งเป็นแหล่งของกินสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ นั้นช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่เอ่ยถึงข้างต้นได้

สารต้านอนุมูลอิสระเป็นยังไง
ในทางเคมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) เป็นสารประกอบซึ่งสามารถคุ้มครองหรือชะลอการเกิดแนวทางการออกซิเดชั่น ขั้นตอนออกซิเดชั่นมีได้หลายต้นแบบ ได้แก่ ขั้นตอนออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กเปลี่ยนเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลกลายเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชกลิ่นหืน หรือกรรมวิธีออกซิเดชั่นที่เกิดภายในร่างกาย อย่างเช่น การเสื่อมสภาพโปรตีนแล้วก็ไขมันจากของกินที่รับประทานเข้าไป มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศ การหายใจ ควันของบุหรี่ รังสียูวีล้วนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นภายในร่างกายของพวกเราซึ่งสร้างความย่ำแย่ต่อสภาพร่างกายได้ ในความจริงไม่มีสารประกอบสารใดสารหนึ่งสามารถคุ้มครองป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมดทั้งปวง แต่ละกลไกบางทีอาจจำเป็นต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่ต่างกันสำหรับการหยุดขั้นตอนออกซิเดชั่น ในอีกกรณีหนึ่งวิธีการออกซิเดชั่นเป็นวิธีการที่สำคัญต่อสภาพทางด้านร่างกาย ดังเช่นว่า พวกเราใช้ออกสิเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไปไปเผาผลาญของกินที่ร่างกายได้รับให้เป็นพลังงานในการปฏิบัติงานของเซลล์ต่างๆแต่ว่าก็ทำให้มีการเกิดอนุมูลอิสระสำเร็จพลอยได้ อนุมูลอิสระต่างๆที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ส่งผลให้เกิดความทรุดโทรมต่อโมเลกุลดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ดังเช่น เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับแอลดีแอล (LDL : low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นวัวเลสเตอรอคอยตัวต่ำทรามทำให้มีการเกิดออกสิไดซ์แอลดีแอล (oxidized LDL) ซึ่งมีหลักฐานรับรองว่าออกสิไดซ์แอลดีแอลเป็นสาเหตุของการเกิดสภาวะเส้นโลหิตแดงแข็งก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นโลหิตและก็เป็นต้นเหตุทำให้มีการเกิดโรคหัวใจ

อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเพราะเหตุว่ามีมูลเหตุจากออกสิเจน ก็เลยมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า reactive oxygen species (ROS) อนุมูลอิสระที่สำคัญ อาทิเช่น

ซูเปอร์ออกไซด์ ไอออนลบ (superoxide anion) O2-l
ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide); H2O2
ไฮรอคอยสิแรดดิ
เคิล (hydroxyl radical); lOH

หน้าที่ของสารต้านอนุมูลอิสระ

เพราะอะไรการที่สารต้านอนุมูลอิสระสามารถคุ้มครองป้องกันหรือกำจัดอนุมูลอิสระได้ก็เลยมีความหมาย มีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยจำนวนมากชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดการเสี่ยงต่อโรคหลายโรคโดยยิ่งไปกว่านั้นโรคเรื้อรังที่สมาคมกับของกิน ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (ได้แก่ อัลไซเมอร์ฯลฯ รวมถึงช่วยชะลอกรรมวิธีบางขั้นตอนที่ส่งผลให้เกิดความแก่โดยธรรมดาร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่จะมันจะประทุษร้าย แม้กระนั้นถ้าเกิดมีการสร้างอนุมูลอิสระเร็วหรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความย่ำแย่ต่อเซลล์และก็เยื่อได้ ซึ่งส่งผลเสียและเสี่ยงต่อการสูญเสียสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระลดความทรุดโทรมที่เกิดขึ้นจากอนุมูลอิสระได้ ๒ ทาง เป็น

๑. ลดการผลิตอนุมูลอิสระภายในร่างกาย

๒. ลดอันตรายที่เกิดขึ้นมาจากอนุมูลอิสระ

ถึงแม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถที่จะปรับแก้ความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นแล้วแม้กระนั้นสามารถชะลอให้ความเสื่อมโทรม กำเนิดช้าลงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเรื้อรังซึ่งได้ผลลัพธ์สะสมที่เกิดขึ้นจากเซลล์และก็เยื่อภายในร่างกายถูกทำอันตรายแล้วก็เสียหายเป็นปีๆ(ส่วนใหญ่ตรงเวลาหลายสิบปีมองเห็นได้จากการรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมาในคนแก่กลางคนหรือคนชรา ด้วยเหตุนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัยจะต้องได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้เพียงพอต่อสิ่งที่จำเป็นในทุกๆวัน เพื่อกำเนิดความสมดุลภายในร่างกายระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระดังเช่นอะไรบ้างแล้วก็มีในของกินชนิดใด
สารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแดนซ์ (antioxidants) อาทิเช่นวิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม อนุภาคบีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษ์เคมีต่างๆ(phytochemicals) ดังเช่นว่า สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol)จากชารวมทั้งสมุนไพรบางจำพวก ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลืองฯลฯ เพื่อร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอกับความอยากได้ พวกเราควรจะรับประทานผลไม้และก็รับประทานผักสีแก่เสมอๆโดยล้างให้สะอาดทุกคราวนอกเหนือจากการที่จะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังจะได้รับใยอาหารด้วยร่างกายของพวกเราต้องได้รับใยอาหารเหมือนกัน เนื่องด้วยใยอาหาร ช่วยสำหรับในการถ่าย ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ช่วยปกป้อง ท้องผูก ช่วยนำวัวเลสเตอรอคอยผุดผ่องจากร่างกาย รีบการนำพิษที่อาจจะส่งผลให้เป็นโรคมะเร็งบางจำพวกออกมาจากร่างกายเร็วขึ้น ในที่สุดนักเขียนขอเสนอแนะข้อพึงกระทำการกินของกินเพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงของชาวไทยดังต่อไปนี้

ข้อบังคับการกินของกินเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของชาวไทย

๑. รับประทานผัก ผลไม้ ถั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วเหลือง ดังเช่นว่า (เต้าหู้หลอดเต้าหู้แผ่นแล้วก็เมล็ดพืชบ่อยๆ

๒. ลดการกินไขมัน อย่าให้เกิน ปริมาณร้อยละ ๓๐ ของพลังงานที่ได้รับต่อวันลดไขมันจากสัตว์ เลี่ยงของกินดัดแปลงที่มีกรดไขมันกรุ๊ปรานส์แฟตตีแอซิด(trans fatty acid) ตัวอย่างเช่น มาร์การีน เนยขาว โดนัต มันฝรั่งทอด เลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงคนเดียว (monounsaturated fatty acid) สูงดังเช่น น้ำมันที่สกัดจากรำข้าว น้ำมันงา น้ำมันที่สกัดจากมะกอก

๓. ทานอาหารให้มากมาย รับประทานปลา ถั่วเม็ดแห้ง เต้าหู้ ลดจำนวนเนื้อแดงที่บริโภคลง

๔. ลดของกินที่มีวัวเลสเตอคอยสูง ไม่สมควรรับประทานเกินวันละ ๓๐๐ มก.

๕. เพิ่มการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ตัวอย่างเช่น ข้าว เมล็ดพืช มันฝรั่ง

๖. ลดของกินเค็ม กินน้ำสะอาดวันละ ๑-๒ ลิตร

๗. ดื่มนมพร่องไขมัน

๘. รักษาน้ำหนักตัวให้สมควร

๙. ไม่สมควรงดเว้นของกินมื้อใดมื้อหนึ่ง

๑๐. งดเว้นดูดบุหรี่และก็ลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ดังเช่น เหล้าเบียร์สด เหล้าองุ่น

อย่าลืม บริหารร่างกายแต่ละวันโดยไม่หักโหม

Credit: doctor.or.th

 

  • สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร
    ในทางเคมี สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น กระบวนการออกซิเดชั่นมีได้หลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่นที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วยทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเราซึ่งสร้างความเสียหายต่อร่างกายได้ ในความเป็นจริงไม่มีสารประกอบสารใดสารหนึ่งสามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น
  • บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
    ทำไมการที่สารต้านอนุมูลอิสระสามารถป้องกันหรือกำจัดอนุมูลอิสระได้จึงมีความสำคัย มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็ว หรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทันอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น จะสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระลดความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้ ๒ ทาง คือ

                  1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

  • แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ
    วิตามินซี – ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บร็อกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว
    วิตามินอี – น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี
    ซีลีเนียม – อาหารทะเล* ปลาทูน่า เนื้อสัตว์และตับ บะหมี่ ไก่ ปลา ขนมปังโฮลวีต
    วิตามินเอ – ตับหมู ตับไก่ ไข่โดยเฉพาะไข่แดง* น้ำนม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีมสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ
    แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน) – ผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกว้างตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระจะไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่มีความสามารถชะลอให้ความเสียหายเกิดช้าลงได้ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังซึ่งเป็นผลสะสมที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายที่ถูก
ทำอันตรายและเสียหายเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้จากการรวบรวมความชุกของโรคว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น บุคคลทุกเพศทุกวัยจึงควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มี ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากมาย อย่างเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลทับทิมถึง 12 เท่า ทำให้เราสามารถได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่แสนจะดีต่อร่างกายได้อย่างเพียงพอค่ะ อย่าลืมติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีๆแบบนี้ได้ที่นี่ทุกวัน กับ “ข้าวหงษ์ทองไลฟ์ ข้าวอร่อยเพื่อสุขภาพ” ค่ะ 

 

Credit: ข้าวหงษ์ทอง

เพคติน (Pectin) ประโยชน์ และสรรพคุณเพคติน

เพคติน

เพคติน (Pectin) ประโยชน์ และสรรพคุณเพคติน

เพคติน (Pectin) เป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) เช่นเดียวกับแป้ง และเซลลูโลส ซึ่งพบทั่วไปในผนังเซลล์ของพืช ประกอบด้วยกรดกาแลคทูโรนิก (galacturonic acid) เป็นหลัก ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพันธะแอลฟา 1,4 ไกลโคซิดิก (α-1,4 glycosidic)

เพคติน มาจากภาษากรีก แปลว่า สารประสานหรือสารทำให้แข็งตัว (congeal or solidity) เพคตินเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ที่พบได้ทั่วไปในผนังเซลล์ของพืชที่ยังมีอายุน้อย ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างเซลล์ และยึดเหนี่ยวเซลล์พืชหลายเซลล์ให้เชื่อมติดกันในบริเวณชั้น middle lamella รวมถึงเป็นสับเตรตของเอนไซม์เพคติเนส และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อพาเรนไคมา (parenchyma tissue)

ราคาเพคตินในประเทศไทยค่อนข้างสูง ประมาณ 500 – 10,161 บาท/กิโลกรัม อาทิ เกรดสำหรับอุตสาหกรรม 500-1,000 บาท/กิโลกรัม และเกรดทางการแพทย์ 6,650-10,161 บาท/กิโลกรัม ขึ้นกับชนิดวัตถุดิบที่ผลิต และเกรดของเพคติน เนื่องจาก ไทยยังไม่มีโรงงานที่สามารถผลิตเพคตินเองได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเพคตินในทางการค้าส่วนใหญ่จะผลิตได้จากผลไม้ตระกูลส้ม และกากของเอปเปิ้ล [1]

ประวัติเพคติน
เพคติน ถูกค้นพบครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 และตั้งชื่อว่า เพคติน ในปี ค.ศ. 1825 โดย Braconnot เป็นสารที่ใช้ในกระบวนการทำให้เกิดเจล

โครงสร้างของเพคติน
เพคติน เป็นสารโมเลกุลใหญ่ มีองค์ประกอบหลักเป็นกรดกาแลคทูโรนิก (galacturonic acid) ที่เชื่อมผสานกันประมาณ 200 – 1000 หน่วย ด้วยพันธะแอลฟา 1,4 ไกลโคซิดิก (α-1,4 glycosidic) มีน้ำหนักโมเลกุล 30,000-300,000 ดาลตัน และอาจพบน้ำตาลกาแล็กโตส อะราบิโนส และแรมโนส ที่โซ่พันธะของเพคติน

กรดกาแลคทูโรนิกบางส่วนจะเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริไฟด์ด้วยหมู่เมทิลได้ ซึ่งเมทิลเลชั่นจะช่วยบ่งบอกคุณสมบัติของเพคตินได้ โดยพิจารณาได้จากค่า DM (degree of methylation) ที่แสดงถึงหมู่เมทอคซิลเฉลี่ยต่อปริมาณกรดกาแลคทูโรนิก 100 หน่วย

ชนิดของเพคติน
การแบ่งชนิดของเพคตินตามระดับเมทิลเลชั่น (degree of methylation : % DM) ได้ 2 ชนิด ได้แก่ [2] อ้างถึงใน Rolin (1993)
1. เพคตินที่มีเมทอคซิลสูง (high methoxyl pectin)
เพคตินที่มีเมทอคซิลสูง เป็นเพคตินที่มีระดับของเมทธิลเอสเทอริฟิเคชันหรือมีค่า DM มากกว่า 50 % มีคุณสมบัติทำให้เกิดเจลได้ดี และจับฟองอากาศได้ดี โดยเฉพาะในสภาวะที่มีน้ำตาล 55 – 65 % หรือมีค่า pH เท่ากับ 2.9 – 3.1 โดยสายเพคตินจะช่วยดึงน้ำออก จนเกิดการเพิ่มของประจุลบให้แก่เพคติน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพคตินชนิดนี้ ได้แก่ แยม และเยลลี่ ทั้งนี้ เพคตินชนิดนี้ แบ่งย่อยได้ 3 ชนิด ได้แก่
– ชนิดเซ็ตตัวเร็ว (rapid set) มีค่า DM 68-72%
– ชนิดเซ็ตตัวปานกลาง (rapid set) มีค่า DM 59-64%
– ชนิดเซ็ตตัวช้า (rapid set) มีค่า DM มากกว่า 50% แต่น้อยกว่า 59% ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะผลิตภัณฑ์มักมีของแข็งละลายเป็นองค์ประกอบสูงอยู่แล้ว

2. เพคตินที่มีเมทอคซิลต่ำ (low methoxyl pectin)
เพคตินที่มีเมทอคซิลต่ำ เป็นเพคตินที่มีระดับของเมทธิลเอสเทอริฟิเคชันหรือมีค่า DM น้อยกว่า 50% และผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมีค่า DM ในช่วง 25-40% และส่วนมากจะใช้ไม่เกิน 25% เพราะผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมีค่าเป็นกลาง เพคตินชนิดนี้ มีคุณสมบัติการเกิดเจลได้ดีตั้งแต่ระดับอุณหภูมิห้อง แต่ต้องเติมโลหะบางชนิดเข้าช่วย เช่น แคลเซียมไอออน (Ca2+) และต้องเติมในปริมาณที่เพียงพอจึงจะทำให้เพคตินเกิดเจลได้ เพคตินชนิดนี้ มีคุณสมบัติที่ดีอีกย่าง คือ ช่วยเพิ่มความนุ่ม และเนื้อสัมผัสที่ดีให้แก่อาหารที่ได้จากไอออนของแคลเซียม

ชนิดสารประกอบเพคติน
สารประกอบเพคตินที่ได้จากปฏิกิริยาเมทธิลเอสเทอริฟิเคชัน โดยหมู่เมธิล (Methyl Groups) ทำให้มีหมู่คาร์บอกซิล (Carboxyl Groups) ของกรดโพลีกาแลคทูโรนิคที่แตกต่างกัน ได้แก่
1. โปรโตเพคติน (Protopectin) หรือ เพคโตส (Pectose)
โปรโตเพคติน เป็นสารประกอบตั้งต้นหรือสารพื้นของเพคตินที่ไม่ละลายนํ้า ไม่สามารถเกิดเจลได้ เมื่อถูกย่อยด้วยเอนไซม์หรือถูกไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) จะเปลี่ยนเป็นเพคติน พบในเนื้อเยื่อในส่วนมิดเดิลลาเมลลา

2. กรดเพคตินิก (Pectinic Acid)
กรดเพคตินิก เป็นคอลลอยด์ในสารประกอบของ polygalacturonic acid ประกอบด้วยหมู่เมทธิลเอสเทอร์ สามารถเกิดเจลได้ เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีความเหมาะสม

3. เพคติน
เพคติน เป็นสารที่ละลายนํ้าได้ ปริมาณเมทธิลเอสเทอร์ และระดับกรดด่างที่เป็นกลางจะมีผลต่อการเกิดเจล

4. กรดเพคติก
กรดเพคติก เป็นคอลลอยด์ของ polygalacturonic acid ที่ไม่มีหมู่เมทธิลเอสเทอร์เป็นองค์ประกอบ โดยเกลือของกรดเพคติก เรียกว่า เพคเตท (Pectate)

คุณสมบัติของเพคติน
1. การละลาย
เพคติน เป็นสารมีขั้ว เมื่อสัมผัสน้ำจึงละลายได้ง่าย และหากมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะช่วยให้เพคตินละลายตัวได้ดีขึ้น และเมื่อละลายน้ำแล้วจะสามารถขยายหรือพองตัวเพิ่มปริมาตรขึ้น ทั้งนี้ เพคตินเป็นสารที่รวมตัวกับน้ำได้ปริมาณมาก นอกจากนั้น ยังละลายได้ดีในตัวทำละลายที่มีขั้วต่างๆ เช่น เฮกเซน และเอทานอล เป็นต้น หรือสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดด่างต่างๆ แต่ไม่ละลายในน้ำมัน

2. ความหนืด
เพคติน เมื่อละลายน้ำหรือละลายในตัวทำละลายแล้วจะเกิดการขยายตัวของพอลิเมอร์ทำให้เกิดความหนืดขึ้น ทั้งนี้ ความหนืดของเพคตินจะมีความแตกต่างกันตามชนิดหรือวัตถุดิบที่ผลิต ความเข้มข้น และปริมาณแคลเซียม รวมถึงความเป็นกรดด่าง

การไหลของเพคตินที่มีผลต่อความหนืด โดยสารละลายของเพคตินเจือจางจะมีรูปแบบการไหลแบบนิวโตเนียน (newtonian) คือ ค่าความหนืดที่คงที่จะไม่ขึ้นอยู่กับแรงเฉือน กล่าวคือ แม้จะเพิ่มแรงเฉือนมากขึ้น แต่ค่าความหนืดจะยังมีค่าคงที่ แต่หากเพิ่มระดับความเข้มข้นมากกว่า 1 % จะเปลี่ยนรูปแบบการไหลเป็นแบบโดพลาสติก (pseudoplastic) คือ เมื่อเพิ่มแรงเฉือนจะมีผลต่อค่าความหนืดที่ลดลง

การสกัดเพคติน
เพคตินที่สกัดได้จากเซลล์พืช ได้แก่ ผลของพืชตระกูลส้มทุกชนิด แอปเปิ้ล แครอท กล้วย และถั่ว เป็นต้น เพคตินที่สกัดได้ส่วนใหญ่เป็นเฮทเทอโรพอลิแซคคาไรด์ ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลอะราบิโนส น้ำตาลกาแลคโตส และกรดกาแลคทูโรนิก [4]

• ขั้นตอนการสกัดเพคตินจะเริ่มจากนำวัตถุดิบที่ล้างทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหรือกากผลไม้หรือพืชผักมาสกัดในตัวทำละลายในขั้นตอนเดียวหรือหลายขั้น ดังนี้
1. นำวัตถุดิบมาต้มสกัดในน้ำ ทำให้ได้สารละลายเพคติน จากนั้น
2. นำกากวัตถุดิบมาสกัดต่อด้วยตัวทำละลายในอุณหภูมิห้องหรือให้ความร้อนร่วม เช่น แอมโมเนียมออกซาเลต, EDTA และโซเดียม เฮกซะเมทาฟอสเฟต จนได้สารละลายเพคตินที่เรียกว่า Chelator Soluble Pectins จากนั้น
3. นำกากมาสกัดต่อด้วยโซเดียมคาร์บอเนต ที่ความเข้มข้น 0.05 โมล ที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ได้สารละลายเพคตินที่เรียกว่า Carbonate Soluble Pectins จากนั้น
4. นำกากที่เหลือมาสกัดเพคตินต่อด้วยโซเดียมคลอไรด์ หรือ กรดอะซิตริก ทำให้ได้สารละลายเพคตินที่เรียกว่า Pectins Bound by Oxidative Coupling
5. นำสารละลายเพคตินที่สกัดได้มาระเหยหรือแยกตัวทำละลายออก ทำให้ได้เพคตินในรูปผง

สารสกัดเพคตินที่สกัดได้จากพืชแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน และแตกต่างกันในตัวทำละลายเช่นกัน เช่น เพคตินที่สกัดได้จากเปลือกส้มโอ โดยใช้กรดซัลฟูริกเข้มข้น 1% จะมีลักษณะเป็นสารละลายสีดำ แต่หากสกัดด้วย EDTA ที่ความเข้มข้น 1% เช่นกัน และสกัดที่อุณหภูมิ 70 ºC นาน 30 นาที ก็จะได้เพคตินสีเหลืองอมส้ม [6]

ประโยชน์เพคติน

 

Credit: siamchemi.com

รู้ได้อย่างไร “ดื่มน้ำ” เพียงพอแล้วหรือยัง

รู้ได้อย่างไร “ดื่มน้ำ” เพียงพอแล้วหรือยัง

รู้ได้อย่างไร “ดื่มน้ำ” เพียงพอแล้วหรือยัง

พวกเราอยากได้ยินอยู่เป็นประจำว่าควรจะกินน้ำขั้นต่ำ 6-8 แก้วต่อวัน ซึ่งพอๆกับจำนวน 1.2 ลิตร หรือ 1,200 มล. ในช่วงเวลาที่จำนวนน้ำที่ควรจะบริโภคดังที่หมอชี้แนะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนั้นอยู่ที่ ลิตรต่อวัน หรือ 2,000 มล. แม้กระนั้นให้รวมทั้งน้ำที่มาจากของกิน หรือเครื่องดื่มต่างๆด้วย

ซึ่งก็กล่าวได้ว่า ชา แล้วก็กาแฟ ก็ถูกนับรวมเป็นน้ำที่ดื่มเข้าไปด้วย แม้ว่าจะมีคาเฟอีนอยู่ แม้กระนั้นก็จะถูกขับออกทางเยี่ยวอยู่ดี เหมือนกับน้ำผลไม้ และก็เครื่องดื่มน้ำอัดลมที่นับรวมด้วยเหมือนกัน แม้กระนั้นต้องระมัดระวังเรื่องจำนวนน้ำตาล และก็จำนวนแคลอรี่จากเครื่องดื่มกลุ่มนี้เป็นพิเศษ แม้ไม่ต้องการให้กำเนิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆตามมา

ดังนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดหรือบอกพวกเราได้ว่า กินน้ำในทุกๆวันพอเพียงแล้วหรือยังหมายถึงสีของฉี่” แม้กินน้ำในจำนวนที่พอเพียง สีของเยี่ยวจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ แม้กระนั้นถ้าเกิดฉี่เป็นสีเหลืองเข้ม ซึ่งพูดได้ว่า พวกเรากินน้ำไม่พอ

นอกเหนือจากนั้น อาการเหนื่อย ปวดหัว และไม่ค่อยมีสมาธิสำหรับเพื่อการดำเนินการ ก็เป็นสัญญาณเตือนด้วยเหมือนกันว่า ร่างกายอยู่ในสภาพการณ์ที่เริ่มขาดน้ำแล้ว ดังนั้นควรถ้าหากระบอกน้ำไว้ประจำตัวเสมอ เพื่อดื่มให้พอเพียงกับที่ร่างกายอยากได้

ในขณะที่การกินน้ำมากเกินความจำเป็นก็ต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกัน เพราะว่าอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะ น้ำเป็นพิษ ได้ ซึ่งจะก่อให้เกลือโซเดียมในเลือดน้อยกว่าระดับธรรมดา ทำให้มีน้ำส่วนเกินค้างอยู่ภายในร่างกายมากเกินกว่าที่ขับออกได้

 

Credit: sanook.com

6 เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ

6 เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ

6 เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพ

 

ผู้หญิงชายหนุ่มคนที่ทำงานภายในออฟฟิศคนจำนวนไม่น้อย ยามเช้ามาก็กาแฟหนึ่งแก้ว ตอนบ่ายง่วงนอนอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเบิ้ลอีกแก้ว หรือถ้าหากคืนนั้นจะต้องอยู่ทำล่วงเวลา หรือจัดเตรียมพรีเซนต์จนถึงดึกมาก อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแก้วลำดับที่สาม แถมยังขาดมิได้เลยวันใดวันหนึ่งอีกต่างหาก มั่นใจว่าทุกคนรู้ว่าการดื่มกาแฟมากจนเกินความจำเป็นสำเร็จเสียต่อสภาพทางด้านร่างกายนะคะทั้งยังนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วไม่ดีเหมือนปกติ หรือที่บางบุคคลกำเนิดอาการมือสั่น ใจสั่นแล้วยังส่งผลให้คนป่วยโรคหัวใจรวมทั้งความดันเลือดสูงมีลักษณะมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แต่ว่าหากคุณเป็นคอกาแฟตัวยงจริงๆไม่บางทีอาจเลี่ยงการดื่มกาแฟได้เลยSanook! Health มีแนวทางดื่มกาแฟยังไงให้ไม่สุขภาพย่ำแย่มาฝากกันจ้ะ

1.เลือกกาแฟที่มีคุณภาพสูง

บางบุคคลอาจจะไม่รู้ว่ากาแฟนับว่าเป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้ยากำจัดศัตรูพืชสำหรับเพื่อการเพาะปลูกเยอะที่สุดเลยนะคะ ดังนั้นพวกเราเลือกกาแฟประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะพวกที่เป็นออแกนิก แล้วล่ะก็ นอกเหนือจากพวกเราจะเลี่ยงสารตกค้างจากสารกำจัดแมลงได้แล้ว พวกเรายังได้โบนัสเป็นกลิ่นแล้วก็รสที่ดีมากกว่าอีกด้วย

2.เลือกเครื่องทำกาแฟประสิทธิภาพสูง

ถ้าเกิดน้ำร้อนจากการชงกาแฟไหลผ่านเครื่องทำกาแฟที่ทำมาจากพลาสติก อาจส่งผลให้สารเคมีจากพลาสติกไหลลงไปผสมในกาแฟได้ แล้วก็การรับสารเคมีจำพวกนี้มากมายจะก่อให้ระบบฮอร์โมนของคุณไม่ดีเหมือนปกติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวถ้าหากคุณเลือกเครื่องทำกาแฟแบบเอสเพรสโซ๋ที่มีคุณภาพสูง ผ่านการยืนยันความปลอดภัยเป็นระเบียบ คุณก็หมดกังวลประเด็นนี้ไปได้เลยจ้ะ

3.เลือกดื่มให้ถูกเวลา

ในช่วงเวลาที่ดื่มกาแฟควรที่จะทำการเลือกเป็นตอนก่อน 14.00 น. ถ้าหากดื่มข้างหลัง 14.00 น. อาจจะทำให้ร่างกายมีปัญหานอนไม่หลับ และก็บากบั่นเลือกกาแฟที่มีเบสเป็นเอสเพรสโซ่ อาทิเช่น อเมริกาโน่ ค้างปูชิโน่ หรือลาเต้ แทนกาแฟธรรมดา หรือแบบ 3-in-1 เนื่องจากจะมีจำนวนคาเฟอีนและก็น้ำตาลน้อยกว่า

4.เลือกดื่มพร้อมด้วยรับประทานอาหารที่ดี

คนอังกฤษเขายังมี Afternoon Tea พร้อมอาหารว่างน่าทาน มิได้มีเพียงแค่ด้วยเหตุว่างามเก๋หรอกนะ แม้กระนั้นมันเป็นประโยชน์ด้วย การดื่มกาแฟกับของกินที่มีโปรตีน ไขมัน และก็คาร์โบไฮเดรต ของกินหรือของกินเล่นเหล่านี้สามารถช่วยให้ร่างกายเบาๆรับคาเฟอีนช้าลง ทีละน้อยๆ แล้วก็นานขึ้นโดยที่พวกเราไม่ต้องอัดเข้าไปอีกหลายแก้ว ทราบแบบนี้แล้วครั้งหน้าทดลองจิบกาแฟไปพร้อมกับไข่สักฟอง คุ๊กกี้สักชิ้น หรือแซนวิชสักห่อก็ไม่เลวนะ

5.เลือกดื่มกาแฟก่อนบริหารร่างกาย

ถ้าเกิดต้องการบริหารร่างกายเพื่อทะลายไขมันละก็ ทดลองจิบกาแฟก่อนสักนิดหน่อยมองสิ นอกเหนือจากการที่จะช่วยสลายไขมันได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาไหม้พลังงานภายในร่างกายให้สูงมากขึ้นอีกด้วย

6.เลือกดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม หรืออื่นๆดีเยี่ยมที่สุด

หากคุณติดกาแฟมากมายจริงๆต้องการให้ทดลองดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาลครีมเทียม นม หรืออื่นๆแล้วดื่มในจำนวนน้อยเพียงพอ จิบช้าๆให้เพียงพอรู้สึกตื่น ด้วยเหตุว่าคนจำนวนมากมิได้ทานกาแฟแล้วจะอยากนอนวาวง่วงเหงาหาวนอน ไม่แจ่มใส หรือผู้ใดกันแน่ที่ติดคาเฟอีนอาจมีอาการมือสั่น วุ่นวายใจอารมณ์เสียได้ ทดลองดื่มเพียงแค่วันละแก้ว แล้วก็จิบช้าๆมองนะคะ

ถึงแม้ว่ากาแฟจะพอเพียงมีสาระอยู่บ้าง แม้กระนั้นพวกเราก็ต้องการเสนอแนะให้ดื่มน้อยไม่มีความสำคัญก็ไม่ต้องดื่มทุกวี่ทุกวัน ถ้าหากง่วงนอนก็แปลงมานอนให้เร็วขึ้น หรือหาผลไม้สดทานเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาแจ่มใสในช่วงเช้าจะดียิ่งกว่านะคะ

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :harpersbazaar.com

Credit: sanook.com

อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ

อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ

 

ไขมันพอกตับ เป็นภาวการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากกำลังพบเจอ เพราะเหตุว่าความประพฤติปฏิบัติการรับประทานอาหารที่ไม่ระวัง ตามใจปากดีเหลือเกิน จนถึงทำให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน อ้วนอ้วน ความดันเลือดสูง รวมทั้งเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับตามมา ซึ่งอาจจะก่อให้กำเนิดอาการตับอักเสบ หรือปรับปรุงเป็นโรคมะเร็งตับได้ในอนาคต น่าสยดสยองใช่เล่นนะ

อ่านต่อ >> พฤติกรรมเสี่ยง “ไขมันพอกตับ” ภัยเงียบที่กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป

 

หมอมักชี้แนะให้ลดหุ่น บริหารร่างกาย ลดการกินอาหารที่มีน้ำตาล แป้ง ไขมัน(ต่ำช้าสูง อย่างเช่น ของกินทอด ของกินปิ้งย่าง ของหวานในร้านขนมปังต่างๆแม้กระนั้นถ้าเกิดไอ้นู้นก็งดเว้น ไอ้นี่ก็งดเว้น แล้วพวกเราจำเป็นต้องทานอะไรเพื่อช่วยลดไขมันพอกตับล่ะมาดูกันเลย

ของกินลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อร่างกาย

ถ้าเกิดต้องการลดไขมันต่ำช้า ควรจะเอาไขมันดีเข้าสู้ เนื่องจากว่าไขมันดีจะช่วยลดการสังเคราะห์ไตรกลีเซอไรด์ในตับได้ ไขมันดีเจอได้ในของกินจำนวนมากดังเช่นว่า

1. ปลาสมุทรน้ำลึก อย่างที่ทุกคนทราบดีว่ามีอยู่ใน แซลมอน สำหรับปลาไทยสามารถทานปลาสวาย ปลาทู ปลาซาบะ ได้ แม้กระนั้นปลากลุ่มนี้ถ้าเกิดทานมากมายบางทีอาจได้รับไขมันอิ่มตัวสูงไปด้วย เพราะฉะนั้นควรจะทานปลาพวกนี้คู่กับผัก เพื่อช่วยจับไขมันส่วนเกินออกไปได้บ้าง และก็แนวทางทานปลากลุ่มนี้ไม่สมควรปรุงด้วยการทอด เพราะว่าจะมีผลให้โอเมก้า ที่จะเข้าไปช่วยลดไตรกลีเซอไรด์หายไป ควรที่จะใช้แนวทางต้ม นึ่ง หรืออบแทน

อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา
อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา

iStock

2. น้ำมันพืชประเภทต่างๆเป็นต้นว่า น้ำมันที่ทำจากมะกอก น้ำมันเม็ดฟักทองน้ำมันค้างโนลา น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากรำข้าว แม้กระนั้นแม้กระทั่งเป็นไขมันที่ดี ก็ไม่สมควรทานมากเกินความจำเป็นอยู่ดีนะคะ เนื่องจากว่าน้ำมันให้พลังงานสูงถ้าหากทานมากยิ่งกว่าที่พวกเราจะเผาผลาญหมด ก็มีสิทธิ์อ้วนได้เหมือนกัน

3. ถั่วจำพวกต่างๆตัวอย่างเช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เฮเซลนัท แมคคาเดภรรยา พิสตาชิโอ ข่าวดีเป็นการทานถั่ววันละ 30 กรัม (ราว กำมือคู่กับของกินที่เป็นประโยชน์อื่นๆจะช่วยลดความอ้วนได้มากกว่า เท่าของไม่ทานถั่วเลย

อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา
อาหารลดไขมันพอกตับ ยิ่งทานยิ่งดีต่อสุขภาพ เครื่องปั่นน้ำผลไม้แบบพกพา

iStock

4. ผัก ผลไม้ แล้วก็เมล็ดพืชที่มีใยอาหารสูง ตัวอย่างเช่น ข้าวซ้อมมือ (แทนข้าวขาวบล็อกวัวลี่ คะน้า ผักกาด ตำลึง ผักบุ้ง โอ้อวดดาโด แอปเปิ้ล ฝรั่งแตงโม ส้ม อื่นๆอีกมากมาย ถ้าต้องการทานขนมปัง ให้เลือกเป็นแบบโฮลวีท ที่มรัญพืชผสมด้วย

อ่านต่อ >> 6 อาหารไขมัน (ดี) ที่คุณต้องทาน

 

ดังนี้อย่าลืมว่าของกินทุกมื้อสำคัญ ทานให้ครบ มื้อ รวมทั้งครบ กลุ่มของกิน ย้ำผ้กผลไม้มากยิ่งกว่าคาร์โบไฮเดรต แล้วบริหารร่างกายให้ได้ขั้นต่ำ 3-4 วันต่ออาทิตย์ ทีละอย่างต่ำ 45 นาที – 1 ชั่วโมง เท่านี้คุณก็ไกลห่างจากการเสี่ยงสำหรับในการเป็นไขมันพอกตับแล้วล่ะจ้ะ

 

Credit: sanook.com

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่ วันแม่ปีนี้รักแม่ชวนแม่ดื่ม

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่ วันแม่ปีนี้รักแม่ชวนแม่ดื่ม

แก้วนี้เพื่อแม่สุดที่รัก วันแม่ปีนี้ชวนลูก ๆ ทำเครื่องดื่มสุขภาพแทนความห่วงใย มีให้เลือกทั้งเครื่องดื่มเย็นและเครื่องดื่มร้อน ประโยชน์แน่นทุกแก้ว เชื่อว่าแค่นี้คุณแม่ก็อิ่มอกอิ่มใจแล้ว

เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้ถึงวันแม่ แล้ว ใครที่ยังไม่ได้เตรียมของขวัญของฝากยังพอมีเวลานะคะ สำหรับใครที่ชอบเข้าครัวนอกจากทำอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว อยากให้ลองทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สักแก้วกันค่ะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่ เช่น สูตรน้ำสมุนไพร สูตรน้ำผลไม้ สูตรนมธัญพืช เป็นต้น เอาล่ะ… ลองซ้อมมือทำดื่มกันเลยเถอะ

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

1. น้ำอัญชัน

รู้ไหมว่าดอกอัญชัน ไม่ได้มีสรรพคุณทำให้ผมดกดำเท่านั้น แต่ยังเอามาทำน้ำสมุนไพรมากคุณค่าได้ด้วย ใครอยากทำน้ำอัญชันมาจดสูตรกัน ต้มดอกอัญชันสดกับน้ำจนเดือด เติมน้ำตาลเล็กน้อย ลองทำให้คุณแม่สักแก้วกันเถอะ

ส่วนผสม น้ำอัญชันสด

     • ดอกอัญชันสด

     • น้ำ 2 ถ้วยตวง

     • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (หรือตามชอบ)

     • น้ำแข็ง 1 แก้ว

วิธีทำน้ำอัญชันสด

     1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด

     2. นำดอกอัญชันไปต้มกับน้ำ ประมาณ 2-3 นาที จนน้ำเดือดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน เติมน้ำตาลทรายลงไปต้มจนละลายหมด ยกลงจากเตา กรองดอกอัญชันออก

     3. รอจนน้ำอัญชันเริ่มอุ่น ชิมรสตามชอบ เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำอัญชัน เครื่องดื่มสมุนไพรหวานชื่นใจจากดอกไม้ริมรั้ว

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

ภาพจาก mattersofthebelly.com

2. ชากุหลาบกระเจี๊ยบ (Hibiscus Rose Ice Tea)

แม้ชากุหลาบจะมีกลิ่นหอมแต่สีสันก็เหมือนชาทั่วไป เติมกระเจี๊ยบแดงเป็นสีแห่งความรักลงไปหน่อยดีไหม แถมยังมีสรรพคุณแก้ไอและลดไขมันด้วย ขอนำเสนอชากุหลาบกระเจี๊ยบ น้ำชาสีแดงสดรสชาติเปรี้ยว ๆ หน่อย เลยเติมน้ำผึ้งเพิ่มรสหวาน จะเสิร์ฟแบบร้อนหรือเติมน้ำแข็งก็ได้ค่ะ

ส่วนผสม ชากุหลาบกระเจี๊ยบ     • น้ำร้อน 1 ลิตร

     • ดอกกระเจี๊ยบแห้ง 1/4 ถ้วย หรือกระเจี๊ยบสำหรับชงดื่ม 3 ซอง

     • ชาดำสำหรับชงดื่ม 2 ซอง

     • น้ำผึ้ง 1/3 ถ้วย

     • น้ำชากุหลาบ 2 ช้อนชา (หรือใบชาดอกกุหลาบแช่น้ำร้อน)

วิธีทำชากุหลาบกระเจี๊ยบ     1. ใส่ดอกกระเจี๊ยบแห้งและซองชาดำลงในกาน้ำชา เติมน้ำร้อนลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นนำซองชาดำออกมา เติมน้ำผึ้งคนให้เข้ากัน

     2. เติมน้ำชากุหลาบลงไป นำไปแช่จนเย็น เทใส่แก้วเติมน้ำแข็ง หรืออาจใส่โซดาเพิ่ม แต่งด้วยเลมอน

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Hibiscus & Rose Ice Tea / mattersofthebelly.com

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

3. น้ำหล่อฮั้งก้วย

แม้น้ำหล่อฮั้งก้วยจะมีขายตามท้องตลาด แต่ส่วนใหญ่รสชาติหวานแสบคอคงไม่เหมาะที่จะให้คุณแม่ดื่ม ขอไปซื้อหล่อฮั้งก้วยมาต้มกับน้ำร้อนเองเลย เติมน้ำตาลน้อย ๆ อาจเพิ่มดอกเก๊กฮวยสักหน่อย ใส่น้ำแข็ง อูย… แก้วเดียวก็สดชื่น

ส่วนผสม น้ำหล่อฮั้งก้วย     • หล่อฮั้งก้วย 2 ลูก

     • น้ำเปล่า 1.5 ลิตร

     • ดอกเก๊กฮวยตากแห้ง 1 กำมือ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เพื่อเพิ่มความหอม)

     • น้ำตาลทราย (ตามชอบ)

วิธีทำน้ำหล่อฮั้งก้วย     1. ล้างผลหล่อฮั้งก้วยให้สะอาดแล้วบิให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำไปแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ 30 นาที

     2. นำหม้อที่แช่หล่อฮั้งก้วยไปต้มด้วยไฟอ่อนประมาณ 30 นาที (ใส่ดอกเก๊กฮวยตากแห้งลงไปในขั้นตอนนี้เพื่อเพิ่มเติมกลิ่นหอม) เติมน้ำตาลทรายลงไปตามชอบ พอครบเวลาปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็นเล็กน้อย

     3. นำไปกรองผ่านตะแกรงเอาเฉพาะน้ำ ตักใส่แก้ว เติมน้ำแข็ง (หรือดื่มแบบอุ่น ๆ ได้)

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำหล่อฮั้งก้วย เครื่องดื่มสมุนไพรจีนคลายร้อนไม่ทำลายสุขภาพ

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

4. น้ำหล่อฮั้งก้วยเก๊กฮวยร้อน

จากที่เคยทำน้ำหล่อฮั้งก้วยเพียว ๆ ลองใส่ดอกเก๊กฮวยเพิ่มกลิ่นหอมกันเถอะ พบกับน้ำหล่อฮั้งก้วยเก๊กฮวยร้อน สูตรใส่แห้วจีนเพิ่มความกรุบกรอบ ดื่มร้อน ๆ ฟินไปอีกแบบ

ส่วนผสม หล่อฮั้งก้วยเก๊กฮวยร้อน     • หล่อฮั้งก้วย 1 ลูก

     • น้ำเปล่า 1+1/2 ลิตร

     • ดอกเก๊กฮวยแห้ง 10 กรัม

     • แห้วจีนต้มสุก หั่นชิ้น 10-12 ลูก

วิธีทำหล่อฮั้งก้วยเก๊กฮวยร้อน     1. ล้างหล่อฮั้งก้วยให้สะอาด นำมาบุบพอแตก ฉีกเป็นชิ้น ๆ แล้วแช่ในน้ำเปล่าทิ้งไว้ 30 นาที

     2. ใส่ดอกเก๊กฮวยแห้งลงไปในน้ำหล่อฮั้งก้วย นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด ยกลง กรองเอาแต่น้ำ รินใส่แก้ว ใส่แห้วจีน จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สูตรเครื่องดื่มจากหล่อฮั้งก้วย สมุนไพรจีนรสหวานชื่นใจได้สุขภาพ

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

5. น้ำว่านหางจระเข้

บ้านใครปลูกว่านหางจระเข้ลองตัดมาทำเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่กันดีกว่า ขอนำเสนอน้ำว่านหางจระเข้ ใส่เนื้อว่านหางจระเข้เคี้ยวกรอบ ๆ ถ้าอยากเพิ่มกลิ่นหอมใส่ใบเตยไปต้มพร้อมกันเลยค่ะ แก้วเดียวคงไม่พอ

ส่วนผสม น้ำว่านหางจระเข้     • เนื้อว่านหางจระเข้ (หั่นเป็นชิ้น) 200 กรัม (ล้างให้สะอาดจนหมดเมือก)

     • น้ำเปล่า 3 ถ้วย

     • น้ำตาลทรายแดง 3/4 ถ้วย

     • น้ำแข็ง (เสิร์ฟ)

วิธีทำน้ำว่านหางจระเข้     1. นำเนื้อว่านหางจระเข้ไปต้มกับน้ำเปล่าด้วยไฟกลางประมาณ 15-20 นาที จนเนื้อว่านหางจระเข้สุก

     2. ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป คนพอน้ำตาลละลาย ปิดไฟ

     3. รินใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำว่านหางจระเข้ เครื่องดื่มสมุนไพรสุดเฮลธ์ตี้เคี้ยววุ้นเพลิน

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

6. น้ำว่านกาบหอย

ใครจะไปเชื่อว่าว่านกาบหอยที่ปลูกเป็นไม้ประดับสวย ๆ จะเอามาทำเครื่องดื่มสุขภาพแก้ร้อนในได้ด้วย ขอนำเสนอน้ำว่านกาบหอย สูตรจาก นิตยสาร Health & Cuisine จับว่านกาบหอยต้มกับน้ำเปล่า ใส่ใบเตยกลิ่นหอม ทำสักแก้วให้แม่กันเถอะ

ส่วนผสม น้ำว่านกาบหอย     • ใบว่านกาบหอย 15 ใบ

     • ใบเตย 2 ใบ

     • น้ำเปล่า 2+1/2 ถ้วย

     • น้ำตาลกรวด 50 กรัม

     • น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำว่านกาบหอย     1. เทน้ำใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง

     2. ระหว่างรอน้ำเดือด ให้ล้างใบว่านกาบหอยและใบเตยให้สะอาด หั่นตามขวางเป็นชิ้นเล็ก ๆ

     3. พอน้ำเดือดแล้วนำลงต้มในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที เติมน้ำตาลกรวดลงไปคนให้ละลาย รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงพักให้เย็น ตักใส่น้ำแข็งดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำว่านกาบหอย เครื่องดื่มแก้ร้อนในจากสมุนไพรไทย

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

7. น้ำใบย่านาง

อย่างที่รู้ว่าใบย่านางเป็นสมุนไพรบำรุงสุขภาพ สำหรับลูก ๆ ที่อยากทำน้ำใบย่านาง เครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่ เริ่มจากหั่นใบย่างนางต้มกับน้ำใบเตย จะใส่น้ำตาลหรือไม่ใส่ก็ได้ หรือใครจะใส่ใบบัวบกเพิ่มคุณค่าคูณสองก็จัดไปเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำใบย่านาง (สูตรไม่มีน้ำตาล)     • ใบย่านาง 50-100 กรัม (ตามความเข้มข้นที่ต้องการ)

     • ใบเตย 5 ใบ

     • น้ำ 3 ถ้วย

วิธีทำน้ำใบย่านาง (สูตรไม่มีน้ำตาล)     1. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนอุ่น เตรียมไว้

     2. หั่นใบย่านางเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำใบเตย ปั่นจนละเอียด จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำ ตักใส่แก้วพร้อมดื่ม หรือเทใส่ขวดแล้วนำไปแช่เย็นก่อนดื่ม

ส่วนผสม น้ำใบย่านาง (สูตรหวาน)     • ใบย่านาง 50-100 กรัม (ตามความเข้มข้นที่ต้องการ)

     • ใบเตย 5 ใบ

     • น้ำ 3 ถ้วย

     • น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือไซรัปตามชอบ


วิธีทำน้ำใบย่านาง (สูตรหวาน)

     1. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนอุ่น เตรียมไว้

     2. หั่นใบย่านางเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำใบเตย ปั่นจนละเอียด จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำ ตักใส่แก้ว เติมน้ำเชื่อมลงไป ชิมรสตามชอบ พร้อมดื่ม หรือเทใส่ขวดแล้วนำไปแช่เย็นก่อนดื่ม

ส่วนผสม น้ำใบย่านางผสมใบบัวบก     • ใบย่านาง 50-100 กรัม (ตามความเข้มข้นที่ต้องการ)

     • ใบบัวบก 1 กำ

     • ใบเตย 5 ใบ

     • น้ำ 3 ถ้วย

     • น้ำเชื่อมตามชอบ

วิธีทำน้ำใบย่านางผสมใบบัวบก     1. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนอุ่น เตรียมไว้

     2. หั่นใบย่านาง และใบบัวบกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำใบเตย ปั่นจนละเอียด จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำ ตักใส่แก้ว เติมน้ำเชื่อมลงไป ชิมรสตามชอบ พร้อมดื่ม หรือเทใส่ขวดแล้วนำไปแช่เย็นก่อนดื่ม

     หมายเหตุ : น้ำใบย่านางควรดื่มแบบสด ๆ ทำเสร็จแล้วควรดื่มในทันที เพราะถ้าทิ้งไว้นานจะเปรี้ยว และมีกลิ่นเหม็น สามารถเก็บในตู้เย็นไว้ได้ประมาณ 3 วัน

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพรฤทธิ์เย็น

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

8. น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน

อย่างที่หลายคนรู้ว่าน้ำกระเจี๊ยบดื่มไปนาน ๆ จะทำให้ไตเสื่อม จึงต้องมีพุทราจีนตากแห้งผสมลงไปเป็นตัวแก้และยังช่วยบำรุงไตไปพร้อมกัน สูตรนี้เติมน้ำตาลทรายให้มีรสหวานจะได้ดื่มง่ายขึ้น

ส่วนผสม น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน     • ดอกกระเจี๊ยบแดงแห้ง 1 กำมือ

     • พุทราจีน 1 กำมือ

     • น้ำ 1-1.5 ลิตร

     • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

     • เกลือป่น 1 ช้อนชา


วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน

     1. ล้างดอกกระเจี๊ยบแดงแห้งและพุทราจีนในน้ำสะอาด เอาเศษฝุ่นออก (อย่าแช่น้ำนานเพราะจะทำให้เสียรสชาติและคุณค่าทางอาหาร)

     2. ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่กระเจี๊ยบกับพุทราจีนลงไปต้ม เคี่ยวจนน้ำเริ่มเปลี่ยนสี เติมเกลือป่น และน้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้ละลาย (ชิมรสตามต้องการ) ยกลงกรองเอากากออก พักไว้จนเย็น เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็ง พร้อมดื่ม หรือเทเก็บใส่ขวดแช่เย็นเก็บไว้ดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน สองเพื่อนซี้คู่หูสมุนไพรคู่สุขภาพ

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

9. น้ำเสาวรส น้ำฟักข้าว น้ำหมากเม่า

จากผักผลไม้พื้นบ้านอย่างเสาวรส ฟักข้าวและหมากเม่าที่เคยกินสด ลองดัดแปลงเป็นเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่กันเถอะ ขอนำเสนอน้ำเสาวรส น้ำฟักข้าว และน้ำหมากเม่า สูตรจาก นิตยสารแม่บ้านเครื่องดื่มสีสันสดใส เพียบพร้อมด้วยคุณค่า ทำใส่ขวดแช่เย็นพร้อมเสิร์ฟวันแม่กันเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำเสาวรส     • เนื้อเสาวรส 500 กรัม

     • น้ำตาลทราย 200 กรัม

     • น้ำเปล่า 500 กรัม

     • เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำน้ำเสาวรส     1. ใส่เนื้อเสาวรสและน้ำเปล่าลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นจนละเอียด จากนั้นเทใส่หม้อ

     2. ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่น คนจนส่วนผสมเดือด ยกลงกรองผ่านกระชอน หรือผ้าขาวบาง นำเข้าตู้เย็น ก่อนดื่ม

ส่วนผสม น้ำหมากเม่า

     • ลูกหมากเม่าสุก 200 กรัม

     • น้ำเปล่า 1 ลิตร

     • น้ำตาลทราย 200 กรัม

     • เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชำ

วิธีทำน้ำหมากเม่า

     1. ใส่ลูกหมากเม่าสุกและน้ำเปล่า ลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นจนละเอียด เทใส่หม้อ

     2. ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่น คนจนส่วนผสมเดือด ยกลงกรองผ่านกระชอน หรือผ้าขาวบาง นำเข้าตู้เย็น ก่อนดื่ม

ส่วนผสม น้ำฟักข้าว

     • ลูกฟักข้าวสุก 1 กิโลกรัม

     • น้ำต้มสุก 1.5 ลิตร

     • น้ำตาลทราย 150 กรัม

     • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

     • เกลือป่นหยาบ 1 ช้อนชำ

วิธีทำน้ำฟักข้าว

     1. ผ่าครึ่งฟักข้าว ใช้ช้อนตักเมล็ดออก ใส่ลงในกระชอนตาห่าง ๆ ใช้ช้อนขูดจนเนื้อเยื่อสีแดง ๆ ออกจากเมล็ดจนหมด

     2. ใส่เนื้อเยื่อสีแดง ๆ ลงในน้ำต้มสุก คนให้เข้ากัน กรองด้วยกระชอนตาถี่ ๆ

     3. ใส่น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และเกลือป่น คนให้เข้ากัน ชิมรสเปรี้ยวหวานตามชอบ นำเข้าตู้เย็นก่อนดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำเสาวรส น้ำฟักข้าว น้ำหมากเม่า สูตรเครื่องดื่มจากผักผลไม้พื้นบ้าน

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

10. น้ำผึ้งมะนาวโซดา

สืบเนื่องจากคุณแม่ชอบดื่มน้ำผึ้งมะนาวเพราะเชื่อว่าช่วยในการขับถ่ายและยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย วันแม่ทั้งทีเลยอยากเติมโซดาเพิ่มความซาบซ่าสักครั้ง นี่เลยน้ำผึ้งมะนาวโซดา จับทุกอย่างผสมรวมกันแล้วเติมน้ำแข็ง ทำง่ายมาก ๆ บอกเลย

ส่วนผสม น้ำผึ้งมะนาวโซดา     • น้ำผึ้ง

     • น้ำมะนาว

     • โซดา (แช่เย็นจัด)

     • น้ำแข็ง

     • มะนาวฝานบาง ๆ (แต่งแก้ว)

     • ใบสะระแหน่ (แต่งแก้ว)

วิธีทำน้ำผึ้งมะนาวโซดา     1. ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวให้เข้ากัน

     2. เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง ตามด้วยโซดาแช่เย็น

     3. แต่งด้วยมะนาวฝานและใบสะระแหน่ พร้อมดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ น้ำผึ้งมะนาวโซดา สดชื่นถึงใจได้สุขภาพ

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

11. น้ำลูกฟิกส์เลมอน (Figs and Lemon Fizz)

เอาใจคุณแม่ที่ชอบกินลูกฟิกส์ (Figs) หรือมะเดื่อฝรั่งเป็นทุนเดิม ขอนำเสนอน้ำลูกฟิกส์เลมอน สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน ใส่น้ำลูกฟิกส์ผสมกับมะนาวและน้ำผึ้ง เติมโซดาไปหน่อย ชวนแม่ดื่มตอนเช้าได้คุณค่าและแก้ท้องผูกได้ด้วยค่ะ

ส่วนผสม น้ำลูกฟิกส์เลมอน     • น้ำลูกฟิกส์เข้มข้น 10 ช้อนโต๊ะ

     • วอดก้า 2 ออนซ์

     • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

     • น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย

     • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

     • โรสแมรีสด 1-2 ก้าน

     • น้ำโซดาแช่เย็นจัด

     • น้ำแข็ง

ส่วนผสม น้ำลูกฟิกส์เข้มข้น     • ลูกฟิกส์แห้ง 4-5 ลูก

     • น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วิธีทำน้ำลูกฟิกส์เข้มข้น     1. ต้มน้ำเปล่าให้เดือด เทใส่ลงในลูกฟิกส์ แช่จนนิ่ม

     2. นำไปปั่นให้ละเอียด

วิธีทำน้ำลูกฟิกส์เลมอน     1. ผสมน้ำลูกฟิกส์เข้มข้น วอดก้า น้ำมะนาว น้ำผึ้ง น้ำเปล่า และโรสแมรีสด คนให้เข้ากัน

     2. รินใส่แก้วที่มีน้ำแข็งให้ได้ประมาณ 3/4 ของแก้ว เติมน้ำโซดาจนเต็ม จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สูตรเครื่องดื่มจากมะเดื่อฝรั่ง ไฟเบอร์สูงแก้ท้องผูกได้สุขภาพ

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

12. สมูทตี้เบอร์รีเมล็ดเจีย (Chia Berry Smoothie)

วันแม่อยากทำเครื่องดื่มสุขภาพจากเมล็ดเจียสักแก้ว ถ้าลองจับมาใส่กับเบอร์รีก็ดูเข้าท่าดีนะคะ ขอนำเสนอสมูทตี้เบอร์รีเมล็ดเจีย สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน สูตรนี้ใส่น้ำทับทิมกลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว รับรองคุณแม่ดื่มหมดแก้วเลยค่ะ

ส่วนผสม สมูทตี้เบอร์รีเมล็ดเจีย     • เบอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วย

     • น้ำทับทิม 1/2 ถ้วย

     • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

     • เมล็ดเจีย 1/2 ช้อนโต๊ะ

     • เมล็ดเจีย (สำหรับแต่ง)

วิธีทำสมูทตี้เบอร์รีเมล็ดเจีย     1. ใส่เบอร์รีรวม น้ำทับทิม น้ำเปล่า และเมล็ดเจียลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้ละเอียด

     2. เทใส่แก้ว โรยเมล็ดเจีย จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Chia Berry Smoothie ผลไม้ปั่นผสมเมล็ดเจีย ดื่มหมดถ้าสดชื่น

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

ภาพจาก okiedokieartichokie.me

13. ชานมกุหลาบ (Rose Milk Tea)

สำหรับลูก ๆ ที่อยากทำเครื่องดื่มสุขภาพง่าย ๆ ขอนำเสนอชานมกุหลาบ จับน้ำชากุหลาบผสมกับนมสด เติมน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ดื่มอุ่น ๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

ส่วนผสม ชานมกุหลาบ     • ใบชาดอกกุหลาบ 2 ช้อนโต๊ะ

     • น้ำร้อน 1 ถ้วย

     • นมสด 1/2 ถ้วย

     • น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ (Agave Nectar) หรือน้ำเชื่อม

     • น้ำแข็ง (สำหรับเสิร์ฟแบบเย็น)

วิธีทำชานมกุหลาบ     1. ใส่ใบชาดอกกุหลาบลงในกาน้ำชา เติมน้ำร้อนลงไปแช่ประมาณ 5 นาที เทใส่แก้ว

     2. ต้มนมสดจนเดือดเป็นฟอง เทลงในแก้วชากุหลาบ เติมน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ลงไป คนให้เข้ากัน เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง หรือแบบร้อนก็ได้ ตามชอบ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Rose Milk Tea / okiedokieartichokie.me

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

ภาพจาก honestlyyum.com

14. ชานมกุหลาบเอิร์ลเกรย์ (Rose & Earl Grey Tea Latte)

ลำพังแค่กลิ่นชากุหลาบก็หอมแล้วนะ แต่ถ้าใส่ชาเอิร์ลเกรย์คงยิ่งหอมยกกำลังสอง พบกับชานมกุหลาบเอิร์ลเกรย์ ทีเด็ดคือ เติมน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบรสชาติหวานหอม แถมผสมนมสดเติมแคลเซียมกับร่างกาย

ส่วนผสม น้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ     • ใบชาดอกกุหลาบ 1/2 ถ้วย

     • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

     • น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

ส่วนผสม ชานมเอิร์ลเกรย์     • น้ำร้อน 1 ถ้วย

     • ใบชาเอิร์ลเกรย์ 2 ช้อนโต๊ะ

     • ใบชาดอกกุหลาบ 1 ช้อนโต๊ะ

     • นมสด 1 ถ้วย

     • น้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ 4 ช้อนชา

     • น้ำชากุหลาบ

     • ใบชาดอกกุหลาบ (สำหรับแต่ง)

วิธีทำชานมกุหลาบเอิร์ลเกรย์     1. ทำน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ โดยใส่น้ำตาลทรายกับน้ำเปล่าลงในหม้อ ใช้ไฟปานกลาง เคี่ยวจนน้ำตาลละลาย ปิดไฟ เติมใบชากุหลาบลงไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที กรองเอาแต่น้ำเชื่อม

     2. ทำชากุหลาบเอิร์ลเกรย์ โดยผสมใบชาเอิร์ลเกรย์กับใบชาดอกกุหลาบลงในแก้วทนความร้อน เติมน้ำร้อนลงไป แช่ไว้ประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วกรองเอาแต่น้ำชา

     3. คนผสมน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบกับนมสด นำไปต้มจนอุ่นหรือเดือดตามชอบ

     4. เทชาเอิร์ลเกรย์ใส่แก้วเสิร์ฟประมาณ 1/2 ส่วน เติมนมอุ่นจนเต็มแก้ว แต่งด้วยใบชาดอกกุหลาบ พร้อมดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Rose & Earl Grey Tea Latte / honestlyyum.com

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

15. นมอัญชัน

สืบเนื่องจากคุณแม่ชอบดื่มน้ำอัญชันแต่เนื่องจากดูธรรมดาไป เลยขอเติมนมสดลงไปผสมหน่อยดีกว่า แล้วตั้งชื่อว่า นมสดอัญชัน จะเติมนมข้นหวานหรือไม่เติมก็ได้ ชวนแม่ดื่มกันเถอะ

ส่วนผสม นมอัญชัน     • ดอกอัญชัน 1 ถ้วย

     • น้ำร้อน 1 ถ้วยตวง

     • นมสด 1/2 ถ้วยตวง

     • นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

     • น้ำแข็ง

วิธีทำนมอัญชัน     1. ต้มดอกอัญชันจนเดือดและน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ยกลงกรองเอาเฉพาะน้ำ

     2. ใส่นมสดและนมข้นหวานลงในน้ำอัญชัน คนให้เข้ากัน

     3. ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินนมอัญชันลงไป

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ นมอัญชัน เครื่องดื่มสุดคูลสีพาลเทลมุ้งมิ้ง

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

16. นมอัลมอนด์ลูกฟิกส์สมูทตี้

นมอัลมอนด์รสชาติจืดชืดไม่ค่อยถูกปากคุณแม่เท่าไร แต่เนื่องจากอุดมด้วยโปรตีนเลยอยากให้ดื่มเพื่อสุขภาพ เลยขอจัดการแปลงร่างเป็นนมอัลมอนด์ลูกฟิกส์สมูทตี้ สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน เติมความหวานจากลูกฟิกส์และน้ำผึ้ง ใส่กล้วยหอมให้เนื้อข้นขึ้น และใส่ผงโกโก้เพิ่มกลิ่น ขนาดลูกยังอยากดื่มเลยนะเนี่ย

ส่วนผสม นมอัลมอนด์ลูกฟิกส์สมูทตี้     • ฟิกส์แห้งหั่นชิ้น (นำเมล็ดออก) 1/4 ถ้วยตวง

     • กล้วยหอม (แช่แข็งหั่นชิ้น) 2 ลูก

     • ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ

     • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

     • เนยอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ

     • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

     • นมอัลมอนด์ 1 ถ้วยตวง

     • มะพร้าวขูดอบแห้ง 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำนมอัลมอนด์ลูกฟิกส์สมูทตี้     1. นำส่วนผสมทุกอย่าง (ยกเว้นมะพร้าวขูดอบแห้ง) ใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้ละเอียด

     2. รินใส่แก้ว โรยด้วยมะพร้าวขูดอบแห้ง จัดเสิร์ฟ

     หมายเหตุ : ทำเนยอัลมอนด์ โดยนำอัลมอนด์ที่อบแล้วใส่ในเครื่องปั่นของแห้ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จะเริ่มมีน้ำมันออกมา ให้ปั่นต่ออีก 2-3 นาที จะเริ่มเหลว สามารถนำมาใช้ได้เลย (เก็บรักษาด้วยการใส่กระปุก นำเข้าตู้เย็น)

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สูตรเครื่องดื่มจากถั่ว เพิ่มพลังงาน บำรุงสุขภาพเพิ่มแคลเซียม

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

17. เครื่องดื่มนมถั่วแดงสมูทตี้

เติมแคลเซียมให้คุณแม่ด้วยเครื่องดื่มนมถั่วแดงสมูทตี้ สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน จับถั่วแดงต้มผสมกับเผือกนึ่ง ใส่โยเกิร์ตไปหน่อย ที่ขาดไม่ได้เลยคือ นมสด ปั่นจนเนื้อเนียน

ส่วนผสม เครื่องดื่มนมถั่วแดงสมูทตี้      • ถั่วแดงต้มสุก 100 กรัม

     • เผือกนึ่งสุก (หั่นชิ้น) 100 กรัม

     • น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ

     • นมสด 1/2 ถ้วยตวง

     • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง

     • ถั่วแดงต้มสุก (สำหรับแต่ง)

วิธีทำเครื่องดื่มนมถั่วแดงสมูทตี้      1. นำส่วนผสมทุกอย่างใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นจนละเอียด

     2. รินใส่แก้ว แต่งด้วยถั่วแดง จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 3 สูตรเครื่องดื่มจากถั่ว เพิ่มพลังงาน บำรุงสุขภาพเพิ่มแคลเซียม

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

18. ชาเอิร์ลเกรย์น้ำผึ้งมะนาว

ถ้าชงแค่ชาเอิร์ลเกรย์สำหรับแม่คงดูไม่แนวเท่าไร วันแม่ทั้งทีลองเติมน้ำผึ้งกับมะนาวให้มีรสหวานอมเปรี้ยวหน่อยดีกว่า ขอนำเสนอชาเอิร์ลเกรย์น้ำผึ้งมะนาว สูตรจาก คุณ Rita_Bunny สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่แค่น้ำผึ้ง ไม่ต้องใส่น้ำตาลเหมือนในสูตรก็ได้ ที่สำคัญอย่าลืมบีบมะนาวนะคะ

ส่วนผสม ชาเอิร์ลเกรย์น้ำผึ้งมะนาว     • ชาเอิร์ลเกรย์ 1 ซอง

     • น้ำเปล่า 350 กรัม

     • น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

     • น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ

     • มะนาว 2-3 ซีก (ตามชอบ)

 วิธีทำชาเอิร์ลเกรย์น้ำผึ้งมะนาว     1. นำน้ำเปล่าเข้าไมโครเวฟใช้ไฟแรง 800 วัตต์ ประมาณ 5 นาที

     2. ใส่ซองชาลงไปเขย่า ๆ ในน้ำร้อน ความเข้มข้นตามชอบ

     3. ใส่น้ำตาลทราย เติมน้ำผึ้ง บีบน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน

     4. เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ หรือจิบร้อน ๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ชาเอิร์ลเกรย์น้ำผึ้งมะนาว เครื่องดื่มสุขภาพพร้อมรับอากาศเปลี่ยน

++++++++++++++

 

19 สูตรเครื่องดื่มสุขภาพสำหรับแม่

19. สมูทตี้มิกซ์เบอร์รีเมล็ดเจีย (Triple Berry Chia Smoothie)

สำหรับลูก ๆ ที่อยากทำเครื่องดื่มสมูทตี้เพื่อสุขภาพสำหรับแม่ ขอนำเสนอสมูทตี้มิกซ์เบอร์รีเมล็ดเจีย ใส่เบอร์รีหลากชนิดปั่นกับนมอัลมอนด์ กล้วยหอมและผักโขม สุดท้ายโรยเมล็ดเจีย

ส่วนผสม สมูทตี้มิกซ์เบอร์รีเมล็ดเจีย     • นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย (หรือนมสด)

     • แบล็กเบอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วย

     • บลูเบอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วย

     • ราสป์เบอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วย

     • กล้วยหอม 1/2 ลูก

     • ใบผักโขม 1 ถ้วย (หรือใบคะน้า)

     • เมล็ดเจีย 2 ช้อนชา

วิธีทำสมูทตี้มิกซ์เบอร์รีเมล็ดเจีย     1. นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ จากนั้นปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

     2. เทใส่แก้ว โรยเมล็ดเจีย พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Triple Berry Chia Smoothie / twopeasandtheirpod.com

วันแม่ปีนี้ใครอยากเซอร์ไพรส์คุณแม่ด้วยการทำเครื่องดื่มสุขภาพเชิญเลยนะคะ แต่ละสูตรไม่ยากเลยค่ะ รับรองคุณแม่ติดใจ ส่งยิ้มหวานให้ลูก ๆ แน่นอน เผลอ ๆ อยากดื่มวนไปทุกวันอีกด้วย

 

 

Credit: cooking.kapook.com

10 อาหารต้านริ้วรอย ช่วยให้หน้าอ่อนกว่าวัยจนใคร ๆ ต้องทัก

10 อาหารต้านริ้วรอย

10 อาหารต้านริ้วรอย ช่วยให้หน้าอ่อนกว่าวัยจนใคร ๆ ต้องทัก

  อาหารต้านริ้วรอย

เผย 10 สุดยอดอาหารช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย กินแล้ว

หน้าเด็ก

ลงจนใครเห็นเป็นต้องทัก

          เชื่อว่าไม่มีใครอยากมีหน้าที่ดูแก่ก่อนวัยแน่นอน ซึ่งบางครั้งปัจจัยต่าง ๆ อย่างเช่น แสงแดด มลภาวะในอากาศ ตัวเลขของอายุที่เพิ่มมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ส่งผลให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยและทำให้หน้าดูแก่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงทำได้เพียงแค่พอกหน้า ทาครีม และกินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อบำรุงและฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียนใสเหมือนเดิม แต่ลำพังจะให้ผู้ชายอย่างเรามานั่งพอกหน้าทาครีมทุกวันก็คงไม่ใช่ ถ้าเลือกได้ก็ขอกินอาหารที่มีประโยชน์แทนจะดีกว่า แล้วอะไรบ้างล่ะที่กินแล้วจะทำให้หน้าไม่เกิดริ้วรอยและกลับมาดูเด็กเหมือนเดิมได้ หากคิดไม่ออกก็มาดู 10 สุดยอดอาหารต้านริ้วรอยแห่งวัยที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาให้ดูกันวันนี้ได้เลย จะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

 

อาหารต้านริ้วรอย

ภาพจาก : Freepik.com

1. บลูเบอร์รี

          เป็นผลไม้ที่ช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยได้ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะในบลูเบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสื่อมของร่างกาย ช่วยลดอาการอักเสบ ชะลอความแก่ ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยและริ้วรอยบนใบหน้าดูลบเลือนลง นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงเซลล์สมอง ป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย ถือเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยคงความอ่อนวัยได้ดีเลยทีเดียว

อาหารต้านริ้วรอย

2. มะเขือเทศ

          ในมะเขือเทศจะมีสารที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังประกอบอยู่ เช่น ไลโคปีน เรตินอล และเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยสร้างคอลลาเจนและปกป้องไม่ให้เกิดการแตกสลายได้อีกด้วย จึงส่งผลให้ผิวดูสดชื่น เปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา ไม่คล้ำเสียง่าย ช่วยลดริ้วรอยลึกให้ดูตื้นขึ้นและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร เป็นอาหารที่หากินง่ายและมีประโยชน์ต่อผิวมาก ๆ แต่อย่ากินมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และตัวเหลืองได้

 

อาหารต้านริ้วรอย

3. มันฝรั่งหวาน – ฟักทอง – แครอท

          ในผักทั้ง 3 ชนิดนี้ จะมีสารเบต้าแคโรทีนประกอบอยู่ โดยสารนี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณและต้านอนุมูลอิสระได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลายได้ดีอีกด้วย ทำให้ผิวมีสุขภาพดี ดูสดใส และไม่มีริ้วรอยที่ทำให้ดูแก่ก่อนวัย แต่ไม่แนะนำให้กินในรูปแบบอาหารเสริม เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารเบต้าแคโรทีนที่มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ กินอาหารที่มาจากธรรมชาติจะดีที่สุด

อาหารต้านริ้วรอย

4. อะโวคาโด

          ผลไม้ยอดฮิตสำหรับคนที่ชอบดูแลผิวพรรณ เพราะข้างในผลของอะโวคาโดนั้นอัดแน่นไปด้วยวิตามินและสารที่ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ลดอาการอักเสบของผิวหนัง แผลเป็นและจุดด่างดำ โดยสารเหล่านี้จะสะสมอยู่ในรูปแบบของน้ำมัน ทำให้ซึมซับเข้าผิวได้ดีและเห็นผลไวมากเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ อีกทั้งยังช่วยต้านโรคมะเร็งและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย เป็นอาหารที่มากประโยชน์จริง ๆ

อาหารต้านริ้วรอย

5. บรอกโคลี

          ผักบรอกโคลี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน เส้นใยอาหารและสารอาหารชนิดอื่น ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เลือดในร่างกายบริสุทธิ์และไหลเวียนได้ดี ทำให้ผิวดูกระจ่างใสเปล่งปลั่ง ช่วยปกป้องและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมามีสุขภาพดี และลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า โดยสารอาหารเหล่านี้จะมีอยู่มากในบรอกโคลีที่ยังเป็นต้นอ่อนอยู่ ใช้ทำอะไรก็อร่อย มีติดบ้านไว้ไม่ผิดหวังแน่นอน

 

อาหารต้านริ้วรอย

ภาพจาก : Freepik.com

6. ปลาแซลมอนและปลาทูน่า

          กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่อัดแน่นอยู่ในปลา 2 ชนิดนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยให้ผิวในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดความหย่อยคล้อยและริ้วรอย อีกทั้งยังช่วยลดภาวะการอักเสบของผิว ช่วยให้รอยสิวและจุดด่างดำดูจางลง แถมยังช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อีกด้วย เป็นของโปรดของใครหลายคนอยู่แล้ว จัดไปอย่าให้เสีย

 

อาหารต้านริ้วรอย

7. แตงกวา

          เป็นผักที่มีน้ำและซิลิกาสูงมาก ซึ่งมีส่วนช่วยให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และช่วยต้านริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงกระดูกอ่อนอีกด้วย หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง สมเป็นผักคู่ใจของคนไทยจริง ๆ

อาหารต้านริ้วรอย

8. น้ำมันมะกอก

          ภายในน้ำมันมะกอกจะมี วิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผิวหนังชั้นกำพร้าที่หยาบกร้านชุ่มชื่นจากภายในได้ ทำให้ผิวสุขภาพดีมีความยืดหยุ่น อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นได้อีกด้วย เอาไปทำเป็นน้ำสลัดกินคู่กับผักต่าง ๆ ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ จะยิ่งทำให้เห็นผลมากขึ้น

อาหารต้านริ้วรอย

9. แตงโม

          มีไม่กี่คนที่รู้ว่าแตงโมมีประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง เพราะเห็นว่ากินง่ายและมีแต่น้ำ ซึ่งจริง ๆ แล้วในเนื้อของแตงโมจะมีวิตามิน A, B, C และไลโคปีนอยู่ ส่วนในเมล็ดจะมี วิตามิน E และสังกะสี ที่ช่วยบำรุงไม่ให้ผิวแห้ง และช่วยต่อต้านริ้วรอยได้ แนะนำให้กินในรูปแบบน้ำปั่น โดยการเอาเนื้อแตงโม เมล็ด และเนื้อที่ติดกับเปลือกมาปั่นรวมกัน เพราะทำให้กินง่ายและได้ประโยชน์จากทุกส่วนของแตงโม จัดว่าเป็นผลไม้ที่ดีเลยจริง ๆ

 

อาหารต้านริ้วรอย

10. แอปเปิลเขียว

          เหมือนจะมาชวนให้กินของแพง แต่ถ้ารู้ประโยชน์ของมันแล้วจะบอกว่ามันไม่แพงเลยจริง ๆ โดยแอปเปิลเขียวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดและหากกินทั้งเปลือกจะทำให้ได้รับสารโพลีฟีนอล ซึ่งมีส่วนช่วยในการปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากรังสี UVA และ UVB ในแสงแดดได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวไม่คล้ำเสียและลดการเกิดของริ้วรอยแห่งวัย ของดีแบบนี้ไม่กินไม่ได้แล้ว

           แต่ละอย่างมีประโยชน์และหากินได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ถ้าไม่อยากมีริ้วรอยที่ทำให้ดูแก่ก่อนวัยก็อย่าลืมกินอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้กันนะครับ รับรองว่าหน้าใสไร้ริ้วรอยเมื่อไหร่สาว ๆ ติดตรึมแน่นอน

ข้อมูลจาก : happydieter.net, rodalewellness.com

10 อาหารโฟเลตสูง ที่ดีต่อสุขภาพคนท้อง

10 อาหารโฟเลตสูง ที่ดีต่อสุขภาพคนท้อง

10 อาหารโฟเลตสูง ที่ดีต่อสุขภาพคนท้อง

 

อาหารโฟเลต ย้ำกันอีกครั้งสำหรับผู้หญิงที่เตรียมตัวจะตั้งครรภ์ รวมถึงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แล้ว การทานอาหารที่มีโฟเลตสูง รวมทั้งกรดโฟเลตที่มาในรูปของวิตามินนั้นยังคงสำคัญอยู่อย่างต่อเนื่อง วันนี้ผู้เขียนจะแนะนำให้รู้จักกับแหล่งอาหารที่อุดมด้วยโฟเลตสูง ที่อยากให้ผู้หญิงก่อนตั้งท้อง และคุณแม่ท้องได้หามาทานกันค่ะ

อาหารโฟเลต ทำไมจึงสำคัญกับการตั้งครรภ์

อาหารโฟเลต กรดโฟเลต (Folate acid) คือ กรดโฟลิก (Folic acid) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่พบในอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้หญิงก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ ควรเตรียมร่างกายด้วยการทานอาหารที่อุดมไปด้วยโฟลิกหรือโฟเลตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ สำหรับการทาน โฟลิกควรทานอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าการทานโฟลิกจะช่วยป้องกันและลดปัญหาความผิดปกติของระบบประสาทของทารกในครรภ์ นั่นคือ ภาวะไม่มีเนื้อสมอง ภาวะไขสันหลังไม่ปิด ที่มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายของแม่ขาดหรือไม่ได้รับโฟลิก อย่างเพียงพอ กรดโฟลิกมีความจำเป็นต่อการช่วยสร้างเซลล์สมองและช่วยพัฒนาการของเซลล์สมองของทารกในครรภ์1

 

อายุครรภ์ในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ ในระหว่างนี้พัฒนาการของสมองและระบบประสาทของทารกจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ โดยหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ ในคุณแม่ท้องที่ไม่ได้มีการเตรียมร่างกายก่อนตั้งครรภ์ด้วยการทานโฟลิก หากมาเริ่มทานกันในช่วงตั้งครรภ์ได้หลัง 1 เดือนไปอาจเป็นการเริ่มที่ช้าไปสักนิด และอาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางสุขภาพของทารกได้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบประสาท ดังนั้นหากตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่เคยเตรียมสุขภาพร่างกายก่อนท้องด้วยกรดโฟลิก ขอให้คุณแม่ทานตามหลังให้เร็วที่สุดหลังจากทราบว่าตั้งครรภ์ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบประสาทของลูก

 

Good to Know …กรดโฟลิกมีความสำคัญในการเจริญเติบโตและพัฒนาเซลล์ต่างๆ ของร่างกายของทารก โดยเฉพาะในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ที่ทารกกำลังสร้างร่างกายขึ้นมา โฟลิกจะช่วยป้องกันความผิดปกติของท่อระบบประสาท (Neural Tube Defect) ของทารในครรภ์

 

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโฟลิก ที่ผู้หญิงก่อนตั้งครรภ์ และคุณแม่ท้องยิ่งต้องทาน!

อาหารที่มีประโยชน์ที่อุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารต่างๆ มีความสำคัญกับคนท้องอย่างมาก  นั่นเพราะอาหารที่ทานเข้าไปนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายแม่ให้แข็งแรงแล้ว อาหารส่วนหนึ่งยังถูกส่งต่อไปเพื่อให้ทารกน้อยในครรภ์ใช้ในการพัฒนาสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตสมบูรณ์พร้อมไปจนกว่าจะครบ 9 เดือน ซึ่งอาหารธรรมชาติที่ได้จากพืชผักผลไม้ที่อุดมด้วยโฟเลต คุณแม่ท้องสามารถทานได้ไปตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถหามาทานกันได้ดังนี้

 

อาหารโฟเลต

 

อาหารโฟเลต 10 อย่าง ที่ดีต่อสุขภาพของคนท้อง 

  1. ถั่วเลนทิลต้ม ½ ถ้วย มีปริมาณโฟลิก = 180 ไมโครกรัม
  2. กระเจี๊ยบมอญต้ม ½ ถ้วย มีปริมาณโฟลิก = 134 ไมโครกรัม
  3. หน่อไม้ฝรั่งสุก 6 หน่อ มีปริมาณโฟลิก = 132 ไมโครกรัม
  4. ผักปวยเล้งสุก ½ ถ้วย มีปริมาณโฟลิก = 130 ไมโครกรัม
  5. ถั่วแดง ½ มีปริมาณโฟลิก = 114 ไมโครกรัม
  6. อะโวคาโดสดขนาดกลาง ½ ผล มีปริมาณโฟลิก = 80 ไมโครกรัม
  7. น้ำส้มคั้นสด 1 แก้ว มีปริมาณโฟลิก = 80 ไมโครกรัม
  8. ข้าวโพดนึ่งฝักใหญ่ 1 ฝัก มีปริมาณโฟลิก = 55 ไมโครกรัม
  9. บร็อกโคลี่สุก ½ ถ้วย มีปริมาณโฟลิก = 52 ไมโครกรัม
  10. สัปปะรดศรีราชา 100 กรัม มีปริมาณโฟลิก = 54 ไมโครกรัม

 

สำหรับตัวอย่างอาหารที่แนะนำให้ลองหามารับประทานกันแล้ว ก็ยังสามารถทานกรดโฟลิกที่เป็นในรูปแบบวิตามิน อย่างไรลองหามาทานกันด้วยนะ เพื่อจะได้ให้การตั้งครรภ์ของคุณแม่เป็นการตั้งครรภ์คุณภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ

 

 

Reference
1รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์. คู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอดสำหรับคุณแม่ยุคใหม่. หน้า 24.

10 ประโยชน์ของวิตามินบี 3

วิตามินบี 3 ดีอย่างไร

10 ประโยชน์ของ วิตามินบี 3

วิตามินบี 3 (ไนอะซินไนอะซินาไมด์, กรดนิโคตินิก, นิโคตินาไมด์) (Niacin)เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีหน่วยวัดเป็นมก. (มิลลิกรัม หรือ mg.) เป็นวิตามินที่มีความเสถียรภาพมากมาย ทนต่อความร้อนจากการทำอาหารและก็การรักษาโดยสูญเสียสมรรถนะน้อยมาก ร่างกายของพวกเรานั้นสามารถสร้างไนอะซินขึ้นเองได้โดยใช้กรดอะมิโนทริปโตเฟน สำหรับคนที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1วิตามินบี วิตามินบี จะไม่สามารถที่จะสร้างวิตามินบี จากทริปโตเฟนได้

นอกเหนือจากนั้นยังมีส่วนสำคัญสำหรับเพื่อการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน โพรเจสเทอโรน เทสโทสเตอโรน เหมือนกันกับคอร์ติโซน ไทรอกสิน รวมทั้งอินซูลิน มีความสำคัญต่อระบบประสาทรวมทั้งลักษณะการทำงานของสมองและก็สุขภาพ บุคลิกจะเปลี่ยนไปในทางที่ห่วยลงถ้าเกิดร่างกายคุณขาดไนอะซิน


แหล่งที่เจอวิตามินบี ตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน เนื้อขาวจากพวกสัตว์ปีก ตับ โฮลวีต จมูกข้าวสาลี ถั่วดิน อะโวคาโด อินทผาลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง ริเวอร์ยีสต์ ฯลฯ


ผลกระทบในทางร้ายของการกินเกินขนา อาจมีแนวโน้มเป็นโรคโรคเกาต์หรือมีลักษณะอาการปวดตามข้อได้ ถ้าหากภายในร่างกายคุณมีไนอะซิน มากจนเกินไปหรืออาจมีอาการร้อนวูบวาบ หน้าแดง คันเรียกตัวเมื่อกินเกินกว่า 100 มก.และก็อาจจะเป็นผลให้คนที่มีลัษณะทิศทางเป็นโรคโรคเบาหวานมีปัญหาต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด หรือทำให้ลักษณะของโรคโรคเบาหวานร้ายแรงขึ้นได้และก็อาจส่งผลให้ตับดำเนินการแตกต่างจากปกติได้ เนื่องจากว่าไนอะซินภายในร่างกายที่มีสูงมากเกินความจำเป็นจะมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลภายในร่างกาย


โรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินบี เช่น โรคเพลลากรา (Pellagra)ลักษณะของการมีอาการเป็นเป็นผื่นผิวหนังอักเสบร้ายแรง


คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากวิตามินบี 3

  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลแล้วก็ไตรกลีเซอไรด์
  • วิตามินบี มีความสำคัญต่อระบบประสาทรวมทั้งลักษณะการทำงานของสมอง
  • ช่วยสลายไขมันแล้วก็ช่วยทำให้ระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารดำเนินงานก้าวหน้าขึ้นทุเลาปัญหาต่างๆของระบบที่ทำการย่อยอาหาร
  • วิตามินบี ช่วยทำนุบำรุงผิวพรรณ
  • ทุเลาลักษณะของการปวดศีระษะจากไมเกรน
  • เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ลดระดับความดันเลือด
  • วิตามินบี ช่วยทุเลาอาการท้องเสีย
  • ลดอาการหน้ามืดหัวของโรคน้ำในหูแตกต่างกัน
  • ช่วยเพิ่มพลังงานที่ได้จากการสรุปรวมทั้งเผาผลาญของกิน
  • ช่วยรักษาอาการร้อนในแล้วก็กลิ่นปาก

ข้อเสนอแนะสำหรับการกินวิตามินบี 3

วิตามินบี ในลักษณะของอาหารเสริม โดยมากจะวางขายในรูปของไนอะซินอินสิทอเฮซานิวัวติเตียนเนต (IHN) และก็ไนอะซินาไมด์ โดยอยู่ในแบบที่เป็นแคปซูล เม็ด ผง มีขนาดตั้งแต่ 50-1,000 มก. (โดยในอาหารเสริมในลักษณะของวิตามินบีรวมแล้วก็วิตามินรวมที่มีคุณภาพชอบมีไนอะซินอยู่ด้วยราวๆ 50-500 มก. โดยคุณสามารถมองเหมาะข้างหลังฉลากของสินค้าอาหารเสริม)
จำนวนที่ชี้แนะให้ท่านกินต่อวันเป็น 13-19 มก.สำหรับวัยผู้ใหญ่ รวมทั้ง 20มก.สำหรับหญิงผู้เสียสละนมลูก
แม้กินวิตามินบี หรือไนอะซินแล้วพบว่ามีลักษณะอาการร้อนวูบวาบ ซึ่งเป็นอาการที่ประสบพบเห็นได้บ่อยมาก อย่าพึ่งสะดุ้ง ครู่หนึ่งราวครึ่งชั่วโมงอาการกลุ่มนี้ก็จะหายไปเอง ซึ่งการกินน้ำมากมายสามารถช่วยได้ เสนอแนะว่าควรจะหาไนอะซินแบบไม่ร้อนวูบวาบที่มีส่วนผสมของอินสิทอเฮซานิวัวตำหนิเนตมากิน อาการดังกล่าวข้างต้นก็จะไม่เกิดขึ้น
ไม่สมควรกินไนอะซินในขณะท้องว่างและไม่ควรจะกินพร้อมเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อคุ้มครองการเสียดท้อง
สำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องคอเลสเตอรอลสูง การกินไนอะซินเพิ่มสามารถช่วยไขปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ แม้กระนั้นดังนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมอประจำตัว
ผิวที่ไวต่อแดดบางทีอาจเป็นสัญญาณพื้นฐานว่าร่างกายคุณกำลังขาดไนอะซิน
ไม่สมควรให้สัตว์รับประทานไนอะซินโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมา เนื่องจากอาจมีอาการเหงื่อออก ร้อนวูบวาบเรียกตัว รวมทั้งสร้างความอึดอัดแก่สัตว์เลี้ยงได้โดยศัตรูของวิตามินบี เช่น แอลกอฮอล์ น้ำ ยานอนหลับ ฮอร์โมนเอสโตรเจนยาในกรุ๊ปซัลฟา

 

แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

Credit: medthai.com

รีวิว จากใจสาวเภสัช วิตามินซี ดียังไงนะ

วิตามินซีดีอย่างไร

รีวิว จากใจสาวเภสัช วิตามินซี ดียังไงนะ

 

สวัสดีแรงเพื่อนพ้องพันทิพ ภายหลังจากลังเลใจอยู่นาน จะเปิดฉากตั้งคำถามแรกของตน (จริงๆแอบส่อง แอบอ่านมาน้านนาน มิได้ตั้งเองซะคราวก็ถึงเวลาซักหน กับหัวข้อที่พวกเรารู้สึกว่ามีคุณประโยชน์ รวมทั้งได้ใช้ความสามารถของพวกเราเองให้คำปรึกษาเพื่อนพ้องโน่นเป็นการรีวิวเจ้า วิตามินซี” วิตามินสุดฮ็อตที่ถูกถามหาเยอะมากยามอากาศเปลี่ยนบ่อยมากอย่างงี้

อ๋อร่ายมาย่อหน้านึง ก็ลืมแนะนำตัวเองเนอะ ว่าพวกเราเป็นเภสัชกรที่ร้านขายยาแห่งหนึ่ง (ไม่ขอเอ่ยนามนะจ๊ะ ^^) ยืนร้านค้าตอนนี้ ก็จะมีคนมาไต่ถามถึงวิตามินซีกันเยอะแยะ เนื่องจากว่าปัจจุบันเว้นเสียแต่เรื่องยาแล้ว อาหารเสริมอย่างวิตามินเนี่ย ก็มีคนแวะเวียนมาถามเภสัชอย่างพวกเรากันเสมอๆ รวมทั้งส่วนตัวก็ลองหลายแบรนด์อยู่เช่นเดียวกัน


ไม่ล่าช้าร่ำรี้ร่ำไรละ พวกเรามาเข้าเนื้อหาวิตามินซีดารานำชายของวันนี้กันดีฝ่า

ขอเริ่มจากประโยชน์ที่ได้รับมาจากเจ้า วิตามินซี หรือ Ascorbic acid ซึ่งเป็นวิตามินที่เป็นประโยชน์อยู่มากมายมาย ที่เด่นก็ได้แก่

1.สามารถช่วยคุ้มครองปกป้องหวัดได้

ถ้าทานเป็นวิตามินซีประจำ จะช่วยลดช่วงเวลาและก็ความร้ายแรงของการเป็นหวัดแต่ละครั้งได้จ้ะ

**ขอชี้แจงเพิ่มนะคะ ในความหมายเป็น จะช่วยลดช่วงเวลาสำหรับในการเป็นหวัดต่อครั้ง รวมทั้งสามารถลดความร้ายแรงสำหรับการเป็นหวัดได้ด้วยจ้ะแม้กระนั้นก็ไม่ได้เรื่องว่า ผู้ที่เป็นหวัดอยู่เมื่อทานวิตามินซีแล้วจะหายจากหวัดนะคะ**

2.เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีคุณภาพสูง โดยอนุมูลอิสระสามารถเป็นต้นสายปลายเหตุกระตุ้นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดสีผิว

วิตามินซีก็เลยมีส่วนทำให้ผิวกระจ่างขาวสวยใสขึ้นด้วยนะคะ

3.ช่วยสำหรับในการสร้างคอลลาเจน

4.ช่วยปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมเยื่อภายในร่างกาย รวมทั้งทำให้แผลหายเร็วขึ้นจ้ะ

มาดูในเรื่องขนาดของวิตามินซีกันจ้ะ

โดยธรรมดาสุดแท้แต่ละคนต้องการวิตามินซีในจำนวนที่ต่างกันขึ้นกับสภาพการณ์ร่างกายของแต่ละคน รวมกับเพศแล้วก็วัยด้วย ซึ่งในสถานการณ์ธรรมดาร่างกายต้องการเพียงแต่วันละ 60 มก. แม้กระนั้นการกินในขนาดที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้น ก็เพราะเหตุว่าเพื่อหวังผลสำหรับในการรักษาหรือปกป้องโรค(บางทีอาจกินได้มากถึงวันละ 2000 มก.ถ้าเช่นนั้นขอสรุปกล้วยๆเลยละกัน วิตามินซีนั้นปกติเพศชายมีความต้องการมากยิ่งกว่าผู้หญิง (สำหรับหญิงท้องแล้วก็ให้นมลูกนั้น ก็ต้องการวิตามินซีมากยิ่งกว่าธรรมดา)

สำหรับปริศนาที่ว่าผู้เจ็บป่วยทานหลายครั้งได้มั้ย บอกเลยจ้ะว่าได้ เนื่องจากเพราะเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถที่จะสังเคราะห์เองได้ และก็ยังเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ก็จะก่อให้ไม่สะสมภายในร่างกาย โดยจะขับออกทางเยี่ยวแม้กระนั้นคนที่กินต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับไตด้วยนะคะ เนื่องจากสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตการกินวิตามินซีในขนาดที่สูงต่อวัน และก็ทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลให้ลักษณะโรคห่วยลงแล้วก็กำเนิดนิ่วในไตได้ค๊า

เนื่องจากว่า วิตามินซี หรือ Ascorbic acid เป็นสารที่มีความคงตัวต่ำ

(โน่นเป็นไวต่อแสงสว่าง ความร้อน อากาศ และก็ความเป็นกรดด่างแล้วก็เป็นสารที่มีสถานการณ์เป็นกรด ทำให้เคืองกระเพาะได้ เพราะเหตุว่าอย่างนี้เลยทำให้ลักษณะของวิตามินซีที่มีขายในตลาด โดยมากชอบทำในรูปของเกลือแอคอเบต(Ascorbate salt) อาทิเช่น เมื่อนำ Ascorbic acid รวมกับแคลเซียม ก็จะแปลงเป็น Calcium ascorbate หรือเมื่อรวมกับโซเดียม ก็จะแปลงเป็น Sodium ascorbate ฯลฯ ซึ่งมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการช่วยเพิ่มความคงตัว แล้วก็การดูซึมของวิตามินซี พร้อมด้วยยังลดสภาพการณ์ความเป็นกรดได้อีกด้วยจ้ะ

โดยธรรมดา องค์ประกอบของวิตามินซี ในลักษณะของสินค้าเสริมของกิน ชอบมีมากมายสูตร แต่ว่าหากถามหาสูตรที่มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติเยอะที่สุด ก็จะต้องเป็นสูตรที่มีสารสำคัญ ตัวนี้รวมอยู่ด้วย

1) Bioflavonoids : Citrus, Hesperidin, Rutin ฯลฯ โดยเป็นสารที่ช่วยเพิ่มการดูซึมวิตามินซีไปสู่ร่างกายแล้วก็ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นหลักการทำงานของวิตามินซี

2) Rosehips : เป็นสารสกัดจากผลดอกกุหลาบ ซึ่งมี สารต่างๆมากมายก่ายกองรวมถึงยังมีBioflavonoids ที่ช่วยเพิ่มการดูซึมวิตามินซีได้ดิบได้ดีขึ้น และก็นับว่าเป็นแหล่งของวิตามินซีตามธรรมชาติที่เยี่ยมที่สุดจ้ะ

ด้วยเหตุผลดังกล่าววันนี้เลยจะขอยกตัวอย่างเพื่อเปรียบวิตามินซี ที่อยู่ในแบบสินค้าเสริมของกินที่มีอยู่ในตลาด ว่ายี่ห้อใดมีส่วนประกอบสำคัญครบถ้วนบริบูรณ์จากที่กล่าวไว้ข้างต้น

 

Blackmores Bio C 1000 mg

วิตามินซี
วิตามินซี

Blackmores แบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพภายใต้วิถีธรรมชาติ ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี จาก ประเทศ Australia แบรนด์แรกๆ ที่เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยภายใต้ผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยาวนานกว่า 20 ปี

ส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะมาถามแบรนด์นี้เป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและการควบคุมการผลิตตามมาตรฐานวิธีการผลิตที่ดีระดับสากลมาอย่างยาวนาน ที่เรียกว่า มาตรฐาน GMP PIC/s ภายใต้การกำกับดูแลของ TGA ประเทศออสเตรเลีย และเป็นมาตรฐานการผลิตยาตามมาตรฐานยาของสหภาพยุโรป และยังมีมาตรฐานการผลิตที่มีมาตรฐานสูงตามข้อกำหนดของ Blackmores

ภายใต้มาตรฐาน GMP : Good Manufacturing Practice และ PIC/S

(PIC/S-Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme: ข้อกำหนดอนุสัญญาระหว่างประเทศ ด้านการตรวจประเมินยาแห่งสหภาพยุโรป) เมื่อใช้ทั้งมาตรฐานและข้อกำหนดร่วมกัน การดำเนินงานจะครอบคลุมกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิจารณาเลือกซื้อวัตถุดิบ จนถึงการจัดเก็บและส่งสินค้าสำเร็จรูปให้กับลูกค้า รวมทั้งยังให้ความสนใจในสภาวะแวดล้อมของการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนจากสภาวะแวดล้อมสู่ผลิตภัณฑ์ ) พร้อมทั้งยังการันตีด้วยการได้รับรางวัล Australia ‘s Most Trusted Brand in the Vitamins & Supplements category ติดต่อกันถึง 6 ปี (2009-2014)

คราวนี้มาดูที่ส่วนประกอบหลักกันบ้าง

Total Vitamin C    1000 mg

From Ascorbic acid    400 mg

Sodium Ascorbate    350 mg

equiv. to Ascorbic    acid 300 mg

Calcium Ascorbate     400 mg

equiv. to Ascorbic acid     300 mg

Rose hips extract equivalent dry fruit    250 mg

Bioflavonoids 25 mg

Rutin    50 mg

Hesperidin    50 mg

Acerola extract equivalent dry fruit    50 mg

จากส่วนประกอบข้างต้นจะเห็นว่า เป็นสูตรวิตามินซีที่มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด โดยมีทั้ง Bioflavonoids และ Rosehips และมี Acerola extract ซึ่งเป็นผลไม้ที่ให้ปริมาณวิตามินซีมากที่สุด เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น

คราวนี้มาดูที่ลักษณะภายนอกของเม็ดยากันบ้าง จะเห็นได้ว่าเม็ดยาเป็นชนิด Film coated ซึ่งการเคลือบด้วยฟิล์มนั้นมีประโยชน์ในการเพิ่มความทนทานให้กับเม็ดยา , เพิ่มความคงตัว โดยสามารถป้องกันเม็ดยาจากแสง ความชื้น และการเกิด oxidation บรรจุภัณฑ์ของ Blackmores จะเป็นขวดแก้วสีชา ซึ่งเหมาะสมกับการเก็บรักษายา หรือสารเคมี เนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของแก้ว ดังต่อไปนี้

1.มีความเป็นกลาง ไม่ทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภายใน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยสูงสุด

2.สามารถทนความร้อนสูง และเย็นจัดได้ และยังป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและไอน้ำได้ดี

3.มีความคงทนทางกายภาพและทางเคมี ยากแก่การกัดกร่อน

4.มีความคงทนต่อการเสื่อมสภาพ

5.ลดผลของแสงที่จะไปทำให้สารเคมีที่บรรจุด้านในเสื่อม

 

 

วิตามินซี
วิตามินซี

NAT C     1000 mg

MEGA เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่เริ่มเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยหลัง Blackmore ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ที่มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศไทย แต่ผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยระบบการควบคุมคุณภาพ
ภายใต้หลักเกณฑ์การผลิตมาตรฐานสากล Good Manufacturing Practice (GMP)
และยังได้รับรางวัล “อย. Quality Award ปี 2009

เรามาดูที่ส่วนประกอบหลักกันบ้าง
Total Vitamin C   1000 mg
From Ascorbic acid       400 mg
Sodium Ascorbate 350 mg equiv. to Ascorbic acid 300 mg
Calcium Ascorbate 400 mg equiv. to Ascorbic acid 300 mg
Rose hips extract 62.5 mg equivalent dry fruit     250 mg
Citrus Bioflavonoids        50 mg
Rutin            50 mg
Hesperidin        50 mg
Acerola extract 12.5 mg equivalent dry fruit       50 mg
จากส่วนประกอบและลักษณะภายนอกของเม็ดยาจะเห็นได้ว่า เป็นสูตรวิตามินซีที่มีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด
และลักษณะภายนอกของเม็ดยานั้น เป็นเม็ดยาชนิด Film coated
บรรจุภัณฑ์ของ MEGA จะเลือกใช้ขวดพลาสติกในการบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยคุณสมบัติของพลาสติกมีดังต่อไปนี้
1.มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก
2.ไอน้ำซึมผ่านได้น้อย แต่จะยอมให้ก๊าซซึมผ่านได้
3.ทนความเป็นกรดได้ปานกลาง

4.ไม่สามารถทนต่อความร้อนสูงหรือความเย็นจัดได้
** เมื่อเปรียบเทียบระหว่างภาชนะบรรจุที่ทำจากแก้ว และพลาสติก จะเห็นได้ว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกนั้นมีข้อเสียคือ อาจจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในเกิดความชื้นได้ง่าย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพได้  **

วิตามินซี
วิตามินซี

ACEROLA CHERRY 1000 mg

VISTRA แบรนด์ไทยน้องใหม่ที่กำลังเข้ามาตีตลาดอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย พร้อมทั้งราคาย่อมเยา และผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยระบบการควบคุมคุณภาพ
ภายใต้หลักเกณฑ์ การผลิตมาตรฐานตาม GMP ซึ่งมีการจ้างบริษัทในไทย 2 บริษัทในการผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ Vistra

VISTRA แบรนด์ไทยน้องใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในตลาดผลิตภันฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย พร้อมทั้งราคาย่อมเยา และผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยระบบการควบคุมคุณภาพ
ภายใต้หลักเกณฑ์การผลิตมาตรฐานสากล Good Manufacturing Practice (GMP)  ต่อไปเรามาดูที่ส่วนประกอบหลักกันบ้าง
ACEROLA CHERRY EXTRACT    1000 mg
Citrus Bioflavonoids        80 mg
Pomegranate          60 mg
Grape Seed extract     40 mg
Beta Carotene 10%     30 mg
Lycopene             30 mg
จากส่วนประกอบหลักข้างต้น จะเห็นได้ว่าสูตรของ VISTRA นั้นไม่เหมือนกับ สองแบรนด์แรก โดยจะมีสารสำคัญที่เป็นสารหลัก นั่นคือ Acerola cherry ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นในปริมาณที่เท่ากัน บางคนอาจจะยังงงๆ งั้นจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า ผล Acerola cherry 100 กรัม จะให้ปริมาณวิตามินซี 1000-4500 มิลลิกรัม , ฝรั่ง 100 g ต้องเท่ากับ 228 มิลลิกรัม ดังนั้นการที่มี Acerola cherry extract 1000 มิลลิกรัม ไม่ได้แปลว่าจะมีปริมาณวิตามินซี 1000 mg เพราะสารสกัด 1 กรัม จะเทียบเท่ากับผลประมาณ 4 กรัม ซึ่งจะมีวิตามินซีเพียง 40-180 มิลลิกรัมเท่านั้น และยังผลิตวิตามินซีที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเกลือแอสคอเบต ซึ่งจะทำให้มีผลเรื่องการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งอาจเสื่อมคุณภาพได้เร็วอีกด้วย
ต่อมาเรามาดูที่ลักษณะภายนอกของเม็ดยากันบ้าง เม็ดยาเป็นชนิด Film coated เช่นเดียวกันกับ Blackmores และ MEGA
ส่วนบรรจุภัณฑ์ของ Vistra ใช้เป็นขวดแก้วสีชา เช่นเดียวกับ Blackmores

นั่นหมายถึง ถ้าใส่ acerola cherry extract 1000 mg หรือ 1 g จะเทียบเท่ากับ acerola cherry dry fruit 4000 mg หรือ 4 g ซึ่งจะให้ปริมาณต่ำสุดที่ 40 mg of vitamin C
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับ spec of acerola cherry extract ว่าเขาใช้ที่มากกว่า 4% หรือไม่ แต่โดยรวมก็ต้องไม่เกิน 60 mg  of vitamin C/day ซึ่งก็เข้าตาม maximum of Thai RDI ที่กำหนดให้มีวิตามินซีในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่เกิน 60 mg ต่อวัน

วันนี้ก็ขอจบการนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีอยู่หลากหลายยี่ห้อมากๆ ซึ่งแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามเราควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย อย่าหวังพึ่งเพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น

 

Credit: pantip.com