อ้วนลงพุง ทำร่างกายปั่นป่วย

อ้วนลงพุง ทำร่างกายปั่นป่วย

อ้วนลงพุง ไม่ได้มีปัญหาแค่กับรูปร่างที่ทำให้มีส่วนเกินเท่านั้น เพราะการที่ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากเกินไป จนอยู่ในภาวะอ้วนลงพุง ยังส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะไขมันช่องท้องจะละลายเข้าสู่กระแสเลือด และไปสะสมที่อวัยวะต่างๆ จนเกิดโรคภัยต่างๆ ตามมา

 

 สมอง โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เพราะไขมันสะสมตามผนังเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี อาจทำให้เส้นเลือดสมองตีบ เสียชีวิตกะทันหันได้

 

 หัวใจ หัวใจวาย ไขมันสะสมในหลอดเลือด ทำให้หัวใจสูบฉีดแรงขึ้น หากรุนแรงมาก อาจทำให้หัวใจวายได้

 

 ปอด หยุดหายใจขณะหลับ ไขมันในช่องท้องที่มากขึ้น ทำให้ปอดขยายได้ไม่เต็มที่ หายใจลำบากกว่าปกติ หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้

 

 ตับ โรคเบาหวาน สาเหตุที่ผู้มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง มีเปอร์เซ็นต์ในการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนผอม เนื่องจากไขมันช่องท้อง ขัดขวางการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ ทำให้ตับทำงานหนักในการผลิตอินซูลิน ส่งให้น้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น

 

 ถุงน้ำดี นิ่ว ไขมันช่องท้องทำให้น้ำดีมีสภาพข้น และเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย

เครดิต:http://health.haijai.com/2469/

ลดน้ำหนักด้วยวิธี ดูกอง (Dukan Diet)

ลดน้ำหนักด้วยวิธี ดูกอง (Dukan Diet)

ดูกอง ไดเอท เป็นการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและรับประทานอาหารโปรตีนสูง มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน การทำแต่ละขั้นตอนก็ต้องไปคำนวณดูก่อน ว่าเราต้องทานขั้นตอนนั้นๆ เป็นระยะเวลาเท่าไร ที่สำคัญคือ ห้ามอดอาหารเด็ดขาด ดังนี้

 

 ขั้นตอนที่ 1 “Attack Phase” ทานโปรตีนล้วน 72 ชนิด ผักผลไม้ห้ามแตะ

 

 ขั้นตอนที่ 2 “Cruise Phase” ทานโปรตีนจากพืชอย่างต่อเนื่อง สามารถทานผักได้แค่วันเว้นวัน เช่น วันนี้ทานโปรตีนล้วน วันพรุ่งนี้จะต้องทานโปรตีน+ผัก เป็นต้น

 

 ขั้นตอนที่ 3 “The consolidation Phase” ทานอาหารได้ตามปกติ ร่วมกับขั้นตอนที่ 1 และ 2 แต่อย่าตามใจปากจนเพลิน เพราะโยโย่จะถามหา

 

 ขั้นตอนที่ 4 “Stabilization Phase” มาถึงช่วงนี้ได้ก็สุดยอดแล้ว เป็นช่วงน้ำหนักคงที่ สามารถกลับไปทานอาหารได้อย่างปกติ แต่ใน 1 สัปดาห์ ต้องมี 1 วัน ที่กลับไปทานโปรตีนล้วน

 

ข้อดี น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องนับแคลอรีอาหารให้ยุ่งยาก และไม่มีการอดอาหาร และสามารถทานมากเท่าไหร่ก็ได้ใน 2 สัปดาห์แรก

 

ข้อเสีย การลดน้ำหนักวิธีนี้ อาจมีผลทำให้มีกลิ่นปาก ปากแห้ง เหนื่อยง่าย มึน วิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้จากการงดคาร์โบไฮเดรต อาจขาดสารอาหารจากธัญพืช ผัก ผลไม้ ในขั้นตอนที่ต้องงด ทำให้มีปัญหาท้องผูกตามมา

เครดิต:http://health.haijai.com/2504/

ลดน้ำหนักด้วยวิธี เพลีโอ (Paleo Diet)

ลดน้ำหนักด้วยวิธี เพลีโอ (Paleo Diet)

วิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กินแบบมนุษย์ถ้ำ” เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่มีผู้สนใจค้นหาในกูเกิ้ลมากที่สุดในปี 2013 กลับไปเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ล่าเนื้อสัตว์และตกปลาหรือกินอาหารทะเลเป็นอาหาร ดำรงชีพด้วยอาหารเท่าที่หาได้ในยุคนั้น เช่น ไข่ วอลนัท เมล็ดพืช ผลไม้ ผัก สมุนไพร เหมือนกลับไปช่วงของบรรพบุรุษก่อนมีการพัฒนาการเกษตร ซึ่งผ่านมากว่าหมื่นปีแล้ว

 

ควรทาน ผัก ผลไม้ เนื้อ (ไขมันต่ำ) อาหารทะเล เมล็ดพืชพี่ไม่รวมธัญพืชและถั่วตลอดจนไขมันดีต่อสุขภาพ

 

ควรเลี่ยง นม ธัญพืชทุกชนิด อาหารแปรรูป น้ำตาล แอลกอฮอล์

 

ในปี 2008 ผลจากการสำรวจวิธีการลดน้ำหนักแบบเพลีโอ พบว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบใดๆ เหมือนการลดน้ำหนักด้วยวิธีการลดคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนลงไป นับว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาว และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย

 

ข้อดี ทำให้คุณกล้าที่จะรับประทานผักและผลไม้มากขึ้น ลดการรับประทานอาหารที่แคลอรีที่ปริมาณสูงๆ ได้ จึงทำให้น้ำหนักลดได้ดั่งใจ แถมไม่ต้องคอยนับแคลอรีในอาหารที่ทานด้วย

 

ข้อเสีย ปัจจุบันยังไม่ได้มีรายงานใดที่กล่าวถึงข้อเสียของการลดน้ำหนักด้วยวิธีมนุษย์ยุคหินนี้ เพียงแต่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์เท่าไรนัก ซึ่งปัจจุบันก็มีการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อ

เครดิต:http://health.haijai.com/2510/

ลดน้ำหนักด้วยวิธี แอทกิ้นส์ (Atkins Diet)

ลดน้ำหนักด้วยวิธี แอทกิ้นส์ (Atkins Diet)

มาถึงการอดอาหารด้วยวิธีนี้หลายคนอาจรู้จักเป็นอย่างดี บ้างก็อาจเคยลองวิธีนี้มาแล้ว คือ งดคาร์โบไฮเดรตและรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนสูง แต่วิธีนี้เป็นการงดทุกอย่างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตอย่างเคร่งครัด อาจจะดูทรมาน แต่น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็วทีเดียว

 

แอทกิ้นส์ อนุญาตให้ทานเนื้อสัตว์ ส่วนปริมาณไขมัน และคาร์โบไฮเดรตต้องต่ำสุดๆ รวมไปถึงไข่ ชีส อาหารทะเล ผักบางชนิด น้ำมัน ซึ่งผักจะให้ทานได้เฉพาะพริกไทย แตงกวา ผักกาดแก้ว

 

 ช่วงแรก ใช้เวลา 2 สัปดาห์ จำกัดการรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้ไม่เกิน 20 กรัม (ไม่ต่ำกว่า 18 กรัม และไม่มากกว่า 22 กรัม) ส่วนโปรตีนเนื้อสัตว์และไขมันสามารถทานได้ตามปกติ

 

 ช่วงที่ 2 สร้างความสมดุลโดยการเพิ่มแป้งและน้ำตาลเข้าไป 5 กรัม ลองมองหาถั่ว เมล็ดพืช ผลไม้ตระกลูเบอร์รี่ เมลอน โยเกิร์ต ชีส แตงกวา น้ำมะเขือเทศ เพื่อทำให้คาร์โบไฮเดรตเริ่มสมดุลกับร่างกายกันมากขึ้น

 

 ช่วงที่ 3 การลดน้ำหนักจะประสบความสำเร็จในช่วงนี้นี่แหล่ะ ช่วงนี้เปรียบเหมือนการปรับจูนร่างกาย โดยเพิ่มแป้งและน้ำตาลเข้าไปอีก 5-10 กรัม

 

 ช่วงที่ 4 ในที่สุดช่วงสุดท้ายก็มาถึงในบรรดาเมนูอาหารที่ทานมาทั้งหมด อย่าเพิ่งลืมหรือเมินมันไป ช่วงน้ทานอาหารตามใจปากได้บ้าง แต่ต้องพยายามควบคุมสิ่งที่ทำมาทั้งหมดนี้ไว้ หรือใครอยากจะทานตลอดไปก็ไม่ว่ากัน

 

ข้อดี น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาจทำให้คุณลด ละ เลิก คาร์โบไฮเดรตหรือแอลกอฮอล์ไปได้โดยปริยาย รวมถึงเนื้อแดง ชีส ครีม มายองเนส เนย ด้วย

 

ข้อเสีย วิธีลดน้ำหนักวิธีนี้อาจจะดูทรมานสำหรับหลายๆ คนไปหน่อย แถมยังทำให้มีกลิ่นปาก เหนื่อยง่าย หลับยาก วิงเวียน ศีรษะ เมื่อต้องตัดคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ออกไปมากมายขนาดนั้น นอกจากนี้อาจได้ของแถมจากไขมันอิ่มตัวที่มีผลทำให้เกิดโรคหัวใจ และการที่ทานเนื้อสัตว์มากเกินไป อาจมีผลต่อกระดูกและไตในระยะยาวด้วย

เครดิต:http://health.haijai.com/2511/

ลดน้ำหนักด้วยวิธี อัลคาไลน์ (Alkaline Diet)

ลดน้ำหนักด้วยวิธี อัลคาไลน์ (Alkaline Diet)

วิธีลดน้ำหนักในสไตล์เซเลบริตี้ ซึ่งรวมไปถึง กวินเน็ธ พัลโทรว์, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และ วิคตอเรีย แบคแฮม ก็ใช้วิธีนี้ลดน้ำหนักมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า อัลคาไลน์ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับอาหารที่เป็นด่างแน่นอน เนื่องจากยุคปัจจุบัน อาหารที่เราทานล้วนทำให้ร่างกายผลิตกรดออกมามากเกินไป ซึ่งกรดส่วนเกินนั่นแหล่ะที่จะกลายเป็นไขมันจนเป็นผลให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น แถมทำให้มีผลต่อโรคไขข้อ โรคกระดูกพรุน เมื่อยล้า อ่อนเพลียง่าย และสร้างปัญหาให้ตับและไตด้วย

 

ซึ่งกรดจะผลิตออกมาในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์, วีทและโฮลเกรน, น้ำตาลฟอกสี, ผลิตภัณฑ์นม, คาเฟอีน, แอลกอฮอล์ และรวมไปถึงอาหารแปรรูปต่างๆ ส่วนอาหารที่ลดกรดได้ดีต้องยกให้กับผักและผลไม้ การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ จึงเป็นการช่วยลดกรดในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลและเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ใช้หลักการ 80/20  คือ ทานผักและผลไม้ 80% และอีก 20% จะเป็นอาหารจำพวกเมล็ดพืชและโปรตีน ช่วยป้องกันนิ่วในไต และการติดเชื้อจากกระเพาะปัสสาวะ

 

ข้อดี วิธีนี้จะสุขภาพดีได้อย่างแท้จริง ต้องลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ลงด้วย การลดเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ เพิ่มการทานผักผลไม้ ให้มากขึ้นก็ทำให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ ชินกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

 

ข้อเสีย ร่างกายควบคุมความเป็นกรดมากจนเกินไป การงดผลิตภัณฑ์นม ชีส โยเกิร์ต ก็มีผลต่อริมาณแคลเซียมในร่างกาย การตัดกลุ่มอาหารออกทั้งหมดย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่ๆ

เครดิต:http://health.haijai.com/2512/

ลดน้ำหนักให้ผอมผิดวิธี ร่างกายอ่อนแอ

ลดน้ำหนักให้ผอมผิดวิธี ร่างกายอ่อนแอ

แม้รูปกายภายนอกของคุณจะมีความพอดีแล้วก็ตาม แต่หลายๆ คนคงอยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนและชวนมองมากกว่านี้อีก การลดน้ำหนักเพื่อให้ตัวเองผอม จึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว และสร้างสมดุลให้กับชีวิตตัวเองใหม่ ดังนั้นแล้ว เราจึงขอแนะนำวิธีการลดน้ำหนัก เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอจนเกินไป ในแบบที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่ผอมสวย สดใส และสุขภาพแข็งแรงต่อไปได้นานๆ

 

ผอมในมิติแพทย์

ถ้ามองแบบผิวเผิน เราจะตัดสินคนคนหนึ่งว่า อ้วนหรือผอม ได้จากรูปลักษณะที่เห็น เช่น ผู้หญิงคนนั้นเอวคอด หรือผู้ชายคนนี้ท้วม แต่ถ้าให้มองแบบแพทย์จริงๆ แล้ว สามารถดูเรื่องของความผอมได้หลากหลายวิธีมาก เช่น ดูเรื่องของกล้ามเนื้อ หรือมองไปถึงไขมันใต้ผิวหนัง แต่ถ้าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การดูแบบนี้อาจจะมีปัญหาได้ เนื่องจากเป็นวิธีที่ช้าเกินไป บางคนอาจจะผอมจนกระทั่งโทรมไปก่อน ฉะนั้นวิธีที่แนะนำให้ใช้ในการดูเรื่องของความผอมนั่นคือ ดูจากดัชนีมวลกาย โดยนำน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง แค่นี้ก็จะเห็นว่า ร่างกายของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร อ้วนหรือผอมมากน้อยแค่ไหน และปัจจุบันนี้มีคนทำให้ง่ายขึ้นแล้ว จากากรทำดัชนีมวลกายเป็นตารางหมุนหรือเครื่องคิดเลขแบบต่างๆ ซึ่งดูได้เร็วและง่ายขึ้น

 

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) / ความสูง2 (หน่วยเมตร)

 

เริ่มต้นถาม ถ้าอยากผอม

คนเริ่มต้นลดน้ำหนักบางคน มักจะจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน จะเริ่มที่อาหารหรือการออกกำลังกายก่อนดี ซึ่งการเริ่มต้นลดน้ำหนักที่ดี ควรเริ่มจากากรถามตัวเองก่อนว่า ที่อยากผอมนั้นเพื่ออะไรกันแน่ และอยากลดน้ำหนักไปเพื่ออะไรกัน ซึ่งถ้าอยากลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ ก็ควรลดน้ำหนักให้สุขภาพของตัวเองดีขึ้นก็พอ ไม่ใช่เพื่อนำรูปร่างไปเป็นนายแบบหรือนางแบบ โดยถ้าลดน้ำหนักแบบคนกลุ่มนั้น ทำอย่างไรสุขภาพก็ไม่ดีขึ้น เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน

 

แต่ถาหากว่า เป็นคนที่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้ว และอยากจะลดน้ำหนักลง การลดน้ำหนักก็ไม่จำเป็นต้องให้ถึงค่าปกติก็ได้ เพียงแค่ลดน้ำหนักให้ลงมาสัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ก็พอ จะเห็นได้เลยว่า น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และความดันโลหิตลดลง ถึงแม้ว่าร่างกายจะยังท้วมอยู่ แต่อย่างน้อยสุขภาพจะดีขึ้น ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้น้ำหนักอยู่ในค่ามาตรฐานหรือปกติ เพราะกว่าคนคนหนึ่งจะลดน้ำหนักให้ถึงค่าปกติได้ โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักเกินนั้น จะเกินขีดจำกัดร่างกายของตัวเองไปมาก บางทีร่างกายอาจรับไม่ไหวหรือเกิดภาวะช็อกไปเสียก่อน

 

อาหารกับความผอม

อาหารเป็นสิ่งแรกที่คนเริ่มต้นลดน้ำหนัก มักนึกถึงว่าจะต้องรับประทานอาหารอะไร รับประทานอาหารมากน้อยแค่ไหน หรือรับประทานอาหารอย่างไร เพื่อให้ลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำว่า รับประทนาอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ และลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง จะช่วยให้คนๆ นั้นผอมลงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสุขลักษณะที่สุด

 

แต่จะมีบางคนที่ไม่รับประทานแป้งหรือไขมันเลย ก็อาจจะมีผลเสียตามมา เช่น ไม่รับประทานไขมัน ก็จะไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะไขมันจะแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ไขมันจำเป็นกับไขมันไม่จำเป็น โดยไขมันจำเป็น เป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รับประทานไขมันเลย ร่างกายก็จะขาดไขมันที่จำเป็นไป ซึ่งถ้าขาดไป ก็จะทำให้เกิดโรคและปัญหาตามมาได้ หรือถ้าลดน้ำหนักด้วยการลดแป้งหรือน้ำตาล ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเลือกที่จะไม่รับประทานแป้งหรือน้ำตาลเลย ร่างกายก็จะขาดพลังงาน ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะมีปัญหา และสลายโปรตีนในร่างกายมาใช้ ซึ่งสุดท้ายแล้วร่างกายก็มีความเสี่ยงที่จะเสียโปรตีนมากขึ้นไปอีก

 

มองร่างกายก่อนออกกำลังกาย

ปัจจุบันมีการออกกำลังกายอยู่มากมาย เพื่อให้คนเริ่มลดน้ำหนักเลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบค่อยเป็นค่อยไป จนไปถึงการเคลื่อนไหวแบบรวดเร็ว ซึ่งก่อนที่คนลดน้ำหนักจะจะออกกำลังกายแต่ละครั้ง ควรศึกษาสภาพร่างกายของตังเองก่อนว่า พร้อมมากแค่ไหน ดูสภาพร่างกายของตัวเองก่อนว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะถ้าบอกว่า วิ่งคือการออกกำลังกายที่ดีที่สุดแล้ว มีคนน้ำหนัก 150 กิโลกรัมไปวิ่งรับรองได้เลยว่า วิ่งไม่ได้แน่ๆ เพราะเข่าจะพังและข้อเท้าจะปวดมากจากากรเคลื่อนไหวหนักๆ เพราะฉะนั้นถามตัวเองก่อนว่า สภาพร่างกายตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง และมากน้อยแค่ไหน อย่างไร มีโรคอะไรที่จำกัดการออกกำลังกายของตัวเองบ้ง เช่น ปวดเข่า ปวดขา เป็นต้น ซึ่งถ้ามีโรคดังกล่าวอาจแนะนำให้ไปลงสระว่ายน้ำ เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว

 

แต่ถ้าเป็นการออกกำลังกายที่ดีนั้น จะต้องผสมผสานกันทั้ง 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นการออกกำลังกาย เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ เดิน วิ่ง หรือกิจกรรมเข้าจังหวะอย่างการเต้นแอโรบิก ส่วนที่สอง คือ การออกกำลังกายที่เป็นการสร้างกล้ามเนื้อ อย่างการยกเวท ซึ่งเมื่อก่อนมักจะมีการบอกกันว่า การออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่ปัจจุบันนี้ต้องผสมผสานกันทั้ง 2 ส่วนถึงจะดีที่สุด แต่ให้เน้นเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นพิเศษ แล้วแบ่งสัก 10-15 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการสร้างกล้ามเนื้อ หรือทำอะไรที่มีแรงต้าน เพราะจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่า

 

ให้ความผอมอยู่กับเราตลอดไป

ความผอมอาจไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืน แต่เราสามารถรักษาความผอมหลังจากการลดน้ำหนักให้มั่นคงตลอดไปได้ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที อาจจะแบ่งเป็นช่วงละ 45 นาที 3 ครั้ง หรือ ช่วงละ 30 นาที 5 ครั้ง ก็ได้ ขึ้นอยู่กับร่างกายและความสะดวกของแต่ละคน

 

ฉะนั้นแล้ว ถ้าอยากให้น้ำหนักของตัวเองคงที่ ควรจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อลดอาหารลงไปแล้ว ร่างกายจะปรับตัวโดยใช้พลังงานน้อยลงไป เวลาผอมแบบสุขภาพไม่ดี น้ำหนักที่หายไป จะเป็นทั้งกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งกล้ามเนื้อถือเป็นตัวที่ใช้พลังงาน เราถึงต้องออกกำลังกาย เพื่อควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อไว้ ให้ส่วนที่หายไปเป็นส่วนของไขมันแทน และตัวกล้ามเนื้อเองก็จะใช้พลังงานต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักที่ลงไปได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะติดและไปต่อไม่ได้แล้ว ยิ่งพอท้อก็จะยิ่งกลับมาทานอีก คราวนี้น้ำหนักจะขึ้นมาอีกหลาย 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว เพราะกระบวนการในร่างกายปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยลงไปแล้ว

 

ผอมผิดวิธี โรคนี้จะถามหา

ถ้าผอมอย่างถูกวิธี ร่างกายจะไม่อ่อนแอ และก่อให้เกิดโรคแน่นอน แต่ถ้าผอมแบบผิดวิธี เช่น อดอาหารหรือออกกำลังกายแบบหักโหมเกินไป โรคที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้ รับรองได้เลยว่า ตามมาอีกเพียบ เพราะด้วยความที่ทำอะไรมากหรือน้อยเกินไป ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้ามากเกินไป ก็จะมีอยู่ 2 โรคที่เห็นได้อย่างเด่นชัดจากการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี นั่นก็คือ Anorexia Nervosa กับ Bulimia

 

Anorexia Nervose โดยส่วนมากแล้ว สิ่งที่จะเจอคือ ไม่รับประทานอาหาร และออกกำลังกายหนักมาก จนกระทั่งขาดอาหารส่วน Bulimia คือพยายามที่จะไม่รับประทานอาหาร แต่ไม่ค่อยได้ผล มักจะหลุดรับประทานอาหารอยู่บ่อยๆ จนรู้สึกผิด และล้วงคออาเจียนออกมาในที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าดูรูปร่างกันจริงๆ คนที่เป็นโรค Bulimia จะไม่ค่อยผอมเท่าไหร่ แต่จะมีประวัติว่า อาเจียนหลังรับประทานอาหารอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะตั้งใจทำเอง หรืออาเจียนออกมาเองโดยอัตโนมัติ แต่ Anorexia Nervosa จะมีอาการซูบผอมแบบน่ากลัวว่า Bulimia มาก

 

หรืออย่างบางคนลดน้ำหนักแบบหักโหมแล้วเลือกอาหารไม่ถูก เช่น รับประทานแต่ผัก น้ำหนักก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป ส่งผลให้คนเหล่านี้ขาดสารอาหารและถ้าเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมา การป่วยก็จะเหมือนกับคนที่เป็นโรคขาดสารอาหารทั้งๆ ที่อ้วน ซึ่งถ้าคนกลุ่มนี้ต้องผ่าตัดแผลจะไม่ติดและปิดไม่สนิท หรือไม่สบายเข้าโรงพยาบาล ก็จะต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้น เพราะมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ มากมาย

 

อีกกรณีหนึ่งคือ ถ้าลดน้ำหนักเร็วเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วในถุงน้ำดี เพราะปกติอ้วนก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้ายิ่งลดน้ำหนักเร็วเกินไป อาทิตย์หรือสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่วก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

 

รู้อย่างนี้แล้ว ลองสังเกตตัวเองสักนิด ว่าลดน้ำหนักผิดวิธีอยู่หรือเปล่า ถ้ายังผิดอยู่ รีบปรับตัวเองด่วน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

เครดิต:http://health.haijai.com/2521/

ผ่าตัดลดอ้วน ผลดีถึงเบาหวาน

ผ่าตัดลดอ้วน ผลดีถึงเบาหวาน

ปัจจุบันโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ จากสถิติของสหรัฐฯ พบว่าในปี พ.ศ.2555 มีจำนวนประชากรสหรัฐฯ ป่วยด้วยโรคเบาหวานถึง 29 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.3 ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากสองปีก่อนที่มีจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ประมาณ 26 ล้านคน ส่งผลให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคและภาวะแทรกซ้อน รวมถึงเวลาในการทำงาน ตีเป็นมูลค่ามากถึง 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7.84 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วประมาณ 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การศึกษาที่สวีเดน โดย Lars Sjostrom ได้ทำการตรวจติดตามผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดลดความอ้วนเป็นเวลา 18.1 ปี และติดตาม 17.6 ปีในกลุ่มที่ไม่ได้รับการผ่าตัด ผู้วิจัยพบว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดลดความอ้วน อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการผ่าตัด โดยการผ่าตัดนั้นมีด้วยกันหลายแบบ ทั้งแบบสร้างทางลัดกระเพาะอาหาร (gastric bypass) และแบบรัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง (gastric banding)

 

อย่างไรก็ตามการผ่าตัดลดความอ้วน อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เมืองไทยทุกวันนี้ก็มีผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจะเป็นการดีที่สุด ถ้าท่านผู้อ่านไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตัวเองอ้วนและดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

เครดิต:http://health.haijai.com/2525/

กินรอว์ฟู้ด (Raw Food) เพื่อสุขภาพ

กินรอว์ฟู้ด (Raw Food) เพื่อสุขภาพ

การรับประทานอาหารแบบรอว์ฟู้ด (Raw food) ซึ่งหมายถึงการรับประทานแต่อาหารจากพืชที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อน หรือใช้ความร้อนไม่เกิน 40-49 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาเอนไซม์และวิตามินจากผักและผลไม้นั้น จริงอยู่ว่าช่วยเพิ่มปริมาณวิติมนและใยอาหารที่ร่างกายได้รับ แต่การรับประทานอาหารแนวนี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่รับประทานแป้งและเนื้อสัตว์ ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และอาจมีปัญหาเลือดจางได้ แนวทางการรับประทานอาหารนี้ จึงควรปรับให้เหมาะสมกับหลักโภชนาการ

 

กระแสการกินของผู้รักสุขภาพคนหนึ่งที่เป็นสาวกการกินแบบรอว์ฟู้ดมาได้ 8 เดือน และออกกำลังกาย โดยการวิ่งวันละ 60 นาที ผลคือเขาสามารถลดน้ำหนักตัวจาก 120 กิโลกรัม เหลือ 65 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือน โดยไม่ได้กินยาลดน้ำหนัก คุณผู้อ่านกำลังอึ้งเหมือนที่ผู้เขียนเป็นอยู่รึเปล่าคะ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับอาหารแบบรอว์ฟู้ดกันว่าเป็นอย่างไร รับประทานแบบนี้แล้วดีจริงหรือไม่ รวมถึงเล่าประสบการณ์ของผู้ที่รักสุขภาพท่านนี้ให้ฟังกัน

 

ก่อนหน้าที่คุณแมน (นามสมมติ) ชายวัย 32 ปีจะมาพบผู้เขียน คุณแมนได้ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยว่าคุณแมนเป็นโลหิตจาง หลังจากนั้น 2 วัน คุณแมนเริ่มมีอาการขี้หนาวจนบางครั้งตัวสั่น จึงมาพบแพทย์อีกครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพอย่างละเอียด แพทย์จึงส่งมาพบนักกำหนดอาหาร ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับคุณแมนเป็นครั้งแรก คุณแมนเล่าให้ฟังว่าเขาร็สึกภูมิใจมาก ที่สามารถลดน้ำหนักจาก 120 กิโลกรัม เหลือ 65 กิโลกรัม เปลี่ยนไซส์เสื้อจาก XXL เป็น SS ทั้งที่เคยพยายามมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ คุณแมนเชื่อว่าถ้าผอมแล้วจะไม่ป่วยสุขภาพจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่แพทยกลับบอกว่าเขาเป็นโลหิตจาง แถมยังมีอาการหนาวและสั่นในบางครั้งด้วย สรุปว่าสุขภาพคุณแมนดูแย่ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อซักถามถึงวิธีการลดน้ำหนัก คุณแมนบอกว่าไม่ได้รับประทานยาลดน้ำหนัก แต่อาศัยวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง ร่วมกับการควบคุมอาหาร โดยรับประทานอาหารแบบรอว์ฟู้ด เพราะไปอ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจจึงลองทำดู ปกรากฏว่าได้ผล น้ำหนักลดลงทุกวัน คุณแมนมีความสุขมากและยิ่งฮึกเหิมอยากทำมากขึ้น

 

ผู้เขียนถามเพิ่มเติมในรายละเอียดของอาหารแบบรอว์ฟู้ดที่คุณแมนรับประทานว่า เป็นอาหารแบบดิบทั้งหมดหรือเป็นแบบปรุงบ้าง แต่ใช้ความร้อนไม่สูง หรือไม่เกิน 40-49 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาเอนไซม์จากพืชเอาไว้แบบที่ดาราฮอลลีวูดหลายคนเขาทำกัน เน้นรับประทานแต่ผัก ผลไม้สด ถั่ว ต้นอ่อนของเมล็ดพืช ไม่มีข้าวแป้ง ไม่มีน้ำตาล เพราะเชื่อว่าการรับประทานอาหารแบบนี้จะช่วยล้างสารพิษให้ร่างกาย ทำให้ระบบสมอง ระบบย่อย ระบบดูดซึมและระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ผิวพรรณดี เรียกว่าดีจากภายในสู่ภายนอก คุณแมนตอบว่าตลอดระยะ 8 เดือนที่ผ่านมาทุกอย่างที่รับประทานเป็นแบบดิบทั้งหมด ผักสด มะเขือเทศ ผลไม้ก็รับประทานเฉพาะฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว วันละครึ่งผล อาโวกาโด 1 ผล และถั่วอัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย ต้นอ่อนทานตะวันดิบ ไม่รับประทานข้าว ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มนม ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำมันมะกอก พริกไทย ไม่ใส่เกลือและเครื่องปรุงอย่างอื่นเลย เพราะรู้ว่ารับประทานเค็มไม่ดี

 

คุณแมนบอกว่าพอใจกับน้ำหนักตัว ณ ปัจจุบันแล้ว และก็พยายามรักษาน้ำหนักให้อยู่ระหว่าง 65-70 กิโลกรัม โดยทำเหมือนเดิมแลเพิ่มการชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ทุกวันนี้เขาชั่งน้ำหนักทั้งก่อนและหลังมื้ออาหาร ก่อนและหลังออกกำลังกาย ก่อนและหลังเข้าห้องน้ำ เมื่อใดที่เห็นว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้น ก็จะรีบควบคุมการกินอย่างเคร่งครัดทันที เช่น หลังออกกำลังกาย คุณแมนเคยลองชั่งน้ำหนักและพบว่าลดลงไปประมาณ 1 กิโลกรัม แต่พอดื่มน้ำ น้ำหนักก็ขึ้นทันที เขาเป็นกังวลมากเลยไม่กล้าดื่มน้ำเยอะ แล้วก็รับประทานอาหารตามรูปแบบที่กล่าวมา เวลาหิวมากๆ ก็จะไปอาบน้ำทำให้รู้สึกดีขึ้น น้ำหนักก็จะลดลง คุณแมนถามว่าถ้าน้ำหนักเขาอยู่ในระดับนี้ เขาก็จะไม่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงอย่างที่ในทีวีบอกใช่หรือไม่? แล้วถ้าเขาทำแบบนี้ต่อไป ร่างกายจะมีปัญหาอะไรไหม เขาทำถูกต้องแล้วหรือยัง

 

คุณแมนทำถูกต้องที่ตั้งใจลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตของตัวเอง และการรับประทานแบบรอว์ฟู้ดก็ทำให้เราได้รับใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร้ง โรคหัวใจได้ ที่สำคัญอาหารแบบรอว์ฟู้ดมีแคลอรีต่ำ จึงช่วยลดน้ำหนักได้ดี เท่ากับช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ มะเร็ง อย่างที่คุณแมนเข้าใจ แต่ปัญหาคือรูปแบบการรับประทานรอว์ฟู้ดแบบที่คุณแมนทำอยู่นั้น ทำให้เขาขาดคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนจำเป็นบางตัว และวิตามินบี 12 ที่แพทย์บอกว่าคุณแมนเป็นโลหิตจาง ก็มาจากการขาดวิตามินบี 12 นั่นเอง ปกติผู้ที่รับประทานอาหารเจ มังสวิรัติแบบไม่ดื่มนม ไม่กินไข่ หรืออาหารแบบรอว์ฟู้ดจะต้องรับประทานวิตามินบี 12 เสริม มิฉะนั้นจะส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และการทำงานะรบบประสาทและสมอง ทำให้คนไข้มีอาการชาตามแขนขา อารมณ์แปรปรวน ความจำเสื่อม มีปัญหาเรื่องการมองเห็น หรืออาจมีอาการอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเส้นประสาทเส้นไหนได้รับความเสียหาย

 

หากต้องการให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 12 คนไข้จะต้องเพิ่มการรับประทานเนื้อสัตว์ ได้แก่ ปลาซ่อน เนื้อหมู เนื้อวัว ประมาณ 2 สำรับไพ่ต่อวัน กินไข่วันละ 1 ฟอง หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย เพื่อให้ได้ทั้งวิตามินบี 12 และกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน ส่วนถั่วต่างๆ ควรรับประทานแบบสุกเพื่อลดปริมาณสารไฟเตต (Phytate) และออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งสารเหล่านี้จะไปยังยั้งการดูดซึมเกลือแร่หลายชนิด เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนิเซียม ทองแดง และสังกะสี นอกจากการกินถั่วแบบสุกแล้ว ในมื้อที่กินถั่วควรเสริมงาและข้าวหรือขนมปังโฮลวีตด้วย จะช่วยให้ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน

 

หลังได้ฟังคำอธิบาย คุณแมนสงสัยว่าเขาจะยังคงรูปแบบการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบแบบรอว์ฟู้ดได้หรือไม่? เช่น กินไข่ดิบ หมูดิบ ปลาดิบอะไรพวกนี้ เขาคิดว่าความร้อนจากการทำให้สุกน่าจะทำลายวิตามินและเกลือแร่ในเนื้อสัตว์ด้วย สำหรับประเด็นนี้ผู้เขียนได้อธิบายให้คุณแมนทราบแล้วว่าไม่ควร เพราะการรับประทานอาหารแบบรอว์ฟู้ดใช้ความร้อนไม่เกิน 40-49 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่มากพอที่จะทำลายเชื้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น Salmonella ในไข่ นม ที่ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ได้ และไม่ควรกังวลว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ปรุงสุกจะทำให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ เพราะเกลือแร่และวิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่คงทนต่อความร้อน การปรุงสุกจึงไม่มีผลทำให้มันสูญสลายส่วนวิตามินอื่นๆ นั้น เขาได้รับจากผักผลไม้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ

 

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของคุณแมนผู้ที่รับประทานอาหารแบบรอว์ฟู้ด หลังเจอกันวันนั้นคุณแมนก็เริ่มปรับตัวทันที เขายังคงรับประทานผักและผลไม้สด แต่เปลี่ยนถั่วดิบเป็นถั่วคั่วหรือถั่วอบ และเพิ่มการรับประทานเนื้อสัตว์ นม ไข่สุก ตามที่แนะนำ เปลี่ยนการออกกำลังกายจากวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน เป็นวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง 4 วัน อีก 3 วันวิ่งประมาณ 40 นาที และยกน้ำหนักอีก 20 นาที ผ่านไป 2 เดือน ปัยหาโลหิตจางของคุณแมนดีขึ้น ไม่มีอาการหนาวจนสั่น แม้น้ำหนักคุณแมนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ดูกล้ามเนื้อกระชับได้รูปขึ้น ไม่เหี่ยวเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก

 

เห็นหรือไม่คะว่า การรับประทานอาหารแบบสุดโต่งเกินไป ถึงแม้เราจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้ ดังนั้นรับประทานอะไรก็ควรรับประทานแบบพอดีพอเพียง เดินบนทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนาน่าจะดีที่สุด

 

น่ารู้เพิ่มเติม

การศึกษาวิจัยแบบการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis study) โดยผู้วิจัยทำการรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ปี ค.ศง1994-2004 มาวิเคราะห์สรุปผลทั้งหมดใหม่ยืนยันว่า ไม่ว่าเราจะรับประทานผักแบบสุกหรือแบบดิบก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร้งได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาผลของการรับประทานอาหารแบบรอว์ฟู้ดอื่นๆ ที่พบว่าการรับประทานแบบรอว์ฟู้ดมีความสัมพันธ์กับภาวะความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดฟันสึก ทั้งนี้อาจเนื่องจากอาหารรอว์ฟู้ดมีแคลเซียมต่ำ และการกินถั่ว ธัญพืช หรือแม้แต่ผักดิบทำให้ได้รับสารยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม จึงทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและฟันได้ ดังนั้นผู้ที่กินอาหารแบบรอว์ฟู้ดควรรับประทานงาดำคั่วสุก เต้าหู้แผ่นเพิ่ม และหลีกเลี่ยงถั่วเมล็ดแห้งดิบ อาจเพิ่มโยเกิร์ตหรือนมไขมันต่ำวันละ 1 แก้ว ส่วนในผู้หญิงมักพบว่ามีผลทำให้น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และมีภาวะขาดประจำเดือนด้วย จึงควรเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทไขมันเพิ่มเติม เช่น งาคั่ว ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์สุก อาโวกาโด และเพิ่มน้ำมันพืชในสลัดผักจานโปรด แค่นี้ก็เรียบร้อย ที่สำคัยหากอาหารรอว์ฟู้ดที่เรารับประทนอยู่นั้น ไม่มีเนื้อสัตว์หรือนมเลย แนะนำให้หาวิตามินบี 12 มาเสริมด่วน มิฉะนั้น คุณอาจเป็นโลหิตจางเหมือนคุณแมนได้

เครดิต:http://health.haijai.com/2544/

กินพยาธิตัวแบนเพื่อลดน้ำหนักลดความอ้วน

กินพยาธิตัวแบนเพื่อลดน้ำหนักลดความอ้วน

หากคุณเป็นคนที่อ้วนมากๆ คุณจะยอมทำทุกอย่างเพื่อลดความอ้วน แม้กระทั่งการกินพยาธิตัวแบนหรือเปล่า?!? ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอนว่าพยาธิตัวแบนที่ความจริงแล้ว เราต้องกำจัดออกจากร่างกายนั้น กลับกลายเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักของคนอยากผอม มีรายงานว่าคนเป็นจำนวนมากสั่งซื้อพยาธิตัวแบนจากอินเตอร์เน็ต เพื่อรับประทาน เป้าหมายคือเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก คุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้เราสามารถสั่งซื้อของแปลกๆ ได้มากมายบนอินเตอร์เน็ต และแน่นอนว่า “พยาธิตัวแบน” ก็คือหนึ่งในจำนวนนั้น

 

มีการพบรายงานในปี 2009 ว่า มีผู้บริโภคอาหารลดน้ำหนักในฮ่องกงได้รับประทานพยาธิตัวแบนยักษ์รวมทั้งไข่พยาธิเข้าไป ในความพยายามอัสิ้นหวังที่จะลดน้ำหนัก และมีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวหลายแห่งว่า พยาธิตัวแบนที่บรรจุในแคปซูลยังสามารถหาซื้อได้มากมาย ตามคลินิกในเม็กซิโก การจำหน่ายพยาธิตัวแบนเพื่อใช้ในการรับประทานนั้น เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกาและในอังกฤษ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดยั้งความพยายามของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ที่จะเสาะแสวงหาเพื่อมารับประทานได้

 

ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ทูเดย์ดอทคอม มีผู้หญิงคนหนึ่งในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ได้ไปพบแพทย์และแจ้งว่า เธอได้ซื้อพยาธิตัวแบนจากอินเตอร์เน็ตและทานมันเข้าไปเพื่อลดน้ำหนัก จากกรณีดังกล่าว แพทย์หญิงแพทริเชีย ควินลิสค (Dr.Patricia Quinlisk) ผู้อำนวนการฝ่ายสาธารณสุขของรัฐไอโอวา ได้กล่าวว่า การรับประทานพยาธิตัวแบนนั้น มีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้หลายประการ รวมถึงการเสียชีวิต แพทย์หญิงแพทริเชียแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักนั้น ควรจะใช้วิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดน้ำหนักได้ เช่น รับประทานให้น้อยลง และเพิ่มการเผาผลาญพลังงานให้กับร่างกาย โดยการออกกำลังกาย

 

พยาธิตัวแบนนั้น สามารถหาซื้อได้ตามอินเตอร์เน็ต และมีอยู่ตระกูลหนึ่งที่เรียกว่า บีป เทปเวิร์ม (Beef tapeworm) ที่สามารถเจริญเติบโตเป็นพยาธิความยาว 10 เมตรได้ โดยอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของคุณ พยาธิชนิดนี้ใช้ตะขอเล็กๆ บนหัวของมัน เกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ของคุณ และแย่งดูดซึมอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป โดยทางเทคนิคแล้ววิธีนี้จะทำให้ลดน้ำหนักลงได้และผอมลง แต่มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์หลายประการที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น ปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย และพยาธิดังกล่าวยังสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ไส้ติ่ง ถุงน้ำดี ได้อีกด้วย

 

ดังนั้น การรับประทานพยาธิตัวแบน นอกจากจะมีอันตรายแล้ว ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร มิหนำซ้ำยังจะต้องมารักษาตัวด้วยการกินยาถ่ายพยาธิ เพื่อขับพยาธิเหล่านี้ออกจากร่างกายอีกด้วย แนะนำว่าการรับประทานอาหารในปริมาณพอสมควร และการออกกำลังกายเป็นประจำเท่านั้น ที่จะช่วยลดน้ำหนักอย่างได้ผลและยั่งยืน แถมยังได้สุขภาพดีไม่ต้องมีพยาธิตัวแบนอยู่ในท้องอีกด้วย

เครดิต:http://health.haijai.com/2659/

คอนเทรฟ ยาลดความอ้วนตัวใหม่

คอนเทรฟ ยาลดความอ้วนตัวใหม่

อีกหนึ่งตัวช่วยของคนอยากผอมก็คือยาลดความอ้วน และล่าสุดกับการอนุมัติจาก FDA หรือองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ต่อยาตัวใหม่ที่มีชื่อว่า “คอนเทรฟ (Contrave)” นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปีที่ FDA ได้อนุมัติยาที่ช่วยในการลดความอ้วน

 

คอนเทรฟ มีส่วนผสมของยาสามัญ 2 ชนิดคือ Naltrexone และ Bupropion แต่เดิมนั้น Naltrexone เป็นยาที่ใช้รักษาอาการติดสุราหรือสารเสพติด ส่วน Bupropion นั้น ใช้ในการรักษาอาการซึมเศร้า รวมถึงใช้ในการเลิกสูบบุหรี่ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง Naltrexone และ Bupropion โดยตัวของมันเองแล้ว ไม่ได้รับการอนุมัติให้เป็นยาลดความอ้วนโดยตรง

 

นายแพทย์ฌอง มาร์ค โกติเยร์ (Dr.Jean-Marc Guettier) ผู้อำนวนการหน่วยค้นคว้าและประเมินยาของ FDA ได้กล่าวว่า เมื่อใช้ยาคอนเทรฟนี้ร่วมกับไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม รวมถึงการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ยานี้ถือเป็นทางเลือกเสริมที่จะมาช่วยในการลดน้ำหนักให้ได้ผลดียิ่งขึ้น คอนเทรฟ ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนให้เป็นยาสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ในการรักษาภาวะโรคอ้วน ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ขึ้นไป และมีโรคอื่นที่เกิดจากความอ้วนร่วมอยู่ด้วย เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ก่อนหน้านี้ในปี 2012 FDA ได้เคยอนุมัติยาลดความอ้วนถึงสองยี่ห้อด้วยกัน คือ Belviq (Lorcaserin) และ Qsymia ซึ่งมีรายงานว่ายาทั้งสองแบรนด์นี้ ทำยอดขายได้ต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์เอาไว้ สำหรับยาคอนเทรฟนี้เชื่อว่าจะมีจำหน่ายให้กับผู้บริโภคเร็วๆ นี้

 

คำถามคือ คอนเทรฟใช้ได้ผลหรือไม่? FDA ได้อนุมัติยาคอนเทรฟ โดยยึดจากผลการทดลองที่มีผู้เข้าร่วมถึง 4,500 คน โดยจากผลการทดลองดังกล่าว บางคนก็ได้ผลลัพธ์จากการใช้ยาที่ดี และบางคนก็ไม่ได้รับผลลัพธ์อย่างใด การทดลองดังกล่าวใช้ระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ผลการศึกษาพบว่า บางคนสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว แต่จาก 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ร่วมการทดลองนั้น มีการลดน้ำหนักลงได้น้อยมากหรือไม่ลดเลย อย่างไรก็ดี มีข้อบ่งชี้ว่า ถ้าใช้ยาคอนเทรฟติดต่อกันนานเกิน 12 สัปดาห์ แล้วไม่ได้ผล ควรหยุดใช้

 

แต่ก็มีข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดยาที่ใช้รักษาอาการติดสุราหรือภาวะซึมเศร้านั้น สามารถนำมาใช้ในการลดความอ้วนได้ มีความเป็นไปได้สูงว่า ยานี้ไปทำปฏิกิริยาในส่วนกลางของสมองที่ช่วยลดความอยากอาหาร และพฤติกรรมการกินด้วยอารมณ์ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาคอนเทรฟก็เหมือนกับการใช้ยาอื่นๆ คือ มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ อันได้แก่ อาจทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องร่วง ปวดหัว มึนงง นอนไม่หลับ ปากแห้ง เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต รวมไปถึงอาการชัก ดังนั้น การใช้ยาคอนเทรฟจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติการชัก ความดันโลหิตสูง นิสัยการกินที่ผิดปกติ และการติดยา แต่ท้ายที่สุดแล้ว การลดน้ำหนักอย่างถูกต้องก็คือ การควบคุมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายนั่นเอง

เครดิต:http://health.haijai.com/2661/