‘ลีซอ’ แบบอย่างนักกีฬาไม่สูบบุหรี่ก็เท่ห์ได้

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีฉบับนี้ เราได้พูดคุยกับหนึ่งในนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ชื่อดัง ธีรเทพ วิโนทัย หรือ ลีซอ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นศูนย์หน้าอยู่ในสังกัดสโมสรฟุตบอลแบงค็อก ยูไนเต็ด

‘ลีซอ’ แบบอย่างนักกีฬาไม่สูบบุหรี่ก็เท่ห์ได้  thaihealth

ลีซอ เล่าถึงประสบการณ์เรื่องบุหรี่ว่า สำหรับช่วงชีวิตของผู้ชายทุกคนล้วนต้องเคยผ่านวัยอยากรู้อยากลอง โดยในสมัยที่ตนศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาก็พบเห็นคนสูบบุหรี่ ขณะนั้นรู้สึกว่าคนที่สูบบุหรี่มีความมั่นใจ ดูเท่ห์ และรู้สึกอยากที่จะเป็นแบบนั้น แต่พอลองจริงๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ทำให้ไม่อยากสูบ ซึ่งอาจเป็นเพราะคนในครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อก็ไม่ได้สูบบุหรี่เช่นกัน ท่านมักจะพูดคุยและให้ความรู้ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต ตลอดจนเรื่องสูบบุหรี่ว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไร และมันยังทำลายสุขภาพของเราอีกด้วย

ลีซอ บอกอีกว่า ในวงการนักกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลมีหลายคนที่แอบสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกฎข้อห้ามของทางสโมสร บางคนสูบมากจนส่งผลต่อศักยภาพของร่างกาย ซึ่งสำหรับตนมองว่า การเป็นนักกีฬาที่ดีจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ผนวกกับความพยายามเรียนรู้สร้างทักษะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นผู้เล่นที่ดีของทีม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน  โดยเคล็ดลับดูแลสุขภาพของตนก็มีหลักการง่ายๆ คือ ‘ออกกำลังกายให้บ่อย กินพอดี และนอนให้เพียงพอ’

“ไม่เพียงแต่เรื่องการสูบบุหรี่เท่านั้น การดื่มสุรา ตลอดจนเรื่องที่ทำลายสุขภาพเป็นสิ่งที่ตนไม่เคยอยากลอง แม้ว่าปัจจุบันตนจะอายุ 32 ปี ก็ยังคงมีร่างกายที่แข็งแรง เชื่อว่าสิ่งที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทองและชื่อเสียงคือ การมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งนี้ ตนยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งล่าสุดก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก “ชมรมนักฟุตบอลปลอดบุหรี่” โดยมี ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง เป็นประธานโครงการ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อปลุกกระแสในช่วงที่ฟุตบอลไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก การที่ชักชวนเหล่านักกีฬาเลิกบุหรี่นอกจากจะเพื่อตัวเขาเองแล้ว ยังสร้างแบบอย่างที่ดีให้สังคมได้ด้วยครับ” ลีซอ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

รอยย่นและรอยตีนกา

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

รอยย่นและรอยตีนกา thaihealth

แฟ้มภาพ

รอยย่นและรอยตีนกานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมเมื่ออายุสูงขึ้นรอยย่นจะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ผิวหนังชั้นนอกที่สัมผัสกับฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆนั้นเป็นส่วนที่เซลล์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด และเป็นส่วนที่ตายอยู่ทุกวัน และนั่นคือส่วนที่เป็นขี้ไคล ที่เราถูออกได้ทุกวัน ชั้นที่อยู่ต่ำลงไปจะสร้างเซลล์ขึ้นมาแทนที่ ต่ำจากชั้นผิวหนังเป็นชั้นไขมัน ถัดจากนั้นจึงเป็นพังผืด กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มกระดูก และกระดูก ในไขมันใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่มีเส้นประสาท หลอดเลือด ที่ส่งสารต่างๆมาเลี้ยงผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเต่งตึง มีน้ำมีนวล บนผิวหนังยังมีรูเหงื่อมากมาย เหงื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้อุณหภูมิกายคงที่ มีรูที่เส้นขนโผล่ขึ้นมา เส้นขนไวต่อการสัมผัสมากจึงช่วยป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ที่เข้ามาสัมผัสกับผิวหนัง เช่น ของมีคม เมื่อแตะถูกเส้นขนทำให้เรารู้สึกตัว หลบหลีกได้ทันการ ข้าง ๆ เส้นขนมีต่อมน้ำมันซึ่งสร้างน้ำมันชะโลมผิวหนังให้ชุ่มชื้น และทำลายเชื้อโรคบนผิวหนัง ผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนใบหน้า จึงมิใช่มีเพียงทำให้ใบหน้าแลดูสวยงามแจ่มใสเท่านั้น แต่การที่ผิวหนังเต่งตึง ยืดหยุ่นปราศจากรอยย่น ยังเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่ดีด้วย

ผิวหนังของใบหน้าที่ถูกลมแดดมากเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยย่นได้ง่าย ผู้ที่ขมวดคิ้ว มุมปากตก ตาละห้อย ย่อมทำให้เกิดรอยตีนกาต่างๆ ตามมุมปากมุมตา และศัตรูที่ร้ายที่สุด ที่ทำให้เกิดรอยย่นเห็นจะเป็นดินสีต่าง ๆ ที่สตรีนิยมพอกอยู่บนใบหน้า

สิ่งที่เกิดจากการพอกเครื่องสำอางที่หนาเกินไป ไม่ว่าครีมรองพื้นหรือแป้งชนิดต่าง ๆ คือ เครื่องสำอางที่มีอณูละเอียด จะไปอุดรูเหงื่อ รูขุมขนต่าง ๆ ทำให้เหงื่อระเหยออกไม่สะดวก อุณหภูมิของใบหน้าจะสูงขึ้น สิ่งสกปรกภายใต้ผิวหนังไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้ ไขมันที่รูขุมขนหลังออกมาไม่ได้ ผลก็คือ ผิวหน้าจะเป็นบ่อเกิดของสิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ เกิดการอักเสบเรื้อรังและติดเชื้อจนมีหนองใต้หัวสิว และถ้ายิ่งไปบีบเล่นเชื้อโรคจะกระจายไปทั่วใต้ผิวหนัง ชนิดที่ว่าเห่อเต็มใบหน้าทีเดียว การเกิดการอักเสบบนใบหน้าบ่อย ๆ และเรื้อรัง ทำให้ผิวหนังสูญเสียการยืดหยุ่นและเกิดพังผืดยึดติดกับไขมัน และพังผืดข้างใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าไม่เรียบ และเมื่อความยืดหยุ่น ความเต่งตึงเสียไป รอยย่นย่อมเกิดขึ้นเต็มหน้า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางเป็นประจำ จึงเป็นการทำลายผิวหน้านั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้แก่เกินวัย ในกรณีที่ต้องทำงานภายใต้ลมแดด วิธีป้องกันไม่ยากนัก ให้ใช้ผ้าปิดหน้า ใส่หมวก และใส่แว่นกันแดด ซึ่งชาวไร่ชาวนารู้จักวิธีใช้กันมาแต่ช้านานแล้ว

การชะลอรอยย่นบนใบหน้า ขั้นแรกจึงเป็นการรักษาใบหน้าให้สะอาดสะอ้าน การล้างหน้าถ้าหน้าไม่มันมากไม่ควรใช้สบู่ เพราะสบู่ จะทำลายสภาพความเป็นกรดของใบหน้า ชำระน้ำมันธรรมชาติให้หมดโดยสิ้นเชิง ขั้นที่สองคือ ให้ยิ้มแย้มอยู่เสมอ หลายท่านเข้าใจผิดว่าการยิ้มทำให้เกิดรอยย่นขึ้น ในทางตรงกันข้าม การยิ้มทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและผ่อนคลายสลับกันไป ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงชะลอรอยย่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขมวดคิ้ว ทำตัวเป็นคนเจ้าทุกข์ต่างหากที่ทำให้เกิดรอยย่นได้ง่าย เพราะกล้ามเนื้อหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลาย การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้ผิวหนังเหี่ยวแห้งได้

การชะลอรอยย่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความแก่ให้ปรากฏขึ้นช้าลง จึงทำได้ง่ายโดยอาศัยหลักการเพียง 2 ข้อ คือ ทำให้ใบหน้าสะอาดโดยใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุด และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสโดยยิ้มบ่อย ๆ 
วันนี้คุณยิ้มหรือยัง ?

ยโสธร เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ร.9

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ยโสธร เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ร.9  thaihealth

แฟ้มภาพ

          จังหวัดยโสธร เชิญชวนร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมแนะมุ่งมั่นทำความดีเพื่อแผ่นดิน

          นายนิกร  สุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทั้งในจังหวัดยโสธร ร่วมแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2561 โดยยึดแนวปฏิบัติเดิมที่ได้ดำเนินการมาแล้วในปี 2560 เช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีทางศาสนาของศาสนาต่าง ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ในห้วงก่อนหรือหลังวันคล้ายวันสวรรคตโดยในส่วนของจังหวัดยโสธรจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และตักบาตรพระสงฆ์ ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดยโสธรนอกจากนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนสวมเสื้อสีเหลือง อย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 13 ตุลาคม 2561 ด้วย และเน้นย้ำให้คนไทยทุกคนรู้ รัก สามัคคี มุ่งมั่นทำความดี และน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริต่าง ๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืนในชีวิต และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติบ้านเมือง"

รู้ทันใจ – รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์ ‘อุ๊-ช่อผกา’

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihelth.or.th

ภาพประกอบโดย คุณชนาธิป

รู้ทันใจ - รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์  ‘อุ๊-ช่อผกา’ thaihealth

ถ้าพูดถึงพิธีกรหญิงระดับแนวหน้าของไทย แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “อุ๊” ช่อผกา วิริยานนท์ เรียกได้ว่าทั้งหน้าที่พิธีกร และผู้ประกาศข่าว เธอทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นพี่กล่าวถึงในวงการไม่น้อยเลยทีเดียว

ในช่วงหลังๆ ไม่ได้มีโอกาสเห็น อุ๊ –ช่อผกา ในฐานะของคนเบื้องหน้าสักเท่าไหร่นั้น ก็เพราะว่าเธอทำงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคม ภายใต้บริษัทเอยู คอมมิวนิเคชั่น และรับหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ รวมถึงรับงานพิธีกรโทรทัศน์อยู่บ้าง ล่าสุดเธอรับงานรณรงค์ของมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนเพื่อให้เด็กไทยได้กินนมแม่ และการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง  เลยชักชวนเธอมาพูดคุยในมุมมองการทำงาน และการดูแลตัวเอง

เจาะลึกลงไปด้านการขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์และรณรงค์เพื่อสังคม อุ๊-ช่อผกา เล่าให้ฟังว่า อยู่วงการสื่อมาค่อนข้างนาน และการทำงานด้านประชาสัมพันธ์เมื่อก่อนเคยมีลูกค้าให้เราดูแลถึง 15 ราย ส่วนมากเป็นงานสินค้าทั้งหมด และตัวเองไมได้มีความสุขกับงานเลย เพราะการทำงานสินค้าความสำเร็จเป็นความร่ำรวยของคนๆ หนึ่ง แต่เวลาที่ทำงานรณรงค์ความสำเร็จมันคือความก้าวหน้าของมนุษยชาติ สิ่งที่ย้อนกลับมามันไม่ใช่เงิน มันคือความสุขจาการร่วมขับเคลื่อนงาน จึงตัดสินใจรับเฉพาะงานประชาสัมพันธ์เพื่อสังคม โดยถือคติในการทำงานว่า ทำทุกอย่าง ทำเต็มที่ และจริงจัง แต่สำหรับเวลาพักผ่อนก็พักอย่างเต็มที่เช่นกัน

รู้ทันใจ - รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์  ‘อุ๊-ช่อผกา’ thaihealth

“เมื่อเราทำงานเยอะสิ่งสำคัญคือการดูแลกายด้วยการรากฐานความเข็มแข็งทางใจ เวลาที่เราทำงาน มักเป็นคนที่คิดว่าทำอะไรแล้วต้องเป็นเลิศ ต้องสำเร็จทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ เราก็จะเบียดเบียนร่างกายเพราะใจเรามาเกิน100% สิ่งที่ต้องทำในเรื่องของการดูแลกายคือ ตั้งสติดูแลใจเพื่อไม่ให้เบียดเบียนตัวเองมากเกินไป  สำหรับเรื่องกินจะไม่กินอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะ (Junk food) และขนมปัง จะชอบกินผักและผลไม้สด ด้านการออกกำลังกายเมื่อก่อนจะชอบวิ่ง แต่เจอปัญหากล้ามเนื้อข้อเท้าอักเสบเลยหยุดไป ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วจึงกลับมาวิ่ง เราจะอ้างไม่ได้ว่าเราติดงานจึงไม่ออกกำลังกาย เพราะมันเป็นเรื่องของวินัยที่ควรมี” ช่อผกา เล่าให้ฟังอย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้เธอยังแลกเปลี่ยนในเรื่องการดูแลสุขภาพใจให้ฟังต่อว่า ในช่วงที่งานหนักๆ ส่วนใหญ่จะเบียดเบียนการนอนของตนเอง ซึ่งตอนนี้เป็นโรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะ  ที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพออาการเหมือนหัวใจเต้นแร็พ ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้นอนอย่างเพียงพอและลดน้ำหนัก

โรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้เรารู้ว่าสุขภาพดีจะต้องมาจากการเตรียมร่างกาย เราโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มากว่า 15 ปี เราได้ทักษะเรื่องการฟังเสียงหัวใจและความรู้สึกตัวเอง ต้องตั้งสติเวลาที่งานเยอะ โดยเราทำงานเราจะใช้พลังในการทำงานมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว คือทุ่มให้กับงานโดยไม่คิดถึงร่างกายเลย แต่เมื่อร่างกายฟ้องเราต้องหยุดฟัง เราต้องถอยต้องผ่อนและตามดูอารมณ์ที่มันมากไป เช่น สนุกมากไป อยากมากไป และมุ่งมั่นมากไป และเมื่อต้องเจอกับความทุกข์ในขณะที่ทำงานนั้น เราจะมีทักษะที่ฝึกจนชำนาญคือการ กดปุ่มความทุกข์ โดยการให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ เป็นสภาวะของสมาธิที่แรงกล้า และแสดงความเป็นมืออาชีพในการทำงานออกมาได้ และเมื่อถึงเวลาจะต้องพักก็จะปิดสวิทช์ร่างกายเพื่อพักผ่อนทันที โดยพักกาย ใจ และทำสมาธิเพื่อทบทวนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ช่อผกา เล่าทิ้งท้าย

กายและใจนับว่าเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง เมื่อกายแข็งแรงก็ย่อมนำมาสู่จิตใจที่แข็งแรงด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่นับว่าสำคัญคือการฟังเสียงทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นให้ได้ ก็จะทำให้การใช้ชีวิตทุกวันของเรามีความสุข

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0 “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

สสส. – ภาคี ร่วมสร้างเด็กคุณธรรม 5.0 "ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์" ทางเลือกใหม่ Gen Z ลดเสพโซเชียลช่วงปิดเทอม

วันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ค่ายลูกเสือกรุงเทพวันวาน หนองจอก มีนบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิธรรมดี องค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการ “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” (THAILAND SUPER CAMP) ภายใต้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมายด์เซ็ท “คุณธรรมเด็กไทย 5.0” ด้วยการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา รับผิดชอบ หวังดึงเยาวชนออกจากหน้าจอช่วงปิดเทอม และสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.  กล่าวว่า ค่ายไทยแลนด์ซุปเปอร์แคมป์ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ให้เยาวชนออกห่างจากหน้าจอ ผ่านกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อลดสถานการณ์เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หวังสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ของประเทศ ให้เป็นคนเก่งและคนดีมีคุณธรรม โดยเฉพาะคุณธรรม 5.0 ซึ่งประกอบด้วยวินัย พอเพียง สุจริต จิตอาสา และความรับผิดชอบ ซึ่งเยาวชน 120 คน จะได้รับการอบรมผ่านกิจกรรมที่ผสานเทคนิคการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เต็มไปด้วยความสนุกและสร้างสรรค์ พร้อมโจทย์ท้าทายให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติภารกิจเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม เป็นระยะเวลา 6 วัน ภายใต้แนวคิด “คุณธรรม 5.0” ส่งผลให้เกิดคนที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศในอนาคต และขยายผลไปจัดโครงการ “THAILAND SUPER SCHOOL” ในระดับภูมิภาคต่อไป

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า ค่าย “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” คือการมุ่งเน้นการพัฒนาอีคิวเพื่อสร้างมายด์เซ็ทคุณธรรม 5.0 เยาวชนมีโอกาสได้ผจญภัยไปกับความคิดของตัวเอง และทำกิจกรรมกลุ่มเรื่องรู้การเป็นผู้ให้ นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อาทิ กิจกรรมสร้างเมืองคุณธรรม ECO KIDS 5.0 ศิลปะเปลี่ยนโลก และปฏิทินความดี 21 วัน เป็นประสบการณ์ที่สอนให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดการเรียนรู้ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม ผ่านหนังสือคู่มือคุณธรรม super book นอกจากนี้ทางโครงการฯ เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาจิตอาสาที่มีพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในโครงการ “THAILAND SUPER CAMP – Train The Trainer” ซึ่งจัดอบรมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ให้เป็นผู้ดูแลเยาวชนในค่ายพร้อมเรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์กิจกรรมการจัดค่าย “ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์” ซึ่งจัดขึ้นรุ่น ป.4-ป.6 วันที่ 8-13 ต.ค. 61 และ ม.1-ม.3 วันที่ 15-20 ต.ค 61 ติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊ก thailandsupercamp2018

สร้างเด็กคุณธรรม 5.0

ด.ญ. ณัชทิพ ขุนหมื่น หรือน้องเคท จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมค่าย ไทยแลนด์ ซุปเปอร์ แคมป์ ซึ่งเป็นการอบรมในรูปแบบที่สนุกไม่น่าเบื่อ และยังได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม โดยเฉพาะเรื่องของวินัย เพราะหากรู้จักการสร้างวินัยในตัวเองแล้ว จะทำให้บริหารทั้งเวลาและกิจกรรมต่างในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ ซึ่งหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมสร้างนาฬิกาวินัย 5.0 “in time” แล้วทำให้มีเป้าหมายในการแบ่งเวลาที่ชัดเจน สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์นอกเหนือจากเล่นมือถือ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในการที่เข้ามาช่วยงานบ้านต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าและสนุกในทุกๆ วัน

ด.ช. ธนยศ สายมาลา หรือน้องพอล จากโรงเรียนอนุบาลผลประสาทวิทยา เล่าว่า นอกจากจะได้เพื่อนใหม่ในค่ายแล้ว ยังได้เรียนรู้ทักษะการเข้าสังคมโดยการทำกิจกรรมกลุ่ม และสร้างผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ซึ่งทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะฐานกิจกรรม “สร้างเมืองคุณธรรม 5.0” ที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมในการวางแผนสร้างเมืองตามจินตนาการ ซึ่งจะมีวัสดุในการสร้างเมืองและเวลาที่จำกัด ทำให้ทุกคนในทีมต้องช่วยเหลือแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบและแชร์สิ่งที่ตนเองถนัดเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งนี้เองทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความสามารถที่แตกต่างของเพื่อนๆ แต่ละคนที่มีความถนัดไม่เหมือนกัน แต่พอได้ร่วมกันทำงานเป็นทีม ทำให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างดีและประสบความสำเร็จ

ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำท้องถิ่น 140 คน และ 75 สุดยอดชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำท้องถิ่น 140 คน และ 75 สุดยอดชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน thaihealth

สสส. ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำท้องถิ่น 140 คน และ 75 สุดยอดชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน หวังให้เป็นผู้นำทั้งความคิดและปัญญา เป็นตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนงานสุขภาวะ เชื่อหากได้ผู้นำดี ชุมชนย่อมเข้มแข็ง ทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงานเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น วาระ: ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ประกาศรายชื่อ “สุดยอดชุมชนท้องถิ่น” และ “สุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น” สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ซึ่งคัดเลือกผู้นำชุมชนจากชุมชนต่างๆ จากทั่วประเทศ ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พร้อมทั้งประกาศสัตยาบัน “ผู้นำชุมชนท้องถิ่น” นำโดยนายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 145 แห่ง กับศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชน(ศจค.) ศูนย์ประสานงานเฉพาะประเด็น (ศปง.) และสถาบันวิชาการคู่ความร่วมมือ

นายสมพร กล่าวว่า การพัฒนาสุขภาวะเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นรากฐานของประเทศ ดั่งแนวคิดองค์เจดีย์ หากฐานของเจดีย์มีความเข้มแข็ง องค์เจดีย์ก็มีความมั่นคงแข็งแรง เช่นเดียวกับประเทศไทย นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2540 ได้กระจายอำนาจบริหารสู่ท้องถิ่นนำมาซึ่งการเกิดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 7,000 แห่ง หากทำให้ท้องถิ่นทุกแห่ง มีความเข้มแข็งย่อม ทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง

ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำท้องถิ่น 140 คน และ 75 สุดยอดชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน thaihealth

ทั้งนี้แนวคิดในการพัฒนาสุขภาวะเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มุ่งให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้กันเองในเชิงลึกมากกว่าการไปพาไปศึกษาดูงาน ซึ่งไม่เกิดผลเท่าไหร่ ขณะเดียวกันท้องถิ่นที่มีความพร้อมจะต้องยกระดับสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดให้กับพื้นที่อื่นๆ ได้

“สิ่งสำคัญของการพัฒนาสุขภาวะเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ คือต้องสร้างผู้นำในชุมชน เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้นำ ซึ่งจะต้อง นำทั้งความคิดและปัญญา ชาวบ้านให้การยอมรับ ศรัทธา และเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติจนเกิดผล การขับเคลื่อนภาระกิจด้านสุขภาวะจึงจะประสบผลสำเร็จ” นายสมพร กล่าว

ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการทำงานของเครือข่ายมาระยะหนึ่งแล้ว เราได้คัดเลือกชุมชนและท้องถิ่นที่มีผลงานโดดเด่นสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก 2,000 ตำบล คัดกรองจาก 789 ตำบล ในครั้งแรกนี้ ได้ “สุดยอดชุมชนท้องถิ่น” จำนวน 75 ตำบล และ “สุดยอดผู้นำท้องถิ่น” จำนวน 140 คน  ซึ่งทั้งหมดมีความเป็นผู้นำทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ โดยทุกคนได้ทำงานในบทบาทต่างๆ มาแล้วจนทุกคนยอมรับ พร้อมเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนได้ศึกษาเรียนรู้ ทางเครือข่ายฯ เชื่อมั่นว่าเมื่อสุดยอดผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากสังคมแล้ว ก็จะเกิดความภูมิใจ มีกำลังใจและความกระตือรือร้นในการขับเคลื่อนงานชุมชนมากขึ้น

ประกาศยกย่องสุดยอดผู้นำท้องถิ่น 140 คน และ 75 สุดยอดชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน thaihealth

สำหรับคุณลักษณะของสุดยอดผู้นำ มีดังนี้ 1.คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน 2.มีความตั้งใจ เอาใจใส่ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ 3.มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.มีคุณธรรม (ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม ประเพณี กติกา ข้อตกลง) มีจริยธรรม (ครองตน ครองคน ครองงาน) 5.ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม 6.มีการเรียนรู้และพัฒนางานด้วยข้อมูลที่เป็นความจริง และมีการนำใช้ข้อมูลในการพัฒนางาน 7.มีความคิดริเริม สร้างสรรค์ หาทางออก (มีอุดมการณ์ มีจินตนาการ วิเคราะห์) เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาไม่หยุดนิ่ง 8.มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่โดยการปลูกฝังจิตสำนึก การถ่ายทอดความรู้ 9.มีเครือข่าย (การสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่) และ 10.มีรูปธรรม (เครื่องมือ เทคนิค วิธีการ รูปแบบ แนวทาง และแนวปฏิบัติ) หรือแบบอย่างของการทำงานและกิจกรรมที่เป็นผลดีต่อชุมชนและสังคม

ส่วนคุณลักษณะของ “สุดยอดชุมชนท้องถิ่น” เป็นการคัดเลือกจากชุมชนที่มีศักยภาพหลากหลายด้านรวมกัน เช่น  ศักยภาพในด้านคน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการพัฒนานวัตกรรม  ซึ่งคุณลักษณะอันหลากหลายนี้ ส่งผลให้เกิดพลังการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ชีวิตมีสุขได้ เพียงแค่ ‘ไม่ทุกข์’

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต และแฟ้มภาพ

ชีวิตมีสุขได้ เพียงแค่ ‘ไม่ทุกข์’  thaihealth

อาจดูเหมือนว่าการห่างไกลจากความทุกข์เป็นเรื่องที่ทำยาก แต่สำหรับ อาหนิง – นิรุตติ์ ศิริจรรยา  ดารานักแสดงชื่อดังวัย 70 ปี บอกเคล็ดลับการหลีกเลี่ยงความทุกข์ว่า “ถ้ารู้ว่าไม่มีความสุขก็อย่าเข้าไปใกล้สิ

ความสุขและความทุกข์ที่ถูกตกตะกอนจากประสบการณ์การใช้ชีวิตของ อาหนิง ได้บอกเราให้เข้าใจว่า ชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่ยาก และทุกสิ่งเริ่มต้นที่ ‘วิธีคิด’ มีหลายๆ เรื่องที่ทำแล้วที่ส่งผลให้เราไม่มีความสุขทั้งในวันนี้หรืออนาคต เราต้องตั้งตนบนความไม่ประมาท และใช้ชีวิตธรรมดาให้มีความสุข

ชีวิตมีสุขได้ เพียงแค่ ‘ไม่ทุกข์’  thaihealth

“ผมไม่ชอบความวุ่นวาย ซึ่งสวนทางกับงานที่ทำ เพราะทำงานในวงการบันเทิง ต้องพบปะผู้คนมากมาย เจอแต่ความทันสมัยต่างๆ เมื่อกลับบ้านผมต้องถอดหน้าที่นั้นออก แล้วกลับมาอยู่ในความสงบแบบที่ผมชอบ อย่างพวกเราเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกันไป เมื่อไหร่ก็ตามที่กลับถึงบ้านก็ถอดเครื่องแบบนั้นออกซะ แล้วใช้ชีวิตที่เป็นแบบเราเอง”

บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรื่องการดื่มเหล้าจึงเป็นอีกเรื่องที่เขาปฏิเสธการดื่มมากว่า 40 ปี ด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เด็กๆ ที่สะสมมา ซึ่งสมัยวัยรุ่นก็เคยดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวในที่อโคจร แต่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “ความทุกข์” ไปแล้วก็ไม่เป็นสุข ทรมานร่างกาย จึงเริ่มค่อยๆ ตัดสิ่งเหล่านี้ออกจากชีวิต เพราะสิ่งที่เราใช้จ่ายไป เสียไป มันไม่คุ้ม และใช้ชีวิตให้อยู่บนความคิดที่มีแก่นที่ถูกต้องว่า ‘เรามีความสุขจริงไหม เราชอบสิ่งเหล่านั้นเพราะอะไร แล้วเลือกสิ่งที่จำเป็นอันดับแรกให้กับชีวิต’

“เมื่อก่อนผมเคยดื่มแอลกอฮอล์ แต่เมื่อเริ่มสังเกตตัวเองกลับพบว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องดื่ม เพราะตื่นเช้ามาตาบวม ร่างกายไม่พร้อม จึงเริ่มเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์มากินมังสวิรัติทุกวันศุกร์แทน บางสิ่งที่เราชอบบางครั้งก็ทำร้ายเรา นอกจากสุขกายแล้วต้องรู้จักสุขใจให้เป็น”

ชีวิตมีสุขได้ เพียงแค่ ‘ไม่ทุกข์’  thaihealth

สำหรับการจัดการกับความทุกข์ของ อาหนิง คือการเข้าใจว่า การตื่นมาในทุกๆ เช้า คงไม่มีใครจะอารมณ์ดีได้ตลอดเวลา ดังนั้นควรพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอความทุกข์ ถ้าเราทิ้งความทุกข์ไม่ได้ก็อยู่กับมัน แต่ต้องจัดการตัวเองด้วยการคิดหาเหตุผล ใครเป็นต้นเหตุ เพราะเราหรือคนอื่น ถ้าเป็นเราทำตัวเองก็ไม่ต้องทำมันอีก ไม่มีใครไม่เคยทำความผิด รู้จักขอโทษคนที่เราทำผิดต่อเขาและขอโทษตัวเราเอง อย่ามัวแต่ไปยึดติดถึงคนที่ทำร้ายเรา เพราะโลกไปนี้มีทั้งดำและขาว

“ใครเดินมาทำไม่ดีเราก็เดินหนี เราเดินหลีกหนีได้ เลี่ยงได้ ใครไม่มีเมตตากับเรา หรือไม่ชอบเรา ก็อย่าเข้าใกล้เขา ก็เท่านั้นเอง เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกแล้ว ก็เลือกที่จะหลีกถอยออกมา” อาหนิง ทิ้งท้าย

ถ้าหากเรารู้ว่าสิ่งใดๆ ก็ตามคือสิ่งที่ทำให้เราเกิดทุกข์ ก็พาตัวเองออกมาจากสิ่งนั้น แม้ต้องใช้เวลานานหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าการจมอยู่แบบนั้นโดยไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย เรื่องการดื่มเหล้าก็เช่นกัน เพราะถ้าทำให้ทั้งตัวคุณเอง และคนที่รักต้องทุกข์ใจ มางดเหล้าให้ครบพรรษาหรือเลิกเหล้าตลอดชีวิตกันเถอะ และถ้าหากต้องการคำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับการเลิกเหล้า สามารถโทรไปที่หมายเลข 1413 ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราได้เลยค่ะ

เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นเสริมสุขภาวะ

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นเสริมสุขภาวะ thaihealth

แฟ้มภาพ

“หมอประเวศ” ชี้ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งประเทศเจริญ สสส. ชูสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่นต้องเข้าเกณฑ์คุณลักษณะ 10 ข้อ กลไกสำคัญช่วยลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ ขับเคลื่อนผ่าน  7 นโยบายสาธารณะสู่วาระประเทศ

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัด “เวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น (Community Key Actors Summit: Reducing Health Risk Factors, Enhancing Health Reinforcing Factors)) วาระ: ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ” เพื่อขับเคลื่อนผลักดันนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นใน 7 ประเด็น ได้แก่ 1.การควบคุมยาสูบ 2.การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุ 3. การพัฒนาระบบอาหารชุมชน 4.การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยโดยชุมชนท้องถิ่น 5.การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น 6.การจัดการระบบนิเวศชุมชนและลดโลกร้อนโดยชุมชนท้องถิ่น และ 7.การพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเปราะบางโดยชุมชนท้องถิ่น โดยมีคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๓  สสส. ภาคียุทธศาสตร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3 องค์กรหลักในพื้นที่ (ท้องที่ องค์กรชุมชน และหน่วยงานรัฐ) สมาชิกเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 790 ตำบล กว่า 4,300 คน เข้าร่วม

เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นเสริมสุขภาวะ thaihealth

ศ. นพ.ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษ “ท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศเจริญ ทุกตำบลปลอดภัย ประเทศไทยปลอดภัย” กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปประเทศที่สำคัญคือการบฏิรูปโครงสร้างอำนาจ กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ทำให้ประเทศมีความมั่นคงและแข็งแรง ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ แต่ที่ยังสามารถพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไปได้เพราะมีองค์กร หน่วยงานอิสระ ที่ทำงาน อย่างสสส. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ผู้นำท้องถิ่นในจังหวัด ซึ่งต่อจากนี้ต้องดำเนินการ 7 ข้อ คือ 1. ทำข้อมูลชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดโดยละเอียด 2.จัดสัมนาผู้นำท้องถิ่นเป็นประจำเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้นำ 3. ทำหลักสูตรสร้างนักพัฒนาชุมชน 4. ประสานนำความรู้และเทคโนโลยีที่จำเป็นไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น 5. ประสานมหาวิทยาลัยให้พัฒนาความรู้และเทคโนโลยีที่ท้องถิ่นต้องการ รวมทั้งหลักสูตรที่เหมาะกับท้องถิ่น 6. ทำการสื่อสารเรื่องชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึงในทุกรูปแบบ 7. จัดเวทีนโยบายสาธารณะสำหรับผู้นำชุมชนท้องถิ่น หากทำได้ก็จะเกิดฐานพัฒนาสุดยอดผู้นำในระดับชาติ

เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นเสริมสุขภาวะ thaihealth

 “หากผู้นำท้องถิ่นมีคุณธรรม จริยธรรม เห็นแก่ส่วนรวม สุจริต มีความสามารถทำงานเป็น จัดการได้ ฉลาด สื่อสารเก่ง เป็นที่ยอมรับ จะเป็นผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง 50 คน ตำบลละ 500 คน ทั่วประเทศ 4 ล้านคน ซึ่งได้รับการพัฒนาศักยภาพจะกลายเป็นฐานผู้นำคุณภาพสูงจำนวนมหาศาล เป็นทิศทางที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้นำท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาทุกตำบลเป็นตำบลสุขภาวะ และพัฒนาประเทศชาติ ตัวอย่างผู้นำในต่างประเทศที่เก่งๆ มาจากผู้นำท้องถิ่นมาก่อน เช่น นายบิล คลินตัน อดีตประธานธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา นายสี จิ้นผิง ประธานธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลงานเชิงประจักษ์ ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เป็นผู้ที่สามารถนำพาประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้าได้” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว 

นายธวัชชัย  ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส. กล่าวว่า เป้าหมายในการจัดเวทีฯครั้งนี้ เพื่อขยายแนวคิด แนวทางการดำเนินงาน และวิธีการเชิงเทคนิคของทั้ง 7 ประเด็นผ่านสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น เข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นและเชื่อมโยงกับขบวนการขับเคลื่อนของทุกระดับ โดยปรับแต่ละประเด็นให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นให้มีความสามารถในการขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรเป้าหมายในพื้นที่ และเผยแพร่รูปธรรมนวัตกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพและเพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะโดยชุมชนท้องถิ่นอันนำไปสู่การขยายแนวคิดและวิธีการไปยังพื้นที่อื่นๆ และเชื่อมโยงกับวาระทางนโยบายของประเทศ

เสริมศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่นเสริมสุขภาวะ thaihealth

นางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่าการพัฒนาสุขภาวะเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยการลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้นำท้องถิ่นต้องมีคุณลักษณะดังนี้ (1) คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน (2) มีความตั้งใจ เอาใจใส่ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ (3) มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้(4) มีคุณธรรม (ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม ประเพณี กติกา ข้อตกลง) มีจริยธรรม (ครองตน ครองคน ครองงาน)(5) ได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม(6) มีการเรียนรู้และพัฒนางานด้วยข้อมูลที่เป็นความจริง และมีการนำใช้ข้อมูลในการพัฒนางาน (๗) มีความคิดริเริม สร้างสรรค์ หาทางออก (มีอุดมการณ์ มีจินตนาการ วิเคราะห์) เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาไม่หยุดนิ่ง (8) มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่โดยการปลูกฝังจิตสำนึก การถ่ายทอดความรู้ (9) มีเครือข่าย (การสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่) และ (10) มีรูปธรรม (เครื่องมือ เทคนิค วิธีการ รูปแบบ แนวทาง และแนวปฏิบัติ) หรือแบบอย่างของการทำงานและกิจกรรมที่เป็นผลดีต่อชุมชนและสังคม ซึ่ง สสส. ดำเนินงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่น โดยใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนมานาน ผู้นำชุมชนถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อชุมชนมาก และหากผู้นำดีก็จะช่วยให้แก้ไขปัญหาของชุมชนและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ชวนต่อต้านคอร์รัปชันในงานเดิน-วิ่ง “Good Guy Run”

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ชวนต่อต้านคอร์รัปชันในงานเดิน-วิ่ง

แฟ้มภาพ

ป.ป.ช. จับมือ สสส. ชวนชาวไทยต่อต้านคอร์รัปชัน! รวมพลังความดี มีคุณธรรมให้โลกเห็น ในงานเดิน-วิ่ง "Good Guy Run" ครั้งที่ 1 ในวันที่ 2 ธ.ค. ณ สนามศุภชลาศัย

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง “กู๊ด กาย รัน (Good Guy Run ) ครั้งที่ 1" รวมพลังคนไทยส่งเสริมความดี มีคุณธรรม ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ ไม่เอาคอร์รัปชัน ในวันที่ 2 ธันวาคม 2561 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย 

ชวนต่อต้านคอร์รัปชันในงานเดิน-วิ่ง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในปี 2561 เป็นปีแรกที่ต้องการนำหลักส่งเสริมสุขภาพร่วมบูรณาการกับการสร้างสังคมส่งเสริมความดีร่วมต้านการทุจริต จึงร่วมกับ สสส. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง “กู๊ด กาย รัน ครั้งที่ 1” เพื่อแสดงพลังของทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการร่วมเชิดชูคนดี มีคุณธรรม และสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องเพื่อเป็นต้นแบบของสังคมอย่างยั่งยืน โดยจะจัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกปี

ชวนต่อต้านคอร์รัปชันในงานเดิน-วิ่ง

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า งานเดิน-วิ่ง กู๊ด กาย รัน ครั้งนี้ เป็นการร่วมแสดงพลังบวก พลังความดีด้วยการซื่อสัตย์ในสังคมนักวิ่ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 10 กม.  5 กม. และ 1.5 กม. นักวิ่งทุกคนจะได้รับเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก และสายรัดข้อมือ "GOOD GUY" ภายหลังเข้าเส้นชัยร่วมกิจกรรมการแปรอักษรเป็นสัญลักษณ์รูปมือ  ผู้สนใจร่วมงานสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 ตุลาคม นี้ ทาง www.thaijogging.org หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Good Guy Run และร่วมส่งต่อภาพถ่ายนักวิ่งสู่นักวิ่งด้วยกันกิจกรรม "Good Guy Run Usfie & Share ทำดีแล้วบอกต่อ" เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยลุกขึ้นมาออกกำลังกายและร่วมสร้างความดีอย่างต่อเนื่อง สสส. มีวิสัยทัศน์เพื่อทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน โดย “การวิ่ง” เป็นกิจกรรมทางกายที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งการเพิ่มความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หากคนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะช่วยลดความสูญเสียชีวิตจากโรค NCDs ได้ถึง 11,129 รายต่อปี และลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,977 ล้านบาท

ชวนต่อต้านคอร์รัปชันในงานเดิน-วิ่ง

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เอซีที (ACT) คือองค์กรเอกชนที่ต้องการเป็นพลังสังคม ขับเคลื่อนให้การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนไทยและสังคมไทยยอมรับไม่ได้ ความดีและความซื่อสัตย์สามารถสร้างได้โดยเริ่มจากตัวเราเอง ซึ่งการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง รักษาความซื่อสัตย์  เพราะทุกคนต้องเคารพกฎกติกา ไม่เอาเปรียบผู้อื่นด้วยการโกงหรือลัดเส้นทางวิ่ง นอกจากนี้ นักวิ่งยังสามารถส่งต่อความดีด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนนักวิ่ง งานวิ่งครั้งนี้ทุกคนสามารถแสดงพลังความดีให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง

รู้จักความสุขในแบบ “ฌอน บูรณะหิรัญ”

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

รู้จักความสุขในแบบ "ฌอน บูรณะหิรัญ" thaihealth

แฟ้มภาพ

"ฌอน บูรณะหิรัญ" หนุ่มไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา ใครจะคิดว่าผู้ชายที่คิดบวกและมองโลกในแง่ดีคนนี้จะมีชีวิตวัยเด็กที่โดนรังแกทุกวัน ถูกล้อตั้งแต่เรื่องหน้าตา ไปจนถึงการมีเรื่องชกต่อย จนทำให้ช่วงชีวิตในวัยเด็กของเขาทำความสุขหล่นหายไป การเรียนจิตวิทยาทำให้เขามองโลกของคนอื่นในความเป็นไปที่แท้จริง กลายมาเป็นเพจสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนบนโลกใบนี้ ให้เลือกมองบทเรียนที่ผิดพลาดและเดินต่อไปอย่างมีพลัง จนทำให้เราอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีวิธีการคิดและสร้างความสุขให้กับตัวเองอย่างไร

ฌอน เล่าย้อนให้ฟังว่า ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ชอบหาข้อมูล ชอบฟังเรื่องราวการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ จากผู้ใหญ่และนำมาบอกต่อให้คนอื่นได้รับรู้ และสิ่งที่ทำให้ผมมีพลังลุกขึ้นมาทำแฟนเพจแบบนี้ เกิดจากแรงสนับสนุนจากผู้คนรอบข้าง ที่ช่วยผลักดันและให้กำลังใจในสิ่งที่เราทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อใครอีกหลายๆ คน จนกระทั่งวันหนึ่งมีชาวต่างชาติส่งข้อความมาทางแฟนเพจว่า “วันนี้เขาเลือกที่จะไม่ฆ่าตัวตาย เพราะเขาได้ดูคลิปวีดีโอของเรา” ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นแรงบันดาลใจที่ได้รับกลับมาให้ผมยังทำงานตรงนี้ต่อไป

ทุกคนมีนิยามความสุขที่แตกต่างกันออกไป บางคนแค่ได้กินอาหารที่อร่อย ได้เดินทางไปในที่ต่างๆ อ่านหนังสือ หากิจกรรมทำ หรือแม้กระทั่งอยู่กับคนที่เรารักก็มีความสุขแล้ว แต่หากเมื่อใดที่เกิดความทุกข์ สิ่งสำคัญคือเราต้องหาความสุขจากเหตุการณ์นั้นให้เจอ

“ในมุมมองของฌอน การก้าวผ่านความทุกข์ คือ อยู่ที่ว่าเรามองปัญหาที่กำลังเจออย่างไร แทนที่จะคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทำร้ายเรา แต่อยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองว่าปัญหานั้นให้บทเรียนอะไรบ้าง เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังในการสร้างบางสิ่งบางอย่าง เพราะในทุกปัญหามักจะมีบทเรียนซ่อนอยู่ที่รอให้เราเข้าไปเรียนรู้และนำมาแก้ไข เช่น ตอนที่ผมป่วยเข้าโรงพยาบาล เป็นช่วงที่ทรมานมาก แต่มันทำให้ผมได้มีเวลาพัก มีเวลาอยู่กับตัวเอง และคนรักมากขึ้น ที่สำคัญความทุกข์ในครั้งนั้นมันสอนผมว่า “ถึงเรามีทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีสุขภาพที่แข็งแรง อย่างอื่นก็ไม่มีความหมาย” ฌอน อธิบาย

เห็นได้ว่ามุมมองของฌอน บูรณะหิรัญ ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่ สสส. ทำมาตลอด อย่าง “การสร้างความสุขให้กับทุกคน” เพราะความสุขเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเมื่อความสุขของทุกคนรวมกันจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยสร้างสังคมให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข