วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง  thaihealth

“พล.อ.อนันตพร” วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง “สังคมไทยไร้ความรุนแรง-SE-สังคมผู้สูงอายุ” วอนอย่างมองแค่วาระการเมือง มุ่งสานต่อกลไกพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นประธานการประชุมสรุปผลงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อการพัฒนาสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 2 ปี (ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561) ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ 2.ด้านการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ 3.ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย 4.ด้านการออมเพื่อการเกษียณอายุ และ 5.ด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมมอบโล่ห์รางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย (Building a Good Society Award) จำนวน 20 รางวัล และเกียรติบัตรรางวัลสร้างสรรค์สังคมไทย จำนวน 18 รางวัล

โดย พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่มีจุดอ่อนและจุดแข็งต่างกัน แต่สามารถเติมเต็มการทำงานร่วมกันได้ อาทิ การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ ที่มีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม. เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งรัฐมีจุดแข็งคือการใช้กฎหมายเป็นตัวนำ เป็นข้อบังคบ และมีฐานข้อมูลคนพิการ แต่มีบุคลากรน้อยและไม่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอาชีพให้ตรงความต้องการตลาดแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนมีประสบการณ์ในการช่วยฝึกอาชีพ พัฒนาศักยภาพ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคนพิการได้ ขณะที่ภาคประชาสังคมก็ทำหน้าที่เป็นข้อต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนพิการที่อยู่ในพื้นที่ และเข้าใจความต้องการของคนพิการ รวมถึงภาคการศึกษาวิชาการ ทำหน้าที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมทางสังคมต่างๆ เมื่อเกิดข้อติดขัดก็ใช้เวทีการประชุมคณะทำงานฯ เป็นเวทีกลางในการพิจารณาวางแนวทางในการแก้ไข ซึ่งแต่ละประเด็นถือว่ามีความคืบหน้าและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่คณะทำงานฯ จะเน้นและให้ความสำคัญในการสร้าง 3 เรื่อง คือ 1.การสร้างสังคมไทยไร้ความรุนแรง โดยเฉพาะการปรับเจตคติของสังคม ไม่ให้มองความรุนแรงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ผู้ถูกกระทำไม่กล้าร้องทุกข์ ทั้งที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 2550 และมีกระบวนการช่วยเหลือพร้อมอยู่แล้ว 2.การสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ซึ่งเป็นการนำ “ผลกำไร” มาบวกกับ “การสร้างประโยชน์แก่สังคม” และให้เกิดความยั่งยืนในตัวเอง โดยเฉพาะกับคนพิการและผู้สูงอายุ และ 3.การสร้างสังคมสูงอายุ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องเดินหน้าต่อไป และทำให้เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้มองเรื่องเหล่านี้เป็นวาระทางการเมือง หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพียงแต่รัฐบาลนี้ได้ยกระดับและสร้างกลไกคณะทำงานขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น ดังนั้นแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่หากเครือข่ายยังร่วมกันเดินหน้าต่อไปก็จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป” พล.อ.อนันตพร กล่าว

วางเป้าความร่วมมือ “รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” เน้น 3 สร้าง  thaihealth

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาช่วยให้เกิดการแก้ไข ทำความเข้าใจต่อประเด็นข้อจำกัด หรือการหนุนเสริมรายละเอียดต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ในส่วนของภาคประชาสังคม จะยังคงหนุนเสริมและร่วมขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาสังคม ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละองค์กรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังได้เรียนรู้แนวคิดการทำงานในรูปแบบของภาคเอกชน และเป็นภาคีที่จะร่วมกันทำงานพัฒนาสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป สสส. และภาคีเครือข่าย มีการทำงานที่หนุนเสริมและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ พม. อยู่แล้ว ทั้งการขับเคลื่อนประเด็นความรุนแรงในครอบครัว สตรี และผู้สูงอายุ และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พัฒนาระบบและความพร้อมประชาชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งภาคประชาสังคมพร้อมสนับสนุนดำเนินงานต่อเนื่อง

“สำหรับการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม (Social Impact Finance) เพื่อเป็นทางเลือกของการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านการพัฒนาสังคม โดยขณะนี้ได้ศึกษาในระยะที่หนึ่งเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการออกแบบ ดำเนินการ และให้ทุนสนับสนุนโครงการที่เน้นเชิงป้องกัน และให้ความช่วยเหลือแต่แรกเริ่ม เพื่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมทางบวกที่เป็นรูปธรรม และลดค่าใช้จ่ายงบประมาณรัฐในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น  โดยศึกษาใน 3 ประเด็น ได้แก่ คนพิการ เด็กด้อยโอกาส และผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ซึ่งการดำเนินการในช่วงต่อไปจะเป็นการทดลองภายใต้โครงการนำร่องและติดตามประเมินผล เพื่อนำมาสู่การพัฒนารูปแบบและขยายผลในระยะต่อไป โดยคาดหวังว่าแนวทางการดำเนินงานนี้จะสามารถเป็นกลไกพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาสังคมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” ดร.สุปรีดา กล่าว

นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแขงให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบางในสังคม ถือเป็นพันธกิจที่ภาคธุรกิจดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังมีกลไกการทำงานตามแนวทางสานพลังประชารัฐ ได้ช่วยให้การประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ  ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีความเข้มแข็งและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น  ทำงานครอบคลุมในหลายมิติ อาทิ ทั้งการใช้ศักยภาพของแต่ละธุรกิจเข้าไปช่วยหนุนเสริมการพัฒนาสังคม  รวมถึงความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนต่างๆ ร่วมกับภาครัฐ  เป็นต้น  โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มต่างๆ และที่ผ่านมาการดำเนินงานคืบหน้าไปมาก ในส่วนหอการค้าไทยและบริษัทเอกชนในเครือข่ายประชารัฐ  ได้ขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการจนปัจจุบันภาคธุรกิจจ้างงานคนพิการ (ม.33, ม.35) ถึง 50,182 อัตรา เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 13,163 อัตรา ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ไม่เพียงช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ สร้างความสุขให้กับผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น  แต่ยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อีกด้วย

เปิดงานขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่นที่บุรีรัมย์

ที่มา:ผู้จัดการออนไลน์

เปิดงานขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่นที่บุรีรัมย์ thaihealth

แฟ้มภาพ

แรงงานนอกระบบเป็นฐานของกำลังแรงงานทั้งหมดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นนของผู้ที่มีงานทำ ทางรัฐบาลและกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญ โดยการส่งเสริมให้มีการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย พัฒนาให้มีความเข้มเข็งมากขึ้น สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจมากขึ้น

          นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดงานการขับเคลื่อนแรงงานนอกระบบสู่ท้องถิ่น “INFORMAL LABUR FAIR 2018” แรงงานนอกระบบ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ที่ห้องประชุมสนามฟุตบอลช้างอารีน่า อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายแรงงานนอกระบบในท้องถิ่น ตลอดทั้งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจสถานการณ์ด้านแรงงานนอกระบบ กฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คนนายวิวัฒน์ เปิดเผยว่า แรงงานนอกระบบเป็นฐานของกำลังแรงงานทั้งหมดมากกว่า 60 เปอร์เซ็นนของผู้ที่มีงานทำ ทางรัฐบาลและกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญ โดยการส่งเสริมให้มีการสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย พัฒนาให้มีความเข้มเข็งมากขึ้น สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจมากขึ้น เช่นสำนักงานประกันสังคมส่งเสริมให้ได้รับสิทธิประโยชน์ หลักประกันทางสังคมตามมาตรา 40 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดูในเรื่องของสภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยในการทำงานจากเครื่องมือ เครื่องใช้และเครื่องจักร

 

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

สสส.-กพย. ภาคีเครือข่าย ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ รณรงค์ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี “เป็นหวัดเจ็บคอ ไม่ง้อยา” หลังพบคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ปีละ 88,000 ราย แนะลดใช้ยาโดยไม่จำเป็น

วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ลานใบไม้ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กลุ่มใบไม้ในเมือง และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดกิจกรรม ใบไม้รักษ์โลก Episode 3 : “ยา อย่า Yah!!” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาต้านแบคทีเรีย เนื่องในสัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย ประจำปี 2561 โดยมี ทพ.ศิริเกียรติ   เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. เป็นประธานเปิดงาน

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

ทพ.ศิริเกียรติ กล่าวว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาราวปีละ 700,000 คน และหากไม่เร่งแก้ไขปัญหา ในปี 2593 คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจะสูงถึง 10 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศในแถบเอเชียจะมีคนเสียชีวิตมากที่สุด คือ 4.7 ล้านคน สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มีการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณปีละ 80,000 ราย เสียชีวิตประมาณปีละ 38,000 ราย คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท จากสถานการณ์ข้างต้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 โดยมีเป้าหมายภายในปี 2564 คือ (1) การป่วยจากเชื้อดื้อยาลดลงร้อยละ 50 (2) การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ (3) ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และ (4) ประเทศไทยมีระบบจัดการ การดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

“เพื่อเป็นการสนองยุทธศาสตร์ที่ 5 ในการส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน สสส. กพย. และภาคีเครือข่าย จึงมุ่งรณรงค์สร้างความเข้าใจเพื่อลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่จำเป็น  โดยเฉพาะโรคหวัดเจ็บคอ ซึ่งมีผลการวิจัยชัดเจนว่า กว่าร้อยละ 80 เกิดจากเชื้อไวรัส  ความรู้และความตระหนักในเรื่องนี้จึงนับเป็นด่านแรกที่สามารถป้องกันการใช้ยาต้านแบคทีเรียอย่างไม่สมเหตุสมผลได้ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

ขานรับยุทธศาสตร์ต้านเชื้อดื้อยาชาติ ‘ใช้ยาปฏิชีวนะถูกวิธี’ thaihealth

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย หรือ Antibiotic Awareness Week เป็นกิจกรรมที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสำคัญ โดยมีมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่จัดงานขึ้นในปีนี้ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ตอบสนองการป้องกันปัญหาดังกล่าว ด้วยการณรงค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพราะประชาชนส่วนใหญ่ ยังมีความเข้าใจผิดว่าเป็นหวัดเจ็บคอ ต้องกินยาต้านแบคทีเรียถึงจะหาย แต่ความจริงแล้วการกินยาต้านแบคทีเรียเมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ นอกจากไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น ยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้นในร่างกาย หากวันข้างหน้ามีอาการป่วยหนักจากการติดเชื้อในอวัยวะที่สำคัญ จะทำให้ยาใช้ไม่ได้ผล ส่งผลอันตรายถึงชีวิต

ด้าน นางสาวแววรัตน์ ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการสายงานบุคคลและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวถึงการให้ความสนับสนุนของบริษัท ยิบอินซอย จำกัด ว่า ทางบริษัทฯ มีความยินดีแบ่งปันพื้นที่ลานใบไม้ ซึ่งถือเป็นลานกิจกรรมที่นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการจัดงานภายในของบริษัทฯ แล้ว ยังแบ่งปันพื้นที่ให้หน่วยงาน หรือบุคคลทั่วไปที่มีแนวคิดและสนใจทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ได้เข้ามาร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ ร่วมกัน สำหรับกิจกรรมใบไม้รักษ์โลก episode3 ตอน ยา อย่า Yah! ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. นี้ ได้ถูกออกแบบเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทั่วไป ให้เกิดความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพตนเอง ด้วยการแนะนำช่องทางการเข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัย ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง ลดการพึ่งพายาต้านแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะ โดยจะมีวิทยากรทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ความรู้และประสบการณ์ตรง ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบปลอดภัยเพื่อนำมาประกอบอาหาร และการปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเอง ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งวัน                   

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team content www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข thaihealth

ทำทุกอย่างที่เข้าใจ แล้วจะมีความสุข

“กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไป” วลีเด็ดจาก อาจารย์ยิ่งศักดิ์ พิธีกรและพ่อครัวฝีปากกล้าที่ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ปัจจุบันหันมาทำอาหารเพื่อสุขภาพ เพียงเพราะประโยคที่ว่า “ทุกคนจะไม่ทุกข์ หากไม่เห็นใครสักคนในบ้านป่วย”

อาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ พิธีกร-พ่อครัว และประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ มองว่าตนเคยเป็นต้นเหตุในการเชิญชวนให้ผู้ที่ชมรายการอาหาร เอร็ดอร่อยไปกับการรับประทาน "อาหารสไตล์ยิ่งศักดิ์" ที่รสชาติจัดจ้าน แต่หลังจากที่สุขภาพเริ่มแย่ลง น้ำหนักและไขมันในตัวเองเพิ่มขึ้นจึงหันมารักษาสุขภาพ และเริ่มหันมาสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

“เพราะคุณแม่ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตวันเว้นวัน จึงต้องจำกัดอาหารที่รับประทาน เลยหันมาทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะดูแลคนป่วยจริง ๆ เราจะป่วยด้วยกันหมดทั้งบ้าน และถ้าประเทศชาติมีคนป่วยเป็นโรคไตจำนวนมาก ไม่นานคนไทยทั้งประเทศก็จะป่วยตามกันไปด้วย” อาจารย์ยิ่งศักดิ์ เล่าว่า ทุกคนจะไม่รู้สึกทุกข์ หากไม่เห็นใครสักคนในบ้านป่วย ดังนั้นเมื่อคุณแม่ป่วย จึงหันมาดูแลสุขภาพของคุณแม่ และของตัวเอง โดยการเลือกทานอาหารที่ดี พยายามเลือกอาหารที่ไม่รสจัด ไม่เค็มจัด ไม่หวานจัด ไม่มันจัด และพยายามเพิ่มผักสดเข้าสู่ร่างกายให้มากที่สุด เพราะผักคือสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกาย

แต่สำหรับใครที่ติดการรับประทานอาหารรสจัดจนยากที่จะลด อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ได้แนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้ลดอาหารรสชาติจัดจ้าน และยังสร้างความสุขไปพร้อมกันด้วยได้ คือ "การทำความเข้าใจ" โดยจะต้องไม่บังคับให้ตัวเองเลิก เพราะจะทำให้เกิดความทุกข์ แต่ให้ทำความเข้าใจใหม่ว่า หากรับประทานอาหารรสชาติจัดจ้านจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย เพียงปรับความเข้าใจก็จะสามารถทำให้ลดอาหารรสจัดได้ และยังมีความสุขในการเลือกรับประทานอาหารอีกด้วย

อาจารย์ยิ่งศักดิ์ เล่าว่า แม้ว่าในช่วงแรกจะยากแต่หากค่อย ๆ ทำไปจะเริ่มชิน และเมื่อกลับมาทานอาหารรสชาติจัดจ้านอีกครั้งจะรู้สึกว่าไม่อร่อยเหมือนเดิม รู้สึกว่าเค็มไป รสชาติจัดเกินไป นั่นเพราะลิ้นได้ปรับสภาพให้ชินกับการรับประทานอาหารที่ไม่รสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

การไม่รับประทานอาหารรสจัด การลดเค็ม ลดโซเดียม รวมไปถึงการทานผักให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมต่อวัน เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนของ สสส. ที่มุ่งหวังจะเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี ทั้งด้านกาย จิต ปัญญา และสังคม เพราะสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องดูแลเอาใส่ใจ การรับประทานอาหารที่ดีไม่หวาน มัน เค็มจนเกินไป เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้อาจารย์ยิ่งศักดิ์ได้ฝากทิ้งท้ายถึงการเลือกรับประทานอาหารว่า “อย่าทานอาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด มันจัดนะครับ”

ฮอร์โมนหิว จัดการได้

ที่มา : พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล เครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส.

ฮอร์โมนหิว จัดการได้ thaihealth

ในการทำสงครามกับพุง เราต้องทำความรู้จักกับฮอร์โมนสำคัญสองตัว ตัวหนึ่งคือ ฮอร์โมนหิว และอีกตัวคือ ฮอร์โมนอ้วน วันนี้เรามารู้จักเจ้าตัวพี่ฮอร์โมนหิวกันก่อนนะคะ ฮอร์โมนหิวนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่เป็นทางการว่าเกรลิน

เกรลินถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งสองมือไปหาอาหารเข้าปาก ก่อนมื้ออาหารจะเป็นช่วงเวลาที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อรับประทานอาหารไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงประมาณ 3 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย วิธีการที่จะจัดการกับความหิว คือ พยายามควบคุมเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป ซึ่งทำได้ง่ายๆ ตามทิปต่อไปนี้

1.เพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จพช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลินได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเช้า

2.เลี่ยงอาหารไขมันสูง พบว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง ส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้น

3.อย่านอนดึก การนอนไม่พอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวเก่งขึ้นด้วย

4.รับประทานมื้อเล็กแต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่บ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง

5.หาทางจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย นวด นั่งสมาธิ ฟังเพลง ในเวลาที่เรามีความเครียดหรือวิตกกังวล เกรลินจะถูกผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราหิวง่ายในยามเครียด

 

 

 

มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

แพทย์โรคไต เผยคนไทยกินเค็มสูงถึง 2 เท่า ส่งผลป่วยโรคไต 7.6 ล้านคน ความดัน 13 ล้านคน ชี้รัฐแบกภาระรายจ่ายสุขภาพถึงปีละ 1 แสนล้านบาท พบผู้มีรายได้น้อยป่วยสูงสุดถึง 70% เหตุไม่มีทางเลือก ย้ำสินค้าสุขภาพต้องถูกกว่าสินค้าทำลายสุขภาพ เผยมาตรการลดโซเดียมในอมริกา-แคนาดา ช่วยป้องกันผู้เสียชีวิตถึง10%  ขณะที่ประธานชมรมเพื่อนโรคไตหนุนสรรพสามิตจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีโซเดียมสูง เหตุได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาหารโซเดียมสูง ส่งผลไตวายตั้งแต่อายุยังน้อย ชี้หากปล่อยให้คนไทยกินเค็มต่อไปจะเป็นภาระทางสุขภาพของประชาชนและประเทศ 

 มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า การที่กรมสรรพสามิตจะมีมาตรการจัดเก็บภาษีในอุตสาหกรรมอาหารที่มีโซเดียมสูง ถือเป็นมาตรการที่เหมาะสม เพราะทุกวันนี้คนไทยกินเค็มสูงถึง 2 เท่า  ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื่องรัง หรือNCDs ได้แก่ ความดันโลหิตสูง 13 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมอง 5 แสนคน และโรคหัวใจขาดเลือด750,000 คน เฉพาะค่าใช้จ่ายในการล้างไตสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี ค่าฟอกเลือด 2 แสนบาท/คน/ปี และมีจำนวนคนไข้ที่ฟอกเลือดเพิ่มขึ้นปีละ 2,000 คน/ปี ยังไม่นับรวมค่ายารักษา ส่งผลให้รายจ่ายทางสุขภาพของรัฐสูงถึงปีละ 50,000-100,000 ล้านบาท/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15%

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า มาตรการนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญเพราะโรค NCDs เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้ดำเนินมาตรการลดการบริโภคเค็ม โดยพบว่าหากลดให้ได้อย่างน้อย 30% จะสามารถช่วยป้องกันชีวิตคนไม่ให้เสียชีวิตถึง 10% และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50,000-100,000 ล้านดอลลาร์/ปี สำหรับการดำเนินมาตรการลดการบริโภคเค็มในสังคมไทย ที่ผ่านมาได้มีการทำงานร่วมกับอ.ย. เพื่อขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมเป็นเวลาหลายปี โดยขอความร่วมมือให้ปรับสูตรลดโซเดียมลง 30% ภายใน 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกแต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีความเค็มสูงคือ อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป และกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่กระทบต่อสุขภาพของเด็ก การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอาหารอุตสาหกรรมที่มีโซเดียมสูงจะช่วยให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าที่มีโซเดียมลดลงมากขึ้น เพราะจากประสบการณ์ต่างประเทศพบว่า ประชาชนเลือกซื้อสินค้าด้วยเหตุผลเรื่องราคาผลิตภัณฑ์ถึง  80% มากกว่าคำถึงถึงสุขภาพเพียง 20% เช่นในมาตรการภาษีโซเดียมของประเทศฮังการีที่ได้ผลมากกว่าการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว

“มาตรการภาษีโซเดียมเป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดการเพื่อสุขภาพของประชาชน และหากมีข้อกังวลว่าจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยจะเดือดร้อนนั้น จากข้อมูลพบว่า 70% ของผู้ป่วยโรคNCDs มาจากผู้ที่มีฐานะยากจน เพราะมีทางเลือกน้อยและส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำจึงไม่มีเวลาศึกษาข้อมูล ดังนั้นเราควรปกป้องกลุ่มคนเหล่านี้โดยทำให้อาหารดีต่อสุขภาพราคาถูกกว่าสินค้าที่ทำลายสุขภาพ โดยสินค้าที่ลดโซเดียมในหมวดเดียวกันที่ไม่เสียภาษีก็ไม่ควรอาศัยจังหวะนี้ขึ้นราคา นอกจากนี้มาตรการที่ควรทำควบคู่กันคือ การสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคโดยมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเพื่อเป็นทางเลือกกับผู้บริโภค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว   

มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

นายธนพล ดอกแก้ว  ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวว่า ตนขอสนับสนุนมาตรการจัดเก็บภาษีโซเดียมในอุตสาหกรรมอาหารที่มีโซเดียมสูงของรัฐบาล เพราะเป็นนโยบายที่ดีในการดูแลสุขภาพของประชาชน ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการกินเค็ม ชอบกินขนมขบเคี้ยวและกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งแต่เป็นนักศึกษา ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปี และเป็นไตวายระยะสุดท้ายเมื่ออายุ 30 ปี ในสมัยนั้นหลักประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุมค่าฟอกไต ฟอกเลือด ทำให้มีค่าใช้จ่ายครั้งละ 6,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 72,000 บาท ดังนั้นหากรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลถึง 4 โรค ทั้งเบาหวาน หัวใจ ความดัน ไต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่รัฐแบกไว้จะสูงถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท หากปล่อยให้คนไทยบริโภคเค็มต่อไปจะเป็นภาระทางสุขภาพของประชาชนและต่อประเทศ 

การแยกโรคปวดศีรษะ

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

การแยกโรคปวดศีรษะ thaihealth

แฟ้มภาพ

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องนานเป็นวันๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันๆ ขึ้นไป ควรแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง) คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นๆ หายๆ ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ มักจะเกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ก็ทุเลาไป ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวัน อาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้งตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกปวด และจะปวดนานขึ้นทุกวัน จนในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไป จากเดิม

3. โรคทางสมองอื่นๆ

เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วย จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่าง รุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวด จะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆ ตรงบริเวณตาขาว (รอบๆ ตาดำ) อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันๆ ซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

กระเป๋าคู่กาย ตัวช่วยผู้หญิงยามฉุกเฉิน

ที่มา : http://talkaboutsex.thaihealth.or.th

กระเป๋าคู่กาย ตัวช่วยผู้หญิงยามฉุกเฉิน thaihealth

เมื่อเป๋าถือหรือกระเป๋าสะพาย กลายเป็นของคู่กายสำหรับผู้หญิงทุกคน เป็นทั้งเครื่องประดับที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิง ที่สำคัญยังเป็นกล่องบรรจุอุปกรณ์เครื่องใช้ขนาดพกพา เคลื่อนย้ายติดตัวสาวๆไปตามสถานที่ต่างๆ ในทุกหนทุกแห่ง ซึ่งภายใต้กระเป๋าใบใหญ่ยังมีกระเป๋าใบย่อมใส่อุปกรณ์แต่งหน้า และเครื่องมือสื่อสารประเภทต่างๆ มากมาย

แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่ายังมีของจำเป็นที่ผู้หญิง ควรพกและมีติดกระเป๋าไว้นอกเหนือจากเครื่องประทินผิว กระจก โทรศัพท์มือถือ เอ็มพี3 กระเป๋าสตางค์ เพราะเมื่อเกิดเหตุจำเป็นเราสามารถหยิบมาใช้ได้ทุกเวลาโดยไม่เป็นต้องเดือดร้อนวิ่งหาในเวลานั้น……ของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง

1. สมุดบันทึก และกล่องดินสอคู่ใจ

เมื่อชีวิตคือการเดินทางทุกครั้งเมื่อก้าวออกจากบ้าน เดินทางไปสถานที่ต่างๆ ระหว่างทางก็มักมีเรื่องราวและภาพแห่งความประทับใจเกิดขึ้น “สมุดบันทึก”และ “กล่องดินสอ”จะเป็นคู่หูช่วยเก็บข้อมูลส่วนตัวและภาพความทรงจำที่เพื่อนๆ ไม่อยากลืมผ่านการจดบันทึก

เท่านั้นยังไม่พอ!!ภายในสมุดบันทึกเล่มโปรด เพื่อนๆ สามารถนำปฏิทินรอบเดือนมาแปะลงในสมุดแล้วจดทึกรอบเดือนในแต่ละครั้งที่มา เพื่อให้ทราบระยะรอบเดือนของตนเอง และทราบถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายในระหว่างมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของประจำเดือนที่มาในแต่ละวัน สีสัน กลิ่น ความเข้มข้น ความใส ทั้งหมดนี้มีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเพื่อนๆที่สนใจปฏิทินรอบเดือนติดต่อขอรับปฏิทินได้ที่แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส.

ถ้าจะให้ดีจดเพิ่มเกี่ยวกับ“ตกขาว”ของเหลวที่ออกมาจากช่องคลอดด้วยยิ่งดี เพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ภาวะสุขภาพภายในของเพื่อนๆ ได้ ที่สำคัญเวลาไปพบแพทย์เพื่อนๆ จะมีข้อมูลสุขภาพไปเล่าให้คุณหมอฟัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยปัญหาสุขภาพภายใน

2. กล่องยาเคลื่อนที่

ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ สาระพันปัญหานี้เป็นเรื่องจริงที่ร่างกายต้องเจอ จากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เพื่อนๆ ที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัวยิ่งควรพกกล่องยาติดกระเป๋าไว้ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ซึ่งยาเบื้อต้นที่ควรมี คือ ยาแก้ปวดลดไข้ แก้ปวดประจำเดือน แก้แพ้ แก้เมารถ สำหรับใครที่มีโรคประจำตัวอย่าลืมพกยาใส่กล่องแล้วกินตามที่หมอสั่งเพื่อป้องกันอาการไม่ให้กำเริบหรือรุนแรงขึ้นค่ะ เช่น โรคไมเกรน หอบหืด ภูมิแพ้ เป็นต้น

นอกจากนี้อาการปวดวันนั้นของเดือน ทำให้ผู้หญิงหลายคนรู้สึกไม่สบายตัว หันมาพึงยาแก้ปวด ลดอาการกันเป็นประจำ จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในกล่องยา และถึงแม้ไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน ปัจจุบันมียาแก้ปวดประจำเดือนโดยเฉพาะ ซึ่งจะไปลดสารที่หลั่งออกมาจากมดลูก สาเหตุโดยตรงของอาการปวดประจำเดือน ยานี้ค่อนข้างได้ผลดีค่ะ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ เพราะเพื่อนๆ อาจแพ้ยาได้ ทางที่ดีควรกินยานี้พร้อมอาหารเพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร

3. ของใช้กู้ชีพยามฉุกเฉิน

เพื่อนๆ เห็นหัวข้อนี้แล้ว อย่าเพิ่งคิดไปว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายนะคะ “ของใช้กู้ชีพยามฉุกเฉิน” ที่ว่านี้ เป็นของใช้จำเป็นของผู้หญิงมีไว้แล้วอุ่นใจพร้อมหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ ……

นี่เลยผ้าอนามัยตัวช่วยป้องกันการซึมเปื้อนของประจำเดือน เนื่องจากรอบเดือนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้วันนั้นของเดือนอาจคลาดเคลื่อนซึ่งบางคนก็ไม่ได้เตรียมป้องกัน การพกผ้าอนามัยใส่กระเป๋าติดไว้ย่อมดีกว่า หมดปัญหาไร้กังวลในสถานการณ์หรือสถานที่ที่ไม่อำอวยความสะดวกต่อการซื้อ

ไม่หมดแค่นี้..ถุงยางอนามัย ก็เป็นของจำเป็นที่ผู้หญิงควรพกติดตัวเช่นเดียวกัน ได้ยินได้ฟังกันแบบนี้อาจรู้สึกว่า…จะดีเหรอหากผู้หญิงจะยืดอกพกถุง ผู้ชายอาจมองว่าช่ำชอง โดนเหมารวมเป็นหญิงขายบริการหรือเป็นหญิงใจง่ายหรือเปล่านะ น่าแปลกที่ถุงยางอยู่ในมือชายถือเป็นเรื่องปกติ ให้เหตุผลจะได้ปลอดภัยไม่ทำใครท้อง แต่ถ้าอยู่ในมือหญิงเป็นเรื่องไม่ดี ไม่งาม และรับไม่ได้ในสายตาผู้ใหญ่ นี่คือ “กรอบสังคม”ความคิดความเชื่อเหล่านี้ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเอดส์ หรือตั้งท้องไม่พร้อมได้อย่างนั้นหรือ?ฉะนั้นเมื่อตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผู้หญิงพกถุงยางเพิ่มอีกอย่างจะเป็นไรไป เพราะนั่นหมายถึงชีวิตเพศที่เป็นสุขและปลอดภัยของตัวเรานะคะ

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีติดกระเป๋านั่นคือยาคุมฉุกเฉิน หากวันใดเกิดเหตุไม่คาดคิดหรือกรณีฉุกเฉิน เช่น นับวันผิด ถุงยางรั่ว ลืมกินยา หรือถูกข่มขืน เพื่อนๆ จะได้หยิบใช้ป้องกันความผิดพลาดในการคุมกำเนิดได้ทันท่วงทีค่ะ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนยาเม็ดคุมกำเนิดปกติ เพราะเมื่อได้รับบ่อยๆ จะทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนค่ะ

และถ้าเพื่อนๆ ต้องกลับบ้านตามลำพังควรพกสเปรย์พริกไทย ติดตัวก่อนออกจากบ้านยามเกิดเหตุการณ์คับขันจะได้หยิบใช้ป้องกันโดยอาศัยช่วงจังหวะฉีดไปที่ใบหน้าของคนร้าย เมื่อเราถูกปล่อยมือจากการจับกุมแล้วอย่างน้อยก็เพิ่มโอกาสให้หนีเอาตัวรอดได้โดยเพื่อนๆ สามารถสั่งซื้อสินค้านี้ได้ทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันตัว

4. พกร่มกันแดด-ฝน บอดี้การ์ดส่วนตัวดูแลผิว

อากาศร้อน แสงแดดจ้าแบบนี้ผิวต้องได้รับการปกป้องจากรังสียูวี นอกเหนือจากครีมกันแดดแล้วร่มถือเป็นอุปกรณ์คู่กายมีส่วนช่วยปกป้องผิวไม่ให้แสงแดดทำร้ายผิวโดยตรง แน่นอนว่าการพกร่มใส่กระเป๋าเพื่อนๆ หยิบใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงตามความต้องการ ยิ่งช่วงนี้อาการเปลี่ยนแปลงบางวันฝนก็ตกมีร่มพกไว้ไม่ต้องกลัวเปียกค่ะ ทั้งยังใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวต่อสู้กับคนร้ายได้อีกทาง

ที่สำคัญเพื่อนๆ ยังสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆในกระเป๋า เช่น หวี รองเท้า กุญแจ ปากา ดินสอ เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ด้วยเมื่อเจอเหตุการณ์ร้ายหรือกำลังจะถูกทำร้าย

เริ่มจาก“หวี”ถ้าเพื่อนๆ เจอเหตุการณ์ถูกทำร้ายร่างกาย ให้ใช้ด้ามหวีแทงบริเวณใต้คาง หรือใช้ซี่หวีข่วนที่หน้าคนร้าย ในกรณีที่หาไม่เจอ"กุญแจ"ก็เป็นผู้ช่วยได้ ถือกุญแจให้ถนัดมือที่สุด แล้วแทงบริเวณใต้ลูกกระเดือก หรือแทงที่ลูกตา ส่วน"ปากกา ดินสอ"ให้ใช้ปลายแหลมทิ่มลงไปที่หลังมือคนร้าย

แต่ถ้าคนร้ายเดินมาประชิดตัวให้ใช้"ร่ม"กระแทกไปที่ลำคอ หรือใช้ปลายร่มแทงที่ลิ้นปี่ แต่ระวังไม่ควรใช้ร่มฟาดหรือตี เพราะจะทำให้คนร้ายแย่งร่มไปได้ เราจะตกเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับเสียเอง

ส่วน"รองเท้า"ก็เป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพเช่นกันค่ะ กะระยะระหว่างตัวเองกับคนร้ายให้อยู่ในช่วงที่ใช้เท้าได้ ยกเท้าถีบไปยังเป้ากางเกง ชายโครง ท้อง ใบหน้า ในระยะใกล้ให้ตีหรือฟาดไปที่ลำคอ แต่ถ้าเพื่อนๆ ตกอยู่ในสถานการณ์กำลังจะถูกข่มขืน ถูกเอาลิ้นเข้ามาในปากต้องตั้งสติแล้วกัดลิ้นผู้ร้ายให้ขาด หรือใช้วิธีหักอวัยวะเพศซึ่งเป็นจุดอ่อนของผู้ชาย การทำให้คนร้ายเจ็บตัวช่วยให้มีโอกาสหนีเอาตัวรอด เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ข้อควรระวังคือ การคิดหยิบใช้อาวุธใดๆ ต้องระมัดระวังอย่าให้อาวุธนั้นย้อนกลับมาทำร้ายเราได้แน่นอนว่าวิธีการดูแลตัวเองดังกล่าว จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อ “ผู้หญิงทุกคน”มีสติและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงค่ะ ด้วยเหตุนี้การออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคและพร้อมรับทุกสถานการณ์

ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้เพื่อนๆ มีแนวทางดูแลตัวเองให้รอดพ้นปัญหาต่างๆได้ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ อย่าลืม!!ทุกครั้งก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านสำรวจกระเป๋าสักนิดมีของจำเป็นสำหรับผู้หญิงใส่ไว้หรือยังนะ

8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง

ที่มา : talkaboutsex.thaihealth

8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง thaihealth

เด็กทุกคนควรเรียนรู้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตัวเอง อย่างเป็นเวลา เช่น เรื่องกิน นอน หรือเรื่องเรียน เพื่อเรียนรู้วินัย ความรับผิดชอบง่าย ๆ สิ่งสำคัญและปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเป็นจริงได้ ก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

1. แปรงฟัน

พาลูกไปเลือก ไปซื้อแปรงสีฟัน-ยาสีฟัน ที่ลูกชอบหรืออยากได้สิคะ เป็นวิธีที่ให้ลูกมีส่วนร่วมกับเรื่องของเขาเอง เพียงคุณเป็นผู้ช่วยที่บอกถึงเรื่องสุขอนามัยในช่องปาก เช่น ก่อนเข้านอน ก็ชวนกันไปฉลองแปรงสีฟันอันใหม่ และอย่าลืมบอกวิธีการแรปงฟันที่ถูกต้องให้กับลูกด้วย

2. สระผม

เด็กเล็ก ๆ ของเล่นเป็นสิ่งจูงใจได้มาก ส่วนเจ้าหนูตัวโต อาจเพิ่มเทคนิค ว่าด้วยความชอบความสนใจชักชวนลูก เช่น วันนี้แม่แชมพูกลิ่นหอม ๆ ของแม่ หนูน่าจะชอบแล้วก็ให้ลูกเป็นนักทดลอง คุณสอนลูกสระผม เช่น เทแชมพูใส่ฝ่ามือทีละน้อยสระ 2ครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาดจนแน่ใจว่าฟองหมด

3. อาบน้ำ

ใช้นิทานที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายการอาบน้ำ ดูแลตัวเอง มาเป็นเครื่องมือในการสอนลูก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ความเพลิดเพลินจากการฟังนิทาน ซึมซับข้อดีเรืองการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายด้วยค่ะ

4. ขับถ่าย

สอนลูกให้เข้าใจถึงความจำเป็น เรื่องระบบขับถ่ายสุขภาพที่ดีผ่านการกินอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ กินให้ครบ 5หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จะได้ไม่ติดนิสัยเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่สำคัญคุณเอง ก็ต้องเป็นต้นแบบให้ลูก ๆ

5. ใส่เสื้อผ้า

ร้องเพลงประกอบท่าทาง ก็เป็นเรื่องสนุกชักชวนลูกเรียนรู้เรื่องการใส่เสื้อผ้าได้ค่ะ เช่น ชูมือขึ้นแล้วหมุน ๆ เรามาใส่เสื้อทีละแขนใส่เสร็จแล้วก็ติดกระดุม เช็กความเรียบร้อยดูสิติดกระดุมครบหรือเปล่านะ รูดซิปหรือยังเอ่ย เป็นต้น

6. ใส่ถุงเท้า-รองเท้า

เล่นเกมแข่งใส่ถุงเท้า โดยจับเวลากันว่า ระหว่างคุณพ่อกับคุณลูกใครทำได้เร็วและเสร็จก่อน คนนั้นชนะพร้อมปรบมือให้กำลังใจ และลงท้ายด้วยการสอนลูก เช่น ใส่ถุงเท้าให้ถูกด้านผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อยหรือไม่ เป็นต้น

7. ซักผ้า

ชวนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ให้ลูกคนเล็กช่วยตักน้ำใส่กะละมัง ส่วนพี่คนโต มีกำลังแรงมากกว่า ก็ช่วยแม่ซักผ้า อาจเริ่มจากซักผ้าเช็ดหน้า ซักถุงเท้าของตัวเองก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเมื่อถึงวัยที่คุณเห็นควร ก็ให้ลูกได้ดูแลเรื่องความสะอาด เสื้อผ้าของตัวเอง

8. ดูแลที่นอน

ยกให้เป็นหน้าที่ลูกวัยโต วัยที่รับรู้เรียนรู้ได้มากกว่าเด็กเล็กค่ะ โดยให้ลูกคอยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองและคุณ เช่น จัดเก็บทำความสะอาดที่นอนของตัวเองทุกครั้งเมื่อตื่นนอนหรือล้างจาน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว

ที่ลืมไม่ได้คือ กำลังใจ คำชมเชย เป็นพลังบวก ที่ให้กำลังใจ มีมูลค่ากับความรู้สึกของลูกค่ะ ฉะนั้น ชมลูกคนเก่งของคุณ เมื่อลูกทำได้ด้วยนะคะ

ลอยกระทง อย่าหลงทาง

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

ผู้ให้สัมภาษณ์: นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

ภาพประกอบโดย นัฐพร  ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th  /แฟ้มภาพ

 

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                อีกไม่กี่วันก็ถึงวันลอยกระทง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 หลายคนวางแผนเดินทางไปในที่ต่างๆ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกัน เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา

                ในปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานทุกจังหวัดเป็นงานประจำปีที่สำคัญ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง สสส.จับมือกับ สคล.พร้อมภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ร่วมผลักดันให้ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่เน้นให้เห็นคุณค่าในการลอยกระทงแบบดั้งเดิม เพื่อให้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง และเห็นคุณค่าของเทศกาลมากขึ้น โดยการงดการดื่มแอลกอฮอล์

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                นอกจากนี้ด้าน นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ให้ข้อมูลว่า สคล.ทำงานขับเคลื่อนรณรงค์ห้ามดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานลอยกระทง ปัจจุบันมี 22 จังหวัดทั่วประเทศที่ร่วมรณรงค์ เช่น ลอยกระทงสาย จังหวัดตาก เมื่อปี 2554 มีลานเบียร์จำนวน 32 แห่งซึ่งมีทั้งผู้ดื่ม ผู้ขาย ในเทศกาลต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่มีลานเบียร์ในพื้นที่ จ.ตาก พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นลานทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และช่วงระยะ 3 ปีหลัง จากเดิมที่แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก กลับกลายเป็นโคมลอย และประทัดยักษ์ ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักมากกว่า อย่างที่เชียงใหม่ สคล.ได้ โซนนิ่งพื้นที่ริมแม่น้ำปิงเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยปลอดจากโคมลอย ประทัด และกลายเป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์แทน

                โดยในปี 2551 ได้เกิดสมรภูมิสงครามประทัดขึ้น ที่จ.เชียงใหม่ เกิดความรุนแรง จนทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาลอยกระทง แต่เมื่อเราเข้าไปขับเคลื่อนงานทั้งการห้ามดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการรณรงค์เรื่องปลอดโคมลอย ปลอดประทัดยักษ์ โดยหันมารณรงค์ให้ “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” หรือการจุดผางประทีป ซึ่งเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีล้านนา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยในปีแรกๆ ที่เรารณรงค์มีเพียง 1,000 กว่าดวง จนปัจจุบันนี้มีการจุดผางประทีปราวๆ 30,000 ดวง และในปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 60,000 ดวง

                “ก่อนหน้านั้นปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การปล่อยโคมลอย ซึ่งทำให้กระทบกับสายการบิน และบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะบ้านไม้ ที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้จากการปล่อยโคมลอย จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สามารถควบคุมได้ ทาง สคล. ก็หันมาขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องการลดการปลอดโคมลอย และประทัดยักษ์ ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงแทน และให้คุณค่าของแก่นแท้ในงานลอยกระทรงตามประเพณีของแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เราอยู่ในช่วงของการงดเฉลิมฉลองงานเทศกาล เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ประชาชนหันมาสู่แก่นแท้และเห็นคุณค่าของเทศกาลมากขึ้น โดยการงดการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้วัฒนธรรมที่ดีกลับคืนมาสู่สังคมไทย” นายวิษณุ เล่า

                สำหรับประเทศไทยยังมีสถานที่ลอยกระทงที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น  1.วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร อยู่ในย่านฝั่งธนบุรี เป็น งานลอยกระทงปลอดเหล้า – บุหรี่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายและส่งเสริมสุขภาพที่ดีแก่ผู้มาร่วมงาน 2.เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จังหวัดตาก“งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1000 ดวง” จัดขึ้น ณ บริเวณริมสายธารลานกระทงสาย เชิงสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยการลอยกระทงสายนี้ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวจังหวัดตากที่ไม่เหมือนที่อื่นๆ เพราะที่นี่จะนำกระทงกะลามาขัดให้สะอาดลอยเป็นสายยาวล่องไปตามแม่น้ำปิง 3.วัดภุมรินทร์กุฎีทองและอุทยาน ร.2 อัมพวา สมุทรสงคราม “ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง” ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในงานจะประกอบด้วย กิจกรรม ตีฆ้องร้องป่าว,การละเล่นพื้นบ้าน,ดนตรีในสวน,และสาธิตการทำกระทงจากกาบกล้วย และยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่สนุกสนานปลอดภัย

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                นอกจากการลอยกระทงที่สืบสานประเพณีไทยแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้และควรคำนึงถึง คือ ความปลอดภัย โดยยึดหลัก 4 ปลอด ดังนี้

 1.ปลอดภัย เลือกสถานที่มั่นคงแข็งแรง ตลิ่งไม่ลื่น เด็ก ผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2.ปลอดเหล้า ไม่ดื่มสุราขณะขับขี่ และปฏิบัติตามกฏจราจร

3.ปลอดประทัดยักษ์ งดจุดพลุ ประทัดดอกไม้ไฟ ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

4.ปลอดโคมลอย  ห้ามปล่อยโคมเพราะเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ และเกิดมลพิษทางอากาศ

                ข้อดีของการลอยกระทงแบบปลอดภัยนั้นไม่ใช่เพียงแค่สืบสานวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะคุณค่าของประเพณีนี้ยังส่งผลอันดีงามในอีกหลายเรื่อง อาทิ

1. ส่งเสริมคุณค่าต่อครอบครัว  ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน  แล้วนำไปลอยนํ้าเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อนํ้าที่ให้ คุณประโยชน์

2. ส่งเสริมคุณค่าต่อชุมชน  ทำให้เกิดความฃสามัคคีในชุมชน ร่วมกันคิดประดิษฐ์กระทง เป็นการส่งเสริมและสืบทอดศิลปกรรมด้านช่างฝีมือ

3.ส่งเสริมคุณค่าต่อสังคม ก่อให้เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ในการช่วยกันรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลอง

4.ส่งเสริมคุณค่าต่อศาสนา ถือเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และรักษาความเชื่ออันดีงามไว้ บางท้องถิ่น เช่นทาง ภาคเหนือ เชื่อว่าการ ลอยกระทงนั้นเป็น การบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า และยังจัดให้มีการทำ บุญทำทาน การปฏิบัติ ธรรมและฟังเทศน์ด้วย

ลอยกระทง อย่าหลงทาง thaihealth

                อย่างไรก็ตามประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีความสวยงามและมีคุณค่าทั้งในแง่ของ ประเพณีที่สืบทอดและธรรมเนียมที่การปฏิบัติกันมา ทั้งมีเสน่ห์ไม่เหมือนชาติใดในโลก นี่คือหัวใจหลักที่ทำให้ประเทศไทยได้รับคำชมเชยจากชาวต่างชาติ ว่าเป็นประเทศที่มีประเพณีน่าสนใจที่สุดอีกประเทศหนึ่งของโลก และที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าคนในประเทศร่วมกันสืบสานการลอยกระทงแบบดั้งเดิมปลอดภัยไม่สร้างมลพิษทางอากาศ ลดปัญาหาการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ ลดจุดเสี่ยงไฟไหม้จากการจุดพลุหรือปล่อยโคม เท่านี้ก็จะช่วยให้ประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและยังส่งเสริมในด้านวัฒธรรมไทยพร้อมทั้งปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ได้