5 เทคนิคก่อนนอนเพื่อความสวยสดชื่นในทุกเช้า

5 เทคนิคก่อนนอนเพื่อความสวยสดชื่นในทุกเช้า

5 เทคนิคก่อนนอนเพื่อความสวยสดชื่นในทุกเช้า

หลายคนประโคมดูแลผิวด้วยเครื่องสำอางราคาแพงๆ ทั้งที่ยังทำตัวนอนดึก ตื่นสาย ทำให้การบำรุงของคุณไม่ประสบผลที่น่าพึงพอใจนัก ดังนั้น ถ้าคุณอยากสวยในทุกวัน นอกจากจะบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอแล้ว ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองก่อนจะเข้านอนด้วยนะคะ รับรองได้ว่าคุณจะสวยปิ๊งแลดูสุขภาพดี จนใครเห็นแล้วต้องอิจฉาเชียวแหละ

 

1.ล้างเครื่องสำอางให้ผิวหน้าสะอาดหมดจด

 

ต่อให้เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องล้างหน้าให้สะอาดหมดจดก่อนเข้านอน เริ่มจากเช็ดเครื่องสำอางให้สะอาดคลีนซิ่ง จากนั้นล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน แล้วตามด้วยโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์อีกครั้ง เพราะหากคุณเข้านอนทั้งที่หน้ายังไม่สะอาดพอ รับรองว่าสิวเม็ดเป้งต้องบุกหน้าคุณแน่ๆ

 

2.นอนหลับให้เพียงพอในทุกๆ วัน

 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อน เพื่อให้ผิวสวยอยู่เสมอคือ ควรนอนในเวลา 4 ทุ่ม เพราะในช่วงเวลาตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงตี 2 เป็นเวลาที่ผิวพรรณจะซ่อมแซมบำรุงตัวเอง หากเราทาครีมบำรุงผิว อาหารผิวต่างๆ ก็จะยิ่งเข้าไปบำรุงดูแลผิวขณะหลับได้อย่างล้ำลึก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

3.อย่าลืมบำรุงริมฝีปากให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น

 

ริมฝีปากเป็นอวัยวะที่แห้งง่ายยิ่งกว่าผิวหน้าเสียอีก บางคนถึงกับปากลอกทุกครั้งที่ตื่นนอนทีเดียว ดังนั้น หากคุณนอนในห้องแอร์ อย่าลืมทาลิปมันแบบไม่มีสีไม่มีกลิ่นก่อนเข้านอนทุกวัน ปากจะได้ไม่แห้งแตก ทั้งยังเป็นการบำรุงให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นตลอดเวลาอีกด้วย

 

4.งดหน้าแป้งหลังทาครีมบำรุง

 

ไม่ควรทาแป้งหลังจากทาครีมบำรุง เพราะช่วงเวลากลางคืนเรานอนหลับไม่รู้ตัว อาจจะมีการพลิกตัวไปมา ทำให้ใบหน้าไปสัมผัสกับหมอน ซึ่งเมื่อผิวผลิตความมันออกมาเรื่อยๆ ขณะที่คุณเอาใบหน้าที่ทาด้วยแป้งไปสัมผัสกับหมอน จะทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวประเภทสิวผดได้ง่าย

 

5.ดูแลเส้นผมก่อนนอน

 

ดูแลผิวกันไปแล้ว อย่าลืมบำรุงเส้นผมของคุณบ้าง โดยให้หมักน้ำมันมะกอก น้ำมันอัลมอนด์ หรือน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วเส้นผม (เลี่ยงบริเวณหนังศีรษะ) แล้วคลุมด้วยหมวกพลาสติกก่อนที่จะเข้านอน เมื่อตื่นให้นวดน้ำมันให้ทั่วอีกครั้งพร้อมนวดหนังศีรษะ จากนั้นสระผมตามปกติ จะพบว่าผมนุ่มสลวยกว่าที่เคยอย่างชัดเจน

เครดิต:http://women.haijai.com/3235/

โรคอ้วนภัยร้ายรักษาฮอร์โมนให้สมดุล

โรคอ้วนภัยร้ายรักษาฮอร์โมนให้สมดุล

หากเอ่ยถึงฮอร์โมน เป็นเรื่องปกติที่ว่า ถ้าเรายังอยู่ในวัยเด็กหรือหนุ่มสาว ฮอร์โมนจะยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เราแก่ตัวลง ฮอร์โมนก็จะลดลงตามไปด้วย แต่รู้หรือไม่คะว่าฮอร์โมนนอกจากจะสัมพันธ์กับช่วงวัยแล้ว ฮอร์โมนยังสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวของเราได้อีกด้วย

 

หน้าที่ของฮอร์โมน

ฮอร์โมนในร่างกายมีความสำคัญมากต่อความปกติสุขทางร่างกาย เช่น

• สร้างพลังงานให้กับร่างกาย

• ช่วยในการทำหน้าที่ของเซลล์ เนื้อเยื่อรวมถึงอวัยวะต่างๆ

• ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

• ทำหน้าที่ในการควบคุมทำให้อารมณ์ดีขึ้น โดยสัมพันธ์กับการทำงานของสมองในส่วน ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เพราะถ้าการทำหน้าที่ของฮอร์โมนพร่องไป อาจก่อให้เกิดโรคอ้วนตามมา

 

ฮอร์โมนกับความอ้วน

 

คนที่มีฮอร์โมนดีอยู่เต็มเปี่ยม คือ คนที่อยู่ในช่วงวัยหนุ่ม-สาว เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ผู้ชายจะมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มีความทะมัดทะแมง คล่องแคล่วว่องไว รูปร่างดี สมองดี เรียนรู้ได้ไว ในผู้หญิงก็เช่นกัน ผิวพรรณจะดูมีน้ำมีนวล รูปร่างดี ดูปราดเปรียวสมวัย ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีฮอร์โมนที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ฮอร์โมนเพศไทรอยด์ คอร์ติซอล (Thyroid Cortisol)

 

ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดี การซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะดีตามไปด้วย ที่สำคัญอารมณ์ก็จะดี อารมณ์ดีรับประทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่ยกเว้นในรายที่รับประทานมากเกินไป หรือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพันธุกรรม

 

สิ่งที่ควรคำนึงอย่างหนึ่งคือ เมื่ออายุเริ่มเข้าวัย 25 ปี ร่างกายเริ่มโตเต็มที่ ถ้าไม่ระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานอาหารต่างๆ  อาจเริ่มมีการสะสมไขมันมากขึ้น รวมถึงระบบการเผาผลาญเริ่มไม่เหมือนเดิม เมื่ออายุย่างเข้า วัย 40-45 ปี ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเสื่อมของวัย โดยเฉพาะเรื่องความอ้วนจะเริ่มมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ผิวพรรณเริ่มไม่สดใส มีกระ มีฝ้า ผิวพรรณแลดูไม่เปล่งปลั่งสดใสเหมือนวัยหนุ่มสาว

• ในผู้ชายจะเริ่มมีพุง กล้ามเนื้อที่เคยเป็นมัดๆ จะเริ่มหายไปกลายเป็นไขมันแทน มีเต้านมเล็กๆ แบบผู้หญิง ร่างกายก็ไม่กระชับฟิตเฟิร์ม และเกิดความหย่อนยาน

 

• ในผู้หญิงก็จะเริ่มมีพุง ผิวพรรณเหี่ยวย่น แลดูไม่สดใสหรือมีน้ำมีนวลเหมือนในอดีต

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งสองเพศเป็นเพราะ ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับเพศชายและฮอร์โมนในเพศหญิง คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ลดลง นอกจากความสวยงามภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ร่างกายภายในก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตาม เช่น เริ่มมีปัญหาโรคภัยรุมเร้า เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด หรือโรคกระดูกพรุนที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือน โดยมากจะอ้วนขึ้นเพราะเกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนเพศหญิงเป็นหลัก ทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ผู้ชายจะเข้าสู่วัยทอง อ้วนลงพุง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องระวัง

 

ภัยร้ายของความอ้วน

 

เรามักจะมองอันตรายของโรคอ้วนกันเฉพาะแต่ภายนอก แต่ที่จริงแล้วอันตรายที่อยู่ภายในร่างกายนั้นมีมากมาย โดยอาการที่แสดงออกมา อาจเริ่มจากอาการเล็กๆ น้อยๆ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หงุดหงิด ซึมเศร้า เพราะว่าคนที่เป็นโรคอ้วนมักจะขาดฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวสร้างพลังงาน โดยปกติแล้วคนอ้วนจะต้องใช้พลังงานมาก เพราะมีขนาดตัวที่ใหญ่  จึงต้องใช้พลังงานในการทำงานของเซลล์ จึงทำให้ไม่ค่อยเหลือพลังงานจากแต่ละเซลล์ มาใช้ในการซ่อมแซมร่างกาย

 

เมื่อการสร้างพลังงานได้น้อย แต่ร่างกายของคนที่เป็นโรคอ้วนต้องใช้มากกว่าการสร้างขึ้นมา จึงทำให้ไม่เหลือพลังงานในการซ่อมแซมร่างกาย ผลคือ ร่างกายเกิดภาวะเสื่อมหรือสึกหรอได้เร็วขึ้นกว่าในคนปกติ จากงานวิจัยต่างๆ พบว่าโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงในทั้ง 11 ระบบของร่างกายดังต่อไปนี้

 

1.โรคเส้นเลือดแดงตีบตัน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดดำอุดตัน

 

2.โรคเบาหวานชนิดที่ 2, เป็นหมัน ประจำเดือนมาผิดปกติ

 

3.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ไมเกรน

 

4.โรคซึมเศร้า

 

5.ข้อเสื่อม เก๊าต์

 

6.โรคผิวหนัง

 

7.โรคทางเดินอาหาร (GERD ไขมันเกาะตับ)

 

8.โรคมะเร็งในบางชนิด

 

9.โรคทางเดินหายใจอุดกลั้นเวลาหลับ (Obstructive Sleep Apnea) หรือ โรคหอบหืด

 

10.โรคระบบไตและทางเดินปัสสาวะ (ED, CKD, Urinary incontinence)

 

11.ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

เติมฮอร์โมนลดอ้วน

จากที่เราได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อหน้าที่ของฮอร์โมนและฮอร์โมนกับความอ้วน เราจะเห็นว่าฮอร์โมนมีความสัมพันธ์กับเรื่องของน้ำหนักเกินหรือความอ้วนอย่างมากมาย จากที่เราทราบความอ้วนเกิดจากการที่เราทานมากแต่ใช้พลังงานน้อย และตามพันธุกรรมในคนที่อายุน้อยโดยไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน แต่แท้จริงแล้วในรายที่อ้วนมากๆ ก็ตรวจพบว่าฮอร์โมนต่ำกว่าปกติ ในคนที่อายุเกินกว่า 40 ปีขึ้นไป ความอ้วนมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนที่ลดลงอีกสาเหตุหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องความอ้วนในภาพรวมทั้งหมด ฮอร์โมนจึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างแน่นอน ดังนั้น การนำฮอร์โมนมาเติมในการลดความอ้วน จึงได้ผลดีมากมายดังเหตุผลต่อไปนี้

1.สร้างพลังงาน จากการเผาผลาญและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้ผู้ที่ลดความอ้วนไม่จำเป็นลดหรืออดอาหาร ทำให้มีความสบายใจ ไม่ต้องทนฝืนกับความหิว ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความล้มเหลวในลดน้ำหนักระยะยาว

 

2.ทำให้อารมณ์ดีขึ้น ลดความเครียด เมื่อมีอารมณ์ดีทำให้รับประทานอาหารน้อยลง ขณะเดียวกันทำให้อยากไปทำงาน อยากไปเที่ยว อยากออกกำลังกาย ยิ่งเป็นการเสริมในการใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งเป็นการลดความอ้วนแบบธรรมชาติและลดได้ถาวร

 

ฮอร์โมนที่นำมาใช้เติมเข้าไปเป็นฮอร์โมนที่สังเคราะห์ขึ้นโดยขบวนการพันธุวิศวกรรม สามารถใช้ได้กับทุกคนเพราะเป็นฮอร์โมนเดียวกับที่มีอยู่ในร่างกาย เท่ากับว่าเป็นการเติมฮอร์โมนให้กับส่วนที่ร่างกายขาดหายไป

 

เมื่อฮอร์โมนสมดุลแล้วสุขภาพจะดีขึ้นอีกขั้นหนึ่ง แล้วก็มาประเมินสุขภาพ โดยใช้หลัก 3 อ. 1 ส. คือ

 

1.อาหาร โรคเรื้อรังมีหลายชนิด เพราะฉะนั้นอาหารแต่ละโรคก็สำคัญ ในส่วนของโรคอ้วนเราต้องจำกัดปริมาณแคลอรี โดยควรใช้มากกว่าการรับประทานเข้าไป ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ต้องมีหลักการที่สำคัญคือ สัดส่วนของอาหารที่จะช่วยในการเผาผลาญ (micronutrients) ได้แก่ วิตามินแร่ธาตุจากผักและผลไม้ ซึ่งต้องปรับให้มากขึ้น จะต้องมีสัดส่วนเท่ากับสารอาหารที่ให้พลังงาน (macronutrients) คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ควรทานในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสมด้วยคือ 40:30:30 โดยแคลอรี ที่สำคัญคือเวลาของการรับประทานอาหาร หลายคนจะรับประทานมื้อดึกบ่อยๆ จากการวิจัยพบว่าอัตราการเผาผลาญของระดับเซลล์หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน จะค่อนข้างน้อยมาก เพราะฉะนั้นการับประทานอาหารในมื้อเช้าจึงสำคัญมาก

 

2.อนามัย การรับประทานควรล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ เพื่อจะได้ลดอันตรายจากสารพิษและยาฆ่าแมลง

 

3.ออกกำลังกาย คนที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง สามารถออกกำลังกายได้ แต่ต้องค่อยๆ ปรับอัตราการเต้านของหัวใจในคนที่มีโรคเรื้อรัง การคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจควรจะไม่เกิน 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (220-อายุ) เพราะฉะนั้นควรเป็นการออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่ควรเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้มากจนเกินไป รวมไปถึงการนอนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากนอนไม่พอหรือไม่หลับก็จะทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลได้

 

4.สมดุล ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน อาหารการดูแลสุขอนามัย หรือการออกกำลังกายทุกสิ่งต้องสมดุลกัน เป็นการดูแลสุขภาพองค์รวมในระยะยาว

เครดิต:http://health.haijai.com/3932/

อยากผอม แต่ขาดหวานไม่ได้

อยากผอม แต่ขาดหวานไม่ได้

หลายคนอาจกลุ้มใจ เพราะเหตุที่ติดรสหวานเป็นชีวิตจิตใจ ว่ายังไงก็ต้องมีรสหวานติดอยู่ในมื้ออาหาร จะหวานมากหรือหวานน้อย ก็ขอให้หวานไว้ก่อน แต่ขณะเดียวกันก็อยากผอมด้วยเช่นกัน หวานอย่างไรให้มีสุขภาพดี น้ำหนักลดลง แบบไม่ต้องอดรสหวาน แถมได้การเผาผลาญพลังงานและไร้ไขมันส่วนเกิน เป็นวิธีที่เป็นไปได้หรือไม่นะ

 

ความหวานสัมพันธ์กับความอ้วนได้ยังไง

การรับประทานอาหารที่มีรสหวานจะสัมพันธ์กับฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) เนื่องจากความหวานใจจะไปเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้มีปริมาณเพิ่งสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น และเป็นผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินจะทำงานตรงข้ามกับโกรทฮอร์โมน (Human growth hormone) และทำให้กล้ามเนื้อไม่กระชับอีกด้วย

 

น้ำหนักเกินกับการเสพติดความหวานจะเกี่ยวข้องในกรณีของที่คนมีความเครียด สังเกตว่าเวลาที่คนเกิดความเครียดก็จะรับประทานอาหารมากขึ้น ในกลุ่มของผู้ที่ชอบรับประทานหวานในบางช่วงเวลา เช่น เมื่อรู้สึกเครียด ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ร่างกายก็จะมีการจัดการหรือปรับเปลี่ยนได้ แต่กลุ่มที่มีความเครียดแบบเรื้อรังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมา

 

ส่งผลให้รู้สึกอยากรับประทานของหวาน หรือของที่มีไขมันสูงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เนื่องจากสมองของคนเราใช้น้ำตาลเป็นพลังงานเป็นหลัก เมื่อร่างกายเกิดภาวะความเครียด จึงส่งผลให้อยากรับประทานของหวานมากขึ้น แต่น้ำตาลเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกส่งตรงเข้าสู่สมองเพียงที่เดียว แต่ยังถูกส่งไปยังส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกายด้วย ทำให้เกิดการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น

 

อีกหนึ่งสาเหตุคือการนอนดึก เนื่องจากการที่เราพักผ่อนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย ทำให้เรารู้สึกรับประทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม รู้สึกอยากรับประทานมากกว่าปกติ เมื่อรับประทานเยอะขึ้นก็ทำให้อ้วนขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยากลดน้ำหนักก็แนะนำให้นอนเร็วขึ้น อย่างน้อยไม่เกินสี่ทุ่ม หรือมากสุดไม่ควรเกินเที่ยงคืน เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้วงจรของฮอร์โมนทำงานได้เป็นปกติขึ้น

 

แต่บางกรณีมีการติดหวานโดยกรรมพันธุ์ (Gene) ก็มี ซึ่งมีวิธีการตรวจสุขภาพระดับยีน (Gene tests) พบว่าบางคนมียีนที่ติดความหวานอยู่แล้ว ชอบรับประทานหวาน ทำให้คนๆ นั้นติดรับประทานหวานมาโดยธรรมชาติเลย เราจะสังเกตได้ว่าแต่ละคนจะมีความชอบในรสชาติที่ต่างกันออกไป บางคนชอบรับประทานเปรี้ยว หวาน หรือเค็ม เป็นต้น

 

นอกจากนี้การเลี้ยงดูของครอบครัวก็ยังเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คนติดหวานได้ เช่น ที่บ้านรับประทานอาหารรสชาติหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ส่งผลให้กลายเป็นคนติดรสหวานได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะพบปัจจัยหลักของน้ำหนักส่วนเกินมาจากความเครียดเสียส่วนใหญ่

 

ขาดหวานแล้วพาลเครียดจริงเหรอ

เพราะน้ำตาลถือเป็นพลังงานหลักของสมอง และมีผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก แน่นอนว่าย่อมเกิดความเครียดพ่วงตามาด้วยอยู่แล้ว เพราะจะพยายามหาวิธีทำให้น้ำหนักลดลง หรือบางคนไปเลือกใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี เช่น อดอาหาร ทำให้เป็นการไปสร้างภาวะเครียดให้กับร่างกายมากขึ้น อีกทั้งความเครียดต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลทำให้ไม่มีน้ำตาลเข้าไปหล่อเลี้ยงสมอง หรือหล่อเลี้ยงสมองได้น้อย จึงส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือซึมเศร้าขึ้นมาได้

 

ทางเลือกความหวานแบบไม่กลัวอ้วน

การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็น หากไม่อยากมีน้ำหนักส่วนเกิน แต่ยังอยากรับประทานรสหวานอยู่ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดจะมีความหวานที่แตกต่างกัน อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงจะยิ่งเป็นตัวการไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้อ้วนขึ้นได้ง่าย ซึ่งอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะเป็นอาหารในกลุ่มที่มีไฟเบอร์สูง มีการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ทั้งนี้คนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการลดความเครียดลง

 

นอกจากนี้การลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักส่วนเกิน อาจต้องดูในเรื่องน้ำหนักตัวของแต่ละคนร่วมด้วย เพราะการออกกำลังเป็นสิ่งที่แต่ละคนมีศักยภาพหรือความเหมาะสมทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป หากคนนั้นมีน้ำหนักตัวไม่มากนัก ก็อาจใช้การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเยอะได้ ซึ่งจะส่งผลต่อโกรทฮอร์โมนและช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ไวขึ้น

 

แต่ในทางกลับกันในกรณีของคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะมากๆ การออกกำลังกายควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และควรระมัดระวังการบาดเจ็บเฉพาะส่วนที่เกิดจากการออกกำลังกายได้ เช่น ข้อเข่า ควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายไม่ให้ลงน้ำหนักในส่วนนี้มากจนเกินไป เป็นการลดแรงกระทำต่อข้อเข่า อาจเลือกเป็นการปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บดังกล่าว การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมัน (Burn) ควรเน้นการออกแรงในระดับปานกลางแต่เน้นในเรื่องของระยะเวลาในการออกกำลังกายให้นานต่อเนื่อง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

 

• ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ติดมัน เช่น เนื้อติดมัน เพราะไขมันที่ได้จากสัตว์มักเป็นไขมันอิ่มตัว พวกนี้จะทำให้เกิดการสะสมตามอวัยวะภายในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

• อาหารประเภททอด ผัด หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการความร้อนเยอะ เพราะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เซลล์เกิดการอักเสบและทำให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้ไม่ค่อยดี

 

• ของหวานก็มีผลต่อฮอร์โมนเช่นกัน เพราะของหวานถือว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High Glycemic index) ควรหลีกเลี่ยง

 

ปัจจุบันทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของคนอยากหวานแบบไม่อ้วน นั่นก็คือ “หญ้าหวาน” เพราะหญ้าหวานเป็นสารที่ให้ความหวานได้แบบปลอดภัย และเป็นความหวานที่ไม่ให้พลังงาน ร่างกายไม่ดูดซึม ปัจจุบันมีสารให้ความหวานที่สามารถทดแทนน้ำตาลมีอยู่หลายชนิด แต่ก็จะมีสารให้ความหวานบางชนิดที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวเช่นกัน เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame) ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน ที่แพทย์ไม่อยากแนะนำให้ทาน

 

โรคเบาหวานมาเยือนหากหวานแบบไม่เลือก

 

การรับประทานอาหารที่มีรสหวานเกี่ยวข้องโดยตรงกับฮอร์โมนอินซูลิน ในช่วงแรกที่ปริมาณอินซูลินขึ้นสูง ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นอาการของเบาหวานในระยะแรก ทำให้ระดับน้ำตาลมีมากในเส้นเลือด ส่งผลให้มีปัญหาต่อเส้นเลือดในหลอดเลือดหัวใจ สมอง ไต หรือตาก็ได้ ขึ้นอยู่ที่ความเสื่อมของเส้นเลือดของแต่ละบริเวณ

 

นอกจากนั้นก็อาจมีความดัน รวมถึงความเสื่อมของร่างกายในแต่ละส่วน เช่น ตาเสื่อมเร็วกว่าในคนปกติ หรืออาจมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนทั่วไป อีกทั้งจะเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเบาหวาน จะมีความผิดปกติตรงบริเวณเส้นประสาทตรงส่วนปลายมือปลายเท้า ทำให้รับสัมผัสหรือให้ความรู้สึกได้ไม่ดีเท่าคนปกติทั่วไป

 

การคุมอาหารเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ แต่การจัดการกับอารมณ์ในเรื่องความเครียดให้ดีก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน แต่อีกสิ่งหนึ่ง คือ การลดน้ำหนักคือการใช้องค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงการดูแลการขับถ่าย และสภาพอากาศ อย่ารับเอาสารพิษที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงดูแลรักษาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจและการมีวินัยต่อตนเอง ทั้งหมดนี้จะทำให้เราสามารถจัดการปัญหาน้ำหนักส่วนเกินได้เป็นอย่างดี หากเราเลือกรับประทานหวานอย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพตามมา หวานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไป

เครดิต:http://health.haijai.com/3973/

ใส่บอลลูน เพื่อลดความอ้วน

ใส่บอลลูน เพื่อลดความอ้วน

“ความอ้วน” เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายชนิด ทั้งยังส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก  ทำให้หลายคนไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคลดความอ้วนมากมายถูกนำมาเผยแพร่ ทั้งแบบปากต่อปาก หรือผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และสังคมออนไลน์ ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ประเดิมชัย คงคำ อายุรศาสตร์โรงพยาบาลและผู้ป่วยนอก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการลดความอ้วนในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์มาเป็นตัวช่วย แต่วิธีดังกล่าวจะเหมาะกับใครและมีข้อจำกัดอย่างไรบ้างนั้น ต้องติดตาม

 

การใส่บอลลูนเพื่อลดความอ้วนได้รับการคิดค้นและพัฒนามาตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่แล้ว โดยเกิดขึ้นหลังการักษาด้วยวิธีผ่าตัดลดความอ้วน แต่สาเหตุที่บอลลูนลดความอ้วนยังไม่เป็นที่แพร่หลายในอดีตนั้น เนื่องจากเมื่อก่อนวัสดุที่ใช้บวกกับเทคนิคการประกอบบอลลูนยังไม่ดีนัก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก เช่น บอลลูนแตกรั่ว กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ไหลไปอุดตันลำไส้เล็ก แต่ปัจจุบันวัสดุที่ใช้และเทคนิคการทำบอลลูนนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงเริ่มมีผู้สนใจใช้วิธีนี้กันมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ได้รับรองแล้วว่า การใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย และช่วยลดน้ำหนักได้ในระดับหนึ่ง

 

การใส่บอลลูนมีขั้นตอนอย่างไร

ทำได้โดยการใส่บอลลูนที่ยังไม่ได้เติมน้ำเข้าไปทางปากของผู้ป่วย โดยใช้กล้องส่องผ่านทางเดินอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร แล้วจึงเติมน้ำเข้าไปในบอลลูนที่ปริมาตร 400 มิลลิลิตร จากนั้นปล่อยบอลลูนไว้ในกระเพาะอาหาร วิธีนี้จะทำให้พื้นที่ในกระเพาะอาหารลดลง ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น

ยกตัวอย่าง จากเดิมที่เคยรับประทาน 2 จาน จึงรู้สึกอิ่มอาจจะรับประทานแค่ 1 จาน ก็รู้สึกอิ่มแล้ว ประเด็นคือ เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วต้องหยุดรับประทาน อย่าพยายามรับประทานต่อ เมื่อรับประทานน้อยลง บวกกับเลือกแต่อาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายร่วมด้วย ก็จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีใส่บอลลูน

สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนพึงระลึกไว้เมื่อต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหัตถการก็คือ หลัก 6 ประการ ได้แก่ ประโยชน์ โทษ ข้อบ่งชี้ ข้อห้าม ทางเลือกอื่น และความพร้อมของทีมบุคลากร ผู้ทำการรักษาและสถานที่ สำหรับการลดน้ำหนักด้วยการใส่บอลลูน หากพิจารณาตามหลัก 6 ประการที่กล่าวมา มีรายละเอียด ดังนี้

 

1.ประโยชน์ จากการรวบรวมข้อมูลการศึกษาขนาดใหญ่ที่ทำในผู้ป่วยประมาณ 1,600 คน พบว่า การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณร้อยละ 10 วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความอ้วนในระดับปานกลางเท่านั้น หากอ้วนมากกว่านี้พบว่าไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใส่บอลลูนควบคู่กับการออกกำลังกาย และผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว พบว่า กลุ่มที่ใส่บอลลูนสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 6 กิโลกรัม ในขณะที่กลุ่มที่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ลดได้ประมาณ 3 กิโลกรัม เห็นได้ว่าน้ำหนักจะลดลงเพียงปานกลาง ไม่ได้ลดลงมาก

 

2.โทษ ผลข้างเคียงของการใส่บอลลูนที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน พบได้ประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณร้อยละ 30 เช่นเดียวกับการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ประมาณ 1 ใน 3 เช่นกัน สาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากถูกบอลลูนเสียดสี

 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ใส่บอลลูนจึงต้องรับประทานยาป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารควบคู่ไปตลอดระยะเวลาที่ใส่บอลลูน ซึ่งส่วนใหญ่จะแนะนำให้ใส่เป็นระยะเวลา 6-12 เดือน อีกประเด็นหนึ่งที่พบประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ที่ใส่บอลลูนคือ ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของการใส่บอลลูนได้ จึงต้องมานำบอลลูนออกด้วยการส่องกล้องผ่านทางเดินอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร เพื่อเอาน้ำในบอลลูนออก แล้วดึงบอลลูนที่แฟบลงแล้วออกมา นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงอื่นๆ แต่พบได้น้อยมากประมาณร้อยละ 1 เช่น บอลลูนแตก มีชิ้นส่วนไปอุดตันทางเดินอาหาร

 

3.ข้อบ่งชี้ การพิจารณาให้การรักษาด้วยวิธีใส่บอลลูน ผู้ป่วยต้องมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

 

1). ผู้ป่วยเป็นโรคอ้วน หรือต้องเป็นโรคที่มีสาเหตุจากความอ้วน

 

2). ผู้ป่วยต้องอ้วนแค่ปานกลาง หากอ้วนมากกว่านี้ ควรรักษาด้วยวิธีการอื่นจะเหมาะสมกว่า เช่น การผ่าตัด

 

3). ผู้ป่วยเคยใช้วิธีลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้ว

 

แต่ปรากฏว่าไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ทั้ง 3 ข้อนี้ คือข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยน่าจะได้รับการใส่บอลลูน เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ตามที่ระบุไว้ก็ไม่ควรทำ

 

4.ข้อห้าม ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์หรือข้อบ่งชี้ว่าสามารถทำได้ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มที่มีข้อห้ามดังต่อไปนี้ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งกลุ่มต้องห้ามในการใส่บอลลูน ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคลำไส้อักเสบ ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ อาจเป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง เพราะอาจมีเลือดออกได้ถ้าใส่บอลลูน ผู้ที่มีความผิดปกติทางกายวิภาคของทางเดินอาหาร ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตเวช หรือใช้สารเสพติด เพราะอาจทำให้การดูแลเป็นไปด้วยความลำบาก ผู้ที่มีโรคทางอายุรกรรมที่เป็นข้อห้ามในการส่องกล้องหรือลดน้ำหนัก กลุ่มผู้ป่วยที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ กลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยาที่ทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหาร (เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ยาลดการอักเสบ)

 

ผู้ทีแพ้ซิลิโคน เนื่องจากบอลลูนทำจากซิลิโคน หากใส่ในผู้ที่แพ้ซิลิโคน อาจเกิดปัญหายุ่งยากตามมาได้ ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถมารับการติดตามการรักษาได้สม่ำเสมอ ไม่ควรใส่บอลลูน เนื่องจากระหว่างที่ใส่บอลลูน 6-12 เดือน ผู้ป่วยจะต้องมาพบแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อตรวจเช็คสุขภาพ และติดตามเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำกาย เป็นต้น

 

5.ทางเลือกอื่น เมื่อผู้ป่วยมารับคำปรึกษาเรื่องการลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูน ต้องพิจารณาทางเลือกอื่นด้วย ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ควรแนะนำเป็นอันดับแรกในคนที่อ้วนปานกลาง สำหรับคนที่อ้วนมากๆ การใส่บอลลูนไม่ช่วยอะไรมากนัก เนื่องจากลดได้ไม่มาก เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว

 

อย่างไรก็ตามการใส่บอลลูนอาจช่วยผู้ป่วยที่อ้วนมากๆ ได้ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องลดความอ้วนด้วยวิธีการผ่าตัด แต่น้ำหนักที่มากเกินไป อาจส่งผลต่อกระบวนการในการผ่า เช่น การดมยา ผู้ป่วยจึงต้องมาใส่บอลลูนเพื่อลดน้ำหนักก่อนผ่าตัดประมาณ 3-6 เดือน เมื่อน้ำหนักลดลงได้ระดับหนึ่ง การผ่าตัดอาจจะง่ายขึ้น

 

6.ความพร้อมของทีมบุคลากรผู้ทำการรักษาและสถานที่ การใส่บอลลูนก็คือ การส่งกล้องและใส่วัสดุเข้าไปที่กระเพาะอาหาร ดังนั้น แพทย์ที่ทำการรักษาด้วยวิธีนี้ให้ท่าน จึงควรเป็นแพทย์ที่มีวุฒิบัตร หรือมีความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย สมาคมแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารไทย หรือราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ยืนยันว่าแพทย์ท่านนี้สามารถทำการส่องกล้องได้อย่างปลอดภัย

 

มีทีมงานที่ดี สถานที่พร้อม สำหรับการใช้เครื่องมือส่องกล้องใส่บอลลูน แพทย์ควรเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมจากอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย เนื่องจากมีเทคนิคที่ต้องเรียนรู้อยู่พอสมควร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นรายละเอียดเบื้องต้นเท่านั้น หากท่านต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อน ว่าที่มีความจำเป็นต้องลดน้ำหนักหรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องลด จำเป็นต้องใช้วิธีนี้หรือเปล่า เพราะการลดน้ำหนักสามารถทำได้หลายวิธี การใส่บอลลูนอาจไม่เหมาะกับตัวท่านก็ได้

 

สำหรับผู้ที่ใส่บอลลูนจนครบกำหนด 6-12 เดือน (ไม่ควรใส่บอลลูนนานเกิน 12 เดือน เนื่องจากคุณภาพของวัสดุจะเริ่มลดลงเมื่อใส่นานกว่านั้น) แล้วกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้นหรือเปล่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง เพราะถ้าหากกลับไปรับประทานอาหารมากเกิน หรือรับประทานแต่อาหารหวาน มัน ของทอด แป้ง และไม่ออกกำลังกาย ความอ้วนก็จะกลับมาหาท่านอีกครั้งอย่างแน่นอน

 

สุดท้ายนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพก็คือ “การป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด” แน่นอนว่าโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างเราไม่สามารถป้องกันได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องรักษาไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่หากต้องเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เรื่องความอ้วน จริงๆ แล้วถือว่าเป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาได้ตั้งแต่ต้นมือ

 

ดังนั้น เราจึงต้องพยายามดูแลตนเองอย่างถูกวิธี อีกอย่างหนึ่งคือเมื่อพูดถึงความอ้วน คนจำนวนหนึ่งมักจะนึกถึงเรื่องความสวยความงามมาเป็นอันดับแรก ตรงนี้อยากให้มองเป็นประเด็นรอง และมองเรื่องของสุขภาพเป็นประเด็นหลักมากกว่า เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลายโรค ทั้งความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ข้อเข่าเสื่อม และอื่นๆ

เครดิต:http://health.haijai.com/4013/