มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

แพทย์โรคไต เผยคนไทยกินเค็มสูงถึง 2 เท่า ส่งผลป่วยโรคไต 7.6 ล้านคน ความดัน 13 ล้านคน ชี้รัฐแบกภาระรายจ่ายสุขภาพถึงปีละ 1 แสนล้านบาท พบผู้มีรายได้น้อยป่วยสูงสุดถึง 70% เหตุไม่มีทางเลือก ย้ำสินค้าสุขภาพต้องถูกกว่าสินค้าทำลายสุขภาพ เผยมาตรการลดโซเดียมในอมริกา-แคนาดา ช่วยป้องกันผู้เสียชีวิตถึง10%  ขณะที่ประธานชมรมเพื่อนโรคไตหนุนสรรพสามิตจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีโซเดียมสูง เหตุได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาหารโซเดียมสูง ส่งผลไตวายตั้งแต่อายุยังน้อย ชี้หากปล่อยให้คนไทยกินเค็มต่อไปจะเป็นภาระทางสุขภาพของประชาชนและประเทศ 

 มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์สาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า การที่กรมสรรพสามิตจะมีมาตรการจัดเก็บภาษีในอุตสาหกรรมอาหารที่มีโซเดียมสูง ถือเป็นมาตรการที่เหมาะสม เพราะทุกวันนี้คนไทยกินเค็มสูงถึง 2 เท่า  ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื่องรัง หรือNCDs ได้แก่ ความดันโลหิตสูง 13 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมอง 5 แสนคน และโรคหัวใจขาดเลือด750,000 คน เฉพาะค่าใช้จ่ายในการล้างไตสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี ค่าฟอกเลือด 2 แสนบาท/คน/ปี และมีจำนวนคนไข้ที่ฟอกเลือดเพิ่มขึ้นปีละ 2,000 คน/ปี ยังไม่นับรวมค่ายารักษา ส่งผลให้รายจ่ายทางสุขภาพของรัฐสูงถึงปีละ 50,000-100,000 ล้านบาท/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15%

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า มาตรการนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญเพราะโรค NCDs เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้ดำเนินมาตรการลดการบริโภคเค็ม โดยพบว่าหากลดให้ได้อย่างน้อย 30% จะสามารถช่วยป้องกันชีวิตคนไม่ให้เสียชีวิตถึง 10% และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50,000-100,000 ล้านดอลลาร์/ปี สำหรับการดำเนินมาตรการลดการบริโภคเค็มในสังคมไทย ที่ผ่านมาได้มีการทำงานร่วมกับอ.ย. เพื่อขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมเป็นเวลาหลายปี โดยขอความร่วมมือให้ปรับสูตรลดโซเดียมลง 30% ภายใน 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกแต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีความเค็มสูงคือ อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป และกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่กระทบต่อสุขภาพของเด็ก การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอาหารอุตสาหกรรมที่มีโซเดียมสูงจะช่วยให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าที่มีโซเดียมลดลงมากขึ้น เพราะจากประสบการณ์ต่างประเทศพบว่า ประชาชนเลือกซื้อสินค้าด้วยเหตุผลเรื่องราคาผลิตภัณฑ์ถึง  80% มากกว่าคำถึงถึงสุขภาพเพียง 20% เช่นในมาตรการภาษีโซเดียมของประเทศฮังการีที่ได้ผลมากกว่าการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว

“มาตรการภาษีโซเดียมเป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดการเพื่อสุขภาพของประชาชน และหากมีข้อกังวลว่าจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยจะเดือดร้อนนั้น จากข้อมูลพบว่า 70% ของผู้ป่วยโรคNCDs มาจากผู้ที่มีฐานะยากจน เพราะมีทางเลือกน้อยและส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำจึงไม่มีเวลาศึกษาข้อมูล ดังนั้นเราควรปกป้องกลุ่มคนเหล่านี้โดยทำให้อาหารดีต่อสุขภาพราคาถูกกว่าสินค้าที่ทำลายสุขภาพ โดยสินค้าที่ลดโซเดียมในหมวดเดียวกันที่ไม่เสียภาษีก็ไม่ควรอาศัยจังหวะนี้ขึ้นราคา นอกจากนี้มาตรการที่ควรทำควบคู่กันคือ การสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคโดยมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเพื่อเป็นทางเลือกกับผู้บริโภค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว   

มาตรการภาษีโซเดียม แก้ปัญหาบริโภคเค็ม thaihealth

นายธนพล ดอกแก้ว  ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวว่า ตนขอสนับสนุนมาตรการจัดเก็บภาษีโซเดียมในอุตสาหกรรมอาหารที่มีโซเดียมสูงของรัฐบาล เพราะเป็นนโยบายที่ดีในการดูแลสุขภาพของประชาชน ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการกินเค็ม ชอบกินขนมขบเคี้ยวและกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งแต่เป็นนักศึกษา ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปี และเป็นไตวายระยะสุดท้ายเมื่ออายุ 30 ปี ในสมัยนั้นหลักประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุมค่าฟอกไต ฟอกเลือด ทำให้มีค่าใช้จ่ายครั้งละ 6,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 72,000 บาท ดังนั้นหากรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลถึง 4 โรค ทั้งเบาหวาน หัวใจ ความดัน ไต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่รัฐแบกไว้จะสูงถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท หากปล่อยให้คนไทยบริโภคเค็มต่อไปจะเป็นภาระทางสุขภาพของประชาชนและต่อประเทศ 

8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง

ที่มา : talkaboutsex.thaihealth

8 กลยุทธ์ สอนลูกดูแลตัวเอง thaihealth

เด็กทุกคนควรเรียนรู้ จัดการกิจวัตรประจำวันของตัวเอง อย่างเป็นเวลา เช่น เรื่องกิน นอน หรือเรื่องเรียน เพื่อเรียนรู้วินัย ความรับผิดชอบง่าย ๆ สิ่งสำคัญและปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเป็นจริงได้ ก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

1. แปรงฟัน

พาลูกไปเลือก ไปซื้อแปรงสีฟัน-ยาสีฟัน ที่ลูกชอบหรืออยากได้สิคะ เป็นวิธีที่ให้ลูกมีส่วนร่วมกับเรื่องของเขาเอง เพียงคุณเป็นผู้ช่วยที่บอกถึงเรื่องสุขอนามัยในช่องปาก เช่น ก่อนเข้านอน ก็ชวนกันไปฉลองแปรงสีฟันอันใหม่ และอย่าลืมบอกวิธีการแรปงฟันที่ถูกต้องให้กับลูกด้วย

2. สระผม

เด็กเล็ก ๆ ของเล่นเป็นสิ่งจูงใจได้มาก ส่วนเจ้าหนูตัวโต อาจเพิ่มเทคนิค ว่าด้วยความชอบความสนใจชักชวนลูก เช่น วันนี้แม่แชมพูกลิ่นหอม ๆ ของแม่ หนูน่าจะชอบแล้วก็ให้ลูกเป็นนักทดลอง คุณสอนลูกสระผม เช่น เทแชมพูใส่ฝ่ามือทีละน้อยสระ 2ครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาดจนแน่ใจว่าฟองหมด

3. อาบน้ำ

ใช้นิทานที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายการอาบน้ำ ดูแลตัวเอง มาเป็นเครื่องมือในการสอนลูก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ลูกจะได้ทั้งความสนุก ความเพลิดเพลินจากการฟังนิทาน ซึมซับข้อดีเรืองการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายด้วยค่ะ

4. ขับถ่าย

สอนลูกให้เข้าใจถึงความจำเป็น เรื่องระบบขับถ่ายสุขภาพที่ดีผ่านการกินอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ กินให้ครบ 5หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ จะได้ไม่ติดนิสัยเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่สำคัญคุณเอง ก็ต้องเป็นต้นแบบให้ลูก ๆ

5. ใส่เสื้อผ้า

ร้องเพลงประกอบท่าทาง ก็เป็นเรื่องสนุกชักชวนลูกเรียนรู้เรื่องการใส่เสื้อผ้าได้ค่ะ เช่น ชูมือขึ้นแล้วหมุน ๆ เรามาใส่เสื้อทีละแขนใส่เสร็จแล้วก็ติดกระดุม เช็กความเรียบร้อยดูสิติดกระดุมครบหรือเปล่านะ รูดซิปหรือยังเอ่ย เป็นต้น

6. ใส่ถุงเท้า-รองเท้า

เล่นเกมแข่งใส่ถุงเท้า โดยจับเวลากันว่า ระหว่างคุณพ่อกับคุณลูกใครทำได้เร็วและเสร็จก่อน คนนั้นชนะพร้อมปรบมือให้กำลังใจ และลงท้ายด้วยการสอนลูก เช่น ใส่ถุงเท้าให้ถูกด้านผูกเชือกรองเท้าเรียบร้อยหรือไม่ เป็นต้น

7. ซักผ้า

ชวนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ให้ลูกคนเล็กช่วยตักน้ำใส่กะละมัง ส่วนพี่คนโต มีกำลังแรงมากกว่า ก็ช่วยแม่ซักผ้า อาจเริ่มจากซักผ้าเช็ดหน้า ซักถุงเท้าของตัวเองก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเมื่อถึงวัยที่คุณเห็นควร ก็ให้ลูกได้ดูแลเรื่องความสะอาด เสื้อผ้าของตัวเอง

8. ดูแลที่นอน

ยกให้เป็นหน้าที่ลูกวัยโต วัยที่รับรู้เรียนรู้ได้มากกว่าเด็กเล็กค่ะ โดยให้ลูกคอยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองและคุณ เช่น จัดเก็บทำความสะอาดที่นอนของตัวเองทุกครั้งเมื่อตื่นนอนหรือล้างจาน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว

ที่ลืมไม่ได้คือ กำลังใจ คำชมเชย เป็นพลังบวก ที่ให้กำลังใจ มีมูลค่ากับความรู้สึกของลูกค่ะ ฉะนั้น ชมลูกคนเก่งของคุณ เมื่อลูกทำได้ด้วยนะคะ

เบาหวาน คุมได้

ที่มา : Good Factory

เบาหวาน คุมได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

 

เบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ เป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ในผู้สูงวัย โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 60–79 ปี ซึ่งมีความชุกในการเกิดโรคอยู่ที่ร้อยละ 19.2 (60–69 ปี) และ 18.8 (70–79 ปี)

เบาหวาน เมื่อเป็นแล้ว ไม่สามารถรักษาให้ให้ขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ซึ่งทำได้โดย

ไปพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังอาการ
ดูแลและควบคุมอาการด้วยตนเอง ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย การกินยา รวมถึงการฉีดอินซูลิน(สำหรับผู้ป่วยบางราย)

ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานใช้เวลาไปพบหมอเฉลี่ยประมาณปีละ 4 ครั้ง มีเวลาพบแพทย์และรับคำปรึกษาประมาณ 1 ชม./ครั้ง เท่ากับ 4 ชม./ปี นั่นเท่ากับว่า คนไข้ต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเกือบตลอด 365 วัน ในการดูแลและควบคุมอาการของโรคเบาหวานด้วยตนเอง

แต่จากข้อมูลของรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ปี 2557 พบว่า กลุ่มคนที่เป็นเบาหวานและสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดีนั้น ยังมีไม่มาก ซึ่งจากรายงานฯ ดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

เป็นเบาหวาน(ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด ≥ 126 มก./ดล.) แต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์มาก่อน พบมากสุดในกลุ่มอายุ 15–29 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 30–44 ปี ทั้งหญิงและชาย และมีสัดส่วนลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ยกเว้นผู้ชายอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51 และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ชายในทุกกลุ่มอายุ มีสัดส่วนคนที่ไม่ได้รับการตรวจเบาหวานสูงกว่าผู้หญิง
เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นเบาหวาน แต่ไม่เคยรับการรักษากลุ่มนี้มีไม่มากนัก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง(ยกเว้นกลุ่มอายุ 30–44 ปี) กลุ่มที่พบมากสุดคือ ผู้ชายอายุ 80 ปีขึ้นไป
ได้รับการรักษา แต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด ≥ 130 มก./ดล.) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเมื่อเทียบในกลุ่มที่มีอายุเดียวกัน และพบมากในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มที่มีสัดส่วนมากสุดคือ ผู้หญิงอายุ 80 ปีขึ้นไป
ได้รับการรักษา และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือด <130 มก./ดล.) พบมากสุดในกลุ่มอายุ 70–79 ปี รองลงมาคือ 60–69 ปี ทั้งผู้หญิงและชาย และยังพบอีกว่า ผู้หญิงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าผู้ชาย เมื่อเทียบในกลุ่มที่มีอายุเดียวกัน ยกเว้นกลุ่มอายุ 45–59 ปีและ 70–79 ปี มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่า มี 2 กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มที่ 1 : เป็นเบาหวาน แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็น จึงไม่ได้รับการรักษา พบมากในคนที่มีอายุน้อย เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และอีกกลุ่มที่สำคัญ คือ ผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป กลุ่มที่ 2 : รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ได้รับการรักษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาจสืบเนื่องมาจาก ผู้หญิงมีสัดส่วนที่เข้ารับการตรวจเบาหวานมากกว่าผู้ชาย แต่ปัญหาสำคัญคือ ยังควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ทั้งหญิงและชาย โจทย์ที่ต้องคิดเพื่อแก้ไขปัญหาโรคเบาหวาน มีอยู่ 2 ประการ คือ

“จะทำอย่างไรให้คนเข้ารับการตรวจเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ” เพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
“จะทำอย่างไรให้คนที่เข้ารับการรักษา สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ” ซึ่งกุญแจสำคัญของเรื่องนี้คือ การดูแลและจัดการตนเองในเรื่องอาหาร การออกกำลัง กินยา และ/หรือฉีดอินซูลิน

เพราะเบาหวานเป็นแล้วไม่หาย ทางรักษาที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาล ถ้าไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมามีทั้งโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานขึ้นตา โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคหลอดเลือดส่วนปลายจนแผลเรื้อรัง ผู้ป่วยหลายรายถึงขั้นต้องตัดเท้า

ฉะนั้น การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ต้น ร่วมกับการดูแลและจัดการตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล จึงเป็น 2 โจทย์สำคัญที่ต้องช่วยกันขบคิด เพื่อตัดวงจรของเบาหวาน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่โรคอื่น

สาเหตุของอาการปากแห้ง

สาเหตุของอาการปากแห้ง

สาเหตุของอาการปากแห้ง

การที่ริมฝีปากของเราต้องประสบกันปัญหา แห้ง แตก ลอก หนังที่หลุดออกมา ถ้าไปถึงเข้าบางที่ก็ทำเอาสะดุ้ง เพราะความเจ็บแสบริมฝีปากไปตามๆ กัน สาวๆ เคยมีปัญหาแบบนี้กันบ้างหรือเปล่าคะ กับอาการปากแห้งโดยที่ไม่ทราบสาเหตุทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่หน้าหนาวแล้ว ทำไมปากถึงยังแตกระแหงอยู่แบบนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ถึงสาเหตุของอาการปากแห้งที่แท้จริง

 

จริงๆ แล้วอาการปากแหงมีได้หลายสาเหตุ เราต้องคุยกันก่อนว่าผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก โดยตรงมีอะไรบ้าง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับช่องปากและฟันมีอะไรบ้าง บางครั้งคนที่ชอบรับประทาอาหารเผ็ดร้อนก็มีโอกาสปากแห้งได้

 

สาเหตุของอาการปากแห้ง

 

1.ภูมิแพ้สัมผัสบริเวณริมฝีปาก

 

เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ที่มีริมฝีปากแห้ง เพราะเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดช่องปากและฟัน ที่คนทุกเพศทุกวัยใช้กันอยู่ทุกวัน ได้แก่ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ไหมขัดฟัน และรวมถึงเครื่องสำอาง เช่น ลิปบาล์ม ลิปกลอส ลิปสติก ที่สาวๆ ใช้กันเป็นประจำ การแพ้สัมผัสที่ริมฝีปาก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

 

 กลุ่มที่ 1 เรียกว่าเป็นกลุ่มการแพ้ระคายเคือง (Irritant Contact Cheilitis) สาระสำคัญที่เป็นสาเหตุคือสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ที่เป็นส่วนประกอบของยาสีฟันแทบทุกยี่ห้อ ได้แก่ โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate, SLS) ซึ่งยาสีฟันที่มีสารนี้ผสมอยู่มาก จะมีลักษณะที่ใฟ้ฟองมากด้วย เวลาที่แปรงฟันแล้วฟองถูกบริเวณริมฝีปากซ้ำๆ ทุกวัน ก็เป็นสาเหตุให้ริมฝีปากค่อยๆ แห้งมากขึ้นได้ เหมือนกับเวลาที่คุณแม่บ้านล้างจาน ซักผ้าบ่อยๆ แล้วมือแห้งลอกนั่นเอง

 

 กลุ่มที่ 2 เรียกว่าแพ้สัมผัสแบบมีภูมิ (Allergic Contact Cheilitis) อาการอาจพบได้ตั้งแต่ริมฝีปากแห้งลอก แตกเป็นร่องจนถึงขั้นเป็นตุ่มน้ำ แตกเป็นแผลและตกสะเก็ด โดยผื่นอักเสบดังกล่าวอาจจะลามไปที่ผิวหนังรอบๆ ริมฝีปากได้ด้วย สารกระตุ้นภูมิแพ้ (Allergen) ที่พบบ่อยได้แก่ สารแต่งกลิ่น แต่งรส เช่น รสมิ้นท์ กลิ่นน้ำมันหอมระเหยกลิ่นสมุนไพรในยาสีฟัน รสผลไม้และกลิ่นหอมในลิปบาล์มหรือลิปกลอส สารกันเสียที่ผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น พาราเบน จนถึงส่วนประกอบทางเคมีอีกหลายชนิด ซึ่งในกลุ่มนี้ ถ้ามีประวัติแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับริมฝีปากและช่องปากหลายชนิด ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อพิจารณาทำการทดสอบแบบ Patch test เพื่อหาสารกระตุ้นภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ โดยนำผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าแพ้มาให้แพทย์ตรวจสอบด้วย จะทำให้การรักษาและป้องกันการแพ้สัมผัสไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ และเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

2.ภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)

 

เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของอาการปากแห้ง คนไข้ที่มีอาการท้องร่วง หรืออาเจียนมากๆ คนที่มีอาการไข้สูง ไข้จากการติดเชื้อ เช่น ไข้เลือดออก ซึ่งระหว่างที่เป็นไข้จะทำให้ร่างกายดึงน้ำเพื่อนำไปใช้ในเมตาบอลิซึ่มอย่างอื่น บริเวณผิวส่วนที่มีความจำเป็นน้อยลงอย่างริมฝีปาก ก็จะเกิดการแห้งน้ำ ปากก็จะมีลักษณะแห้งและมีอาการแดงร่วมด้วย

 

3.สภาพอากาศ

 

เป็นปัจจัยหนึ่งของอาการปากแห้ง เช่น คนที่เดินทางไปต่างประเทศ ประเทศเมืองหนาวที่มีหิมะตก หรืออุณหภูมิติดลบเยอะๆ ความชื้นสัมพัทธ์ในอาการต่ำ ประกอบกับแสงแดดที่แรง ก็อาจจะทำให้ริมฝีปากที่ปกติ จะมีเนื้อเยื่อที่มีความชุ่มชื้นเยอะ ก็อาจกลายเป็นพื้นบริเวณที่เกิดอาการแห้งได้ง่าย ปากแห้งจากสาเหตุนี้ไม่มีอันตรายที่น่าห่วง เพียงแค่ดื่มน้ำมากๆ และทาปิโตรเลียมเจลลี่บ่อยๆ ก็สามารถป้องกันได้

 

4.สาเหตุอื่นๆ

 

สาเหตุของอาการปากแห้ง เช่น การเลียริมฝีปากบ่อยๆ (Lip licking) พบผื่นแดงเป็นวงรอบริมฝีปากร่วมกับริมฝีปากแห้งอักเสบ มักพบในเด็ก ส่วนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่พบฟันไม่สนิท ใส่อุปกรณ์จัดฟัน หรือในคนสูงอายุที่บริเวณมุมปากย้อยลงมา ทำให้มีน้ำลายออกมาขัง ก็อาจจะเกิดอาการอักเสบที่บริเวณริมปากได้ บางคนที่มีอาการปากแห้งทั้งๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ต้องถามถึงประวัติ นอนกรน และอาการคัดแน่นในจมูก เพราะการหายใจทางปากแทนทางจมูก ก็ทำให้ริมฝีปากแห้งได้ ขณะที่คนทำอาชีพกสิกรรม ทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดนแดดมากๆ เป็นระยะเวลานาน ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับริมฝีปากอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับแสงแดด เรียกว่า Actinic Cheilitis จะมีอาการริมฝีปากแห้งลอก ผิวบางลง และมีอาการอักเสบอ่อนๆ อยู่ตลอด ซึ่งในกรณี้ต้องติดตามอาการเป็นระยะ เนื่องจากมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งริมฝีปากได้ นอกจากนั้น ประวัติการใช้ยา เช่น ยารักษาสิวกลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอชนิดรับประทาน (Oral Retinoid) ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปากแห้งแตกได้

 

ความแตกต่างของการปากแห้งในผู้หญิงและผู้ชาย

 

ทั้งสองเพศมีโอกาสเกิดริมฝีปากแห้งจากสาเหตุต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นได้เท่าๆ กัน แต่ในรายละเอียดเรื่องการแพ้สัมผัสอาจแตกต่างกันบ้าง ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงการแพ้สัมผัสจากการใช้ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับเช็ดใบหน้าที่อาจมีสารลดแรงตึงผิวและแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมมากกว่าผู้ชาย

 

ส่วนผู้ชายถ้ามีอาการปากแห้ง อาจต้องสังเกตว่าแพ้โฟมที่ใช้เวลาโกนหนวดหรือพวก After Shave Lotion ด้วยหรือเปล่า

เครดิต:http://women.haijai.com/3362/

ตากแดดเพิ่มวิตามินดีโดยไม่ท่าครีมกันแดด

ตากแดดเพิ่มวิตามินดีโดยไม่ท่าครีมกันแดด

ตากแดดเพิ่มวิตามินดีโดยไม่ท่าครีมกันแดด

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า คนไทยวัยทำงานมากกว่า 1 ใน 3 ขาดวิตามินดี โดยเฉพาะคนทำงานในออฟฟิศ โดยวิตามินดีมีความสำคัญต่อต่อสุขภาพมาก เช่น ช่วยลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้การมีระดับวิตามินดีต่ำ ยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

 

คุณหมอแนะนำวิธีปรับพฤติกรรมเพื่อรับวิตามินดังนี้

 

ควรให้ผิวแสงแดดบ้าง โดยไม่ทาครีมกันแดดบริเวณแขนหรือขา สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี แต่การทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้าก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำเป็นประจำ ออกไปรับแดดช่วงเช้าหรือเย็นบ้าง วันละ 5-15 นาที และควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น ซึ่งนอกจากทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีแล้ว ยังได้คุณประโยชน์อื่นๆ ด้วย

เครดิต:http://women.haijai.com/3396/

อาการริมฝีปากแห้งแตกเกิดจากสาเหตุ

อาการริมฝีปากแห้งแตกเกิดจากสาเหตุ

อาการริมฝีปากแห้งแตกเกิดจากสาเหตุ

ปากแตก

 

ริมฝีปากนับเป็นส่วนประกอบสำคัญบนใบหน้าทีช่วยเสริมบุคลิกของเราให้น่ามองมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อริมฝีปากมีปัญหาจึงเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจของใครหลายคน ปัญหาของริมฝีปากที่พบบ่อยเห็นทีจะหนีไม่พ้น “ริมฝีปากแห้งแตก ลอกเป็นขุย” โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว อากาศแห้งและเย็น ทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น ริมฝีปากจึงมักแห่งแตกเป็นขุยได้ง่าย ผู้เขียนจึงขอหยิบยกปัญหาต่างๆ และวิธีการดูแลริมฝีปากมาฝากกัน

 

ทำไมริมฝีปากแตก?

 

อาการริมฝีปากแห้งแตกเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้มากมาย เช่น

 

• สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศหนาวจัด ทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดการลอกเป็นขุย

 

• แพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปาก เช่น ลิปสติก ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

 

• แพ้อาหารและผลไม้บางชนิด การแพ้อาหารหรือผลไม้เมื่อสัมผัสบริเวณฝีปาก อาจก่อให้เกิดการแพ้แบบลมพิษเฉพาะที่ และเมื่อเป็นเรื้อรังริมฝีปากจะแห้งแตกเป็นขุยได้เช่นกัน โดยในผลไม้อาจแพ้ยางหรือแพ้น้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันจากผิวส้ม มะม่วง สับปะรด ถั่วลิสง เป็นต้น

 

• แพ้แสงแดด มักพบบริเวณริมฝีปากล่าง ซึ่งเกิดเนื่องจากการถูกแสงแดดนาน

 

• การสบฟันที่ผิดปกติ อาจทำให้เกิดมีผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณมุมปากทั้ง 2 ข้างได้

 

• การเลียปาก เนื่องจากในน้ำลายมีเอนไซม์ที่ทำให้ริมฝีปากเสียความชุ่มชื่น เป็นสาเหตุทำให้ริมฝีปากแห้งลอกได้

 

• โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคพุ่มพวง โรคผิวหนังอักเสบ ทำให้เกิดผื่นผิวหนังบริเวณริมฝีปากได้เช่นกัน พวกนี้มักมีผื่นผิวหนังบริเวณส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย

 

 

ลิปสติกก่อปัญหาให้ริมฝีปากจริงหรือ?

อันที่จริงการแพ้ลิปสติก มักเกิดจากการแพ้น้ำหอม สี รวมถึงสารกันบูด ลาโนลิน กรดวิตามินเอ โดยอาการแพ้สามารถสังเกตได้จากอาการมีขุยคันเป็นๆ หายๆ พบได้ทั้งบริเวณริมฝีปากบนและริมฝีปากล่าง แต่ในกรณีที่มีอาการแพ้มากอาจเกิดเป็นลักษณะริมฝีปากอักเสบบวม หรือหายใจไม่ออก

 

เมื่อมีอาการแพ้ต้องหยุดใช้ลิปสติกแท่งนั้นทันที แล้วเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หากทราบว่าตัวเองแพ้สารชนิดใดในลิปสติกแล้ว ก่อนซื้อลิปสติกก็ควรอ่านฉลากส่วนผสมข้างกล่องก่อน เพื่อป้องกันการซื้อลิปสติกซึ่งมีสารแพ้ซ้ำ อย่างไรก็ตามการแพ้ลิปสติกจะพบรอยผื่นเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่ทาเท่านั้น ถ้าผื่นลามออกนอกริมฝีปาก มักเป็นจากสาเหตุอื่นมากกว่าการแพ้ลิปสติก

 

การเลือกลิปสติกควรเลือกลิปสติกที่มีเนื้อเรียบ ให้ความชุ่มชื้น และความมันพอเหมาะ เนื้อไม่แตกร่วน หรือแข็งเป็นก้อน คงสภาพทั้งขณะที่เก็บไว้และในขณะใช้งาน ทนต่อสภาวะต่างๆ ได้ดี หลอมละลายได้ทันทีเมื่อสัมผัสกับริมฝีปาก ไม่มีอันตรายต่อผิวหนังให้สีติดทน แต่สามารถล้างออกได้ง่ายเมื่อต้องการ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน เป็นต้น

 

แก้ไขได้อย่างไร ?

การรักษาปัญหาปากแห้ง แตก เป็นขุย คือ การดื่มน้ำสะอาดโดยดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงการเลียปาก หมั่นใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ริมฝีปาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ หาทางหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เนื่องจากสารเคมีในชีวิตประจำวัน แสงแดด มลภาวะ ต่างก่อให้เกิดปัญหาบริเวณริมฝีปากได้ การหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้ จึงเป็นการรักษาและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับริมฝีปากได้ดีที่สุด หากไม่แน่ใจว่ามีอาการแพ้จริงหรือไม่ อาจทำการทดสอบโดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เมื่อทราบสาเหตุแล้วควรจะป้องกัน และปฏิบัติตามคำแนะนำของ

เครดิต:http://women.haijai.com/4244/

ยาคุมกำเนิดกับความงาม

ยาคุมกำเนิดกับความงาม

ยาคุมกำเนิดกับความงาม

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pill หรือ Birth control pill) นอกจากป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังมีประโยชน์ในการรักษา เช่น ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน รักษาอาการเยื่อบุโพรงมดลูกงอกผิดบริเวณ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านความสวยงามอีกด้วย

 

ในด้านความงาม ยาคุมกำเนิดช่วยลดภาวะการเกิดสิว หน้ามัน ขนดก ดูแลผิวพรรณ เนื่องจากยาคุมกำเนิดมีฮอร์โมนบางตัวออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่เป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้สิวลดลง ผิวเรียบเนียนขึ้น

 

สิว เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การักษาความสะอาดไม่ดี มีความมันบนใบหน้า หรือเกิดจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าฮอร์โมนเพศหญิง คือ มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง การรักษาควรแก้ไขตามสาเหตุ เช่น การรักษาความสะอาด ลดความมันบนใบหน้า หรือหากมีฮอร์โมนเพศชายสูง ควรรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโรเจน เพื่อต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน โดยควรเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ที่เป็น Ethinyl estradiol แทน Mestranol ที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นต้น โดยยาคุมกำเนิดรุ่นหลังๆ บางตัวมีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันที่ต่อมไขมัน จึงช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้

 

ขนดก เกิดจากการมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินไป ซึ่งมักจะพบเมื่อเริ่มเข้สู่วัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากมีการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนจากรังไข่  และต่อมหมวกไต การรักษาภาวะขนดกจะเริ่มด้วยการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นอย่างแรก โดยพิจารณาเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเช่นเดียวกับการรักษาสิว จากฮอร์โมน คือ เลือกเป็น Ethinyl estradiol โดยยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำให้ผลการรักษาเรื่องขนดกไม่แตกต่างกัน มักเริ่มด้วยสูตรยาที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol 30 ถึง 35 ไมโครกรัม ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี แนะนำให้ใช้ยาที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม และควรลดน้ำหนักร่วมด้วย จะส่งผลในการเพิ่มการตอบสนองต่อความไวของอินซูลิน และช่วยลดปริมาณฮอร์โมนแอนโดรเจนในกระแสเลือดด้วย

 

ในคนที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วน้ำหนักตัวขึ้น ควรเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) สารช่วยในการขับน้ำลดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตามยาเม็ดคุมกำเนิดมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภื ผู้ที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา ที่ปอด ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือภาวะสมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต มะเร็งเต้านม เนื้องอกเต้านม เบาหวานที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้น ก่อนใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดด้านความงาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

เครดิต:http://women.haijai.com/4419/


ไดเอท (Diet) สูตรไหนดี?

ไดเอท (Diet) สูตรไหนดี?

สงครามต่อสู้กับความอ้วน นอกจากจะไม่น้อยลงแล้ว นับวันจะมากขึ้น ผู้หญิงทุกวันนี้ เฉลี่ยน้ำหนักตัว รอบเอว รอบสะโพกใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีผู้คิดค้นตำรับตำราไดเอทใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ก็เพราะสูตรไดเอทเดิมไม่เห็นผลนั่นเอง ลองมาดูกันซิว่าตำราไดเอทสูตรไหน มีผลดีผลเสียอย่างไรกันบ้าง จะได้เลือกลองให้ถูก

 

Sugar-Free Diet สูตรไดเอทที่ปลอดน้ำตาล (ซึ่งน่าจะดีที่สุด)

 

อาหารในปัจจุบันนี้มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมค่อนข้างสูง คนยุคนี้ทานน้ำตาลมากกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน อย่างน้อย 10 เท่า ทั้งขนมหวานที่มีให้เลือกทานตลอด 24 ชั่วโมง เครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชานมไข่มุก กาแฟเย็น และอาหารคาวที่หวานขึ้นทุกวัน ทำให้คนยุคนี้น้ำหนักขึ้นเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและมะเร็งเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากน้ำตาลจะให้แคลอรีส่วนเกินแล้ว น้ำตาลยังลดความเป็นด่างในเลือดเพิ่มความเป็นกรด ก็เพิ่มการอักเสบในหลอดเลือด และในทุกอวัยวะ ทำให้เกิดโรคหลากหลาย รวมทั้งแก่เร็วขึ้น หากรับประทานอาหารไร้น้ำตาล งดขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้ รับรองผอมสวย รูปร่างดี และสุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญอยากดื่มเครื่องดื่มหรือทานอาหารที่ไร้น้ำตาล แต่ใช้น้ำตาลเทียมแทน เพราะน้ำตาลเทียมเป็นสารเคมีสังเคราะห์ แม้ไม่ให้แคลอรี ไม่ทำให้คุณอ้วนขึ้น แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี น้ำตาลเทียมบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ด้วย คุณจึงควรหลีกเลี่ยง

 

Vegan Diet การปฏิเสธเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด

 

ทั้งนม เนย ชีส ไข่ น้ำผึ้ง และเจลลาตินที่ทำจากสัตว์ วิธีนี้ทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้เร็ว และยิ่ง เป็น Raw Vegan Diet ยิ่งผอมเร็วยิ่งขึ้น เพราะจะทานแต่อาหารสดหรือดิบ ไม่ทานอาหารแปลงสภาพ คือ ทานผัก ทานผลไม้สด ทานส้มตำไม่ใส่ปู ไม่ใส่กุ้ง ทานสลัดผัก ทานถั่ว แต่จะไม่ทานขนมปัง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวที่แปลงสภาพจนไม่รู้แล้วว่าทำมาจากอะไร ข้อดีคือ น้ำหนักลดลงง่ายและเร็ว แต่ข้อด้อยก็คือ ทำได้ยาก ต้องมีกำลังใจและความมุ่งมั่นสูง และการกินแต่พืชผัก แม้จะได้วิตามิน และเกลือแร่หลากหลาย แต่ก็ขาดกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืชและกินสัตว์ ร่างกายเราต้องการสารอาหารที่สำคัญจำเป็นทั้งจากพืชและจากสัตว์ การไม่กินเนื้อสัตว์เลย มักมีผลให้ขาดธาตุเหล็ก ซีด ร่างกายขาดออกซิเจน รู้สึกอ่อนเพลีย และร่างกายอ่อนแอลง ติดเชื้อและเจ็บป่วยบ่อย ทั้งยังเสี่ยงต่อการที่จะขาดไอโอดีนจากอาหารทะเล ขาดธาตุเหล็ก สังกะสีและซีลิเนียม นอกจากนี้การขาดโปรตีนและไขมันจากสัตว์ ทำให้ขาดฮอร์โมนเพศทั้งหญิงและชาย และขาด Growth Hormone ที่จำเป็นต่อการชะลอความเสื่อมความชรา

 

Atkin’s Diet สูตรดั้งเดิม โดย นพ.แอทคิน

 

โด่งดังเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นสูตร Low-Carb คือไม่ทานคาร์โบไฮเดรต ทั้งแป้ง น้ำตาล รวมทั้ง ผัก และผลไม้ ซึ่งก็ให้น้ำตาลเหมือนกัน เช่น อาหารเข้าอนุญาตให้ทานเบคอน ไข่ดาว ไส้กรอกได้ แต่ห้ามทานขนมปัง ข้าวหรือแม้แต่น้ำส้ม หรือมะละกอ การไม่กินน้ำตาลและแป้งเลย แต่ทานเนื้อสัตว์ และไขมันสัตว์ได้ ทำให้ร่างกายเป็นกรดมากขึ้น ลด pH ในเลือด เกิดภาวะที่เรียกว่า ‘Keto-Acidosis’ ทำให้ปฏิกิริยาในร่างกายผิดปกติ เมตาบอลิซึมแปรปรวน เพราะตามธรรมชาติร่างกายเราจะใช้พลังงานอันดับแรกจากคาร์โบไฮเดรต ใช้แป้งและน้ำตาลเป็นพลังงานอันดับแรก แต่พอไม่กินแป้งและน้ำตาลเลย ร่างกายก็จะไปดึงเอาพลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ และจากกล้ามเนื้อ แม้วิธีนี้จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่เป็นวิธีที่ไม่ธรรมชาติ เมื่อร่างกายเป็นกรดมากขึ้น ทุกอวัยวะ และทุกระบบจะทำงานผิดปกติ ภูมิต้านทานลดลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสี่ยงต่อโณคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น และการไม่กินผักสดและผลไม้ หรือกินน้อยมาก ทำให้คุณขาดวิตามิน แร่ธาตุสารอาหารที่จำเป็น ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ (หมายเหตุ คุณหมอแอทคินเสียชีวิตแล้วด้วย ภาวะเส้นเลือดแตกในสมอง)

 

Gluten-Free Diet กลูเตนคือโปรตีนที่พบได้ตามธรรมชาติในข้าวสาลี หรือ วีต (Wheat), ข้าวไรย์ (Rye) และข้าวบาร์เลย์ (Barley)

 

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแพ้ หรือ ภูมิต้านทานไว หรือมีปัญหาลำไส้ทำงานผิดปกติ อาหารไม่ย่อย ท้องผูกสลับท้องเสีย ฯลฯ เลยมีการผลิตแป้งข้าวสาลีที่ดึงเอากลูเตนออกไป แล้วนำมาทำเป็นขนมปัง ขนมเค้ก ปลอดกลูเตน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่แพ้กูเตน แต่ถ้าคุณไม่มีปัญหานี้ ไดเอทตำรับนี้ก็คงไม่ช่วยในการควบคุมหรือลดน้ำหนักแต่อย่างใด

 

ลองเลือกสักไดเอท ที่ปลอดภัยได้ผล คุณก็จะสามารถมีสุขภาพดีและมีรูปร่างที่สวยงาม

เครดิต:http://health.haijai.com/2428/

การอ้วนลงพุงการสลายพุง

การอ้วนลงพุงการสลายพุง

คุณทราบมั้ยคะว่า การอ้วนลงพุงเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าอ้วนที่สะโพกหรือต้นขาซะอีก งานวิจัยพบว่าคนที่อ้วนลงพุง มักเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก หัวใจวาย ความจำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ กระดูกบางหรือพรุน ข้ออักเสบ เบาหวาน และเสี่ยงต่อมะเร็ง อีกหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งทวารและลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer)

 

คุณผู้ชายมักจะมีปัญหาอ้วนลงพุงมากกว่าคุณผู้หญิง โดยเฉพ่าวงอายุน้อยกว่า 40 ปี ผู้หญิงวัยสาว หากกินอาหารได้พลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ก็จะสะสมไว้ที่บั้นท้าย สะโพก และต้นขา มากกว่าที่หน้าท้องแต่พออายุเลยหลักสี่ ฮอร์โมนเพศหญิงเริ่มถดถอย ก็จะมีการสะสมไขมันบริเวณกลางลำตัวเพิ่มขึ้น ทำให้หญิงวัยทองเอวหนา หน้าท้องใหญ่ อ้วนลงพุงไปตามๆ กัน

 

 การอ้วนลงพุงมักเป็นตามพันธุกรรมแต่ไลฟ์สไตล์ การกินอาหารแคลอรีสูง และขาดการออกกำลังกาย เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่า ไม่จำเป็นว่าต้องกินอาหารมันๆ เท่านั้นถึงจะลงพุง กินแป้งกินน้ำตาล กินอาหารจานใหญ่ๆ หรือไม่ได้กินอาหรมาก แต่ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก กาแฟเย็น หรือดื่มแอลกอฮอล์ ก็ยิ่งมีสิทธิอ้วนลงพุงมากขึ้น เพราะแอลกอฮอล์ ให้พลังงานสูง โดย 1 กรัม ให้พลังงาน 7 แคลอรีเกือบเท่าไขมัน (1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี) และมากกว่า แป้ง น้ำตาล และโปรตีน (1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี) แถมเวลาดื่มแอลกอฮอล์ มักร็สึกหิวและกินได้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว กินแบบไม่ร็สึกอิ่มสักที เวลาดื่มเหล้า ตับจะทำงานหนักในการพยายามกำจัดแอลกอฮอล์ออกไปจากร่างกาย ทำให้ตับกำจัดหรือเผาผลาญไขมันลดลงเลยยิ่งอ้วนลงพุง

 

 อาหารฟาสต์ฟู้ดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้คนรุ่นใหม่อ้วนลงพุง เพราะมักมีปริมาณมาก และให้พลังงานสูง แถมร้านฟาสต์ฟู้ดมักไม่ค่อยชอบแจงตารางพลังงานอาหาร งานวิจัยพบว่าฟาสต์ฟู้ดร้านไหนบอกพลังงานอาหาร คนจะเลือกซื้ออาหารพลังงานต่ำมากขึ้น กินเมนูที่ให้พลังงานสูงๆ น้อยลง

 

 ไขมันที่ทำให้เราอ้วนลงพุงได้มากที่สุด ก็คือ ไขมันดัดแปลง Hydrogenated Fat หรือ Trans Fat หรือ ไขมันเทียม เนยเทียม มาการีน นมข้นหวาน ฯลฯ ที่มักใช้ในอุตตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยว แครกเกอรืหรือขนมปังกรอบ ช็อกโกแลต เบเกอรี่ คุ้กกี้ ไฮศครีม ฯลฯ เพราะราคาถูกว่าเนยจริง และไม่ละลายง่ายในอากาศร้อน แต่ไขมันเทียมจะกระตุ้นให้มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องมากขึ้น และมีการสะสมไขมันบริเวณอื่นของร่างกายน้อยลง

 

การจะลดพุง ลดหน้าท้อง ก็คงต้องลดน้ำหนักไปทั้งตัวด้วย แค่ซิทอัพ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง อาจช่วยกระชับพุงได้เล็กน้อย แต่สลายพุงไม่ได้ทั้งหมด ต้องมีการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ที่หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น เพื่อเร่งการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานในการออกกำลังกาย และต้องออกกำลังกายต่อเนื่องกันนานกว่า 20 นาที เพราะช่วง 15-20 นาทีแรกที่เราออกกำลังกาย ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนที่เก็บสะสมไว้ในตับและในกล้ามเนื้อก่อน เมื่อเผาผลาญไกลโคเจนหมดแล้ว งจะดึงเอาไขมันส่วนเกินที่สะสมไว้ออกมาใช้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคได้แก่ การวิ่ง จ้อกกิ้ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่านน้ำ ฯลฯ ต้องทำให้เหนื่อยในระดับที่ไม่สามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้ จึงจะเกิดการสลายไขมัน และสลายพุงได้

 

 นอกจากจะต้องออกกำลังแล้ว ยังจำเป็นต้องควบคุมอาหารไปพร้อมๆ กัน หากยังกินเยอะได้รับแคลอรีแยะ ร่างกายก็คงไม่สามารถดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาใช้ ต้องกินให้น้อยลง ให้พลังงานติดลบ ถึงจะสลายพุงและลดน้ำหนักได้ ควรเลือกกินอาหารไขมันต่ำ-น้ำตาลน้อย อย่างฉลาด บางคนเลือกเครื่องดื่มหรือขนมที่บอกว่าไม่มีน้ำตาล หรือน้ำตาลน้อย (No หรือ Low Sugar) หาร็ไม่ว่าเขาใช้น้ำตาลฟรุกโตส หรือ corn syrup แทนน้ำตาลทราย แม้ฟรุกโตสจะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ตามธรรมชาติ แต่ก็ให้พลังงาน 4 แคลอรีเหมือนน้ำตาลทราย อ้วนลงพุง และเป็นเบาหวานได้เหมือนกัน หรือบางคนเลือกเครื่องดื่ม และอาหารที่ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลทราย แม้พลังงานแคลอรีจะน้อยลงจริง แต่น้ำตาลเทียมก็เป็นสารสังเคราะห์ที่อาจทำให้มีปัญหาสุขภาพหรือโรคร้ายตามมาได้

 

 ควรเลือกกินอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์สูงๆ กินผักสด และผลไม้ที่ไม่หวาหนให้ได้มากกว่า 60% ของอาหารแต่ละมื้อในแต่ละวัน ไฟเบอร์จะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง ลดการดูดซึมของไขมันและน้ำตาล ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด เมื่ออิ่มท้องนาน ก็จะกินน้อยลง กินข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมื้อ แทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องมีเส้นใยไฟเบอร์สูงกว่า และยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่ถูกขัดทิ้งไปหมด เพื่อให้ได้ข้าวขาว เลือกกินขนมปังโฮลวีทแทนขนมปังขาวเป็นต้น

 

 นอกจากนี้ควรเตือนตัวเองให้จิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน ให้ร่างกายได้รับน้ำมากกว่า 2ลิตร หรือมากกว่า 8 แก้ว น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกเซลล์ในร่างกายของเรา ในขบวนการเมตาโบลิซึม การหายใจ การเผาผลาญพลังงานก็ต้องใช้น้ำทั้งสิ้น การดื่มน้ำแก้วใหญ่ก่อนอาหารก็จะช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นด้วย หรือเวลารู้สึกหัว ก็ให้ดื่มน้ำสักหนึ่งแก้วก่อนที่จะหยิบขนมหรืออาหารว่างเข้าปาก เพราะคุณอาจอิ่มน้ำจนไม่ต้องกินขนมเลยก็ได้

 

 หากหิวโหยระหว่างมื้ออาหาร ให้ลองจิบชาเขียว ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระคาเทชิน (Catechins) ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดไขมันหน้าท้องได้ดี หรือผลไม้อย่างบลูเบอร์รี ก็มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Journal of Nutrition พบว่าหนูทดลอง 2 กลุ่ม ที่กินอาหารไขมันสูงเหมือนกัน แต่กลุ่มที่กนิบลูเบอร์รี จะไม่น้ำหนักตัวลดลง และไขมันในช่องท้องก็ลดลงด้วย

 

ข่าวดีคือเวลาลดน้ำหนัก ไขมันช่วงลำตัว มักถูกสลายได้เร็วกว่าบริเวณอื่น และยังไม่มีวิธีสลายพุงวิธีใดที่ได้ผลดีไปกว่าการควบคุมอาหาร กินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการและออกกำลังกายเร่งเมตาโบลิซึม เผาผลาญไขมันส่วนเกินที่สะสมไว้ให้สลายออกไป หน้าท้องก็จะยุบลง ได้ทรวดทรงองค์เอวกลับคืนมา

เครดิต:http://health.haijai.com/2244/

ลดน้ำหนักด้วยวิธี เพลีโอ (Paleo Diet)

ลดน้ำหนักด้วยวิธี เพลีโอ (Paleo Diet)

วิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กินแบบมนุษย์ถ้ำ” เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่มีผู้สนใจค้นหาในกูเกิ้ลมากที่สุดในปี 2013 กลับไปเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ล่าเนื้อสัตว์และตกปลาหรือกินอาหารทะเลเป็นอาหาร ดำรงชีพด้วยอาหารเท่าที่หาได้ในยุคนั้น เช่น ไข่ วอลนัท เมล็ดพืช ผลไม้ ผัก สมุนไพร เหมือนกลับไปช่วงของบรรพบุรุษก่อนมีการพัฒนาการเกษตร ซึ่งผ่านมากว่าหมื่นปีแล้ว

 

ควรทาน ผัก ผลไม้ เนื้อ (ไขมันต่ำ) อาหารทะเล เมล็ดพืชพี่ไม่รวมธัญพืชและถั่วตลอดจนไขมันดีต่อสุขภาพ

 

ควรเลี่ยง นม ธัญพืชทุกชนิด อาหารแปรรูป น้ำตาล แอลกอฮอล์

 

ในปี 2008 ผลจากการสำรวจวิธีการลดน้ำหนักแบบเพลีโอ พบว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบใดๆ เหมือนการลดน้ำหนักด้วยวิธีการลดคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนลงไป นับว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาว และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย

 

ข้อดี ทำให้คุณกล้าที่จะรับประทานผักและผลไม้มากขึ้น ลดการรับประทานอาหารที่แคลอรีที่ปริมาณสูงๆ ได้ จึงทำให้น้ำหนักลดได้ดั่งใจ แถมไม่ต้องคอยนับแคลอรีในอาหารที่ทานด้วย

 

ข้อเสีย ปัจจุบันยังไม่ได้มีรายงานใดที่กล่าวถึงข้อเสียของการลดน้ำหนักด้วยวิธีมนุษย์ยุคหินนี้ เพียงแต่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์เท่าไรนัก ซึ่งปัจจุบันก็มีการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อ

เครดิต:http://health.haijai.com/2510/